Saturday, 18 July 2026
Hard News Team

ตลาดคริปโตส่อฟองสบู่แตก หลัง วาฬ Bitcoin ‘Owen Gunden’ เทขายเกลี้ยงพอร์ต 1,300 ล้านดอลลาร์ ปิดฉากการถือครองยาวนานกว่าทศวรรษ

วาฬ Bitcoin ระดับตำนาน Owen Gunden เทขายเกลี้ยงพอร์ต 1,300 ล้านดอลลาร์ ท่ามกลางตลาดคริปโตดิ่งสู่หุบเหว

Owen Gunden นักลงทุน Bitcoin รายใหญ่ที่ร่ำรวยเป็นอันดับ 8 ของโลกคริปโต ได้ตัดสินใจขายทิ้ง Bitcoin ทั้งหมดในพอร์ตมูลค่ารวมกว่า 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดสกุลเงินดิจิทัลกำลังเผชิญแรงขายรุนแรง

ปิดฉากการถือครองยาวกว่าทศวรรษ

ข้อมูลจากแพลตฟอร์มติดตาม On-chain อย่าง Arkham เผยว่า เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา กระเป๋าเงินของ Gunden ได้โอน Bitcoin ล็อตสุดท้ายจำนวน 2,499 BTC เข้าสู่กระดานเทรด Kraken เพื่อทำการขาย ถือเป็นการปิดฉากการเทขายมาราธอนรวมกว่า 11,000 BTC นับตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคมเป็นต้นมา

Gunden เป็นนักลงทุนยุคบุกเบิกที่สร้างความมั่งคั่งจากการทำกำไรส่วนต่างราคา (Arbitrage) บนกระดานเทรดในยุคแรก ๆ อย่าง Tradehill และ Mt. Gox ที่ล่มสลายไปแล้ว โดยเขาถือครอง Bitcoin มายาวนานกว่าทศวรรษก่อนจะตัดสินใจออกจากตลาดในช่วงเวลานี้

ตลาดเผชิญแรงกดดันรุนแรง

การเทขายของ Gunden เกิดขึ้นในจังหวะที่ตลาด Bitcoin กำลังดิ่งลงอย่างรุนแรง โดยราคาร่วงจากระดับสูงสุดเหนือ 103,000 ดอลลาร์เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ลงมาเหลือเพียงโซน 88,000-91,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน

ข้อมูลจาก CoinGlass ระบุว่าใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีนักเทรดถูกล้างพอร์ตไปกว่า 636 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นกว่า 200,000 ราย สะท้อนความรุนแรงของแรงขายที่กำลังเกิดขึ้น

เงินทุนถอนออกจาก ETF ยับเยิน

ความผันผวนของตลาดยังส่งผลกระทบต่อกองทุน Spot Bitcoin ETF โดยเดือนพฤศจิกายนกลายเป็นเดือนที่แย่ที่สุด ด้วยยอดเงินไหลออกสุทธิรวมกว่า 2.8 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนความกังวลของนักลงทุนสถาบันต่อแนวโน้มตลาด

Tony Severino นักวิเคราะห์ทางเทคนิค ออกมาเตือนว่า การร่วงลงในครั้งนี้อาจเป็น "จุดเปลี่ยนอันตราย" ที่ส่งสัญญาณว่าตลาดอาจกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงตลาดหมี (Bear Market) ที่อาจยืดเยื้อไปหลายเดือน

การที่นักลงทุนระดับตำนานอย่าง Gunden ที่ถือครอง Bitcoin มาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มตัดสินใจขายทิ้งทั้งหมด ถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญสำหรับตลาดคริปโตในขณะนี้

 

ส่องธุรกิจเบื้องหลังอีคอมเมิร์ซ ‘กล่องพัสดุ เทปกาว รัดหนังสติ๊ก’ โตกระฉูด สร้างรายได้ซ้ำ ๆ จากทุกออเดอร์ที่ถูกส่ง โอกาสธุรกิจหลังบ้านในยุคคนไถหน้าจอรอ F

เวลาเราพูดถึง “อีคอมเมิร์ซ” คนจะนึกถึง Shopee, Lazada, TikTok Shop, ไลฟ์ขายของจนเสียงแหบเสียงแห้ง และอินฟลูฯ หน้าเป๊ะ ๆ แต่ทุก 1 ออเดอร์ที่ลูกค้ากดสั่ง… จะต้องมี “หลังบ้าน” อีกทั้งระบบ ที่ไม่มีใครจำชื่อได้  
ทว่า *เงินก้อนใหญ่* ดันไหลอยู่ตรงนั้นแหละ — ในโลกของกล่องพัสดุ เทปกาว รัดหนังสติ๊ก และระบบโลจิสติกส์

บทความนี้คือการชวนมอง “เศรษฐกิจกล่องพัสดุ” แบบเข้าโครงสร้างธุรกิจ ว่าแค่กล่องหนึ่งใบ ก็สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจหลักร้อยล้านได้ยังไง  

1. ทำไมยุคนี้ ขายกล่องยังไงก็ไม่ตาย (ถ้าทำเป็น)

ก่อนจะลงลึก มาดูภาพใหญ่กันก่อน

- ตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียถูกประเมินว่ามีรายได้ทะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2023 และยังโตต่อเนื่อง  
- ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพียงภูมิภาคเดียว มูลค่า GMV อีคอมเมิร์ซปี 2024 แตะ 128.4 พันล้านดอลลาร์ โดยไทยกับมาเลเซียถือเป็นตลาดที่โตเร็วที่สุดกลุ่มหนึ่ง  
- ในไทยเอง ทุกวัน มีพัสดุส่งเฉลี่ย 7–8 ล้านชิ้นต่อวัน ผ่านตลาด express delivery มูลค่าราว 117,000 ล้านบาทในปี 2024  

ถามง่าย ๆ:  
ทุกพัสดุ 1 ชิ้น = ต้องมี “อะไรบางอย่าง” ห่อมันอยู่เสมอ  
ไม่ว่าจะเป็นกล่องลูกฟูก ซองกันกระแทก เทปกาว ฟิล์มยืด หรือแค่หนังยางรัดใบเสร็จ

ตรงนี้เองที่ทำให้…
- ตลาดบรรจุภัณฑ์ในไทย มีมูลค่าราว 15.7 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 และคาดว่าจะโตไปเกือบ 19.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2030 โดยหนึ่งในตัวขับเคลื่อนคืออีคอมเมิร์ซอย่างชัดเจน  
- มีการประเมินว่าตลาดบรรจุภัณฑ์เพื่ออีคอมเมิร์ซโดยตรงในไทยจะขยายจากราว 5.8 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 ไปเกือบ 9.4 พันล้านดอลลาร์ในไม่กี่ปีข้างหน้า  

พูดง่าย ๆ คือ  
ยิ่งคนช็อปออนไลน์เยอะเท่าไหร่ กล่องพัสดุก็ยิ่ง “ขายออกเอง” โดยเราแทบไม่ต้องปลุกตลาด

2. 1 ออเดอร์ = 1 value chain ที่มีคน “เก็บเงิน” ได้หลายชั้น

ลองซูมดู “1 กล่องพัสดุ” ตั้งแต่ลูกค้ากดจ่ายเงินจนถึงประตูบ้าน

1) หน้าบ้าน  
   - ลูกค้าเห็นหน้าร้านบนแอป / ไลฟ์สด / เพจ  
   - ตรงนี้คือพื้นที่ของแบรนด์ / อินฟลู /ครีเอเตอร์

2) ชั้น “กล่อง–แพ็กของ”  
   - กล่องลูกฟูก  
   - ซองไปรษณีย์ / ซองกันกระแทก  
   - ฟองน้ำกันกระแทก / ฟิล์มบับเบิล  
   - เทปกาว / สติกเกอร์ / รัดหนังสติ๊ก  
   → ทั้งหมดนี้คือสินค้าใช้แล้วหมด ใช้แล้วต้องซื้อใหม่ (consumable)

3) ชั้นโลจิสติกส์–ขนส่ง  
   - บริษัทขนส่ง / Courier / Express / Parcel (CEP)  
   - จุดรับ–ส่งพัสดุ / Drop-off point  
   - ระบบคัดแยกอัตโนมัติ / โกดัง  


   ตลาด last-mile delivery ในไทยปี 2024 มีมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์ และคาดว่าโตเฉลี่ย 12% ต่อปีจนถึงปี 2030  

4) ชั้นระบบหลังบ้าน  
   - ระบบจัดการสต็อก (WMS)  
   - ระบบรวมออเดอร์จากหลายแพลตฟอร์ม (OMS)  
   - ระบบพิมพ์ใบปะหน้าอัตโนมัติ เชื่อม API กับขนส่ง  
   - ระบบ COD / การเงิน / แอปติดตามพัสดุ  

ในขณะที่เจ้าของแบรนด์ต้อง “สู้รบ” เรื่องยอดขาย การตลาด และคอนเทนต์  
คนที่อยู่ในเลเยอร์ กล่อง–แพ็กของ–โลจิสติกส์–ระบบ มีรายได้ซ้ำ ๆ จากทุกออเดอร์ โดยไม่ต้องออกไลฟ์แม้แต่นาทีเดียว

3. เคสสมมติ: ร้านขายกล่องพัสดุธรรมดา ที่กลายเป็นธุรกิจหลักสิบล้าน

สมมติว่าเรามี “ร้านขายกล่องพัสดุ” ที่เริ่มจาก  
- ขายกล่องไซส์ยอดนิยมสำหรับ Shopee / Lazada / TikTok Shop  
- ขายผ่านออนไลน์ + หน้าร้านเล็กแถวชุมชน

จุดแข็งของธุรกิจประเภทนี้

1) Demand มาจาก “ระบบ” ไม่ใช่แค่ “กระแส”  
   - ต่อให้เทรนด์สินค้าหน้าบ้านเปลี่ยน (จากชุดนอน → ของแต่งบ้าน → ของกิน)  
   - แต่ทุกเจ้าก็ยังต้องซื้อกล่องและอุปกรณ์แพ็กของ  

2) รายได้เป็น Recurring ตามจำนวนพัสดุ  
   - ลูกค้าใช้กล่องแล้วหมด → ต้องกลับมาซื้อซ้ำ  
   - ยิ่งลูกค้าของเราขยายยอดขาย ยิ่งซื้อกล่องจากเรามากขึ้นตามไปด้วย

3) แตกไลน์สินค้าได้ง่ายมาก  
   - จากกล่อง → เทปกาว → ฟิล์มกันกระแทก → ซองไปรษณีย์ → สติกเกอร์โลโก้  
   - สามารถขายเป็น “ชุดแพ็กของครบเซตสำหรับร้านใหม่” ได้เลย

4) อัปเกรดสู่ B2B ได้เสมอ  
   - จากขายรายย่อยในแพลตฟอร์ม → รับดีลใหญ่กับโกดัง / fulfillment  
   - จากขายกล่องสำเร็จรูป → รับผลิตกล่องพิมพ์โลโก้แบรนด์ (margin ดีกว่า)

ธุรกิจแบบนี้ไม่ได้หวือหวา แต่ข้อดีคือ  
ถ้าเซตระบบดี ๆ มีโอกาสสร้างยอดขาย “เงียบ ๆ หลักแสน–หลักล้านต่อเดือน” โดยแทบไม่ต้องออกหน้ากล้องเลย

4. โลจิสติกส์–ขนส่ง: ยิ่งแข่งขันกันดุ ธุรกิจหลังบ้านยิ่งโต

ฝ่ายขนส่งเองก็อยู่ในโลก “เบื้องหลัง” เหมือนกัน แต่เงินสะพัดมาก

- ตลาด CEP (Courier, Express, Parcel) ในไทยมีมูลค่าราวหลายพันล้านดอลลาร์ และยังโตต่อเนื่อง แรงหนุนหลักคือการเติบโตของอีคอมเมิร์ซและนโยบาย Thailand 4.0 ที่ผลักดันด้านโลจิสติกส์และดิจิทัลซัปพลายเชน  

ธุรกิจที่หากินได้จาก “สงครามส่งของเร็ว” ของเจ้าตลาดใหญ่ ๆ

- ซอฟต์แวร์จัดเส้นทางขนส่ง (Route Optimization)  
- บริการโกดัง + Fulfillment สำหรับร้านออนไลน์  
- ธุรกิจจุดรับ–ส่งพัสดุ (Drop-off / Pick-up Point)  

ทั้งหมดนี้คือ “ธุรกิจเบื้องหลัง” ที่หากินจากทุกพัสดุที่วิ่งอยู่ในระบบ

5. ซอฟต์แวร์ตัวเล็ก ๆ ที่กลายเป็นธุรกิจใหญ่

ลองมองอีกมุม… ไม่ขายกล่อง ไม่ส่งของ แต่ขาย “ระบบจัดการ”

ตัวอย่างเช่น

- โปรแกรมยิงบาร์โค้ดพิมพ์ใบปะหน้าพัสดุ เชื่อมทุกแพลตฟอร์ม  
- ระบบรวมออเดอร์ Shopee / Lazada / TikTok Shop / Line / Facebook ไว้ที่เดียว  
- ระบบคำนวณค่าส่งอัตโนมัติ เปรียบเทียบบริษัทขนส่งให้  
- ระบบแจ้งเตือนลูกค้าอัตโนมัติ (SMS / Line / Email)

ซอฟต์แวร์เหล่านี้อาจคิดค่าบริการแบบรายเดือน หรือคิดเป็น % จากยอดส่ง/ยอดขาย  

ข้อดีคือ

1) ต้นทุนต่อยูสเซอร์ต่ำ แต่สเกลได้ทั่วประเทศ  
2) ผูกลูกค้าได้ยาว เพราะพอย้ายระบบที่หนึ่งปวดหัวมาก  
3) เป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” (infrastructure) ที่เจ้าของร้านต้องใช้ทุกวัน  

ถ้าวันหนึ่งระบบล่ม ร้านออนไลน์นับหมื่นร้าน “แพ็กของไม่ออก ใบปะหน้าพิมพ์ไม่ได้”  
แปลว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจที่ขึ้นกับซอฟต์แวร์ตัวเล็ก ๆ ตัวเดียว สูงมากแบบที่คนทั่วไปไม่เคยคิด

6. บทเรียนสำหรับคนอยากเริ่มธุรกิจในโลกอีคอมเมิร์ซ (โดยไม่ต้องออกกล้อง)
จาก Story ทั้งหมด จะสรุปเป็น “สูตรคิดธุรกิจหลังบ้าน” ได้ประมาณนี้

6.1 เลือกอยู่ใน “ทุกสินค้าที่คนอื่นขาย” แทนการแข่งหน้าบ้าน

แทนที่จะถามว่า  
“จะขายอะไรดี ให้ดังเหมือนร้าน X/Y/Z?”

ลองเปลี่ยนคำถามเป็น  
“ไม่ว่าจะขายอะไร เขาต้องซื้อของจากเราก่อน หรือเปล่า?”

เช่น  
- ถ้าร้านไหนจะขายของออนไลน์ ต้องใช้กล่องและอุปกรณ์แพ็กของ → เราขายของพวกนี้  
- ถ้าร้านไหนจะส่งของ ต้องใช้ระบบออกใบปะหน้า → เราขายซอฟต์แวร์  
- ถ้าร้านไหนเติบโต ต้องการโกดัง/คนแพ็ก → เราขาย Fulfillment

6.2 เน้นสินค้า–บริการที่ “ใช้แล้วหมด–ต้องซื้อซ้ำ”

- กล่อง เทป ฟิล์มกันกระแทก → ใช้แล้วหายไปจากระบบ ต้องซื้อใหม่ทุกครั้ง  
- เครดิตส่งพัสดุ / subscription ระบบ → หมดแล้วต้องเติม  

ธุรกิจที่ไม่หวือหวา แต่มีพฤติกรรม “กลับมาซื้อเอง” แบบนี้ คือฐานรายได้ที่มั่นคงมากกว่าการวิ่งไล่ลุ้น “แจ็กพอต” จากการขายไวรัลอย่างเดียว

6.3 ทำ B2B ให้เป็น: รายใหญ่สั่งทีละเยอะ

แทนที่จะโฟกัสลูกค้ารายย่อยอย่างเดียว ลองมอง…

- ร้านออนไลน์ที่ยิงแอดเก่ง ๆ ส่งของวันละหลายร้อยชิ้น  
- เอเจนซี / แบรนด์ที่มียอดออเดอร์สูง  
- แพลตฟอร์ม หรือ fulfillment center

ดีลแบบ B2B แม้ต่อครั้งจะเหนื่อยตอนปิดการขาย แต่ถ้าติดแล้ว มีโอกาสเป็นดีลยาว และปริมาณซื้อมหาศาล

6.4 ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเป็นอาวุธ

- เก็บข้อมูลยอดสั่งซื้อกล่อง/อุปกรณ์ของแต่ละร้าน  
- ทำระบบพรีออเดอร์/เตือนสต็อกใกล้หมดให้ลูกค้า  
- เสนอสินค้าใหม่ตามประเภทสินค้าที่เขาขาย  

ยิ่งช่วยลูกค้าทำงานง่ายเท่าไหร่ เขายิ่งไม่อยากเปลี่ยนไปใช้เจ้าอื่น

7. สรุป: ไม่ต้องยืนหน้าไฟ ก็ทำเงินได้จากทุกแพ็กเกจที่ส่งออกไป

ในวันที่ทุกคนแห่กันไปเป็นครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ หรือเจ้าของแบรนด์ มันมี “อีกโลกหนึ่ง” ที่ไม่อยู่ในเฟรมกล้อง แต่มีเงินหมุนมหาศาล  

โลกนั้นคือ…

- บริษัทที่ผลิตกล่อง  
- ร้านขายอุปกรณ์แพ็กของ  
- ระบบ Fulfillment  
- บริษัทโลจิสติกส์–ขนส่ง  
- ซอฟต์แวร์ยิงบาร์โค้ด–ออกใบปะหน้า  
- ระบบวิเคราะห์/จัดการหลังบ้านของอีคอมเมิร์ซทั้งหมด  

ธุรกิจเบื้องหลังอีคอมเมิร์ซ คือธุรกิจที่ไม่จำเป็นต้องดัง  
แต่อาศัย “ความจำเป็นในระบบ” ในการทำเงิน

ถ้าคุณอยากเริ่มธุรกิจในยุคออนไลน์ แต่ไม่อยากออกกล้อง ไม่อยากแข่งกันเป็นไวรัล  
ลองถามตัวเองว่า…

“ใน 7–8 ล้านพัสดุที่ถูกส่งทุกวันในไทย มีอะไรบ้างที่ ‘ต้องผ่านมือเรา’ ก่อนถึงมือลูกค้า?”

คำตอบของคำถามนี้ อาจคือ “กล่องพัสดุ รัดหนังสติ๊ก” ธรรมดา ๆ แต่ถ้าคิดให้เป็น… มันอาจคือจุดตั้งต้นของธุรกิจหลักร้อยล้านที่ไม่มีใครรู้จักชื่อเราก็ได้

สสส. จับมือ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล รณรงค์ “งานบ้านไม่เลือกเพศ” ชวนทุกเพศแชร์งานบ้านร่วมกัน ลด-ป้องกันความรุนแรงในครอบครัว

(23 พ.ย. 67) ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ประจำปี 2568 “งานบ้านไม่เลือกเพศ ความเท่าเทียมเริ่มได้ที่ครอบครัว” เมื่อวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยมีการแสดงละครเชิงสัญลักษณ์ “WE TO ME ความเท่าเทียมเริ่มได้ที่ครอบครัว” โดยทีมเฉพาะกิจเธียเตอร์

น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่า สสส. ให้ความสำคัญของการยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และครอบครัว จึงร่วมกับภาคีเครือข่ายทำงานเชิงรุกเพื่อขับเคลื่อนประเด็น สะท้อนปัญหา และหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา เพราะความรุนแรงในครอบครัว เสี่ยงต่อการมีสุขภาวะไม่ดี หากไม่ได้รับการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะปัจจุบันที่ปัญหามีความซับซ้อนขึ้น ผู้ถูกกระทำมีทุกเพศ ทุกวัย 

โดยมีปัจจัยกระตุ้นการก่อเหตุคือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสิ่งเสพติด ข้อมูลล่าสุดที่มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลได้รวบรวมข่าวความรุนแรงในครอบครัวปี 2567 มีมากถึง 1,529 ข่าว เพิ่มจากปี 2566 ประมาณ 40% โดยมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยกระตุ้น 448 ข่าว คิดเป็น 29.3% และยาเสพติด 412 ข่าว คิดเป็น 26.9% แบ่งเป็น ข่าวทำร้ายกัน 638 ข่าว คิดเป็น 41.7% ฆ่ากันในครอบครัว 562 ข่าว คิดเป็น 36.8% ฆ่าตัวตาย 235 ข่าว คิดเป็น 15.4% ความรุนแรงทางเพศของคนในครอบครัว 75 ข่าว คิดเป็น 4.9% และความรุนแรงในครอบครัวอื่น ๆ 19 ข่าว คิดเป็น 1.2% เช่น ข่มขู่ เผาบ้าน ทำลายทรัพย์สิน

“การจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อสร้างความเสมอภาควันนี้ ให้ความสำคัญกับประเด็นงานบ้านไม่เลือกเพศ ความเท่าเทียมเริ่มได้ที่ครอบครัว เพราะการทำงานบ้านร่วมกันของคนในครอบครัว จะเป็นฐานสำคัญในการนำไปสู่การเคารพกันทั้งในมิติภายในครอบครัวและสังคม เพื่อยุติปัญหาความรุนแรงไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีก การเอาเวลาที่เสียไปจากวงเหล้า วงพนัน เปลี่ยนมาทำงานบ้านรับผิดชอบครอบครัวจึงมีความสำคัญและเป็นการเริ่มต้นที่ทำได้ทันที” น.ส.รุ่งอรุณ กล่าว

ด้าน น.ส.จรีย์ ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่าย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า ผลสำรวจความเห็นต่อการทำงานบ้านของประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 2,750 คน วันที่ 9-30 ต.ค.2568 เป็นผู้หญิง 48.8% ผู้ชาย 41.2% และกลุ่ม LGBTQ+ 10% ซึ่งกว่า 50% มีประสบการณ์ในชีวิตคู่ โดยกลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยให้ปลูกฝังการทำงานบ้านและฝึกให้เด็กทุกเพศทำงานบ้าน 90.7% ระบบการศึกษาควรปลูกฝังงานบ้านเป็นความรับผิดชอบของทุกคน 89% พ่อ แม่ ผู้ปกครองช่วยกันทำงานบ้านเป็นแบบอย่าง 86.2% ควรให้สิทธิพ่อลาเลี้ยงลูกได้ 15 วัน 85.3% เพราะช่วยแบ่งเบาภาระของแม่ และส่งผลดีต่อความผูกพันในครอบครัว

น.ส.จรีย์ กล่าวต่อว่า ส่วนความเห็นที่สะท้อนความคิดชายเป็นใหญ่ ระบุว่า ผู้ชายมีหน้าที่ทำงานหาเลี้ยงครอบครัว 48% โตมาเห็นแต่แม่ น้องสาว พี่สาวเป็นคนทำงานบ้าน 41.7% ผู้หญิงที่ดีต้องเป็นแม่บ้าน แม่ศรีเรือน 36.9% ผู้หญิงทำงานนอกบ้านต้องทำงานในบ้านด้วย 30.4% งานบ้านไม่ใช่หน้าที่ของผู้ชายแต่เป็นหน้าที่ของผู้หญิง 28.9% ทั้งนี้ ผู้หญิงกว่า 50% เห็นด้วยกับ 2 ประเด็น คือ 1.หากแฟน ภรรยาทำงานทั้งในบ้าน หรือนอกบ้านคนเดียวจะเกิดความเครียด หงุดหงิด เหนื่อยล้า 2.หากผู้หญิงทำงานบ้านฝ่ายเดียว จะทำให้ความสัมพันธ์เปราะบาง ทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัวได้

“ยังมีบางส่วนที่มีความเชื่อว่างานบ้านเป็นหน้าที่ผู้หญิง สาเหตุมาจากความคิดแบบชายเป็นใหญ่ ถูกสอนว่าผู้ชายต้องเป็นผู้นำ ส่วนผู้หญิงต้องทำงานบ้าน เลี้ยงลูก ดังนั้นจึงควรเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิด อย่ามองว่างานบ้านเป็นเรื่องของผู้หญิงเท่านั้น การที่ทุกเพศรับผิดชอบงานบ้านจะช่วยลดช่องว่าง สร้างความเข้าใจที่ดีในครอบครัว นำไปสู่ความเท่าเทียมระหว่างเพศอย่างเป็นรูปธรรมได้ เมื่อทุกคนในครอบครัวมีส่วนร่วม เคารพซึ่งกันและกัน จะช่วยลดความขัดแย้ง ป้องกันการเกิดปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้” น.ส.จรีย์ กล่าว

ด้าน พญ.นาตาชา ชวาลา แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว กล่าวว่า จากผลสำรวจของมูลนิธิฯ ทำให้เข้าใจค่านิยมของคนไทย และส่วนใหญ่พร้อมสำหรับความเท่าเทียมโดยการสนับสนุนว่างานบ้านเป็นงานของทุกคน และต้องช่วยกันสอนเด็กทุกเพศให้ทำ แต่เกือบ 1 ใน 3 เห็นว่าสุดท้ายผู้หญิงควรเป็นหลักในการทำงานบ้านอยู่ดี สะท้อนว่าคนไทยยอมรับความคิดใหม่ สำหรับคู่รักที่ไม่เข้าใจกันเรื่องงานบ้านนั้น ตนแนะนำใช้การสื่อสารอย่างซื่อสัตย์ ชัดเจน และเคารพกันและกัน ช่วยลดความขัดแย้ง ลดการปะทะ และสร้างความเข้าใจที่ลึกขึ้น มี 4 ขั้นตอน 

1.สังเกตโดยไม่ตัดสิน 
2.ระบุความรู้สึกของเราต่อสถานการณ์นั้นโดยไม่ใช้อารมณ์ 
3.บอกความต้องการของเราอย่างตรงไปตรงมา
 4.การขอร้องอย่างชัดเจน เป็นคำพูดเชิงบวก และทำได้จริง 

ทั้งนี้ เมื่อนำมาใช้กับการทำงานบ้าน จะกลายเป็นโอกาสสร้างความเท่าเทียม ความร่วมมือ และความใกล้ชิดมากขึ้น

นายทสร บุณยเนตร Chief Creative Officer BBDO Bangkok กล่าวว่า ครอบครัวตนเป็นครอบครัวขนาดกลาง ตั้งแต่เล็กจนโตที่บ้านจะสอนให้ทำความสะอาดหรือช่วยทำงานบ้าน ไม่เคยปล่อยให้คุณแม่ หรือคุณยายทำ เพราะรู้สึกว่า งานบ้านมันเป็นงานของทุกคน ตนแต่งงานมา 7 ปี เราอยู่ในบ้านที่มีคนงาน ทำความสะอาด แต่เราทั้งคู่ก็ยังทำงานบ้านอยู่ตลอด ฝึกให้ลูกทั้งสองคนค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะช่วยทำงานบ้านผม ตนมีโอกาสร่วมงานกับมูลนิธิมาสิบกว่าปี ตั้งแต่แคมเปญแรก #WomenAgainstAbuse #แชร์ช้ำช่วยชั้น ชวนผู้หญิงทุกคนเอาลิปสติกทาใต้ตา เพื่อให้เหยื่อความรุนแรง กล้าแชร์รอยช้ำบนหน้าตัวเอง เราจะได้เข้าไปช่วย

นายทสร กล่าวว่า ต่อมาแคมเปญ #บ้านไม่ใช่เวทีมวย ส่งเมสเซจบอกผู้ชายที่ชอบความรุนแรง ชอบดูมวย โดยเราไป Hijack Ring Girl ที่สนามมวย เปลี่ยนผู้หญิงที่เป็นเหยื่อความรุนแรงมาเดินถือป้ายตอนพักยกแทน หรือ #MuseumOfFirstTime แคมเปญรณรงค์ให้ยุติความรุนแรงในบ้านตอนช่วงโควิด ที่เราสร้าง Virtual Museum ให้คนสัมผัสประสบการณ์จริงของเหยื่อความรุนแรง ที่เคยให้โอกาสแฟนครั้งที่สอง จนกระทั่งมาแคมเปญล่าสุด #SecondChance ที่เราพาจีจี้ สุพิชชาให้กลับมา เตือนผู้หญิงทุกคนที่ให้โอกาสความรุนแรงเป็นครั้งที่สอง จนได้ทำให้ตนเข้าใจ ความหมายของคำว่า Domestic Violence มากขึ้นทุกปี ๆ ตนมองว่ามันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่ต้องการความเข้าใจ รับฟัง และร่วมกันแก้ปัญหาภายในครอบครัวอย่างจริงจัง แต่ปัญหานี้จะไม่มีทางถูกแก้ ถ้าคนในครอบครัวไม่คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ

เปิดเหตุผลชาติตะวันตก? ยืนหยัดเคียงข้างปกป้อง ‘เซเลนสกี’ ทั้งที่คดีคอร์รัปชันยูเครนส่อบานปลาย เป็นเพียงฉากบังหน้าเพื่อซื้อเวลา หรือเพราะกลัวโดนหางเลข

(23 พ.ย. 68) เซอร์เกย์ สตันเควิช (Sergey Stankevich) นักวิเคราะห์การเมืองรัสเซียให้สัมภาษณ์สื่อรัสเซีย ระบุว่า เหตุที่ผู้นำชาติตะวันตกยังพยายาม “ล้างภาพ” ให้ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ท่ามกลางข่าวอื้อฉาวคอร์รัปชันในยูเครน เป็นเหมือน “ทางเลือกสุดท้าย” เพื่อซื้อเวลาและปกป้องตัวเอง ทั้งที่รู้ดีว่า การออกมาปกป้องเช่นนี้จะทำให้ถูกวิจารณ์ทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เขาชี้ว่า แนวเล่าเรื่องที่ว่า “คนรอบตัวโกงกันหมด แต่ผู้นำไม่รู้ไม่เกี่ยว” เป็นเพียงฉากบาง ๆ ที่พอจะใช้บังสายตาได้ชั่วคราว แต่ไม่แข็งแรงพอในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อหลายฝ่ายมองว่า เซเลนสกียากจะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อปัญหาคอร์รัปชันในประเทศได้ทั้งหมด ด้านสหรัฐเอง สตันเควิชก็มองว่าได้ตัดสินใจในใจแล้วว่า “เตรียมหาผู้นำคนใหม่” และจะเดินหน้าตามแนวทางนี้ต่อไป

ปมที่ยังไม่ชัดเจนคือท่าทีของยุโรป ซึ่งต้องเป็นฝ่ายควักเงินภาษีประชาชนจำนวนมากมาช่วยพยุงรัฐบาลเซเลนสกี ทั้งด้านงบประมาณและเป้าหมายทางทหาร นักวิเคราะห์เตือนว่า การส่งเงินภาษีชาวยุโรปไปให้ระบอบที่ถูกมองว่ามีคอร์รัปชันสูง อาจทำให้ผู้นำยุโรปเสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบตามกฎหมายภายในของตนเอง

สตันเควิชสรุปว่า ตอนนี้นักการเมืองยุโรปกำลังเผชิญทางเลือกที่ลำบาก หากอ้างว่า “ไม่รู้” ว่าเงินถูกส่งไปให้รัฐบาลที่มีภาพลักษณ์ฉาว ก็ดูไร้ความสามารถ แต่ถ้ารู้แล้วแต่ยังส่งเงินต่อ ก็อาจถูกมองว่ามีส่วนร่วมในโครงการที่เสี่ยงผิดกฎหมาย ทำให้การตัดสินใจเรื่องความช่วยเหลือยูเครนในอนาคตเต็มไปด้วยแรงกดดันทั้งการเมืองและกฎหมาย

นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ ผู้มีประสบการณ์ “หน้างานจริง-นโยบาย” สานต่อภารกิจวิชาการ-บริการตติยภูมิทั่วประเทศ ขับเคลื่อน “I+DMS” ยกระดับการแพทย์ไทยยุคดิจิทัล

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เป็น “กรมวิชาการ” ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายด้านการรักษาพยาบาลของประเทศ ทำหน้าที่พัฒนาวิชาการด้านการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ ศึกษา วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ รวมถึงกำหนดมาตรฐานระบบบริการทางการแพทย์ และให้บริการรักษาพยาบาลระดับตติยภูมิในโรงพยาบาลสังกัดกรมฯ นอกจากนี้ยังมีศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ (Center of Excellence : CoE) 19 สาขา ดูแลโรคซับซ้อนและโรคสำคัญของประเทศ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษาที่มีมาตรฐานของประชาชนไทยทั่วประเทศ 

การที่นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ เข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมการแพทย์อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของกรมฯ ในการเดินหน้าตามนโยบายกระทรวงสาธารณสุข “ยกระดับระบบสุขภาพไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ” 

ในปี 2567 นายแพทย์ณัฐพงศ์ได้รับรางวัล “ศ.เกียรติคุณ นพ.นที รักษ์พลเมือง” (ด้านบริหาร) ในงาน Siriraj Orthopaedics Alumni 2024 ซึ่งมอบให้ศิษย์เก่าแพทย์ออร์โธปิดิกส์ศิริราชที่มีผลงานโดดเด่นทั้งด้านวิชาการและการบริหาร ถือเป็นการยืนยันทั้งความรู้ลึกด้านวิชาชีพและความสามารถในการบริหารจัดการในเวลาเดียวกัน 

ในเส้นทางราชการ นายแพทย์ณัฐพงศ์เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็นรองอธิบดีกรมการแพทย์ในปี 2561 ซึ่งช่วงดังกล่าวเป็นจังหวะสำคัญของการพัฒนาระบบบริการเฉพาะทางของกรมการแพทย์ ทั้งการยกระดับศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์และการนำเทคโนโลยีการรักษาใหม่ ๆ เข้ามาใช้ในโรงพยาบาลเครือข่าย เช่น การผ่าตัดกระดูกและข้อแบบแผลเล็กด้วยกล้องและเทคโนโลยีขั้นสูงอื่น ๆ ที่ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้นและเข้าถึงการรักษาที่มีมาตรฐานมากขึ้น 

บทบาทของเขาในช่วงนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การกำกับนโยบาย แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับการยกระดับบริการรักษาพยาบาลในหน่วยบริการจริง

เมื่อประเทศไทยเผชิญการระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วงปี 2563-2565 นายแพทย์ณัฐพงศ์ ในฐานะรองอธิบดีกรมการแพทย์ เป็นหนึ่งในทีม “คีย์แมน” ที่ทำงานเบื้องหลังหลายมิติ ทั้งการสื่อสารข้อมูลการแพทย์กับประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การจัดระบบรับ-ส่งต่อผู้ป่วย การสนับสนุนวิชาการให้โรงพยาบาลเครือข่าย รวมถึงการประสานการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์ให้เพียงพอในภาวะวิกฤต ประสบการณ์ในวิกฤตครั้งนั้นหล่อหลอมให้เขาเข้าใจทั้งข้อจำกัดของระบบ และศักยภาพของบุคลากรด่านหน้าทั่วประเทศ ทำให้มุมมองด้านนโยบายของเขายึดโยงกับ “หน้างานจริง” อย่างชัดเจน

ต่อมาในปี 2567 คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งนายแพทย์ณัฐพงศ์ จากตำแหน่งรองอธิบดีกรมการแพทย์ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข กำกับเขตสุขภาพที่ 8 ซึ่งครอบคลุม 7 จังหวัดภาคอีสานตอนบน ทำหน้าที่เสมือน “CEO เขตสุขภาพ” ดูแลภาพรวมบริการสาธารณสุขทั้งเครือข่าย 

บทบาทนี้ทำให้เขาได้ลงพื้นที่ใกล้ชิดโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลศูนย์ เข้าใจปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการรักษาที่ซับซ้อน รวมถึงข้อจำกัดด้านบุคลากรและทรัพยากรในภูมิภาค ก่อนที่การประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 จะมีมติแต่งตั้งให้เขาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการแพทย์ และได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคม 2568 

หลังเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมการแพทย์ นายแพทย์ณัฐพงศ์ประกาศแนวคิดการทำงาน “I + DMS” เพื่อกำหนดทิศทางองค์กรในยุคใหม่ ประกอบด้วย 

I – Integrity เน้นคุณธรรม ความโปร่งใส ตรวจสอบได้
D – Digital ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ Digital Transformation ยกระดับบริการ
M – Mindset พัฒนากรอบคิดเชิงระบบที่ปรับตัวได้ 
S – Social Impact มุ่งสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อประชาชน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน 

จากแนวคิดนี้ เขามอบนโยบายให้กรมการแพทย์ “ทำให้การแพทย์ไทยก้าวหน้า พัฒนาสู่ภูมิภาค ตอบสนอง health need และสร้าง impact สูงสุด” ผ่าน 3 แกนสำคัญ ได้แก่ 

1) เพื่อประชาชน – ขยายบริการแพทย์ขั้นสูง เช่น การปลูกถ่ายอวัยวะและไขกระดูก การรักษาหลอดเลือดสมองอุดตันด้วยสายสวน การฉายรังสีรักษามะเร็ง และการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ ไปยังภูมิภาคมากขึ้น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ 

2) เพื่อบุคลากรสาธารณสุข – สร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้แพทย์เฉพาะทาง วิจัยและนำนวัตกรรมใหม่มาใช้ โดยเฉพาะโรคมะเร็งและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) 

3) เพื่อองค์กรและเครือข่าย – กำหนดมาตรฐานระบบบริการและเทคโนโลยีทางการแพทย์ สร้าง New S-Curve เช่น Precision & Genomic Medicine, การแพทย์ฟื้นฟูและผู้สูงอายุ และ Digital Health & AI ให้กรมการแพทย์เป็นองค์กรสมรรถนะสูงที่ทันสมัยในระดับนานาชาติ 

เมื่อมองย้อนจากเส้นทางแพทย์เฉพาะทางด้านออร์โธปิดิกส์ สู่บทบาทผู้บริหารโรงพยาบาล รองอธิบดี ผู้ตรวจราชการเขตสุขภาพ และอธิบดีกรมการแพทย์ในปัจจุบัน จะเห็นว่านายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ เป็นผู้นำที่ผสมผสาน “ประสบการณ์หน้างาน” กับ “วิสัยทัศน์เชิงนโยบาย” ได้อย่างกลมกลืน ผลงานในช่วงวิกฤตโควิด-19 รางวัลด้านการบริหารจากชมรมศิษย์เก่าแพทย์ออร์โธปิดิกส์ศิริราช และแนวคิด I + DMS ที่ให้ความสำคัญทั้งคุณธรรม ดิจิทัล มายด์เซ็ต และผลลัพธ์ต่อสังคม ล้วนสะท้อนความมุ่งมั่นที่จะทำให้กรมการแพทย์เป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง 

ในสายตาของบุคลากรสาธารณสุขและประชาชน นายแพทย์ณัฐพงศ์จึงไม่ได้เป็นเพียงอธิบดีกรมการแพทย์คนใหม่ แต่เป็นผู้นำทางการแพทย์ที่มีความรู้ ความสามารถ มีคุณธรรม โปร่งใส พร้อมพา “กรมการแพทย์” ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง และเป็นที่ไว้วางใจของสังคมไทย

น้ำท่วมไทยไม่ใช่ภัยธรรมชาติ แต่คือผลลัพธ์การเมือง–ผังเมืองที่ล้มเหลว การตัดสินใจไร้ทิศทางสร้างหายนะซ้ำซากทุกปี สะท้อนการเมืองที่ไม่เคยคิดจริงจังเรื่องน้ำและผังเมือง

ประเทศนี้เกิดมาอยู่ในที่ลุ่ม แต่ความเสียหายซ้ำซากทุกปี ไม่ได้มาจากฝนบนฟ้าเท่าไร แต่อยู่ที่การตัดสินใจบนโต๊ะประชุมและในสภา

ทุกครั้งที่ฝนเริ่มตกหนัก ภาพที่คนไทยเตรียมใจกันไว้ไม่ใช่ “สายรุ้งหลังฝน” แต่คือรูปถนนกลายเป็นคลอง รถติดเป็นก้อนยาว บ้านเรือนจมน้ำ โรงเรียนปิดเรียน ชาวบ้านร้องไห้กลางสายน้ำ และดราม่าถามหาคนรับผิดชอบที่วนกลับมาซ้ำ ๆ

คำถามยอดฮิตมักตามมาเหมือนสคริปต์เดิม
“ทำไมประเทศไทยแก้น้ำท่วมไม่ได้สักที?”

แต่ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น คำถามที่ตรงกว่าก็คือ
“ทำไมน้ำท่วมไทยถึงกลายเป็นหายนะซ้ำซาก ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าประเทศเราอยู่ในที่ลุ่ม?”

คำตอบหนึ่งที่เราต้องกล้าพูดตรง ๆ คือ
น้ำที่ท่วมเราไม่ใช่ “ภัยธรรมชาติ” เพียงอย่างเดียว
แต่มันคือ “ผลลัพธ์ของผังเมืองและการเมืองไทย”
ที่เลือกจะวางเมือง วางถนน วางเขื่อน วางงบ และวางอำนาจ
โดยไม่เคารพธรรมชาติของน้ำเท่าที่ควร

--------------------------------------------------
ประเทศไทยเกิดมา “อยู่ในที่ลุ่ม” โดยธรรมชาติ
--------------------------------------------------

ถ้าดูจากแผนที่ภูมิประเทศ จะเห็นชัดว่า
ภาคกลางของไทยคือที่ราบลุ่มขนาดใหญ่ของแม่น้ำเจ้าพระยา
ที่น้ำจากภูเขาภาคเหนือและที่ราบสูงภาคอีสาน ไหลลงสู่อ่าวไทย

น้ำที่ตกจากภูเขาและที่ราบสูงเหล่านั้นไม่ได้หายไปไหน
มันไหลลงมารวมกันที่ตอนล่างของลุ่มน้ำ
ก่อนจะออกทะเลผ่านพื้นที่ที่เราเรียกว่า
“อู่ข้าวอู่น้ำ” – ซึ่งจริง ๆ แล้วคือ “อ่างเก็บน้ำธรรมชาติ” ขนาดมหึมาของภูมิภาคนี้

ตามธรรมชาติ น้ำหลากที่เอ่อท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำ
ไม่ใช่ภัยพิบัติในตัวของมันเอง
แต่เป็นส่วนหนึ่งของวงจรระบบนิเวศ
ช่วยเติมน้ำใต้ดิน เลี้ยงเกษตร และรักษาสมดุลของลุ่มน้ำ

พูดง่าย ๆ คือ
ประเทศไทยไม่เคยถูกออกแบบโดยธรรมชาติให้ “ไม่ท่วม” อยู่แล้ว

สิ่งที่มนุษย์ทำได้จึงไม่ใช่การสั่งให้ฝนหยุด
แต่คือการจัดการว่า
- น้ำจะไปท่วมตรงไหน
- ท่วมนานแค่ไหน
- และคน–เมือง–เศรษฐกิจจะเสียหายมากน้อยเพียงใด

--------------------------------------------------
จากทุ่งรับน้ำ–คลองคดเคี้ยว สู่เมืองปูนที่น้ำไม่มีที่ไป
--------------------------------------------------

ปัญหาคือ ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
เราตัดสินใจ “พัฒนา” เมืองและเศรษฐกิจ
ด้วยการเอาทุกอย่างไปสร้างทับทางน้ำของธรรมชาติเอง

ทุ่งนา ทุ่งหญ้า ป่าบุ่งป่าทาม และพื้นที่ชุ่มน้ำ
ที่เคยทำหน้าที่เป็น “ทุ่งรับน้ำ” ตามฤดูกาล
ถูกเปลี่ยนเป็นหมู่บ้านจัดสรร คอนโด นิคมอุตสาหกรรม
ศูนย์กระจายสินค้า และถนนวงแหวนรอบเมือง

คลองสายเล็กสายย่อยที่เคยเป็นทั้ง “ทางน้ำ” และ “ทางสัญจร”
ถูกถมกลายเป็นถนน ซอย หรืออาคารพาณิชย์
เมืองจึงกลายเป็นผืนปูนขนาดใหญ่
ที่น้ำซึมลงดินไม่ได้ ต้องไหลไปตามถนน
เพื่อเข้าท่อระบายน้ำที่เล็กกว่าปริมาณน้ำจริงหลายเท่า

ในขณะเดียวกัน กรุงเทพฯ และปริมณฑล
ก็ถูกสร้างขึ้นบน “ดินดึงเดลต้า” ที่สูงจากระดับน้ำทะเลไม่มาก
แถมยังทรุดตัวลงเรื่อย ๆ จากทั้งน้ำหนักอาคารและการใช้น้ำใต้ดินในอดีต
ขณะที่ระดับน้ำทะเลก็เพิ่มขึ้นจากภาวะโลกร้อน

บนหัวของเรายังมี “ฝนยุคใหม่”
ฝนที่เทลงมาเป็นก้อนใหญ่ในเวลาสั้น ๆ
ลักษณะ “ตกวันเดียวเท่าฝนทั้งเดือน”
ซึ่งเริ่มเป็นเรื่องปกติในยุค climate change

สรุปสั้น ๆ คือ
เราอยู่ในที่ลุ่ม – เมืองทรุด – ทะเลหนุน – ฝนแรงขึ้น
แล้วเราเลือกจะเทปูนทับเกือบทุกพื้นที่ที่น้ำควรจะไป

เมื่อธรรมชาติถูกบีบจนไม่มีที่ไหล
น้ำท่วมที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ฝนตกหนัก
แต่กลายเป็น “ผลลัพธ์โดยตรง” ของการตัดสินใจเชิงผังเมืองของเราเอง

--------------------------------------------------
โครงสร้างน้ำไทย: แบ่งหน่วยงาน แต่ไม่แบ่งความรับผิดชอบ
--------------------------------------------------

อีกชั้นหนึ่งที่ทำให้ปัญหาน้ำท่วมไทยหนักขึ้น
คือโครงสร้างการบริหารจัดการน้ำ ที่แยกส่วนจนขาดเอกภาพ
.
ลุ่มน้ำเดียวกัน แต่มีหลายหน่วยงานรับผิดชอบคนละช่วง
ตั้งแต่กรมชลประทาน หน่วยท้องถิ่น อปท. ไปจนถึงหน่วยงานเฉพาะกิจ
น้ำไม่ได้ไหลตาม “เขตจังหวัด” หรือ “เขตการปกครอง”
แต่นโยบาย งบประมาณ และอำนาจตัดสินใจกลับถูกแบ่งตามเส้นเหล่านั้น

เคสปี 2554 คือบทเรียนใหญ่
ที่สะท้อนให้เห็นว่าการไม่มี “สมองกลางของลุ่มน้ำ”
ซึ่งทุกหน่วยงานเชื่อฟัง ทำให้การตัดสินใจปล่อย–กักน้ำ
เต็มไปด้วยความลังเล ความกลัวกระทบการเมือง
และการโทษกันไปมา

เมื่อผูกเข้ากับวัฒนธรรมการเมืองแบบรัฐบาลสั้น
โครงการจัดการน้ำที่ต้องใช้เวลาก่อสร้างและดูผลจริง 10–20 ปี
จึงมักถูกเลื่อน ปรับแบบ เปลี่ยนชื่อ หรือเริ่มใหม่ซ้ำ ๆ
ตามชุดรัฐบาลและรัฐมนตรีที่เปลี่ยนไป

พูดให้แรงขึ้นอีกหน่อยได้ว่า
น้ำท่วมไทยวันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่อง “ธรรมชาติเอาคืน”
แต่มันคือผลสะสมจาก “การเมืองที่ไม่เคยคิดเรื่องน้ำแบบระยะยาวจริง ๆ”

--------------------------------------------------
ถึงเวลายอมรับว่า “กันไม่ท่วม 100%” ทำได้ยาก แต่ต้อง “ไม่พังซ้ำแบบเดิม”
--------------------------------------------------

ในหลายเมืองใหญ่ทั่วโลก
เริ่มไม่มีใครพูดคำว่า “ป้องกันน้ำท่วม 100%” อย่างจริงจังแล้ว
เพราะรู้ว่าภายใต้ climate change และเมืองขยายตัว
การพยายามกันน้ำแบบเบ็ดเสร็จ คือฝันที่แพงและเสี่ยงจะล้มเหลวครั้งใหญ่ในวันหนึ่ง

แนวคิดใหม่ที่เมืองเหล่านั้นใช้คือ
“อยู่กับน้ำ” (Living with Water)
ยอมรับว่าน้ำจะท่วมบ้างในบางช่วง บางพื้นที่
แต่ต้องออกแบบให้
- ท่วมช้าลง
- ท่วมแคบลง
- ท่วมนานน้อยลง
- และฟื้นตัวเร็วขึ้น

กรุงเทพฯ เองก็เริ่มพูดถึงแนวคิดนี้
ผ่านแผนยุทธศาสตร์ด้านความยั่งยืนและความทนทานของเมือง
รวมถึงโครงการสวนลุ่มน้ำ สวนเบญจกิติ คลองโอ่งอ่าง ฯลฯ
ที่พยายามใช้ “พื้นที่สีเขียว–น้ำ” มาช่วยหน่วงน้ำ
ไม่ใช่เทปูนขยายถนนอย่างเดียว

ที่น่าสนใจคือ
แนวคิด “อยู่กับน้ำ” ไม่ได้เป็นของฝรั่งเท่านั้น
แต่คือสิ่งที่บรรพบุรุษคนไทยเคยทำมาแล้ว

เรือนไทยใต้ถุนสูง
ชุมชนริมคลองที่ใช้เรือสัญจร
พื้นที่ลุ่มที่ปล่อยให้ท่วมตามฤดูกาล
ทั้งหมดนี้คือภูมิปัญญาดั้งเดิมในการอยู่ร่วมกับน้ำ
โดยไม่ฝืนธรรมชาติจนเกินไป

วันนี้มีทั้งงานวิจัยและโครงการนำร่องเรื่อง
“บ้านลอยน้ำ” “บ้านยก–เลื่อนระดับได้ตามน้ำ”
ที่พยายามต่อยอดภูมิปัญญาเก่าเข้ากับเทคโนโลยีใหม่
เพื่อช่วยให้ชุมชนลุ่มน้ำไม่ต้องย้ายถิ่นทุกครั้งที่น้ำมา

คำถามคือ
เราพร้อมแค่ไหนที่จะสนับสนุนให้แนวคิดแบบนี้กลายเป็น “นโยบายจริง”
ไม่ใช่แค่โครงการนำร่องโชว์รูปสวย ๆ บนสไลด์?

--------------------------------------------------
ถ้าอยากหนี “หายนะจากน้ำท่วม” ต้องกล้าปรับ 3 เรื่องใหญ่
--------------------------------------------------

1) ยอมรับอย่างเป็นทางการว่า “ตรงไหนต้องยอมให้ท่วม”

ประเทศลุ่มน้ำอย่างไทยไม่มีทางกันน้ำไว้ได้ทุกที่พร้อมกัน
สิ่งที่ต้องมีก็คือผังลุ่มน้ำที่กำหนดชัดเจนว่า
- พื้นที่ใดคือ “ทุ่งรับน้ำ” (flood retention)
- พื้นที่ใดคือ “เขตเศรษฐกิจสำคัญ” ที่ต้องปกป้องเป็นพิเศษ

และต้องกล้าคุยเรื่องเครื่องมือจริง ๆ เช่น
- กฎหมายผังเมืองที่ชัดเจนและไม่ถูกง้อปรับตามแรงกดดันทางการเมืองง่าย ๆ
- ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ช่วยจูงใจไม่ให้รุกล้ำพื้นที่รับน้ำ
- ระบบชดเชยเจ้าของที่ดินหรือชุมชนที่ต้องเสียสละเป็นทุ่งรับน้ำ

ถ้าไม่กล้าตัดสินใจเชิงพื้นที่ตั้งแต่วันนี้
วันหน้าเราจะต้องจ่ายค่าเสียหายหลังน้ำท่วมแพงกว่าการยอมชดเชยล่วงหน้าหลายเท่า

2) ลงทุนในโครงสร้าง “เขียว–น้ำ” ไม่ใช่ปูนอย่างเดียว

เมืองที่รอดจากน้ำท่วมไม่ได้มีแค่เขื่อนและท่อระบายน้ำ
แต่มีทั้ง
- สวนสาธารณะลุ่มรับน้ำ
- คลองที่ขุด–ฟื้นให้ไหลได้จริง (ไม่ใช่แค่ปรับภูมิทัศน์ริมคลอง)
- แก้มลิงและพื้นที่ชะลอน้ำ ที่ออกแบบให้ท่วมชั่วคราวได้อย่างปลอดภัย

โครงสร้างแบบนี้เรียกรวม ๆ ว่า “Green–Blue Infrastructure”
คือใช้ธรรมชาติและพื้นที่สีเขียว–น้ำ
มาทำงานร่วมกับโครงสร้างปูนและเหล็ก

ถ้าเราเทงบไปกับถนนเพิ่ม ท่อเพิ่ม เขื่อนเพิ่มเพียงอย่างเดียว
โดยไม่คืนพื้นที่ให้ธรรมชาติ
สุดท้ายเราก็จะกลับมาที่จุดเดิม
แค่เปลี่ยนจากน้ำท่วมทุ่ง เป็นน้ำท่วมเมืองที่มีมูลค่าทรัพย์สินสูงกว่าเดิม

3) ทำให้คน “พร้อมรับมือ” มากกว่าพร้อม “บ่นตอนเกิดเหตุ”

น้ำท่วมจะไม่กลายเป็นหายนะ
ถ้าคนรู้ล่วงหน้าและเตรียมตัวได้ทัน

- ระบบเตือนภัยต้องบอกได้มากกว่าคำว่า “โปรดเฝ้าระวัง”
แต่ควรบอกให้ชัดว่า
“อีกกี่วันน้ำจะมาถึงระดับไหน และควรทำอะไร”
- แผนอพยพระดับชุมชนต้องซ้อมจริง
มีจุดปลอดภัย มีเส้นทางที่คนจำได้และเข้าถึงได้
- บ้าน ร้าน และโรงงานควรได้รับการสนับสนุนให้ปรับตัว เช่น
ยกตู้ไฟ ยกเครื่องจักร
ออกแบบชั้นล่างให้เป็นพื้นที่ที่เปียกได้โดยไม่เสียหายหนัก
แล้วเก็บของสำคัญบนที่สูง

เมื่อรัฐ ท้องถิ่น ชุมชน และภาคธุรกิจ
รู้บทบาทของตัวเองตั้งแต่ก่อนน้ำมา
ความเสียหายก็จะลดลงมหาศาล แม้น้ำจะมากเท่าเดิม

--------------------------------------------------
น้ำท่วมไม่ใช่ศัตรู แต่ “ความไม่กล้าตัดสินใจ” ต่างหากที่เป็นปัญหา
--------------------------------------------------

สุดท้าย เราอาจต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งก่อนจะเริ่มต้นใหม่อย่างจริงจัง

ไทยไม่มีวันหนีน้ำท่วมได้
แต่ไทยเลือกได้ว่าจะ
“โดนน้ำท่วมแล้วพังซ้ำทุกปี”
หรือ “โดนน้ำท่วมแบบที่เรายังยืนอยู่ได้”

น้ำท่วมไม่ใช่ศัตรูโดยตัวมันเอง
ธรรมชาติมีหน้าที่เอาน้ำลงจากภูเขาไปสู่ทะเล

ศัตรูตัวจริง อาจเป็นความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย
การเมืองระยะสั้นที่มองแค่ไม่กี่ปีข้างหน้า
และการตัดสินใจเชิงผังเมืองที่ไม่กล้ายอมรับความจริงเรื่องน้ำตั้งแต่แรก

ถ้าเรากล้าปรับผังเมือง
กล้าลงทุนระยะยาว
และกล้าดึงภูมิปัญญา “อยู่กับน้ำ” ของคนไทยรุ่นก่อน
มาผสมกับเทคโนโลยียุคใหม่อย่างจริงจัง

ประเทศไทยอาจไม่ใช่ประเทศที่ “ไม่มีน้ำท่วม”
แต่จะกลายเป็นประเทศที่ “ไม่มีใครต้องพังเพราะน้ำท่วมอีกต่อไป”
มากกว่าเดิมอย่างแน่นอน

ป้ายหาเสียงแบบญี่ปุ่นที่ไทยอยากทำตาม เป็นได้ถ้ากล้าออกแบบใหม่ทั้งระบบ กกต.เปลี่ยนจากคุมกติกาเป็นออกแบบบอร์ดกลาง อปท. ร่วมดูแลพื้นที่ หากต้องการไปให้ถึงฝัน

ป้ายหาเสียงเป็นระเบียบแบบญี่ปุ่น เป็นได้ หรือแค่ฝัน?
ทุกครั้งที่ถึงฤดูเลือกตั้ง ภาพที่คนไทยคุ้นตาคือเมืองทั้งเมืองถูกปกคลุมไปด้วยป้ายไวนิล เต็มเสาไฟ เต็มทางเท้า เต็มสะพานลอย บางจุดบังทัศนวิสัยจนขับรถลำบาก ทั้งที่ในอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น “ป้ายหาเสียง” ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ เรียบร้อย และกลายเป็นโครงสร้างข้อมูลสาธารณะ ให้ประชาชนเดินผ่านแล้วเห็นข้อมูลผู้สมัครครบทุกคนในที่เดียว

คำถามคือ…ป้ายหาเสียงแบบญี่ปุ่น เป็นได้จริงในประเทศไทย หรือเป็นได้แค่ฝัน? และถ้าอยากให้เกิดขึ้นจริง ควรเป็นหน้าที่ของใครที่จะลุกขึ้นมาจัดการเรื่องนี้

ญี่ปุ่นกับป้ายเลือกตั้งที่เป็น “บอร์ดกลาง” ของทุกคน
ที่ญี่ปุ่น ป้ายเลือกตั้งจะถูกจัดให้อยู่ใน “บอร์ดกลาง” (Election Board) ที่เทศบาลหรือเมืองเป็นผู้จัดทำและดูแล ทุกผู้สมัครมีช่องเท่ากัน ขนาดเท่ากัน อยู่ในบอร์ดเดียวกันทั้งหมด ไม่ใช่ใครมีเงินมากก็มีป้ายใหญ่เต็มเมือง ใครมีทุนน้อยก็แทบไม่มีใครเห็น

บอร์ดเหล่านี้ถูกติดตั้งตามจุดสำคัญของเมือง เช่น หน้าโรงเรียน ศาลาว่าการ เขตชุมชน หรือสถานีรถไฟ ประชาชนเดินผ่านก็เห็นข้อมูลผู้สมัครครบทุกเบอร์ในที่เดียว เมืองไม่เละ ไม่รก และ “ข้อมูลการเลือกตั้ง” ถูกจัดวางอย่างเป็นระบบเหมือนป้ายประชาสัมพันธ์สาธารณะมากกว่าป้ายโฆษณาเชิงพาณิชย์

โครงสร้างไทยวันนี้: ป้ายหาเสียงยังเป็น “ของผู้สมัคร”
กฎหมายเลือกตั้งของไทยปัจจุบันมองป้ายหาเสียงเป็น “ทรัพย์สินของผู้สมัครและพรรคการเมือง” คือให้อำนาจผู้สมัครแต่ละรายทำป้ายของตัวเอง ภายใต้กรอบกติกาบางอย่าง เช่น ขนาดป้าย จำนวนป้าย และตำแหน่งที่ติดได้หรือไม่ได้

กกต. ทำหน้าที่หลักคือออกกติกา กำหนดเงื่อนไข และดูว่ามีใครทำผิดหรือไม่ มากกว่ามองตัวเองว่าเป็น “ผู้ออกแบบประสบการณ์ข้อมูลการเลือกตั้ง” ให้กับประชาชน ผลก็คือ เมืองจึงกลายเป็นสนามรบของป้ายแต่ละฝ่าย ใครทุนเยอะก็ป้ายเยอะ ใครทุนบางก็แทบจะหายไปจากสายตา

ตรงนี้คือจุดต่างสำคัญจากญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นใช้แนวคิดว่า “ป้ายของทุกคนต้องมาอยู่ในโครงสร้างกลางเดียวกัน” เพื่อให้ประชาชนได้เห็นข้อมูลอย่างเท่าเทียม ในขณะที่ไทยยังไม่ยอม “ดึงป้ายออกจากมือผู้สมัคร” มารวมไว้ในโครงสร้างกลางของรัฐ

ถ้าอยากได้ความเป็นระเบียบแบบญี่ปุ่น ต้องตอบคำถาม 3 ข้อ
1. เราจะกล้าเปลี่ยนจาก “ป้ายของใครของมัน” เป็น “ป้ายกลางของทุกคน” ไหม?
วันนี้ผู้สมัครแต่ละคนออกแบบ ทำ และติดป้ายของตัวเอง ถ้าจะไปแบบญี่ปุ่นจริง ๆ ต้องกล้าบอกว่า ขอให้ทุกคนมาอยู่ในบอร์ดกลางที่มาตรฐานเดียวกัน พื้นที่เท่ากัน มุมมองเท่ากัน ซึ่งจะทำให้ “ทุน” มีผลกับเกมนี้น้อยลง และ “เนื้อหา + นโยบาย” มีน้ำหนักมากขึ้น แต่แน่นอนว่าพรรคใหญ่และผู้สมัครทุนหนา อาจไม่ชอบ เพราะเสียเปรียบจากการที่ตัวเองไม่ได้ยึดพื้นที่สายตามากเหมือนเดิม

2. ใครจะเป็นเจ้าภาพลงทุนทำ “โครงสร้างป้ายกลาง”?
ถ้าให้เอกชนทำ ก็เสี่ยงถูกมองว่าเอียงข้าง เลือกให้พื้นที่เฉพาะบางพรรค หรือใช้บอร์ดกลางเป็นช่องทางขายพื้นที่โฆษณาแฝง ถ้าให้รัฐทำ ก็ต้องมีงบประมาณ แผนงาน และการออกแบบที่ดีพอ ไม่ใช่แค่ทำบอร์ดเหล็กเก่า ๆ ที่ไม่มีใครอยากมอง คำถามนี้เกี่ยวข้องกับบทบาทของรัฐบาลท้องถิ่นและ กกต. โดยตรง

3. กกต. จะนิยามบทบาทตัวเองใหม่ได้แค่ไหน?
จาก “ผู้คุมกติกา” ไปสู่ “ผู้ออกแบบระบบข้อมูลเลือกตั้ง” นั่นแปลว่า กกต. ต้องออกแบบมาตรฐานบอร์ดกลาง กำหนดรูปแบบข้อมูลที่ต้องแสดง กำหนดจำนวนบอร์ดขั้นต่ำต่อเขต และกำหนดให้การสื่อสารผ่านบอร์ดเหล่านี้ เป็นหนึ่งในช่องทางหลักของการให้ข้อมูลประชาชน ไม่ใช่แค่เปิดช่องให้ผู้สมัครติดป้ายกันเองอย่างที่เป็นอยู่

แล้วควรเป็น “หน้าที่ใคร” ในการจัดการเรื่องนี้?
1. กกต. – ผู้ออกแบบ “ระบบ” ไม่ใช่แค่ผู้ออกกฎ
ถ้าอยากเห็นป้ายแบบญี่ปุ่นในไทย กกต. คือผู้เล่นหลักที่ต้องปรับบทบาทตัวเองให้ชัดขึ้น จากคนออกกติกาและตรวจสอบ กลายเป็นคนออกแบบ “โครงสร้างป้ายกลาง” ทั่วประเทศ กกต. สามารถกำหนดมาตรฐานบอร์ดกลาง รูปแบบข้อมูลที่ต้องมี และออกระเบียบเฉพาะให้ อปท./เขต ใช้เป็นต้นแบบเดียวกันทั่วประเทศได้

2. อปท. / เทศบาล / อบต. / เขต – เจ้าภาพภาคสนาม
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคือคนที่รู้พื้นที่ดีที่สุด และพร้อมจะเป็นเจ้าภาพดูแลบอร์ดกลางในทางปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกจุดติดตั้งบอร์ด การดูแลไม่ให้ชำรุดหรือถูกทำลาย และการประสานงานกับผู้สมัครให้ส่งรูปและข้อมูลตามเวลา จากเดิมที่หน้าที่หลักคือ “อนุญาตให้ติดป้ายตรงไหนได้บ้าง” ก็ต้องยกระดับเป็น “ผู้ออกแบบโชว์รูมข้อมูลผู้สมัครในพื้นที่”

3. พรรคการเมืองและผู้สมัคร – เจ้าของเนื้อหาที่ต้องยอมเล่นในสนามที่เท่าเทียม
แม้จะมีบอร์ดกลาง แต่ผู้สมัครก็ยังต้องรับผิดชอบเนื้อหาที่จะสื่อสารผ่านพื้นที่จำกัดและมาตรฐานเดียวกัน นี่คือการเปลี่ยน mindset จากการแข่งกันด้วยขนาดและจำนวนป้าย ไปสู่การแข่งกันด้วยความชัดเจนของข้อมูล ความน่าเชื่อถือ และความคิดสร้างสรรค์ในกรอบที่เท่าเทียมกัน

4. ภาคประชาชน นักออกแบบเมือง และสื่อ – คนจุดประเด็นและออกแบบอนาคตของเมือง
ถ้าไม่มีแรงกดดันจากประชาชน ไม่มีเสียงเรียกร้องจากนักออกแบบเมือง หรือไม่มีสื่อหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูด การเปลี่ยนแปลงก็แทบไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย ภาควิชาสถาปัตย์ นักออกแบบกราฟิก และ Urban Designer สามารถเสนอแบบ “บอร์ดเลือกตั้งมาตรฐานไทย” ที่สวย ทันสมัย และใช้งานได้จริง ในขณะที่สื่อและอินฟลูสามารถช่วยตั้งคำถามว่า “ถึงเวลาหรือยังที่เราจะเลิกปล่อยให้เมืองเละทุกครั้งที่มีเลือกตั้ง?”

ความเป็นระเบียบแบบญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน ถ้าเรายอมออกแบบใหม่ทั้งระบบ
ป้ายหาเสียงแบบญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันสำหรับประเทศไทย แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ในเมื่อโครงสร้างปัจจุบันยังเอื้อให้ผู้สมัครแต่ละรายมองป้ายเป็นอาวุธแย่งพื้นที่สายตา มากกว่ามองว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างข้อมูลสาธารณะ

ถ้าเราอยากเห็นเมืองที่สะอาดขึ้น การเลือกตั้งที่เป็นระเบียบขึ้น และข้อมูลผู้สมัครที่ถูกจัดวางอย่างเท่าเทียมกันในสายตาประชาชน เราต้องกล้าถามและกล้าผลักดันให้ กกต. รัฐท้องถิ่น พรรคการเมือง และภาคประชาชน ช่วยกันออกแบบ “ระบบใหม่” ของป้ายหาเสียง ไม่ใช่แค่แก้รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ บนป้ายเดิม

สุดท้ายแล้ว ป้ายหาเสียงไม่ได้เป็นแค่ชิ้นผ้าหรือแผ่นไวนิลริมถนน แต่มันสะท้อนว่าเรามองการเลือกตั้งเป็นเพียงสงครามประชาสัมพันธ์ หรือมองว่าเป็นโอกาสในการออกแบบระบบข้อมูลสาธารณะที่เป็นธรรมสำหรับทุกคนกันแน่

รู้จัก “แก๊งนางฟ้า” เริ่มจากวงการบันเทิงยุค 2000 กับเส้นทางมิตรภาพ 20 ปี ของตัวแม่แห่งวงการบันเทิง ถึงวันที่เสียงลือดังว่าแตกหักจริงหรือไม่?

(23 พ.ย. 68) “แก๊งนางฟ้า” เพื่อนซี้สาวในวงการบันเทิงไทย กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งหลังผ่านมา 20 ปีเต็มที่เต็มไปด้วยทั้งมิตรภาพและความท้าทาย ความเป็นตัวแม่ของ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ, นานา ไรบีนา, วุ้นเส้น วิริฒิพา, แอน อลิชา, เจนสุดา ปานโต, พอลล่า เทเลอร์ และคริส หอวัง เคยสร้างแรงบันดาลใจด้านมิตรภาพหญิงสาวอย่างมาก

ยุคทองของแก๊งในช่วง 2010–2013 คือช่วงเวลาที่ชัดเจนที่สุดในการแสดงพลังความสัมพันธ์ เพื่อนผลัดกันแสดงบทบาทเป็นเพื่อนเจ้าสาว ทริปเที่ยวและงานต่าง ๆ ต่อเนื่องทำให้พวกเธอถูกขนานนามเป็น "แก๊งตัวแม่ในตำนาน" แต่หลังจากนั้นก็เริ่มมีสัญญาณร้าวในเรื่องธุรกิจ และความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนในช่วง 2014–2016

ปี 2017–2018 เป็นจุดเปราะบางที่สุดของมิตรภาพ เมื่อมีข่าวดราม่าและอันฟอลโลว์กันในโซเชียล สื่อพาดหัวว่า “แก๊งนางฟ้าแตกแล้ว?” อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2019–2024 มีการฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่จับต้องได้ผ่านภาพกอดและโมเมนต์อบอุ่นในงานสำคัญ ๆ

แม้จะมีกระแสดราม่าใหม่ ๆ ในปี 2024–2025 ที่เกี่ยวข้องกับการอันฟอลโลว์และข่าวชวนลงทุน แต่ ‘แอน อลิชา’ ยืนยันว่าเธอพยายามเป็นคนกลางเพื่อไม่ให้ใครต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง แสดงให้เห็นว่าแก๊งยังมีสายใยเหนียวแน่นอยู่ "แก๊งนางฟ้า" คือมิตรภาพที่สวยงาม ซับซ้อน และแท้จริงในวงการบันเทิงไทย ถึงแม้มิตรภาพนี้อาจไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็เป็นของจริงที่อยู่ในใจเสมอ

‘ปูติน’ ย้ำเป็นช่วงที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ สำหรับความสัมพันธ์ของทั้งสองชาติ ชูความร่วมมือแบบเท่าเทียม ไม่พุ่งเป้าใส่ใคร เตรียมเปิดฟรีวีซ่าให้ นทท.จีนเข้า–ออกง่ายขึ้น

(23 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ประกาศว่าความสัมพันธ์รัสเซีย–จีนวันนี้กำลังอยู่ใน “ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์” ระหว่างการพบกับหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีนที่กรุงมอสโก โดยระบุว่าความร่วมมือเชิงหุ้นส่วนและยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศตั้งอยู่บนหลักความเท่าเทียม แสวงหาผลประโยชน์ร่วมกัน และสนับสนุนกันในประเด็นผลประโยชน์หลักของแต่ละฝ่าย พร้อมย้ำว่าสัมพันธ์นี้ “ไม่ได้มุ่งเล่นงานใคร”

ปูตินยังกล่าวถึงบทบาทของรัสเซียและจีนในกรอบองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ว่าช่วยผลักดันให้องค์กรนี้กลายเป็นหนึ่งในเสาหลักของระเบียบโลกแบบหลายขั้วอำนาจ พร้อมฝากหลี่ เฉียง ส่งความปรารถนาดีไปถึงประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีนด้วย

อีกหนึ่งสัญญาณใกล้ชิดคือ การเตรียมใช้มาตรการ “ฟรีวีซ่า” สำหรับพลเมืองจีนที่เดินทางเข้ารัสเซีย โดยปูตินระบุว่ารัสเซียจะออกมาตรการให้ชาวจีนเดินทางเข้าออกได้สะดวกขึ้นในอนาคตอันใกล้ สะท้อนการเปิดกว้างด้านการท่องเที่ยวแบบแลกเปลี่ยนระหว่างกันมากยิ่งขึ้น

ทรัมป์เดิมพันอนาคตสหรัฐ พึ่ง AI ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดึงเจ้าชายซาอุฯ ‘โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน’ ร่วมทุ่มลงทุน 1 ล้านล้านดอลลาร์ ปั้นทะเลทรายให้กลายเป็นฮับดาต้าเซ็นเตอร์

(23 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังผูกอนาคตเศรษฐกิจสหรัฐเข้ากับเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์อย่างชัดเจน ภาพนี้ยิ่งชัดขึ้นระหว่างการเยือนสหรัฐของ เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย ที่ประกาศแผนลงทุนกับบริษัทอเมริกันมูลค่ารวมราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ โดยใช้ความได้เปรียบด้านน้ำมันและก๊าซเป็นฐานพัฒนาประเทศให้กลายเป็นฮับดาต้าและเอไอของโลก

ในงาน US-Saudi Investment Forum ทรัมป์ประกาศต่อหน้านักลงทุนว่า สหรัฐจะร่วมกับพันธมิตรอย่างซาอุฯ “สร้าง ecosystem เอไอที่ใหญ่ ทรงพลัง และล้ำหน้าที่สุดในโลก” ท่ามกลางแขกแถวหน้าที่นั่งฟังอยู่มีทั้ง เจนเซน หวง (Jensen huang) ผู้ร่วมก่อตั้ง Nvidia และอีลอน มัสก์ ซีอีโอ Tesla, SpaceX และ xAI ฝั่งซาอุฯ เองก็กำลังใช้ทรัพยากรพลังงานราคาถูกและพื้นที่ขนาดใหญ่เป็นแม่เหล็กดึงดูดโครงการดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานเอไอร่วมกับบริษัทสหรัฐฯ

ทรัมป์พยายามโยงผลงานตลาดหุ้นและเม็ดเงินลงทุนปีนี้เข้ากับนโยบายของตัวเอง แต่ในความเป็นจริง ส่วนใหญ่เป็นผลจากการเร่งสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เอไอและโรงไฟฟ้าที่ต้องรองรับการใช้พลังงานมหาศาล ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นก็เริ่มผันผวน ดัชนีสำคัญบางตัวร่วงลงเพราะนักลงทุนกังวลว่าเอไอกำลังสร้างฟองสบู่ใหม่ หากค่าพลังงานของประชาชนพุ่งขึ้น หรืองานในภาคเอไอไม่เกิดจริงตามคำสัญญา ความเสี่ยงทางการเมืองที่ทรัมป์ต้องเจอก็ยิ่งสูงขึ้น

บริษัทที่ปรึกษา Oxford Economics ประเมินว่า การลงทุนด้านเอไอช่วยพยุงเศรษฐกิจสหรัฐในปีที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการขึ้นภาษีนำเข้าของทรัมป์เองที่ดันเงินเฟ้อและกดดันการจ้างงาน แต่รายงานก็เตือนด้วยว่า บริษัทเอไอจำนวนมากเริ่มพึ่งพาหนี้ในระดับสูงเพื่อลงทุนขยายกิจการ สัญญาณนี้อาจสะท้อนว่า “เฟสเปราะบาง” ของบูมเอไอกำลังรออยู่ข้างหน้า

แม้ซาอุฯ ยกระดับดีลแบบก้าวกระโดด จากเดิมที่เคยพูดถึงตัวเลขลงทุนราว 6 แสนล้านดอลลาร์ในช่วงทรัมป์เยือนริยาด มาสู่ตัวเลข 1 ล้านล้านดอลลาร์ระหว่างการเยือนวอชิงตันรอบล่าสุด ทรัมป์ยังแซวมกุฎราชกุมารหลังเวที ขอให้ดันตัวเลขไปถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ด้วยซ้ำ ขณะที่สตีเฟน ชวาร์ซแมน (Stephen A. Schwarzman) ซีอีโอ Blackstone ก็ย้ำบนเวทีว่า สองเรื่องเติบโตเร็วที่สุดในสายตานักลงทุนตอนนี้คือ “เอไอและพลังงาน” โดยบอกว่า Blackstone เป็นหนึ่งในผู้พัฒนาและเจ้าของดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่ของโลก

มิติด้านเทคโนโลยียิ่งชัดเมื่อกระทรวงพาณิชย์สหรัฐอนุมัติให้ส่งออกชิปเอไอขั้นสูงตระกูล Blackwell ของ Nvidia จำนวนรวมเทียบเท่าราว 35,000 ชิป ให้กับสองบริษัทใหญ่ในซาอุฯ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้แก่ G42 ในอาบูดาบี และ Humain บริษัทเอไอที่ซาอุฯ หนุนหลัง โดยทั้งคู่มีแผนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดยักษ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง การอนุมัติครั้งนี้ถูกจับตา สะท้อนว่ารัฐบาลสหรัฐพร้อมหนุนดีลเอไอเชิงยุทธศาสตร์กับพันธมิตรอ่าวอาหรับ

ในเวทีเดียวกัน Humain ยังประกาศจับมือกับ xAI ของมัสก์ สร้างดาต้าเซ็นเตอร์กำลังไฟ 500 เมกะวัตต์ในซาอุฯ พร้อมวางแผนให้แชตบอต Grok ของ xAI ถูกใช้อย่างกว้างขวางในประเทศ ขณะที่ฝั่งสหรัฐเอง Amazon Web Services ก็ได้รับการพูดถึงในแผนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ 100 เมกะวัตต์ในริยาด พร้อม “เป้าหมายระยะยาวระดับกิกะวัตต์” ทั้งหมดนี้จะขับเคลื่อนด้วยชิปเร่งความเร็วเอไอจาก Nvidia เป็นหลัก

ทั้งนี้ แม้ในมุมหนึ่งภาพที่ออกมาคือ “ดีลทอง” ระหว่างเงินทุน–พลังงาน–เทคโนโลยี ที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ แต่ก็มีคำถามใหญ่ตามมาด้วยว่า การพึ่งเอไอเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจจะยั่งยืนแค่ไหน ทั้งเรื่องการใช้พลังงานมหาศาล ผลกระทบต่อค่าครองชีพ และความเป็นไปได้ที่การจ้างงานจะไม่โตทันกับมูลค่าเงินลงทุน ในขณะที่ซาอุฯ ใช้เอไอเป็นสะพานสู่เศรษฐกิจหลังยุคน้ำมัน ทรัมป์เองก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเศรษฐกิจเอไอที่เขาโปรโมต จะไม่กลายเป็นเพียง “ฟองสบู่ดิจิทัล” ที่ทิ้งภาระไว้กับประชาชนในระยะยาว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top