Saturday, 18 July 2026
Hard News Team

‘ประเสริฐ’ เตือน "บางพรรค" หยุดพฤติกรรมตกปลาในบ่อเพื่อน ลั่น! แม้การโยกย้ายพรรคเป็นเรื่องปกติ แต่หากมีผลประโยชน์ตอบแทน ไม่ใช่วิถีประชาธิปไตย มั่นใจยื่นซักฟอกใช้เสียง "สส.เพื่อไทย" ได้

(20 พ.ย. 68) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ว่า อยู่ระหว่างการตัดสินใจของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรคครั้งสุดท้ายอีกครั้ง

ถามย้ำว่า พรรค พท.จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ใช่หรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ขณะนี้เรากำลังเตรียมการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 อยู่ เรากำลังเตรียมข้อมูลที่ใช้ในการอภิปราย มีการประชุมและตั้งคณะทำงานแล้ว อยู่ระหว่างรวบรวมประเด็น อย่างไรก็ตาม การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจใช้เฉพาะเสียง สส.พรรค พท.ได้ เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้ใช้เสียง 1 ใน 5 ไม่ต้องใช้เสียงของพรรคประชาชน (ปชน.) หรือไม่ต้องยื่นโดยผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งขณะนี้พรรค พท.มี สส.140 คน และยังไม่ทราบท่าทีพรรค ปชน.ว่าจะร่วมยื่นญัตติด้วยหรือไม่

เมื่อถามว่า กรณีที่มีบางพรรคการเมืองพยายามที่ดึง สส.ของพรรค พท.ไปนั้น นายประเสริฐ กล่าวว่า ตนได้รับคำบอกกล่าวจาก สส.และสมาชิกพรรค พท.หลายคนว่ามีความอึดอัดใจที่มีพรรคการเมืองที่เป็นพรรครัฐบาลในปัจจุบัน ได้โทรศัพท์มาชวน สส.ของพรรค พท.ตลอดเวลาแม้จะปฏิเสธไปแล้ว ก็ยังโทรมาชวนไม่หยุด ตนคิดว่าพฤติกรรมแบบนี้คือพฤติกรรมตกปลาในบ่อเพื่อน

"อยากส่งสัญญาณบอกไปยังพรรคที่มาเชิญชวนว่าอยากให้เลิกพฤติกรรมเหล่านี้ แม้ว่าการโยกย้ายพรรคจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่การโยกย้ายในลักษณะที่มีผลประโยชน์ตอบแทน ผมมองว่าไม่ใช่วิถีทางตามระบอบประชาธิปไตย ถือเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยด้วยซ้ำ" นายประเสริฐ กล่าว

มุมมอง CEO ดัง!! ชี้คนเก่งเอกชนไทย มีเพียบแต่ไม่กล้าเข้า เพราะการเมืองเน่า มืออาชีพต้องการอิสระและอำนาจเต็ม พรรคใดให้ได้ อนาคตไทยอาจเปลี่ยนทิศ

(21 พ.ย. 68) เฟซบุ๊ก “Worawoot Ounjai ”หรือ นายวรวุฒิ อุ่นใจ ผู้ก่อตั้งบริษัท ออฟฟิศเมท จำกัด (มหาชน) โพสต์ระบุข้อความว่า จากที่ผมเคยทำงานภาคเอกชน และเคยทำงานสมาคมการค้าใหญ่ของประเทศไทยมานับสิบปี ทำให้มีโอกาสทำงานร่วมกับคนเก่งภาคเอกชนจากหลากหลายองค์กร

ผมมั่นใจว่าคนเก่ง คนดีภาคเอกชนไทย ในระดับเดียวกับคุณแต๋ม ศุภจี รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์คนปัจจุบัน ยังมีอีกหลายสิบท่านครับ เพียงแต่ท่านเหล่านั้น อาจยังไม่เป็นที่รู้จักในสังคมวงกว้าง แต่ในภาคเอกชนจะรู้ฝีมือกันดี

และผู้บริหารมืออาชีพเหล่านี้ หลายท่านเก่งและมีชื่อเสียงในระดับโลกเลยด้วยซ้ำ...เสียดายที่หลายท่านไม่สนใจจะทำงานการเมืองกันเลย

เพราะทุกท่านจะส่ายหน้า และบอกว่าการเมืองไทยมันเน่าเฟะมาก..เข้าไปก็ทำอะไรไม่ได้มากเพราะนักการเมืองจะไม่ยอมถ้าเข้าไปมีนโยบายขัดขวางผลประโยชน์ของคนเหล่านั้น

นอกจากนี้ หลายท่านก็จะเอือมระอากับระบบข้าราชการไทย ที่ยากจะตอบสนองกับแนวคิดที่ทันสมัยและสปีดในการขับเคลื่อนของมืออาชีพจากภาคเอกชน

ทุกๆ ท่านที่เก่งจะบอกว่า ถ้าจะเข้าไปทำงาน ภาคการเมืองต้องให้อิสระและอำนาจเต็มโดยไม่เข้ามาก้าวก่าย ถ้าแบบนั้นค่อยน่าสนใจเข้าไปทำงานช่วยชาติ

เพราะถ้าไม่ได้อำนาจเต็มและมีอิสระในการทำงาน เข้าไปก็เสียชื่อเปล่าๆ เพราะขับเคลื่อนอะไรไม่ได้ เงื่อนไขที่ว่านี้...พรรคการเมืองมักไม่ยอมรับเสียด้วยสิ เรื่องให้อำนาจเต็ม และมีอิสระเต็มที่ในการทำงาน

ดังนั้นวันนี้ พรรคการเมืองไหน จะเชิญมืออาชีพที่เก่งๆ เข้ามาเป็นรัฐมนตรีในโควต้าพรรค ต้องยอมรับเงื่อนไขเหล่านี้จากมืออาชีพก่อนนะครับ แล้วมาดูกันว่า พรรคไหนจะเชิญผู้บริหารมืออาชีพ มาเป็นรัฐมนตรีได้จริง..และจะเชิญมาได้สักกี่คน

อนาคตประเทศไทย ถ้าจะมีก็ต้องมาจากรัฐมนตรีมืออาชีพเหล่านี้แหละครับ ถ้านักการเมืองเทา ยังครองเก้าอี้รัฐมนตรีกันอยู่แบบทุกวันนี้..ก็อยู่กันไปแบบเทาๆ ไร้อนาคตกันต่อไปครับ

แบมแบมลุยคอนเสิร์ต!! 22–23 พ.ย. นี้เจอกัน ชวนแฟนไทยกลับ “บ้าน” ในคอนเสิร์ต “HOMETOWN in Bangkok” มีแขกรับเชิญและเพลงจาก EP HOMETOWN

(21 พ.ย. 68) แบมแบม กันต์พิมุกต์ ภูวกุล หรือ BamBam จากวง GOT7 เตรียมจัดคอนเสิร์ตใหญ่ในประเทศไทย ในชื่อ "2025 BamBam HOMETOWN Concert in Bangkok" ที่ธันเดอร์โดม สเตเดียม เมืองทองธานี ในวันที่ 22 และ 23 พฤศจิกายน 2568 เวลา 20.00 น. ทั้งสองรอบ โดยคอนเสิร์ตนี้เป็นการแสดงเดี่ยวเต็มรูปแบบที่ออกแบบมาเพื่อแฟนเพลงไทยโดยเฉพาะ

ผู้จัด iMe Thailand ยืนยันว่าคอนเสิร์ตรอบวันที่ 22 พฤศจิกายนได้สถานะ "Sold Out!" แล้ว ส่วนรอบวันที่ 23 พ.ย. ยังเปิดให้แฟนๆ ได้เลือกซื้อบัตร โดยราคาบัตรเริ่มต้นที่ 3,900 ถึง 5,900 บาท พร้อมสิทธิพิเศษอย่างโปสเตอร์และบัตรแข็งที่ระลึก

คอนเสิร์ตนี้จะพาแฟน ๆ สัมผัสกับเพลงจากอัลบั้มภาษาไทยชุดแรกของแบมแบม "HOMETOWN" ซึ่งเป็นอีพีที่ประกอบด้วย 5 เพลงทั้งหมดในภาษาไทย เช่น Dancing By Myself (feat. Timethai), More Than Friend (feat. Jeff Satur), Greenlight (feat. Ink Waruntorn), WONDERING และ Angel In Disguise ผลงานโปรดิวซ์โดย Pharrell Williams

นอกจากนี้ แบมแบมยังจะนำเพลงโซโลฮิตเก่าและเมดเลย์เพลงของ GOT7 มารวมไว้ในโชว์เพื่อเล่าเรื่องราวเส้นทางจากเด็กไทยสู่นักร้อง K-Pop ที่หวนกลับมาร้องเพลงภาษาไทยอย่างเต็มศักยภาพ รวมทั้งมีแขกรับเชิญพิเศษ ได้แก่ Timethai, Ink Waruntorn และ Jeff Satur ที่เคยร่วมงานในอัลบั้มนี้

กฎเกณฑ์สำหรับแฟนคลับที่เข้าร่วมคอนเสิร์ตระบุว่าผู้ที่สูงเกิน 100 ซม. ต้องซื้อตั๋ว โดยไม่แนะนำให้เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีเข้าส่วนโซนยืน รวมถึงห้ามใช้อุปกรณ์ที่รบกวนการชม เช่น กล้องโปร ไม้เซลฟี่ และแนะนำให้ไปถึงหน้างานล่วงหน้าอย่างน้อย 1–2 ชั่วโมงเพื่อการเข้าแถวและสแกนบัตร

ทั้งนี้ คอนเสิร์ต "2025 BamBam HOMETOWN Concert in Bangkok" ไม่ใช่แค่การแสดงคอนเสิร์ตเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงออกทางวัฒนธรรมและซอฟต์พาวเวอร์ของศิลปินไทยในวงการ K-Pop ที่ใช้เพลงและโชว์เล่าเรื่องราวประเทศไทยไปสู่สายตาระดับโลกอย่างแท้จริง

ไทยไม่เคยตกเป็นอาณานิคมตะวันตก เพื่อนบ้านหาว่าสยามขายดินแดนแลกอิสรภาพ เจ้าประเทศราชต่างหากที่เชิญฝรั่งเป็นนาย แต่ถูกบิดเบือนให้กลายเป็นผู้ร้ายของเรื่อง

(21 พ.ย. 68) เฟซบุ๊ก Kornkit Disthan หรือ กรกิจ ดิษฐาน โพสต์ข้อความ ประชาชนของเพื่อนบ้านบางประเทศจำพวกหนึ่ง ได้รับการสั่งสอนมาแบบไหน ถึงเสียดสีไทยว่า "ที่ไทยไม่เคยเป็นอาณานิคมตะวันตกเพราะขายแผ่นดินของตัวเอง/เพื่อนบ้านแลกกับอิสรภาพ"

ผมเคยได้ยิน "วาทะเวรกรรม" แบบนี้ครั้งในสื่อของรัฐบาลทหารอังวะเมื่อหลายปีก่อน ต่อมาได้ยินมาจากพวกเวียด ต่อมาได้ยินจากกัมปูเจีย ต่อมาได้ยินจากพวกมาลัยรัฐ 

พวกนี้ก็รู้ว่าไทยในตอนก่อนเป็นรัฐชาติสมัยใหม่นั้นมีสภาพเป็น "จักรวรรดิ" ประกอบด้วยดินแดนของเพื่อนบ้านที่เป็นอาณาจักรอิสระมาก่อน แต่เพราะตีกันเองภายในบางกลุ่มจึงเรียกไทยไปช่วย พอไทยไปช่วยก็เอาดินแดนพวกนั้นมาเป็นประเทศราชเสียเลย เพราะบางประเทศนั้นไม่ได้เรียกแต่ไทยยังไปเรียกอังวะมายุ่งบ้าง เรียกเวียดมาวุ่นวายบ้าง เมื่อพวกกระหายดินแดนเหล่านี้มาจ่อคอหอยแล้วจะให้ไทยนั่งตบยุงเฉยๆ เรอะ?

ด้วยความที่อาณาจักรพวกนี้เป็นเอกราชมาก่อนจึงไม่มีทางอยู่ใต้อำนาจไทยไปตลอด ดังนั้นเมื่อสบโอกาสที่ฝรั่งเข้ามา เจ้าแผ่นดินของพวกนี้จึงอ้อนฝรั่งเป็นนายใหม่แทนไทย เช่น เจ้ากัมปูเจียที่เชิญฝรั่งเศสมาเป็นนายตัวเองโดยที่เขาไม่ได้ใช้กำลังยึดครองเพราะไม่อยากจะเป็นข้าสยามอีกต่อไป ส่วนเจ้าหลวงพระบางเองก็ขอฝรั่งเข้ามาปกป้องเพราะเห็นว่าไทยพึ่งพาไม่ได้ในช่วงกบฏฮ่อเป็นต้น ยังมีเจ้าท้องถิ่นอีกจำนวนหนึ่งที่ทำแบบเดียวกัน

สรุปก็คือ ไทยไม่ได้เฉือนแผ่นดินตัวองแลกเอกราช แต่เจ้าประเทศราชของไทยเอาแผ่นดินตัวเองไปถวายพานให้ฝรั่งเองต่างหาก แล้วฝรั่งก็บีบให้ไทยสละสิทธิเหนือประเทศราชเหล่านั้น

ทั้งหมดนี้อยากเป็นลูกน้องฝรั่ง เพราะไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของ "จักรวรรดิสยาม" อีกต่อไป ดังนั้นสยามไม่ได้ขายใคร แต่พวกนี้ขายตัวเองเพื่อเป็นรัฐอารักขาหรืออาณานิคมฝรั่งก็ยังดี

แต่เพราะความกระดากใจหรือความริษยาอะไรก็ตาม พอพวกนี้ได้เอกราชก็พยายามซ่อนความอัปยศที่เคยขายตัวให้ฝรั่งเอาไว้ โดยการโบ้ยความผิดว่า "เพราะไทยนั่นแหละเราถึงตกเป็นเมืองขึ้นเขา" และ "เพราะไทยไม่มีศักดิ์ศรีจึงแลกทุกอย่างเพื่อรักษาเป็นเอกราช"

และคงสอนแนวคิดความนี้ในระบบการศึกษาด้วย เพื่อนบ้านบางพวกจึงเห็นผิดเป็นชอบ ไม่ได้ตระหนักเลยว่าที่พวกตนมีเอกราชทุกวันนี้ได้ก็เพราะสยามให้ที่คุ้มหัวพวกนักต่อสู้เพื่อนเอกราชมากมาย ทั้งจากอังวะ อันนัม กัมปูเจีย ล้านช้าง ฯลฯ ดังนั้น ขบวนการเอกราชบางประเทศก็เริ่มต้นที่บางกอกนี่เอง

นอกจากจะไม่สำนึกข้าวแดงแกงร้อนแล้ว ยังกล่าวหาไทยว่า "สมคบกับญี่ปุ่นเปิดทางให้พวกนั้นรุกรานเรา"

แหม อยากเอาตำราประวัติศาสตร์ฟาดกระบาลเบาๆ

ไอ้อังวะที่บังอาจพูดเช่นนี้หารู้ไม่ว่า ขบวนการเอกราชพม่านั้นรักญี่ปุ่นปานจะกลืนกิน และต้อนรับญี่ปุ่นมาช่วยขับไล่พวกบริเตนใหญ่เจ้าอาณานิคม 

ประเทศไทยเสียอีกที่เป็นชาติเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สู้กับญี่ปุ่นในสมรภูมิจากภาคกลางจรดภาคใต้ 

พวกบริเตนใหญ่ที่รับปากว่าจะช่วยไทยขับไล่ญี่ปุ่น พอญี่ปุ่นมาก็หายหัวหมด ทั้งยังแพ้ญี่ปุ่นหมดท่าเพราะความประมาทเลินเล่อ 

พวกรัฐมาลัยที่กล่าวหาไทยทรยศเอเชียด้วยการปล่อยให้ญี่ปุ่นเข้ามาที่คาบสมุทร พวกเอ็งโปรดทราบว่าบิดาอังกฤษของพวกเอ็งนั้นทำสัญญาบีบคั้นกับไทย ห้ามไทยตั้งกองพันตั้งแต่บางสะพานลงมาจนจรดชายแดนรัฐมลายู มันอ้างว่าจะอารักขาไทยเองแต่ความจริงก็คือหมายจะห้ามไทยขุดคอคอดกระและรักษาเขตอิทธิพลของตนไว้ในปักษ์ใต้ 

ผลก็คือ พอญี่ปุ่นจะบุก บิดาของพวกรัฐมาลัยก็โอ้อวดว่าจะมาช่วยไทย เพราะรู้ว่าไทยสู้ไม่ไหวหรอกมีทหารแค่นั้น แม้พวกนั้นจะโม้แล้วไม่ทำตามที่คุยไว้ แต่ทหารและประชาชนไทยก็ยังสู้ญี่ปุ่นจนเลือดนองทะเลไปทั่วปักษ์ใต้

มนุษย์ปากเสียพวกนี้บอกว่าไทยสมคบกับญี่ปุ่นอย่างโน้นอย่างนี้ โปรดทราบเถอะว่าคนไทยไม่ได้สมคบญี่ปุ่น แต่รัฐบาลพิบูลสงครามต่างหากที่ทำ คนไทยนั้นสู้ญี่ปุ่นอยู่ชาติเดียว ส่วนพม่านั้นแทบจะจูบปากกันอยู่แล้ว พวกอินโดนีเซียก็ต้อนรับญี่ปุ่นในฐานะผู้ปลดปล่อยจากดัตช์ แม้พวกมลายูบางกลุ่มก็สมคบกับญี่ปุ่นจะได้ช่วยปลดแอกจากฝรั่ง (แต่มีน้อยมาก จนเข้าใจว่าพวกมาลัยรัฐชอบอยู่ใต้ฝรั่งมากกว่าเอเชียด้วยกัน) 

ส่วนพวกอินโดจีน คือ ลาว เขมร และเวียด ไม่ได้รับโอกาสนั้นจากญี่ปุ่น (สนับสนุนเอกราช) เพราะญี่ปุ่นเกรงใจพวกรัฐบาลวิชีฝรั่งเศสที่เป็นอักษะด้วยกันจึงไม่ได้ผลักดันให้ทั้ง 3 ดินแดนนี้เป็นเอกราช กระนั้นพวกเวียดก็เคยหวังว่าญี่ปุ่นจะเข้ามาปลดแอกตนและหวังจะให้ญี่ปุ่นช่วยสู้เพื่อเอกราช จนกระทั่งช่วงท้ายสงครามจึงตระหนักว่าหวังผิดไปแล้วค่อยต่อสู้กับญี่ปุ่นด้วยฝรั่งเศสด้วยในช่วงสุญญากาศระหว่างการยุติสงคราม

สรุปก็คือ เกือบทั้งหมดนี้ไม่ว่าระดับหนึ่งล้วนแต่เป็นพวกสมคบกับญี่ปุ่นทั้งสิ้น แม้แต่ไทยจะเข้าร่วมกับญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ แต่ไทยก็ยังสู้กับการรุกรานของญี่ปุ่น ไม่เหมือนพวกเพื่อนบ้านที่เห็นพวกญี่ปุ่นเป็นพระมาโปรด

แต่แล้วพวกเพื่อนบ้านกลับโทษไทยว่าทำให้ญี่ปุ่นเข้ามารุกราน นี่เป็นเพราะประเทศพวกนี้แม้จะได้รับเอกราชแล้ว (โดยญี่ปุ่นช่วยไว้ด้วยซ้ำ) แต่เพราะรังเกียจที่ญี่ปุ่นแพ้และยังปลดแอกตัวเองจากวาทกรรมประวัติศาสตร์ของตะวันตก (ผู้ชนะ) ไม่ได้ จึงอำพรางความเกี่ยวข้องของตนกับญี่ปุ่น จากนั้นก็ชี้นิ้วมาที่ไทยว่าเป็น "แกะดำ" ที่ทำให้ทั้งภูมิภาค "ฉิบหายกันหมด เพราะเอ็งมันยอมญี่ปุ่นอยู่ประเทศเดียว" (ซะที่ไหน) 

พวกนี้ เพราะต้องการปลุกอารมณ์ชาตินิยมด้วยการสร้าง "เรื่องเล่าอันยิ่งใหญ่ของบรรพชน" จึงยังพยายามปกปิดความอุบาทว์ของอดีตที่ผู้นำของขายแผ่นดินให้ฝรั่งกันเอง บางคนนั้นสมคบกับเจ้าอาณานิคมกดขี่ประชาชนตัวเองด้วยซ้ำ แต่เพื่อไม่ให้ประชาชนรู้ความชั่วช้าของตนเอง จึงชี้มาที่ไทยว่า "เพราะเอ็งนั้นแหละยึดเราเป็นเมืองขึ้นแล้วขายเราเพื่อแลกอิสรภาพตัวเอง"

ไอ้การโทษคนอื่นมันง่าย แต่การยอมรับความจริงมันยาก ดังนั้นการที่บางประเทศนั้นแม้จะก้าวหน้าทางวัตถุ แต่ก็ยังไม่เจริญทางสติปัญญา ก็เพราะขาดการมองเชิงวิพากษ์มาที่ตัวเอง 

บางประเทศนั้นวัตถุก็ไม่เจริญ สติปัญญาก็ไม่มี ดังนั้นจึงถูกสนตะพายได้ง่าย เมื่อเจ้านายเฆี่ยนตี มันก็พุ่งขวิดมาที่เราเท่านั้น

‘ท็อป นพนันท์ สุวรรณจตุพร’ ผู้ปฏิเสธธุรกิจครอบครัวตามล่าฝัน ก่อนหวนกลับมาสานต่อสิ่งที่ ‘พ่อสร้าง’ พร้อมพาธุรกิจทะยานอย่างก้าวกระโดด

เมื่อพูดถึงความสำเร็จในธุรกิจ หลายคนอาจคิดว่าการได้รับธุรกิจมรดกจากครอบครัวคือทางลัดที่ดีที่สุด แต่สำหรับนพนันท์ สุวรรณจตุพร หรือคุณท็อป ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สุวรรณจตุพร จำกัด เขากลับเลือกเดินทางที่ต่างออกไป ด้วยการสร้างธุรกิจของตัวเองจนประสบความสำเร็จ ก่อนจะกลับมารับช่วงต่อธุรกิจครอบครัวที่มูลค่าหลายร้อยล้านบาท

การเริ่มต้นด้วยความรัก ไม่ใช่ตัวเลข

"เราไม่ได้มองตัวเลขเป็นเรื่องแรก แต่เรามองว่าเราต้องทำเพื่อให้ชีวิตเราดีขึ้น" คุณท็อปเล่าถึงปรัชญาในการทำธุรกิจของเขา เมื่ออายุยังน้อย แม้คุณพ่อจะสร้างธุรกิจจากมือเปล่าจนกลายเป็นธุรกิจมูลค่าหลายร้อยล้าน แต่เขากลับเลือกที่จะออกมาทำธุรกิจของตัวเอง

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้มาจากคำสอนของคุณพ่อที่ให้เขา "ไปหาอะไรที่รัก ที่ชอบ ไปหาตัวเองให้เจอ" พร้อมกับปลูกฝังความเชื่อที่ว่า "ทุกอย่างเริ่มต้นจากน้อยไปมาก" และ "อยู่ที่ใจเรา ถ้าใจเราสู้ เราคิดจะทำอะไร มันเริ่มต้นได้ทั้งนั้น"

ด้วยแรงบันดาลใจจากความรักที่มีต่อแม่และครอบครัว คุณท็อปเริ่มต้นสร้างธุรกิจของตัวเองจนมีรายได้หลายสิบล้านบาทต่อปี สร้างชีวิตที่ดีให้กับคนรอบข้าง และพิสูจน์ความสามารถของตัวเอง

จุดเปลี่ยนชีวิต: เมื่อต้องกลับมารับธุรกิจครอบครัว

ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อคุณพ่อจากไป ตอนอายุ 30 ปี คุณท็อปต้องเผชิญกับการตัดสินใจครั้งสำคัญ: จะทำธุรกิจของตัวเองต่อ หรือกลับมาดูแลธุรกิจที่บ้าน สิ่งที่เขาไม่เคยคิดว่าจะทำ

ก่อนจากไป คุณพ่อได้ฝากความรับผิดชอบไว้กับเขา "ป๊าจะฝากแม่กับน้องกับมึงได้ไหม" คำพูดเหล่านี้กลายเป็นแรงผลักดันให้เขาตัดสินใจรับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว ไม่ใช่เพราะเงิน แต่เพราะความรักและความรับผิดชอบต่อครอบครัว

"สิ่งที่ผมเสียใจมากที่สุดในชีวิตคือ วันที่ผมมียอดธุรกิจที่โต 60-80% แต่คุณพ่อผมไม่อยู่ ไม่ได้เห็นความสำเร็จนั้น" 

ความท้าทาย: Generation Gap และการปรับโครงสร้างธุรกิจ

การเข้ามาบริหารธุรกิจครอบครัวไม่ใช่เรื่องง่าย คุณท็อปต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย โดยเฉพาะเรื่อง Generation Gap ระหว่างพนักงานรุ่นเก่าที่ทำงานกับคุณพ่อมานานกับทีมงานรุ่นใหม่

"มันเหมือนการก่อสร้างโรงแรมบนที่ดินที่มีโรงแรมเก่าอยู่" เขาเปรียบเทียบ "ถ้าต้องการโครงสร้างใหม่ที่สามารถเติบโตได้มากกว่า ก็ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างเก่า ใช้สิ่งที่ดีต่อ เพิ่มสิ่งใหม่เข้าไป"

แน่นอนว่าการสร้างใหม่บนพื้นฐานเก่านั้นช้ากว่าการเริ่มต้นบนพื้นที่ว่าง แต่นั่นคือความท้าทายที่คุณท็อปยอมรับและเผชิญหน้า

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการดำเนินชีวิตและธุรกิจของคุณท็อปคือ "ทัศนคติ" เขาถามตัวเองเสมอว่า "เราทำธุรกิจเพื่ออะไร" และคำตอบคือ "เพื่อครอบครัว เพื่อคนที่เรารัก"

เมื่อคุณพ่อจากไป เขาได้กำหนดลำดับความสำคัญในชีวิตใหม่ โดยให้คุณแม่เป็น first priority พร้อมสัญญาว่าจะทำงานและพาแม่ไปเที่ยวในสถานที่ที่แม่อยากไป ขณะที่แม่ยังแข็งแรง

สำหรับพนักงาน คุณท็อปมองว่าพวกเขาเปรียบเสมือนครอบครัว "เขาคือน้องสาว น้องชาย อาหรือน้องของเรา ถ้าเขาเกิดปัญหาครอบครัว เราพร้อมซัพพอร์ต 200-300% แต่ในมุมกลับมา เขาก็ดูแลเราได้อย่างดี"

กลยุทธ์การบริหาร: จากวิกฤตสู่โอกาส

การเข้ามาบริหารธุรกิจในช่วงที่ธุรกิจกำลังตกต่ำนั้นไม่ง่าย หลายคนมองว่าธุรกิจ "ซันดาวน์" แล้ว แต่คุณท็อปมองต่าง 

"ธุรกิจที่ยังคงอยู่บนโลกนี้ได้คือ basic need คือปัจจัยสี่" เขาสรุป "ธุรกิจของพ่อผมจริงๆ แล้วไม่ได้ซันดาวน์ มันอยู่ที่เราจะเปลี่ยนองค์ประกอบยังไง"

เขาใช้เปรียบเทียบกับโทรศัพท์มือถือ "เราแค่เปลี่ยนกรอบ ทำความสะอาด เปลี่ยนฟิล์มหน้าจอ แม้สเปกยังเท่าเดิม แต่ดูเหมือนเครื่องใหม่ คนก็รู้สึกว่าใช้ต่อได้อีก"

คุณท็อปเริ่มจากการทำสิ่งเล็กๆ ที่ไม่กระทบต่อคน เช่น การเจรจากับซัพพลายเออร์และคู่ค้า สร้างความมั่นใจทีละขั้น จนผลลัพธ์เริ่มปรากฏ และคนรุ่นหลังเริ่มเห็นว่า "ไอ้ตี๋คนนี้ทำได้"

การเรียนรู้ตลอดชีวิต: MBA ทุก 5 ปี

สิ่งที่น่าสนใจคือคุณท็อปให้ความสำคัญกับการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เขาเรียน MBA ทุก 5 ปี เพราะเชื่อว่า "การเรียน MBA ตอนอายุ 25 กับ 35 ปี มันคนละเรื่อง"

"Philip Kotler ออกใหม่ Business Model Canvas เปลี่ยนหมด Channel เปลี่ยนหมด" เขาอธิบาย "15 ปีที่แล้วยังไม่มี Shopee ตอนนี้มันเปลี่ยนทั้งตลาด เด็กนักศึกษาที่เรียน Case Study ก็เรียนเรื่องที่เป็นปัจจุบัน"

ไม่จำเป็นต้องเข้ามหาวิทยาลัยเสมอไป เขาแนะนำว่าอาจเรียนออนไลน์ เข้าคอร์สเฉพาะทฤษฎีก็ได้ แต่สิ่งสำคัญคือต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

ความสำเร็จท่ามกลางวิกฤต: โควิดและการปรับตัว

ช่วงโควิด-19 เป็นช่วงที่ยากลำบากที่สุดสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวและอาหาร แต่คุณท็อปไม่ยอมแพ้ "ผมแทบไม่มีรายได้เลย แต่ผมเปลี่ยนทุกอย่างที่เป็น food service มาทำออนไลน์ เน้นของคุณภาพดี ส่งให้หน่วยงานราชการ โดยแทบไม่ได้กำไรแต่ให้มี cash flow มีทุนหมุนเวียน"

ผลลัพธ์คือในขณะที่ธุรกิจท่องเที่ยวตกต่ำ แต่ธุรกิจของเขากลับเติบโต 60-80% จากการเพิ่ม SKU ใหม่ๆ เกือบ 1,000 รายการ "ยอดในสินค้าเดิมอาจจะตก แต่ยอดรวมไม่ตกเพราะเรามี SKU ใหม่เข้ามาเสริม"

หลักการสำคัญ: โฟกัส หมกมุ่น และเลเซอร์โฟกัส

เมื่อถามถึงเคล็ดลับความสำเร็จ คุณท็อปเน้นย้ำ 3 คำสำคัญ: "โฟกัส หมกมุ่น และเลเซอร์โฟกัส"

เขายกตัวอย่างว่า "ถ้าคุณอยากได้อะไร คุณต้องทำสิ่งนั้นแบบหมกมุ่น" เขาอธิบาย "เหมือนเวลาเล่นเกม Counter Strike หรือ Warcraft อยากเก่ง ก็ต้องอยู่หน้าคอมทั้งวัน"

แต่สิ่งสำคัญคือต้องรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่เราต้องการจริงๆ ไม่ใช่เอาเป้าหมายของคนอื่นมาเป็นเป้าหมายเรา "บางคนอยากมีที่ดินเล็กๆ บ้านเล็กๆ อยู่สบาย นั่นก็คือเป้าหมายแล้ว"

มุมมองต่อพนักงานและการทำงาน

สำหรับคนที่ทำงานเป็นพนักงาน คุณท็อปมีคำแนะนำที่ชัดเจน: "คิดว่าธุรกิจนี้เป็นของเรา ถ้าเราเป็นเจ้าของ เราจะดูแลยังไง ถ้าเราคิดแบบนี้ เราจะมีความรับผิดชอบ ความมั่นคงในอาชีพจะดีขึ้น ตำแหน่งจะเติบโต รายได้จะโตด้วย"

เขาเตือนว่า "ถ้าทุกคนอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ ก็จะไม่มีพนักงาน ธุรกิจก็ไปต่อไม่ได้" และชี้ให้เห็นว่าผู้บริหารระดับสูงหลายคนที่ไม่ใช่ญาติเจ้าของก็ประสบความสำเร็จได้ เพราะพวกเขาคิดว่าธุรกิจนั้นเป็นของตัวเองตั้งแต่แรก

ความกังวลของเขาคือ "สมัยนี้เด็กวัยรุ่นคิดเรื่องนี้น้อยลง ไม่ได้ใส่ใจเรื่องความรับผิดชอบ สิ่งนี้เป็นอันตรายที่จะเกิดขึ้นในอีก 20-30 ปีข้างหน้า"

คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่

สำหรับลูกหลานเจ้าของธุรกิจที่กำลังคิดจะทำธุรกิจของตัวเอง คุณท็อปให้คำแนะนำที่น่าคิด: "อย่าทะเลาะกับเงินตัวเอง"

เขาอธิบายว่า "ธุรกิจที่พ่อแม่สร้างมา ถ้าตีเป็นเงิน ตีไม่ได้ เพราะมันมีฐานลูกค้า ความน่าเชื่อถือ ความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ที่สร้างมานานหลายสิบปี สิ่งเหล่านี้มีค่ามากกว่าเงิน"

"เงินกับเวลา อะไรแพงกว่า" เขาถาม "หลายคนบอกเงิน แต่จริงๆ คือเวลา เพราะเวลาที่มีอยู่นี้แหละที่สร้างเงินได้"

การเริ่มต้นธุรกิจใหม่ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้ามีธุรกิจครอบครัวอยู่แล้ว การใช้ทรัพยากรและเวลาที่มีอยู่พัฒนาต่อยอดอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

เป้าหมายในชีวิต: ครอบครัวที่ดีที่สุด

เมื่ออายุ 40 ปี คุณท็อปมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน "ผมอยากได้ครอบครัวที่ดีที่สุด ดีที่สุดสำหรับผม เท่าที่ผมสามารถทำได้ในชีวิต"

พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่าเป้าหมายในชีวิตเปลี่ยนไปตามอายุ "ตอนอายุ 25 เป้าหมายคือบ้าน รถ รถสปอร์ต แต่ตอนอายุ 40 ของที่ซื้อมาตั้งแต่อายุ 25 ยังอยู่ในตู้ไม่ได้ใช้"

"แบรนด์เนมไม่ใช่เป้าหมายแล้ว" เขากล่าว "เป้าหมายคือครอบครัวที่อบอุ่น ได้ใช้เวลากับคนที่เรารัก"

บทเรียนสำคัญ: กัดไม่ปล่อย

เมื่อถามถึงหัวใจสำคัญของความสำเร็จ คุณท็อปตอบสั้นๆ แต่ทรงพลัง: "กัดไม่ปล่อย ไม่ล้มเลิก แล้วก็เทคทุกอย่างให้เป็นของเราให้ได้มากที่สุด"

เขาเตือนว่าในยุคที่เศรษฐกิจไม่ดี "เราไม่สามารถรอให้คนอื่นช่วยเราได้ เราต้องช่วยตัวเองก่อน เราต้องทำอะไรก็แล้วแต่ที่เราสามารถทำได้ในขีดความสามารถของเรา"

"คนเรามักใจร้อน มักมองว่ามันไม่ใช่ที่ของเรา แต่ถ้าเราสามารถทำสิ่งเล็กๆ แล้วค่อยๆ เติมอิฐไปเรื่อยๆ เมื่อผลลัพธ์ออกมา คนก็จะเห็นว่าเราทำได้"

จากคนหนุ่มที่ปฏิเสธธุรกิจครอบครัวเพื่อสร้างธุรกิจของตัวเอง ก่อนจะกลับมาพิสูจน์ตัวเองด้วยการนำธุรกิจครอบครัวเติบโตท่ามกลางวิกฤต ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เขาพิสูจน์แล้วว่าด้วยหัวใจที่แข็งแกร่ง จิตใจที่ไม่ยอมแพ้ และความรักที่มีต่อคนรอบข้าง ไม่มีอุปสรรคใดที่จะหยุดยั้งเราจากความสำเร็จได้

สนง.เกษตรฉะเชิงเทรา จัดอบรมพัฒนาการผลิต “มะพร้าวน้ำหอมบางคล้า” พร้อมถ่ายทอดความรู้มาตรฐาน GAP การแปรรูปและจัดการเศษวัสดุ ยกระดับคุณภาพ-รายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

(21 พ.ย. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา สำนักงานเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา นางวิภา จิระวัฒน์ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานเปิดโครงการกิจกรรมถ่ายทอดความรู้การพัฒนาการผลิตมะพร้าวน้ำหอมที่มีคุณภาพตามระบบมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practice)

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรและส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีคุณภาพและมาตรฐาน เพื่อสร้างเศรษฐกิจมูลค่าเพิ่มและเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ โดยมุ่งเน้นกิจกรรมหลักในการพัฒนาศักยภาพการผลิตมะพร้าวน้ำหอมบางคล้า

การอบรมครั้งนี้มีกลุ่มเป้าหมายคือ วิสาหกิจชุมชนมะพร้าวน้ำหอมจังหวัดฉะเชิงเทรา และเกษตรกรในพื้นที่อำเภอบางคล้า จำนวน 20 ราย โดยได้รับความรู้ในเรื่องการจัดการสวนมะพร้าวเพื่อพัฒนาการผลิตมะพร้าวน้ำหอมที่มีคุณภาพ

วิทยากรผู้บรรยายให้ความรู้ประกอบด้วย อาจารย์ ดร.พงษ์เพชร พงษ์ศิวาภัย อาจารย์ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตรกำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่บรรยายในเรื่องการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร และ นายวัชรินทร์ จำนงธรรม นักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรปราจีนบุรี

กิจกรรมดังกล่าวได้รับงบประมาณสนับสนุนจากแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อให้กระบวนการผลิตสินค้าเกษตรมีคุณภาพและได้มาตรฐาน ตรงตามความต้องการของตลาด เป้าหมายสำคัญคือการให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าเกษตรตามระบบการจัดการคุณภาพ GAP เพิ่มมากขึ้น และมีการขอใช้ ตราสัญลักษณ์ GI (Geographical Indication) เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มพูนความรู้ในการ แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และการ จัดการกับเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ในด้านการพัฒนาคุณภาพการผลิตที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย ทั้งต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอด สร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

รู้จัก 7 เอกลักษณ์ประจำชาติไทย สะท้อนความเป็นไทยให้โลกจำ

ชวนมารู้จักเอกลักษณ์ประจำชาติของเรากันอีกครั้ง หลังจากรัฐบาลประกาศอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 กับ 6 เอกลักษณ์ประจำชาติ “ช้างไทย – ราชพฤกษ์ – ศาลาไทย – ปลากัด – พญานาค – การไหว้”  และล่าสุดรัฐบาลได้ประกาศให้ แมวไทย 5 สายพันธุ์แท้ เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยงเป็นที่เรียบร้อย

FSB สกัดแผนยูเครน เตรียมลอบสังหาร นายทหารระดับสูงรัสเซีย ด้วยการผสมสารพิษมฤตยูร้ายแรง ใส่ในสุราจากสหราชอาณาจักร แลกค่าตอบแทน 5,000 ดอลลาร์

(21 พ.ย. 68) หน่วยความมั่นคงรัสเซีย (FSB) แถลงว่า ได้จับกุมชายชาวสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสค์(DPR) รายหนึ่ง ฐานมีส่วนพัวพันแผนลอบสังหารนายทหารระดับสูงของกระทรวงกลาโหมรัสเซีย โดยอ้างว่าแผนดังกล่าวได้รับคำสั่งและการสนับสนุนจากหน่วยข่าวกรองทหารยูเครน พร้อมระบุว่าเป็น “ปฏิบัติการก่อการร้ายด้วยสารเคมี” ที่ถูกสกัดไว้ได้ก่อนลงมือจริง

ตามคำแถลงของ FSB ผู้ต้องสงสัยถูกกล่าวหาว่าจะส่ง “ของขวัญ” เป็นเบียร์ผลิตในสหราชอาณาจักรให้เหยื่อ แต่ภายในขวดถูกผสมสารพิษรุนแรง 2 ชนิด คือ โคลชิซีน และสาร tert-butyl bicyclophosphate ซึ่งเจ้าหน้าที่รัสเซียอ้างว่าเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ใกล้เคียงกับสารประสาท VX ที่ถูกห้ามตามอนุสัญญาอาวุธเคมีปี 1993 และหากดื่มเข้าไปจะทำให้เสียชีวิตอย่างทรมานภายในเวลาประมาณ 20 นาที

FSB ระบุเพิ่มเติมว่า หลังถูกจับกุม ผู้ต้องสงสัยให้การรับสารภาพว่าได้รับการติดต่อจากฝ่ายยูเครน และถูกเสนอค่าตอบแทนราว 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 162,000 บาท) หากปฏิบัติการลอบสังหารสำเร็จ โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่รัสเซียอยู่ระหว่างขยายผลว่ามีผู้ร่วมขบวนการหรือเครือข่ายสนับสนุนในพื้นที่อื่นหรือไม่

หน่วยงานความมั่นคงรัสเซียยังเชื่อมโยงปฏิบัติการครั้งนี้กับกรณีที่เกิดขึ้นก่อนหน้าในเดือนสิงหาคม 2025 ซึ่ง FSB อ้างว่าจับกุมผู้ถือสองสัญชาติรัสเซีย–ยูเครน ที่ถูกกล่าวหาวางแผนลอบวางระเบิดรถยนต์ในแถบมอสโก

สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กำกับน้ำมัน-ก๊าซ ตั้งแต่คลังถึงปั๊มอย่างมีมาตรฐาน เชื่อมประสบการณ์ ขับเคลื่อนสู่ยุค Energy Transition ดูแลพลังงานให้มั่นคง โปร่งใส ไม่ทิ้งประชาชน

กรมธุรกิจพลังงาน (Department of Energy Business: DOEB) เป็นหน่วยงานสำคัญภายใต้กระทรวงพลังงาน ทำหน้าที่กำกับดูแล “ธุรกิจพลังงานปลายน้ำ” ของประเทศ ตั้งแต่การอนุญาต ควบคุม ดูแลการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง การขนส่ง การเก็บสำรอง และการกำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำมัน-ก๊าซ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง และพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการคุ้มครองผู้บริโภคและความปลอดภัยของสาธารณะ

ในยุคที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญทั้งความผันผวนของราคาพลังงานโลก การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า การได้ “นายสราวุธ แก้วตาทิพย์” มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน จึงนับเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่จะช่วยให้การกำกับดูแลธุรกิจพลังงานของไทยเดินหน้าอย่างมั่นคง ทันสมัย และยังคงยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง

สำหรับประวัติ นายสราวุธเป็น “วิศวกรเคมีเต็มตัว” จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมเคมีจาก California Polytechnic State University (Cal Poly) สหรัฐอเมริกา ก่อนเดินหน้าต่อในสายเดียวกันจนจบการศึกษาระดับปริญญาเอกจาก University of Southern California (USC) สหรัฐอเมริกา พื้นฐานด้านวิศวกรรมที่แข็งแรง ผสมกับมุมมองเชิงวิจัยและการคิดอย่างเป็นระบบจากการเรียนระดับบัณฑิตศึกษา ทำให้เขาไม่เพียงเข้าใจ “ตัวเลขและเทคนิค” ของพลังงาน แต่ยังมองเห็นภาพใหญ่ของระบบพลังงานทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นทางทรัพยากรไปจนถึงปลายทางผู้ใช้พลังงานในชีวิตประจำวันของประชาชน 

นอกจากนี้ยังผ่านการอบรมหลักสูตรพัฒนาผู้บริหารและเวทีวิชาการด้านพลังงานและนโยบายสาธารณะหลายรูปแบบ ทั้งในและต่างประเทศ ยิ่งช่วยขยายมุมมองจากวิศวกรภาคเทคนิค สู่บทบาท “นักนโยบายด้านพลังงาน” อย่างเต็มตัว 

เส้นทางราชการของนายสราวุธเติบโตมากับ “สายพลังงาน” อย่างต่อเนื่อง เขาเริ่มต้นจากงานด้านนโยบายและวิเคราะห์แผนพลังงาน ก่อนก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพลังงาน ทั้งในตำแหน่งรองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ รองปลัดกระทรวงพลังงาน และได้รับความไว้วางใจจากคณะรัฐมนตรีให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (Department of Mineral Fuels: DMF) ดูแลอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของประเทศ ซึ่งเป็น “ต้นน้ำพลังงาน” ที่มีผลโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานและรายได้เข้ารัฐของประเทศ ในช่วงที่นั่งเก้าอี้อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เขามีบทบาททั้งในด้านการบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียม การเจรจาประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสัมปทานและการรื้อถอนแท่นผลิต ตลอดจนการผลักดันแนวทางเทคโนโลยีลดก๊าซเรือนกระจก เช่น Carbon Capture and Storage (CCS) ในอุตสาหกรรมพลังงาน เพื่อให้การใช้ทรัพยากรฟอสซิลสอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ

ควบคู่กับบทบาทในส่วนราชการ นายสราวุธยังเคยทำงานในมิติการกำกับดูแลกิจการรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานที่สำคัญของประเทศ โดยทำหน้าที่กรรมการและกรรมการบริหารความเสี่ยงในบริษัทระดับชาติ อาทิ ปตท. (PTT), บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) ก่อนจะไปรับตำแหน่งกรรมการอิสระในบริษัท Global Power Synergy (GPSC) ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เขามองเห็นทั้ง “มุมของผู้กำกับดูแล” และ “มุมของผู้ประกอบการ” อย่างรอบด้าน เข้าใจกลไกตลาด ความเสี่ยง และแรงกดดันที่ธุรกิจพลังงานต้องเผชิญในโลกที่แข่งขันสูงและเปลี่ยนแปลงเร็ว หลอมรวมให้บทบาทในภาคราชการของเขามีน้ำหนักทั้งด้านนโยบาย เศรษฐกิจ และธรรมาภิบาลไปพร้อมกัน

เมื่อก้าวเข้าสู่ตำแหน่งอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ภารกิจของนายสราวุธยิ่งใกล้ชิดกับ “ชีวิตประจำวันของคนไทย” มากขึ้น เพราะกรมธุรกิจพลังงานคือหน่วยงานที่ดูแลตัวเลขการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ภาษาง่าย ๆ คือดูตั้งแต่สถานีบริการน้ำมันที่เราเติมทุกวัน ไปจนถึงคลังน้ำมัน การขนส่ง และการเก็บสำรองน้ำมันของประเทศ ภายใต้สถานการณ์ราคาพลังงานโลกผันผวน เขาเป็นผู้ให้ข้อมูลสำคัญต่อสาธารณะ ทั้งภาพรวมการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินที่เริ่มชะลอลงจากการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า การเพิ่มขึ้นของการใช้น้ำมันอากาศยานตามการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ตลอดจนตัวเลขการใช้น้ำมันดีเซลและ LPG ที่สะท้อนภาวะเศรษฐกิจจริงของประเทศ เขายังย้ำถึงการบริหารสต๊อกน้ำมันสำรองในระดับที่เพียงพอประมาณ 60 วัน เพื่อรองรับความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า “พลังงานของประเทศยังอยู่ในเส้นทางที่ควบคุมได้”

อีกหนึ่งภาพชัดของผลงานในยุคที่นายสราวุธนั่งเก้าอี้อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน คือการผลักดันให้กรมเดินหน้าเข้าสู่ “ยุคดิจิทัลและ Energy Transition” อย่างจริงจัง ผ่านโครงการ “ติดปีกธุรกิจพลังงานไทย” ที่เขาเป็นประธานเปิดตัวเมื่อกลางปี 2568 โครงการนี้มีเป้าหมายเสริมความรู้และความเข้าใจให้ผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานและสำนักงานพลังงานจังหวัดใน 18 กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ ทั้งเรื่องกฎหมายที่ปรับปรุงใหม่ การใช้ระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ (e-Service) แทนเอกสารกระดาษ และการเตรียมพร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและดิจิทัลอย่างยั่งยืน เขาเน้นย้ำเสมอว่าการกำกับดูแลที่ “โปร่งใส เข้าใจง่าย ใช้เทคโนโลยีช่วย” จะทำให้ทั้งผู้ประกอบการและประชาชนเชื่อมั่นในระบบมากขึ้น และช่วยให้ประเทศเดินหน้าสู่เป้าหมายพลังงานสะอาดได้อย่างไม่สะดุด

นอกจากงานในกระทรวงและโครงการขนาดใหญ่แล้ว นายสราวุธยังให้ความสำคัญกับ “การแบ่งปันองค์ความรู้” สู่สังคมอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น การเป็นวิทยากรบรรยายหัวข้อ “Thailand’s Energy Policy” ให้กับหลักสูตรผู้บริหารระดับกลาง i-Leader ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งสะท้อนบทบาทของเขาในฐานะทั้ง “นักปฏิบัติ” ที่ลงมือทำจริง และ “นักสื่อสาร” ที่ถ่ายทอดประสบการณ์ด้านพลังงานให้คนรุ่นใหม่และผู้บริหารรุ่นกลางได้เข้าใจ พร้อมเตรียมตัวรับมือโลกพลังงานยุคใหม่ไปด้วยกัน 

เมื่อมองภาพรวมจะเห็นว่า “นายสราวุธ แก้วตาทิพย์” คือผู้นำด้านพลังงานที่ผสมผสานความรู้วิศวกรรมระดับนานาชาติ ประสบการณ์ลึกในสายงานพลังงานทั้งต้นน้ำ-ปลายน้ำ และมุมมองเชิงนโยบาย-เศรษฐกิจเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน เขาไม่ได้ขับเคลื่อนกรมธุรกิจพลังงานเพียงในฐานะ “ผู้รักษากฎหมาย” แต่ยังทำหน้าที่เป็น “ผู้ออกแบบสนามแข่งขัน” ให้ธุรกิจพลังงานดำเนินไปอย่างเป็นธรรม โปร่งใส ปลอดภัย และสอดรับกับทิศทาง Energy Transition ของโลก 

ภายใต้การนำของเขา กรมธุรกิจพลังงานจึงไม่ได้เป็นเพียงหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยประคองความมั่นคงพลังงานของประเทศ เปิดทางสู่พลังงานอนาคต และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่า “ระบบพลังงานไทยยังอยู่ในมือของผู้นำที่รู้จริง มองไกล และน่าไว้วางใจบนฐานของผลงานที่จับต้องได้”

ข้อสังเกตหลังวิกฤติโควิด ฝ่ายค้านเป็นตัวฉุดรั้ง GDPgrowth บนข้อพิสูจน์กองทัพที่เข้มแข็ง เป็นปัจจัยการเติบโตทางเศรษฐกิจ

(21 พ.ย. 68) เฟซบุ๊ก คุณวนิชา LVanicha Liz ได้นำเสนอข้อมูลตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดหลังวิกฤติโควิด GDP Growth ของไทยจึงไม่สามารถกลับมาโตในระดับเฉลี่ยเท่าเดิม ในขณะที่เพื่อนบ้านอาเซียนที่สังกัดกลุ่ม GDP สูงด้วยกัน (ID, SG, VN, MY) ล้วนสามารถยกระดับโดยเฉลี่ยกลับขึ้นไปได้

จนกระทั่งได้สืบค้นพบบทความเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความแข็งแกร่งทางการทหารกับการพัฒนาความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจดังนี้
๑. บทความ Dollars and Dominance: How Military Strength Secures Financial Power (พ.ย. ๒๐๒๔) ระบุถึงผลการวิจัยว่า “ความแข็งแกร่งทางภูมิรัฐศาสตร์และเอกสิทธิ์ทางการเงินมีพลังเสริมซึ่งกันและกัน โดยมีผลต่อเนื่องตั้งแต่เรื่องอัตราดอกเบี้ยไปจนถึงความมั่นคงของชาติ ... ความสำเร็จทางการทหารส่งผลโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือและเสถียรภาพทางการเงิน ... มีเพียงรัฐบาลที่มีกองทัพแข็งแกร่งเท่านั้นที่จะรับประกันได้ว่าประเทศจะมีโอกาสชนะและรักษามูลค่าของสินทรัพย์ของประเทศไว้ได้” (ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๒ ในคอมเมนต์)

๒. บทความ The Role of a Strong National Defense (ต.ค. ๒๐๑๕) ระบุว่า” ผู้นำอเมริกันตระหนักมานานแล้วว่ากองทัพที่แข็งแกร่งสามารถสร้างผลตอบแทนทางการทูตและเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แม้เมื่อไม่ได้ใช้งานในยามสงคราม ขีดความสามารถทางการทหารของสหรัฐอเมริกาสนับสนุนให้ประเทศชาติก้าวขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่ระดับโลกในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา” (ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๓ ในคอมเมนต์)

๓. บทความ The Economic Benefits of a Strong US Military ... (ก.ย. ๒๐๒๕) แสดงเนื้อหาสำคัญและบทสรุปว่า “เมื่อพิจารณาถึงประโยชน์ของกองทัพที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ เป็นเรื่องธรรมดาที่จะนึกถึงบทบาทสำคัญของกองทัพในการปกป้องชาวอเมริกันจากศัตรูต่างชาติ และการสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทั่วโลก แต่การปกป้องผลประโยชน์ของอเมริกาทั้งในประเทศและต่างประเทศก็นำมาซึ่งข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจที่สำคัญต่อประเทศชาติเช่นกัน กล่าวอย่างมีความเข้าใจอย่างถูกต้องก็คือ กองทัพสหรัฐฯ มอบผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยตรงและเป็นรูปธรรมแก่ธุรกิจ แรงงาน และครัวเรือนของชาวอเมริกัน ... กองทัพที่แข็งแกร่งมากขึ้นจะส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองในระยะยาว และเสริมสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจของธุรกิจ แรงงาน และครัวเรือน ผู้เสียภาษีใช้จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อการป้องกันประเทศ แต่พวกเขาก็ได้รับผลตอบกลับอย่างสูงจากภาษีที่จ่ายไป” (ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๔ ในคอมเมนต์)

๔. เอกสาร Defence Industrial Strategy 2025: Making Defence an Engine for Growth (ก.ย. ๒๐๒๕) ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักร ใช้ในการนำเสนอกลยุทธ์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศต่อรัฐสภาเพื่อทำให้กลาโหมเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโต ภายใต้วิสัยทัศน์ “ประชาชนทั่วสหราชอาณาจักรรู้สึกได้ถึงประโยชน์สูงสุดจากการเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหม และสหราชอาณาจักรมีภาคส่วนการป้องกันประเทศที่ยกระดับขึ้นทางด้านความสามารถในการแข่งขัน การบูรณาการ นวัตกรรม และความสามารถในการปรับตัว” และบทนำที่ว่า “เราทราบว่าเมื่อประเทศหนึ่งๆ ถูกคุกคาม กองทัพของประเทศดังกล่าวจะแข็งแกร่งได้ มากที่สุดเท่ากับอุตสาหกรรมที่ค้ำจุนอยู่เบื้องหลังกองทัพนั้นๆ” (ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๕ ในคอมเมนต์)

จะเห็นได้ว่าประเทศเจริญแล้ว มีความตระหนักในความสำคัญของความแข็งแกร่งทางการทหารต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ในกรณีของเอกสาร Defence Industrial Strategy 2025 ผู้เสนอเป็น ส.ส. พรรคแรงงาน หมายความว่าในประเทศเจริญฝ่ายการเมืองเองก็ตระหนักถึงความสำคัญอย่างยิ่งของกองทัพ
สำหรับประเทศไทย นับตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ เป็นต้นมา มีการไล่กดดันตัดลดงบกองทัพโดยพรรคการเมืองฝ่ายค้าน (พท กก ปชน) โดยมีคลิปคนของพรรคการเมืองออกมาหัวเราะร่าโฆษณาอย่างภูมิอกภูมิใจว่าได้ตัดงบกองทัพไปเท่านั้นเท่านี้หมื่นล้าน สรุปแล้วเป็นความไร้ประสบการณ์ที่ทำความเสียหายให้ประเทศชาติประชาชนหรือไม่ เราจะมาดูตัวชี้วัดที่น่าจะเป็นหลักฐานสำคัญ ดังต่อไปนี้:

จาก Global Firepower Military Power Ranking ยุค คสช. มีทหารเข้าบริหาร ตัวชี้วัด Military Power Ranking ดีอย่างต่อเนื่อง (ปี ๒๐๑๕-๒๐๑๗ อันดับ ๒๐ ติดกัน ๓ ปี) และ GDP Growth (% of GDP) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ปี ๒๐๑๕-๑๘ ๓.๑ ๓.๔ ๔.๒ ๔.๒) มีข้อสังเกตว่าปี ๒๐๑๘-๑๙ Military Power Ranking หลุดอันดับ Top ๒๕ แต่ GDP Growth ปี ๒๐๑๘ ยังไม่ตก ค่อยไปตกปี ๒๐๑๙ ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องยืนยันว่าปัจจัยสำคัญของ GDP Growth เป็นผลพวงจากความแข็งแกร่งทางการทหาร โดยมีระยะทิ้งช่วง ๑ ปี (อ้างอิงภาพประกอบ/ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๑ และ ๖ในคอมเมนต์)

อีกข้อสังเกตที่สำคัญเมื่อดูกราฟ GDP Growth จะพบว่า ในปีที่การบริหารของ คสช. เชื่อมต่อกับยุคที่เป็นระบบเลือกตั้ง GDP Growth ตกต่ำทั้งหัวทั้งท้าย (๒๐๑๔ ๑.๐, ๒๐๑๙ ๒.๑) ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องแสดงว่าตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ผ่านมาระบบเลือกตั้ง ไม่อาจให้ผลในการพัฒนาเศรษฐกิจที่น่าพึงพอใจ
หลังยุค คสช. ประเทศเข้าสู่การบริหารตามระบบเลือกตั้ง ฝ่ายค้านเข้ามีบทบาทอำนาจหน้าที่ และเข้ากดดันตัดลดงบกองทัพ (% of GDP) ลงจนใกล้จุดต่ำสุดที่เกิดในยุคทักษิณ Military Power Ranking ก็ตกต่ำลง (ปี ๒๐๒๐ อันดับ ๒๓, ๒๐๒๑-๒๒ หลุด Top ๒๕, ๒๐๒๓ ๒๔, ๒๐๒๔-๒๕ ๒๕) และ GDP Growth ไม่สามารถกลับไปสูงเท่ายุค คสช. (เฉลี่ย ๒ กว่าๆ โดยตลอด)

ซึ่งน่าจะเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า #ฝ่ายค้านเป็นตัวฉุดรั้งGDPgrowth จากการดำเนินการอันเป็นผลลดความแข็งแกร่งของกองทัพ

ซึ่งโพสต์นี้ได้แสดงข้อยืนยันจาก ตปท. รวมทั้งข้อพิสูจน์ของไทยที่ตรงกันว่า #กองทัพที่เข้มแข็งเป็นปัจจัยการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการลดความแข็งแกร่งของกองทัพมีผลบั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

เรากำลังมีหลักฐานมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ระบบเลือกตั้งจะพาประเทศดำดิ่งลงอย่างเลวร้ายหากไม่แก้ไขอะไรเลย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top