Saturday, 18 July 2026
Hard News Team

‘จุลพันธ์’ รับ ‘เท้ง’ ขอ ‘เพื่อไทย’ ยื่นซักฟอก หลัง รธน.ผ่านวาระ 3 แต่ไม่ได้ข้อสรุป ย้ำ เดินหน้าตรวจสอบรัฐบาลแน่

วันที่ 24 พ.ย.68 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวเป็นนัยในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ ถึงการคุยกับพรรคเพื่อไทยให้ขอชะลอยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ผ่านวาระ 3 ก่อน โดยยอมรับว่า มีการร้องขอแบบนั้นจริง พรรคเพื่อไทยยืนยันในเรื่องจุดยืน ว่า จะเดินหน้าตรวจสอบรัฐบาล แต่พรรคประชาชนได้ร้องขอให้ชะลอ เพื่อรอการลงมติการแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 แต่ยังไม่มีข้อตัดสินใจ โดยหลังจากนี้ก่อนเปิดสมัยประชุมสภา จะติดต่อประสานงานพูดคุยกับนายณัฐพงษ์ เพื่อสรุปทิศทางการดำเนินการอีกครั้ง

ส่วนความเป็นไปได้ในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังผ่านวาระ 3 นั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ทุกอย่าง แต่เราต้องคำนึงถึงทุกองค์ประกอบ และต้องหารือกัน ซึ่งมีการพูดคุยมาแล้วหนึ่งครั้งในเรื่องทิศทางการทำงานของทั้งสองพรรค แต่ตามมารยาทก่อนที่พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการอย่างไร คงต้องประสานงานกลับไปยังพรรคประชาชน แต่การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อจำกัดนี้ และคงเป็นการตัดสินใจภายใน ว่า จะดำเนินการตรวจสอบรัฐบาลอย่างไร เมื่อไหร่ หากพรรคประชาชนตัดสินใจอย่างไร จะร่วมในกระบวนการตรวจสอบ หรือ จะรออย่างไร ก็เป็นอำนาจเป็นการตัดสินใจของแต่ละพรรคการเมือง

นายจุลพันธ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาชนเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ว่า ไม่เหนือความคาดหมาย ทั้งสามคน ก็คุ้นหน้าคุ้นตากันดี มีความสนิทสนม รู้มือกันในการทำงาน และไม่ได้ประหลาดใจที่ใช้บุคคลภายใน ก็ขอให้สามารถเดินหน้าได้ตามที่ตั้งหวังไว้ ในส่วนของพรรคเพื่อไทย ได้กำหนดไว้ว่า จะเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม คาดว่า เป็นเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งก็ขอให้รอดดู ว่า จะเป็นที่ประทับใจของประชาชนมากน้อยแค่ไหน

เมื่อถามถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย หากเปิดตัวมาแล้วจะช่วยดึงกระแสกลับมาได้หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า มีความเชื่อมั่น ว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย มีองค์ประกอบที่หลากหลาย มีพื้นหลัง พื้นเพที่มีความแตกต่าง เพื่อที่จะสามารถตอบโจทย์ให้ประชาชนในแต่ละกลุ่มได้ ถือเป็นจุดเด่นของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย

ส่วนประชาชนจะรับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยได้หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้หยุดนิ่ง ผู้สมัคร สส. ของพรรค กรรมการบริหารพรรค ลงพื้นที่ และทำงานเชิงรุก เข้าหาประชาชน เพราะคือ DNA ของพรรค การทำงานใกล้ชิด และเข้าถึงประชาชน ถือเป็น DNA ของสมาชิกพรรคเพื่อไทยทุกคน และตั้งแต่ที่ตนเองเข้ามารับตำแหน่ง ก็ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากประชาชน โดยเฉพาะคนที่ยังรัก และศรัทธาในพรรคเพื่อไทยที่ยังมีจำนวนมาก

เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรในการดึงสมาชิกไม่ให้ไหลออกอีก นายจุลพันธ์ ระบุว่า เรื่องนี้ไม่ได้เป็นประเด็นปัญหา ซึ่งเลขาธิการพรรค ทำงานหนักในเรื่องการคัดตัวผู้สมัคร ที่มีคนเข้ามาสัมภาษณ์ และประสงค์เข้ามาสมัครจำนวนมาก คนที่ไปก็ไป คนที่อยู่ก็อยู่ และสู้กันอย่างเข้มแข็ง ไม่มีอะไรน่าห่วง การเลือกตั้งทุกครั้งธรรมชาติ คือ ทุกครั้งจะมีสมาชิกเปลี่ยนหน้า มีทั้งคนเก่า คนใหม่ มีการเข้า - ออก มีการสอบได้สอบตก เป็นเรื่องธรรมชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องการตอบสนองของประชาชน ทั้งตัวบุคคล นโยบาย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ถ้าตอบโจทย์ได้ทั้งหมดก็ไม่มีประเด็นอะไรน่าห่วงใย เชื่อว่า วันนี้พรรคเพื่อไทยยังอยู่ในจุดที่เข้มแข็ง มีจุดเด่น และสามารถที่จะขับเคลื่อนพรรคไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้ง และเป็นรัฐบาลได้ในที่สุด

 

‘TalayLink’ สายเคเบิลใต้น้ำแห่งใหม่ ยกระดับการเชื่อมต่อดิจิทัลภูมิภาค หนุนเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI

(24 พ.ย. 68) Google Cloud ประกาศเปิดตัว TalayLink สายเคเบิลใต้น้ำเส้นใหม่ที่เชื่อมระหว่างประเทศออสเตรเลียและไทย เพื่อยกระดับการเข้าถึง ความเสถียร และความยืดหยุ่นของการเชื่อมต่อดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทั้งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและทั่วโลก

นายบิกาช โคลีย์ รองประธาน ฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกของ Google, Google Cloud กล่าวว่า “สายเคเบิลใต้น้ำ TalayLink ตั้งชื่อตามคำไทย ‘ทะเล’ (Talay) ที่หมายถึง ทะเล หรือ มหาสมุทร จะเป็นส่วนต่อยอดจากโครงการสายเคเบิลเชื่อมโยงระหว่างศูนย์ข้อมูล (Interlink Cable) ที่เราประกาศเปิดตัวเมื่อปีก่อน ภายใต้แผนริเริ่ม Australia Connect โดยสายเคเบิลใต้น้ำเส้นนี้จะสร้างเส้นทางใหม่ที่แยกจากเดิมไปยังประเทศไทยผ่านมหาสมุทรอินเดีย ทางด้านตะวันตกของช่องแคบซุนดา ซึ่งเป็นจุดที่สายเคเบิลใต้น้ำที่มีอยู่ส่วนใหญ่พาดผ่านในปัจจุบัน การวางเส้นทางเชิงกลยุทธ์นี้จะช่วยให้ Data Center และ Cloud Region ของเราที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทยสามารถเชื่อมโยงเข้ากับเครือข่ายระดับโลกของเราได้อย่างราบรื่น”

นอกเหนือจากระบบสายเคเบิลใต้น้ำ TalayLink แล้ว Google ยังมีความยินดีที่จะประกาศแผนการลงทุนสร้างศูนย์กลางการเชื่อมต่อใหม่ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย เมืองแมนดูราห์ และพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย การลงทุนเชิงกลยุทธ์เหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อเสริมความแข็งแกร่งและรองรับการเชื่อมต่อระดับภูมิภาคในอนาคต พร้อมเร่งการให้บริการด้านดิจิทัลและ AI ชั้นสูงผ่านความสามารถด้านการสลับสายเคเบิล (Cable Switching) การจัดเก็บเนื้อหา (Content Caching) และโคโลเคชั่น (Colocation)

ศูนย์กลางการเชื่อมต่อในเมืองแมนดูราห์จะทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อขึ้นฝั่งแห่งใหม่แยกจากเมืองเพิร์ธ ซึ่งเป็นจุดที่สายเคเบิลใต้น้ำส่วนใหญ่ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียใช้งานอยู่ในปัจจุบัน สำหรับพื้นที่ในภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นจุดตัดสำคัญของสายเคเบิลใต้น้ำอยู่แล้ว เราได้เข้าเป็นพันธมิตรกับ AIS ผู้ให้บริการโคโลเคชั่น เพื่อเร่งการติดตั้งการใช้งาน และสร้างประโยชน์สูงสุดจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานท้องถิ่นที่มีอยู่เดิม

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวว่า “สายเคเบิล TalayLink ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งเข้ามาช่วยเสริมความสามารถด้านการเชื่อมต่อและความยืดหยุ่นของระบบดิจิทัลของประเทศไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น  อีกทั้งเมื่อพิจารณาร่วมกับการจัดตั้ง Google Cloud Region และ Data Center ของ Google ที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทย การลงทุนในครั้งนี้ไม่เพียงช่วยยกระดับศักยภาพด้านเครือข่ายและการประมวลผลของภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะ Digital Gateway ที่สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในการเร่งขับเคลื่อนนวัตกรรมคลาวด์และ AI แห่งอนาคตอย่างมั่นคง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มุ่งมั่นสนับสนุนการลงทุนของ Google ในประเทศไทย พร้อมส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและทักษะดิจิทัลของคนไทย เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างครอบคลุมและยั่งยืน”

นายปรัธนา ลีลพนัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS กล่าวว่า “AIS รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ขยายความร่วมมือกับ Google ในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เพื่อสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์กลางการเชื่อมต่อในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย การผนึกกำลังระหว่างเส้นทางสายเคเบิลใต้น้ำสายใหม่ที่มีความหลากหลายของ Google กับศักยภาพด้านโคโลเคชันที่มีเสถียรภาพสูงของ AIS จะช่วยให้มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในภูมิภาคสามารถสนับสนุนยุทธศาสตร์ด้าน AI ของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

นางปรีญาภรณ์ ตั้งเผ่าศักดิ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอแอลที เทเลคอม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล เกตเวย์ จำกัด (IGC ) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัทเอแอลที เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ALT มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรหลักกับ Google ในการสนับสนุนการเชื่อมโยงสายเคเบิลใต้น้ำเส้นทางใหม่เข้าสู่ประเทศไทย IGC ได้นำประสบการณ์อันยาวนานในการบริหารเครือข่ายทั่วประเทศ และจุดเชื่อมต่อสายเคเบิลระหว่างประเทศ มาสนับสนุนโครงการนี้ สายเคเบิลเส้นใหม่นี้ถือเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งจะช่วยเร่งการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายอย่างเต็มศักยภาพ”

เมื่อโครงการแล้วเสร็จ TalayLink และศูนย์กลางการเชื่อมต่อแห่งใหม่เหล่านี้ จะช่วยสร้างความยืดหยุ่นของเครือข่ายโทรคมนาคมตลอดทั่วทั้งประเทศออสเตรเลีย ทวีปแอฟริกา และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ เมื่อรวมกับการลงทุนในศูนย์กลางการเชื่อมต่อที่เราได้ประกาศไปก่อนหน้านี้ ในประเทศมัลดีฟส์ และเกาะคริสต์มาส การลงทุนเหล่านี้จะช่วยขยายการเชื่อมโยงเครือข่ายออกไปทั่ว ทั้งในมหาสมุทรอินเดีย และครอบคลุมไปถึงภูมิภาคตะวันออกกลาง

“สายเคเบิลเส้นใหม่และศูนย์กลางการเชื่อมต่อระดับภูมิภาคของเราจะช่วยขับเคลื่อนและส่งเสริมโรดแมปของรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียโดยตรง ในการสร้างอนาคตทางดิจิทัลที่ปลอดภัยและครอบคลุม พร้อมกันนี้ยังสอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลไทยในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจผ่านการเข้าถึง AI และเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างทั่วถึง โดยเรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมในประเทศออสเตรเลีย ไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตที่มีความยืดหยุ่นและเชื่อถือได้” นายบิกาช กล่าวเสริม

ยกเครื่องระบบการเงินไทย สกัดทุนเทาภัยเงียบกัดกร่อนเศรษฐกิจ ใช้กฎหมาย–เทคโนโลยี จับฟอกเงิน เร่งปิดช่องโหว่ทองคำ–ธุรกรรมมืด

เมื่อกระแสเงินทุนไหลผ่านระบบการเงินของประเทศ ไม่ใช่ทุกสายน้ำจะบริสุทธิ์และใสสะอาด มีเงินทุนบางส่วนที่แฝงไปด้วยความมืดมน ซ่อนเร้นไปด้วยเจตนาร้าย พร้อมจะกัดกร่อนรากฐานเศรษฐกิจของชาติ สิ่งที่เรียกว่า "ทุนเทา" นั่นเอง

ล่าสุด นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศยกระดับการต่อสู้กับปรากฏการณ์นี้ขึ้นมาเป็นวาระสำคัญของชาติ ด้วยความตระหนักว่าหากปล่อยให้ทุนเทาแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดของระบบเศรษฐกิจ ผลเสียที่ตามมาจะไม่ใช่เพียงตัวเลขที่สูญหายไป แต่คือความเชื่อมั่น ความมั่นคง และอนาคตของประเทศที่ถูกคุกคาม โดยเฉพาะเมื่อปัญหาเงินผิดกฎหมายจากการพนันออนไลน์ การปั่นบัญชี การโอนเงินเข้าออกก้อนใหญ่ และธุรกรรมลับที่เกี่ยวข้องกับทองคำ กำลังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทั้งต่อประชาชน ระบบการเงิน และความผันผวนของค่าเงินบาท

"ทุนเทา" หรือที่เรียกในภาษาสากลว่า "Dirty Money" คือเงินทุนที่มีแหล่งที่มาจากกิจกรรมผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ การทุจริตคอร์รัปชัน การฉ้อโกงภาษี การหลอกลวงประชาชน การพนันออนไลน์ หรือแม้แต่การสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย เงินเหล่านี้เมื่อถูกนำเข้าสู่ระบบการเงินผ่านกระบวนการที่เรียกว่า "การฟอกเงิน" (Money Laundering) จะถูกปกปิดร่องรอยจนดูเสมือนเป็นเงินสะอาดที่ชอบด้วยกฎหมาย

อันตรายของทุนเทาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการทำลายหลักนิติธรรม แต่ยังบ่อนทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินโดยรวม เมื่อนักลงทุนต่างชาติหรือสถาบันการเงินระหว่างประเทศสงสัยว่าประเทศใดมีปัญหาการฟอกเงินอย่างรุนแรง พวกเขาจะลังเลที่จะทำธุรกรรม ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น การค้าการลงทุนติดขัด และที่สำคัญที่สุด คือภาพลักษณ์ของประเทศจะเสื่อมถอยในเวทีโลก

หนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดที่ผู้ว่าฯ วิทัย ต้องเผชิญ คือข้อเท็จจริงที่ว่า ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน ธปท. ไม่สามารถมองเห็น "flow เงินบาท" ที่เกิดขึ้นในระบบได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินที่เกิน 500,000 บาท การฝากเงินสดที่สูงกว่า 2 ล้านบาท หรือธุรกรรมต้องสงสัยที่เป็นหัวใจสำคัญของการติดตามเงินผิดกฎหมาย ข้อมูลเหล่านี้ทั้งหมดถูกส่งตรงไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพียงหน่วยงานเดียว

ผู้ว่าฯ วิทัย ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ปัญหานี้สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนจำนวนมาก ทั้งกรณีบัญชีม้า บัญชีที่ถูกใช้กระทำความผิด หรือธุรกรรมที่ทำให้ผู้ฝากเงินและผู้โอนเงินตกเป็นเป้าตรวจสอบโดยไม่รู้ตัว ทำให้ ธปท. ขาดข้อมูลสำคัญในการป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ ทั้งที่ธุรกรรมเหล่านี้มีผลต่อเสถียรภาพการเงินโดยตรง

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ธปท. จำเป็นต้อง "ยื่นมือ ติดดิน" ด้วยการกลับไปใช้กฎหมายที่มีอยู่ ทั้งพระราชบัญญัติสถาบันการเงิน และพระราชบัญญัติระบบการชำระเงิน เพื่อกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์รายงานธุรกรรมบางประเภทที่ผิดปกติต่อ ธปท. โดยตรง แนวทางใหม่นี้ไม่เพียงเป็นการเพิ่มการมองเห็นเส้นทางเงินเทา แต่ยังช่วยสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานอื่น โดยเฉพาะ ปปง. ในการดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิด

ดังนั้น ผู้ว่าฯ วิทัย จึงได้วางรากฐานการสกัดทุนเทาด้วยแนวทางที่ครอบคลุมและเป็นระบบ โดยแบ่งเป็น 2 มิติหลัก:

มิติที่หนึ่ง: เพิ่มการมองเห็นเส้นทางเงินต้องสงสัย

ธปท. จะใช้กฎหมายที่มีอยู่กำกับให้สถาบันการเงินส่งข้อมูลธุรกรรมผิดปกติตามเกณฑ์ที่กำหนด เช่น เงินก้อนใหญ่เข้าแล้วออกทันที บัญชีที่ถูกใช้บนเว็บพนันออนไลน์ ธุรกรรมที่มีรูปแบบการโอนที่ไม่สอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง ข้อมูลเหล่านี้จะถูกใช้เพื่อปกป้องผู้บริโภค ป้องกันระบบการเงินกลายเป็นช่องทางทำทุจริต และส่งต่อให้ ปปง. ประกอบการดำเนินการตามกฎหมาย

การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยในการตรวจจับรูปแบบการทำธุรกรรมที่น่าสงสัย ทำให้สามารถระบุความเสี่ยงได้เร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ระบบ Transaction Monitoring ที่ทันสมัยสามารถวิเคราะห์ข้อมูลหลายล้านรายการในเวลาอันสั้น ชี้เป้าธุรกรรมที่อาจเป็นการฟอกเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มิติที่สอง: ยกระดับการกำกับและรู้จักลูกค้า (KYC/CDD)

ธปท. เดินหน้าปรับเกณฑ์ด้านการรู้จักลูกค้าให้เข้มข้นมากขึ้น โดยครอบคลุมตั้งแต่ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ไปจนถึงผู้ให้บริการ e-Wallet ผู้ให้บริการโอนเงินรายย่อย (Money Transfer Agent) และผู้ประกอบการแลกเปลี่ยนเงินตรา (Money Changer) 

การกำหนด customer profiling ที่ละเอียด การตรวจสอบระบบตรวจจับธุรกรรมต้องสงสัย และการบังคับใช้กฎเมื่อพบความเกี่ยวข้องกับการทำผิด จะช่วยคัดกรองและตรวจจับธุรกรรมผิดปกติให้เร็วขึ้น โดยเฉพาะบัญชีที่ถูกใช้บนแพลตฟอร์มพนันออนไลน์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางหลักของทุนเทาที่กำลังเติบโตแบบไร้รอยต่อ

อีกหนึ่งจุดเปราะบางที่ผู้ว่าฯ วิทัย เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมา คือ "ธุรกิจทองคำในประเทศไทย" ซึ่งปัจจุบันเป็นธุรกิจที่ "ไม่มีการกำกับดูแล" ทำให้ ธปท. ไม่เห็นข้อมูลการซื้อขายทองคำในประเทศเลย ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายหน้าร้าน หรือผ่านแพลตฟอร์มและแอปเทรดทอง

ข้อมูลที่ ธปท. มีอยู่จำกัดเฉพาะธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (FX) ที่เกิดขึ้นระหว่างร้านทองและธนาคารพาณิชย์เท่านั้น ขณะที่ธุรกรรมทองคำจริงจำนวนมากเกิดขึ้นผ่านการซื้อขายกับตลาดต่างประเทศผ่านบริษัทในเครือ หรือแม้กระทั่งผ่านสกุลเงินดิจิทัล ซึ่ง ธปท. ไม่สามารถติดตามได้

ที่น่าวิตกยิ่งกว่านั้น คือธุรกรรมทองคำมีผลกระทบโดยตรงต่อค่าเงินบาท เนื่องจากร้านทองต้องบริหารความเสี่ยงด้วยการทำ "สแควร์โพสิชัน" ทั้งทองคำและเงินตราต่างประเทศ จึงมีความเคลื่อนไหว FX ในปริมาณสูง หากไม่มีข้อมูลเพียงพอ ธปท. ย่อมยากที่จะประเมินแรงกดดันต่อค่าเงินในช่วงเวลาสำคัญ

ธปท. จึงอยู่ระหว่างการปรับประกาศกระทรวงการคลัง เพื่อขยายอำนาจในการเข้าถึงข้อมูล และกำกับดูแลธุรกรรม FX ที่เชื่อมโยงกับทองคำให้ใกล้เคียงรูปแบบธุรกิจการเงินมากขึ้น นี่คือการปิดช่องโหว่สำคัญที่เคยถูกมองข้ามมานาน

แน่นอนว่า การสกัดทุนเทาไม่สามารถทำได้โดย ธปท. เพียงองค์กรเดียว ผู้ว่าฯ วิทัยได้เน้นย้ำการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ ภายในประเทศ มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ ปปง. สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กรมสรรพากร และหน่วยงานความมั่นคงต่างๆ

ในระดับสากล ธปท. ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ Financial Action Task Force (FATF) องค์กรระหว่างประเทศที่กำหนดมาตรฐานการต่อต้านการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองทางการเงินกับประเทศคู่ค้าสำคัญทำให้สามารถติดตามทุนเทาข้ามแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

กฎหมายที่เข้มงวดและบทลงโทษที่จริงจังคือเครื่องมือสำคัญในการยับยั้งผู้กระทำผิด ธปท. ได้ผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพิ่มโทษสำหรับสถาบันการเงินที่ละเลยหน้าที่ในการตรวจสอบ และเสริมสร้างอำนาจของหน่วยงานกำกับดูแลในการเข้าถึงข้อมูลและดำเนินการทางกฎหมาย

ปฏิบัติการเร่งสกัดทุนเทาครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการกำกับธุรกรรมผิดกฎหมาย แต่คือการยกเครื่องระบบการเงินไทยให้โปร่งใสขึ้นในหลายมิติ ตั้งแต่นโยบายกำกับดูแลผู้ให้บริการการเงินยุคดิจิทัล การจัดระเบียบทองคำ ไปจนถึงการสร้างฐานข้อมูลเส้นทางเงินที่ทันสมัยและครอบคลุมมากกว่าเดิม

นั่นเพราะเมื่อระบบการเงินสะอาดและโปร่งใส ความเชื่อมั่นจากนักลงทุนจะเพิ่มพูน เศรษฐกิจจะเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน และที่สำคัญที่สุด คือสังคมไทยจะเป็นสังคมที่ยึดมั่นในหลักนิติธรรม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความเจริญรุ่งเรืองที่แท้จริง 
 

“ณิชา” โพสต์รีวิวคอนเสิร์ต แบมแบม GOT7 โชว์เต็มอิ่ม คำพูดเดียวกลายไวรัล สะท้อนซอฟต์พาวเวอร์ไทย-เกาหลี

(24 พ.ย. 68) นักแสดงสาว 'ณิชา–ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์' รีวิวคอนเสิร์ตของไอดอลเคป็อประดับโลก 'แบมแบม GOT7' ด้วยคำสั้น ๆ แต่โดนใจ หลังคอนเสิร์ตใหญ่ที่ประเทศไทยเมื่อเร็ว ๆ นี้

คำรีวิวของเธอคือ "น่ารักเท่าโลก" ซึ่งไม่เพียงสะท้อนความน่ารักและพลังงานบนเวทีเท่านั้น แต่ยังสื่อถึงการติดต่อสื่อสารที่อบอุ่นและเป็นกันเองของแบมแบมกับแฟนเพลงในบ้านเกิด โดย ณิชา ชี้ว่า 3 คำนี้สรุปบรรยากาศและความรู้สึกของคอนเสิร์ตได้ครบถ้วน

ก่อนหน้านี้ ณิชาเคยร่วมงานกับแบมแบมในมิวสิกวิดีโอ ซึ่งกลายเป็นต้นเหตุให้แฟนคลับมองว่าการมาร่วมชมคอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นการเชื่อมโยงปรากฏการณ์ของแฟนด้อมไทยและ K-POP ในชีวิตจริง ท่ามกลางแฟน ๆ ที่มาจากหลากหลายโลกของความบันเทิง

คำว่า "น่ารักเท่าโลก" ไม่ใช่คำชมทั่วไป แต่เป็นถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้งและถ่ายทอดความรู้สึกใจแฟน ๆ ทั่วโลกได้อย่างอบอุ่นและนุ่มนวล รวมถึงสะท้อนพลังของซอฟต์พาวเวอร์ทางวัฒนธรรมที่ขยายวงกว้างโดยไม่ต้องพึ่งแคมเปญใหญ่

รีวิวนี้เป็นตัวแทนของความสัมพันธ์ระหว่างศิลปินไทยบนเวทีโลกและแฟนเพลงในบ้านเกิดที่ยังคงเน้นย้ำความผูกพันผ่านการสนับสนุนและการทำงานร่วมกันอย่างจริงใจ ทำให้แฟนคลับทั้งสองฝั่งเปิดรับและเชื่อมโยงกันมากขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

โครงการ “MUAYTHAI FOR ALL” สร้างคน งาน และรายได้ทั่วประเทศ ปั้นครูมวย–ค่ายมวยมาตรฐาน ยกระดับมวยไทยเป็นอุตสาหกรรม Soft Power

(24 พ.ย. 68) สำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ดำเนินโครงการ "MUAYTHAI FOR ALL" ตามนโยบาย One Family One Soft Power เพื่อผลักดันมวยไทยจากกีฬาประจำชาติสู่การเป็นอุตสาหกรรมกีฬาที่สร้างงานและรายได้อย่างเป็นรูปธรรม

ตลอดปี 2568 โครงการได้อบรมครูมวยกว่า 500 คนในค่ายมวยและโรงเรียน 30 แห่ง มีผู้เข้าร่วมฝึกกว่า 100,000 คน ได้รับการสอนทั้งแม่ไม้มวยไทย การป้องกันตัว และพิธีการรำมวย พร้อมใบประกาศนียบัตรรับรอง นอกจากนี้ยังมีการยกระดับค่ายมวยเข้าสู่มาตรฐาน Standard Muaythai Gym (SMG) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นรองรับนักท่องเที่ยวกีฬา โดยค่ายต่างประเทศที่ได้รับการรับรองอยู่ที่ร้อยค่าย

ในด้านเศรษฐกิจ กกท.ประเมินว่าโครงการสร้างมูลค่าหมุนเวียนในระบบมวยไทยไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาทจากกิจกรรมต่างๆ ทั้งการแข่งขันและอุปกรณ์กีฬา โครงการยังสนับสนุนสร้างห่วงโซ่อาชีพครบวงจรทั้งครูมวย นักมวย โปรโมเตอร์ และผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยว พร้อมการมอบรางวัล MUAYTHAI FOR ALL GROW AWARD เพื่อยกย่องคนวงการมวยไทย

เป้าหมายปี 2569 คือเพิ่มประชากรมวยไทยเป็น 250,000 คน และขยายค่ายมวยมาตรฐานเป็น 600–700 แห่งทั่วประเทศ พร้อมดันมวยไทยเป็นอุตสาหกรรม Soft Power หลักของไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกผ่านวัฒนธรรมและกีฬาไทย "มวยไทยไม่ใช่แค่กีฬา แต่เป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจและวัฒนธรรม"
 


 

เปิด 10 อันดับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินทางเข้า ญี่ปุ่น สูงสุดช่วง 9 เดือนแรกปี 2568

ส่องตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าญี่ปุ่นช่วง 9 เดือนแรก ปี 68 คนจีนเดินทางมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่าง 2 ชาติ ซึ่งหลังจากนี้อาจทำให้ญี่ปุ่นสูญเสียนักท่องเที่ยวจำนวนนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น

เปิด 8 คำถามถึง ‘ธนาธร’ หากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล จะร่วมราชพิธี - จะยืนเคารพธงชาติหรือไม่? สุดท้ายขออย่าเป็นนักประชาธิปไตยจอมปลอม

(24 พ.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘สุขศรี ชื่อนี้แม่ให้มา’ ได้โพสต์ข้อความ ถามไปยังนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้นำทางความคิดของพรรคประชาชน ถึงบทบาทในอนาคตหากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาลว่า บทความนี้เคยเขียนครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2562 แต่มาวันนี้ ธนาธรประกาศออกมาแบบนี้ ฉันก็เลยเอาบทความนี้มา Edit แล้วโพสใหม่อีกรอบหนึ่งแล้วกันกับเรื่องประชาธิปไตยจอมปลอมของพวกคุณ และพวกบ้านจันทร์ส่องหล้าด้วย

คุณธนาธร วันนี้คุณต้องตอบให้ชัดเจนว่า

1. หากคุณเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล? ในพระราชพิธีต่าง ๆ คุณจะไปร่วมพระราชพิธีไหม? เพราะในงาน..คุณต้องร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีด้วยนะ รู้ยัง?

2.คุณมีความเกี่ยวข้องกับหนังสือต่ำช้า "ฟ้าเดียวกัน" หรือไม่? เกี่ยวข้องยังไง? ใครที่ยังไม่ได้อ่านก็กรุณาไปหาอ่าน จะได้รู้ความคิดเลว ๆ ของคนบางคน (ฉันถามให้คุณตอบ เพราะคุณเป็นบุคคลสาธารณะ ไม่ได้บอกให้คุณไปฟ้องคนที่ถาม รวมทั้งตัวฉันด้วย เพราะเขามีสิทธิถามคนที่จะมาปกครองประเทศให้สิ้นสงสัย)

3.ปิยบุตร คือนิติราษฎร์ คือพวกไม่เอาสถาบันฯ ใช่หรือไม่?

4.คุณธนาธรนับถือศาสนาอะไร หรือศรัทธาอะไร ถ้ามี...ขอรูปภาพที่ชัด ๆ โพสมาสัก 4-5 ภาพ อะไรก็ได้ หรือว่าคุณไม่นับถือศาสนาอะไรเลย?

5.ถ้าคุณเป็นรัฐบาล จะยังคงให้นักเรียนร้องเพลงชาติไทยหน้าเสาธงอยู่ไหม? เพราะเห็นคนที่ชื่นชมคุณบอกว่าได้ยินเพลงชาติแล้วคลื่นไส้ !

6.คุณและพวกจะยืนตรงเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนตร์ไหม? หรือว่าจะเดินเข้าไปหลังจากเพลงนี้จบ?

7.คุณจะออกกฎหมายใหม่ ไม่ให้มีทั้ง เพลงชาติ-เพลงสรรเสริญพระบารมี ใช่หรือไม่?

8.ธงชาติไทย มี 3 สี หมายถึงอะไร? ช่วยสรุปให้คนที่เลือกคุณฟังชัด ๆ ว่าคุณจะไม่เอาเลยใช่ไหม ทั้ง ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ....และถ้าคุณเป็นรัฐบาล คุณก็ต้องเปลี่ยนสีธงชาติสิ หรือไม่?

ถ้าถามต่อ... สงสัยจะลากกรูไปโรงพักแน่ ๆ เอาแค่นี้ก่อนแล้วกันนะ 555

จบเรื่องของธนาธร...ตัดภาพมาที่วาทกรรมของเครือข่ายทักษิณ... พูดแต่ส่วนดีของประชาธิปไตย ยกตัวอย่างประชาธิปไตยของบางประเทศมาพล่ามตอนหาเสียง ถามว่าประชาธิปไตยดีไหม ดีแน่นอน ถ้าประชาชนตระหนักรู้และคิดได้เอง 100% ไม่ใช่ซื้อ-ขายเสียง ประชาธิปไตย "กาละ 300-500 บาท"... หรือไม่จริง? ใครกล้าไปสาบานกับฉันบ้าง โทรมาเลยนะ ไปวัดพระแก้วกันเลยพรุ่งนี้... ถ้าไม่พูดถึงเรื่องแก้แค้น-แก้รัฐธรรมนูญ หรือเอาทักษิณกลับไทย ก่อนจะจัดตั้งรัฐบาล พวกคุณต้องบอกประชาชนให้กระจ่าง ถึงสิ่งที่พวกคุณทำได้จริง ๆ และเอาเงินมาจากไหน? ไม่ใช่พล่ามว่าจะทำโน่นทำนี่ แต่เงินในกระเป๋ามีแค่เท่าที่จัดเก็บภาษีได้ในแต่ละปี... คิดง่าย ๆ ให้ชาวบ้านเข้าใจคือ..ถ้าคุณมีเงิน 1 ล้าน ก็ต้องสร้างบ้านในวงเงินเท่านั้น ใช่ไหม? แต่ถ้าต้องการปลูกบ้านให้หลังใหญ่ขึ้นไปอีกโดยใช้เงิน 2 ล้านบาท ก็ต้องไปกู้เงินธนาคารมา ใช่หรือไม่? การที่รัฐต้องการเงินมาพัฒนาประเทศเพื่อเอาใจประชาชน ตามที่ตัวเองหาเสียงไว้เกินจำนวนเงินภาษีที่จัดเก็บมา ก็ต้องไปกู้เงินจากที่อื่น ใช่ไหม? ไม่ว่าจะออกพันธบัตรรัฐบาล หรือกู้เงินจากต่างประเทศ หรือจะอะไรก็แล้วแต่ มันก็อีหรอบเดิม คือก่อภาระหนี้ให้กับประเทศ แล้วจะต่างอะไรกับ อาร์เจนตินา/กรีซ/เวเนซุเอล่า? บอกก่อนนะว่าพวกเราขี้เกียจไปยืนตากแดดฟัง กปปส.(2) มาล้มพวกคุณอีก เพราะเอาเงินภาษีไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย แถมโกงเงินเข้ากระเป๋าของพวกพ้องของตนอีก จริงไม่จริง ก็ต้องไปดูคำพิพากษาของศาล 

เราเองไม่ได้ให้ความสำคัญ และไม่ได้ให้ราคากับคำว่า "ประชาธิปไตย" สักเท่าไหร่ แต่เราให้ความสำคัญกับคนที่มาปกครองมากกว่า ว่าจะบริหารประเทศอย่างไรให้บ้านเมืองมีความสงบสุข ประชาชนมีความสุข บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง หาทางกำจัดคนชั่ว คนคดโกงให้สูญพันธุ์ไปให้หมด.... ถ้าคุณคิดว่าคุณยกตัวอย่างความเจริญและความเป็นประชาธิปไตยของฝรั่งเศสมาเล่าขานให้ผู้คนฟัง แต่ทำไมคุณไม่เล่าว่าในวันนี้เกิดอะไรขึ้นกับฝรั่งเศสบ้าง? ไปดูสิ ถนนชองเซลิเซ่..เละเทะไปหมด ร้านค้าแบรนด์ดัง ๆ ถูกเผา ประท้วงกันทุกสุดสัปดาห์มาเกิน 1/2 ปีแล้ว ป่านนี้ยังไม่หยุดเลย  คนเราคิดจะคบกัน ต้องเล่าให้ฟังทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งไม่ดีของกันและกันใช่ไหม? แต่ทำไมคุณพูดอยู่แต่เรื่องดี ๆ ของระบอบประชาธิปไตยในฝันของคุณเช่นของประเทศฝรั่งเศส ที่ล้มล้างสถาบันแล้วก้าวเข้าสู่ประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ ...คุณต้องกลับมาถามตัวเองว่าประชาธิปไตยของประเทศไทยไปถึงจุดนั้นแล้วหรือยัง? การศึกษาของประชากรครอบคลุม 100% เหมือนประเทศเอสโตเนียไหม? คนไทยคิดเองได้ 100% ไหม? ทุกวันนี้ยังซื้อ-ขายเสียงกันอยู่เลย ใช่ไหม? นโยบายประชานิยมอะไรต่อมิอะไรก็ขายฝันมาหมด แต่ไม่เคยดูว่า อาร์เจนตินา - กรีซ - เวเนซุเอล่า ก็ล่มสลายมาแล้ว เพราะประชานิยมนี่แหละ และคนไทยรู้หรือยังกับเรื่องพวกนี้? ถึงบอกว่า เวลานี้ยังไม่ใช่เวลาของคุณ ....คงไม่ต้องเล่าว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศอื่น ๆ หรอกนะ ที่ตัดสินใจผิดพลาดแล้วคุมสถานการณ์ไม่ได้จนถึงทุกวันนี้ ....และถ้าพวกคุณไปศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยเพิ่มอีกสักนิด ก็จะรู้ว่า สมัยที่คณะราษฎร์เปลี่ยนแปลงการปกครองในสมัย ร.7 ได้สำเร็จ ชนชั้นปกครองต่างก็แสวงหาอำนาจ อยากเป็นใหญ่ในแผ่นดิน แบ่งเค้กกันไม่ลงตัว-เลยวุ่นวายกันไม่จบ สุดท้ายต้องไปกราบทูลเชิญพระมหากษัตริย์กลับมาปกครองประเทศ ...ตามพระองค์มาทำไม? ในเมื่อ

ชนชั้นปกครองพูดกรอกหูตัวเองทุกวัน ๆ ว่าไม่เอาสถาบัน ๆ แล้วเอาอยู่ไหม?

ไหน ๆ  คุณก็พูดกรอกหูตัวเองทุกวัน ๆ ว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตย พูดจนเข้าฝันอะ 555... คิดดูว่าพูดหนักมากแค่ไหน หรือไม่จริง? ก็ลองเปิดใจหัดเป็นประชาธิปไตยแบบที่ตัวเองพูด มาฟังฉันเล่าให้คุณฟังหน่อยสิ ฉันเองยังฟังพวกคุณพูดเลย 555 พวกคุณตอบฉันสิว่า...ปารีสทุกวันนี้ต่างจากซ่องโจรตรงไหน? ฉกชิงวิ่งราวทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวหนักยิ่งกว่าเมืองไทยอีก ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมีกี่เปอร์เซ็นต์ ช่วยตะโกนถามคนไทยที่อยู่ที่ปารีสหน่อยสิ คุณทำไมไม่เล่า? ปลายปี 61 ฉันส่งจดหมายไปต่อว่ารัฐมนตรีมหาดไทยของฝรั่งเศสมาแล้ว และเขาก็ตอบกลับมาว่าเสียใจและจะดำเนินการต่อให้ ก็เท่ากับยอมรับว่าบ้านเมืองของเขามีปัญหาจริง ๆ โดยเฉพาะอาชญากรรมที่เกลื่อนเมือง และยังแก้ไขปัญหาอื่น ๆ ไม่ได้อีกหลายอย่าง เพราะอะไรรู้ไหม? เพราะเศรษฐกิจของฝรั่งเศสแย่ไง ไม่มีเงินแม้แต่จะบูรณะบริเวณรอบ ๆ หอไอเฟล ไปแหกตาดูสิ ทางเดินมีแต่ฝุ่น อะไร ๆ ก็รกหูรกตาไปหมด กับผู้อพยพขายของข้างทางแบกะดิน ถ้าเป็นที่อื่นฉันจะไม่ว่าเลย แต่...นั่นคือ Top 5 ของโลก สถานที่ ๆ ทุกคนต้องไปเยือนครั้งหนึ่งในชีวิตนะ !!! รู้ยัง? และคุณทำไมไม่เล่าล่ะว่ากษัตริย์ของฝรั่งเศสผลาญเงินภาษีไปมากมายขนาดไหน ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรกับบ้านเมืองอย่างต่อเนื่องเหมือนสถาบันกษัตริย์ของไทย... กษัตริย์ของฝรั่งเศส/จีน/รัสเซีย/อิหร่าน/เนปาล และอื่น ๆ อีกมากมายในอดีตที่ล่มสลายไป ต่างจากไทยตรงไหน? คุณต้องเล่าให้หมดสิ ป่านนี้คุณยังแยกแยะไม่ได้เลย แล้วคุณจะแยกแยะดีกับชั่วได้อย่างไร?

ตัดภาพไปที่ประเทศจีน ประชาธิปไตยตรงไหน? เล่ามา! ฉันไปจีนปีละกี่ครั้ง ถามสิ! ถ้าให้ฉันเล่าเรื่องประวัติศาสตร์การปกครองของจีน อีก 10 วันก็เล่าไม่หมด เป็นอันว่า...วันนี้จีนคือเจ้าหนี้ของทุกประเทศทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่อังกฤษและอเมริกา นี่คือเรื่องจริงที่ไม่มีใครพูด ในขณะที่เขาไม่เคยจัดการเลือกตั้ง ไม่เคยมี สส. มีแต่สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ แล้วต้องไปศึกษาดูนะว่าสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เดินมายังไง ไม่เห็นมีใครลุกมาแก้ผ้าโชว์นมเพื่อร้องโหยหวนหาประชาธิปไตย.. ลองไปถามคนจีน 1,400 ล้านคนว่าต้องการประชาธิปไตยไหม? เขาจะทำหน้างง ๆ แล้วถามว่า รูปร่างหน้าตาของประชาธิปไตยมันเป็นแบบไหนล่ะ เหมือนดินสอไหม? หรือเหมือนมะเขือเทศ? เพราะเขาไม่รู้จักไง! เขารู้แค่ว่า ผู้นำของเขาทำให้พวกเขาอยู่ดีกินดีก็พอใจแล้วคร้าบบบบ... ประชาชนจีนไม่เคยแคร์เลยว่าจะมีระบบ single gateway ปิดหูปิดตาประชาชนแบบ 100% ...ไม่มีหรอกที่คุณข้ามพรมแดนจากฮ่องกงเข้าจีนไปแล้ว คุณจะสามารถดู Youtube, Instagram, Facebook, Google map, Line, และอื่น ๆ อีกมากมาย.... สมัยก่อนหนักกว่านี้อีก เขาถึงเรียกจีนว่า ประเทศหลังม่านเหล็กไง ! รู้ยัง?

ตัดภาพไปที่อิรัก... น่าสงสารประชาชนของเขามาก Suicide Bombing 1 ครั้ง ผู้คนตายไปประมาณ 70-80 คน และเกิดบ่อยมากในรอบ 1 ปี เพราะอะไร? เพราะใคร? คงต้องเล่าอีก 10 วันถึงจะจบ สรุปง่าย ๆ ว่าพี่ตำรวจโลกเจอไหม? ที่อ้างกับชาวโลกเพื่อรุกราน+ทำลายประเทศของเขาให้ย่อยยับ อิรักต้องมีผู้นำเผด็จการแบบซัดดัมนั้นแหล่ะถึงจะเอาอยู่ ดี ๆ ชั่ว ๆ ยังไงเขาก็อยู่กันมาได้หลายปีดีดัก อย่าไปเผือกกับเขาเลย เพราะมุสลิมแต่ละกลุ่มเป็นพวกหัวรุนแรง ถ้าไม่มีผู้นำที่เข้มแข็งก็เละแบบทุกวันนี้ไง รัฐจะมาให้ทุกคนพอใจหมดทั้งประเทศนะ ทำไม่ได้หรอก พอจบชีวิตผู้นำที่เอาอยู่ เห็นไหมว่าเกิดอะไรขึ้น? แล้วพี่ตำรวจโลกรับผิดชอบอะไรกับชีวิตคนอิรักบ้างในวันนี้ ตอบมา !

ตัดภาพไปที่บรูไน ตอบมาสิว่า คณะรัฐมนตรีมายังไง? ประชากรของประเทศมี 3 แสนกว่าคน ทำไมไม่ลุกมาประท้วงเรียกหาประชาธิปไตย ผู้หญิงออกมาประท้วงสิ ว่ารัฐบาลคืนสิทธิของเขาคืนมา ๆๆๆๆ ขอเขามีสิทธิไปสระผมที่ร้านนอกบ้านได้ไหม?.. ขอย้ำ +++ แค่ไปสระผมนอกบ้านนะ ไม่ได้ไปฆ่าคน! ทำไมต้องจับเขาไปโรงพักและถีบออกนอกประเทศ (เพื่อนของฉัน-เป็นคนฟิลิปปินส์ เจอมากับตัวเอง และทุกวันนี้ก็ถูกแบนห้ามเข้าประเทศ) เพราะประชาธิปไตยสำหรับพวกเขามันกินไม่ได้ไง เขาจะลุกมาดิ้นพราด ๆ หาประชาธิปไตยทำไม ในเมื่อบ้านเมืองเขาสงบสุข ประชาชนอยู่ดีกินดี ค่ารักษาพยาบาลก็ฟรี สาธารณูปโภคก็แทบจะฟรี ขนส่งสาธารณะก็แทบจะฟรี เพราะผู้นำที่เอาใจใส่ทุกข์ของประชาชนในประเทศ ใช่ไหม? แล้วผู้นำของไทยในอดีตล่ะ? โครงการจำนำข้าวผลาญไปเท่าไหร่? ถ้าไม่ผิดก็กลับมาอธิบายสิ 

ตัดภาพไปที่ซาอุดีอาระเบีย มีการเลือกตั้งไหม? ทำไมพี่ตำรวจโลกไม่ไปรุกราน ไม่ไปโยนระเบิดใส่สัก 2-3 ลูกตอนที่นักข่าวซาอุดีอาระเบีย จามาล คาช็อกกี ถูกสังหารที่สถานกงสุลซาอุดีอาระเบียในนครอิสตันบูล ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2018, ผู้หญิงซาอุฯขอใบอนุญาตขับขี่รถได้ครบหรือยัง? ผู้หญิงออกนอกบ้านไปเดินห้างเดี่ยว ๆ โดยไม่มีผู้ชายที่เป็นคนของครอบครัวไปด้วยได้ไหม? เกิดมาชาตินี้มีแต่สามีเท่านั้นที่จะได้เห็นหน้าเมีย ใช่ไหม?... สิทธิ+เสรีภาพ+ประชาธิปไตย อยู่ตรงไหน? แต่...เขาก็อยู่กันได้ ใช่ไหม?

ตัดภาพมาที่สิงคโปร์ ใกล้ ๆ บ้านของเราบ้าง... ใครบอกประชาธิปไตย? สมัยที่มาเลเซียตัดนิ้วก้อยสิงคโปร์ออกไป โห...แย่เลย ทั้งน้ำประปา ไฟฟ้า และทุกอย่างพึ่งมาเลย์หมด อุตส่าห์ขอไปซบ รวมประเทศกับเขาได้แค่พักเดียวก็โดนเขี่ยออกมาอีก สิงคโปร์จึงต้องประกาศว่า ฝนทุกหยดฉันต้องดักให้ได้ทุกเม็ด แต่การที่คุณจะสร้างและพัฒนาประเทศโดยที่ไม่มีทรัพยากรอะไรอยู่ในมือเลย ความร่วมมือของคนในชาติต้องเข้มแข็งและเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้น จึงเป็นที่มาของเผด็จการในช่วงหนึ่ง ตัดหมดเลยทั้งสื่อหนังสือพิมพ์ต้องหยุดข่าวให้ร้ายประเทศของตนเอง ตัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนกันขนาดไหน? กว่าเขาจะมาถึงจุดนี้ ต้องกลับไปถามคนเก่าคนแก่ของสิงคโปร์ดู

ถ้าฉันต้องเล่าอีกสัก 10 ประเทศ กลัวว่าคนจะไม่อ่าน เพราะอัตราเฉลี่ย คนไทยทั้งประเทศ อ่านหนังสือไม่เกิน 8 บรรทัด แต่ถ้าอ่านเกินได้ อิชั้นว่า...ประเทศจะไปไกลกว่านี้นะ 555

วกกลับมาเรื่องเศรษฐกิจ... ที่มีคนคอยเป่าหูคนรุ่นใหม่-สมาธิสั้นอยู่ทุกวันๆ ว่า 5 ปีมานี้เศรษฐกิจแย่ จะทนไปอีกนานแค่ไหน? ค้าขายก็แย่ ....คนรุ่นใหม่เขาเกิดมาในยุคของความสะดวกสบาย อาจจะสนใจเฉพาะอะไรที่แปลกตาและฉาบฉวย แห่ตามกันไปโดยที่ไม่รู้ความหมาย เขาเกิดมาไม่ทันเห็นพระราชกรณียกิจของ ร.9 ที่ออกข่าวตอน 2 ทุ่มทุกวัน และทุกวันนี้ ร้อยทั้งร้อยบอกว่าข่าวพระราชกรณียกิจเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายจึงเดินไปปิดโทรทัศน์ หรือเปลี่ยนช่องไปดูข่าวบันเทิงแทน.... เขาเกิดมาไม่ทันเห็นถนนเข้าหมู่บ้านเต็มไปด้วยโคลนครึ่งน่องในหน้าฝน ไม่เคยเห็นทีวีขาว-ดำที่ต้องเสียบแบตเตอรี่จากรถยนต์เพราะทั้งหมู่บ้านยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่เคยเดินข้ามแม่น้ำไป-กลับวันละ 7 กม.เหมือนฉัน หลังเลิกเรียนก็ไม่เคยไปหาบน้ำใส่ตุ่มเพื่อใช้อาบและล้างถ้วย เพราะคนรุ่นใหม่แค่เปิดก๊อกก็มีน้ำใช้อย่างสบาย ๆ.... จึงไม่รู้ว่าพระองค์ท่านทรงงานหนักแค่ไหนกว่าที่คนรุ่นใหม่จะมีความเป็นอยู่ที่ดีกันอย่างทุกวันนี้... สำหรับฉันฉันไม่เคยเชื่อวาทกรรมของคนมากกว่าการกระทำ พ่อของฉันไม่เคยมานั่งสอนฉันให้เป็นคนดี ไม่เคยสอนให้รวย เพราะท่านทำแต่งานจึงไม่มีเวลามานั่งสอนลูก ๆ ทั้ง 6 คน แต่การกระทำของพ่อ บอกเราได้มากกว่าคำพูดหลายร้อยเท่าว่า "คนขยันทำงานเท่านั้นที่จะไม่อดตาย และไม่ต้องไปเลือกว่างานอะไร ขอให้เป็นงานที่สุจริต เราต้องทำได้หมด" ในอดีตที่ผ่านมา...ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาล ก็จะมีอีกฝ่ายหนึ่งออกมาบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดีมาทุกยุค-ทุกสมัย แต่ที่แน่ ๆ เมื่อใดที่บ้านเมืองไม่สงบ อันนี้เศรษฐกิจของไทยพังแน่นอน !!! ไม่ว่าใครจะพูดกรอกหูเราทุกวัน ๆ ยังไงก็แล้วแต่ พวกเราต้องทำมาหากิน ถ้าพวกเราทุกคนขยันทำมาหากิน จะจนได้ยังไง? และจะมีเวลาไปฟังนักการเมืองเพ้อเจ้อไหม? แล้วถ้าประเทศไทยไม่มีใครจน แล้วนักการเมืองจะหน้าด้านออกมาพูดว่าเศรษฐกิจไม่ดีอีกไหม? ถ้าพูด..ก็จะกลายเป็นลิเกหลงโรงทันที เพราะมันไม่เข้ากับสถานการณ์เลย ...เศรษฐกิจของประเทศมันจะแย่ก็ต่อเมื่อถูกแบนทางเศรษฐกิจจากทั่วโลกเหมือนเกาหลีเหนือไง แต่ 5 ปีที่ผ่านมานี้ ไทยถูกแบนหรือยัง? แล้วมีชาวนาผูกคอตายเพราะพิษเศรษฐกิจเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมาหรือยัง? ไอ้ที่บอกว่ายุคทักษิณเศรษฐกิจดี ๆๆๆ ดียังไง? เอาเงินในอนาคตมาใช้เนี่ยนะ ฉันไม่ต้องเป็นนายกฉันก็ทำได้ ขอบอก... ไม่ใช่เงินของฉัน ๆ ก็แจกได้ หมู่บ้านละ 1 ล้านบาท เผลอ ๆ ฉันให้มากกว่านั้นยังได้เลย 555

ทั้งหมดทั้งมวลที่พูดมาวันนี้ เพื่อจะบอกว่า สถาบันกษัตริย์ ต้องคงอยู่คู่กับประเทศไทย เพื่ออะไรน่ะเหรอ? เพื่อความมั่นคงของชาติไง ไม่ใช่เฉพาะแต่ความมั่นคงทางด้านป้องกันประเทศเท่านั้น แต่รวมทั้งความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงทางการเมือง-การปกครองด้วย ถ้าประเทศถูกรุกราน(ไม่ใช่แค่รุกรานทางการทหาร) หรือล่มสลายเพราะนโยบายประชานิยม หรือถูกครอบงำด้วยตำรวจโลกเหมือนอิรัก เหมือนเยเมน แล้วเราจะอยู่กันยังไง?

ฉันพูดมากวันนี้ เพราะฉันรักประเทศไทย ฉันรักสถาบันกษัตริย์ที่กอบกู้บ้านเมืองมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พ่อสอนให้เราอยู่อย่างพอเพียง ลืมกันไปแล้วหรือ? ทุกครั้งที่บ้านเมืองเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่วิกฤติ พ่อที่อยู่บนฟ้าช่วยปัดเป่าให้พวกเราพ้นทุกข์ทุกครั้งใช่ไหม? ยังจำกันได้ไหม... พระองค์ท่านเรียกลุงจำลองกับลุงสุจินดามาเข้าเฝ้า ทุกข์ของคนไทยมลายสิ้นทันที.... ฉันไม่ได้ห่วงตัวเอง เพราะครอบครัวของฉันไม่ได้ถือสัญชาติเดียว จะอพยพจากประเทศไทยไปเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ฉันเกิดที่นี่และจะตายที่นี่เท่านั้น ฉันไม่ลืมกำพืดของตัวเอง ไม่เคยด่าประเทศชาติของตัวเองให้ต่างชาติฟัง ถึงเราจะเดินช้า แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไปไม่ถึง เราถึงแน่นอนค่ะ เหมือนที่พี่จีนทำสำเร็จมาแล้ว รักเธอประเทศไทย

ปล. คลิปสัมภาษณ์ธนาธรจากสำนักข่าวดังที่ต่างประเทศ เมื่อไหร่จะเอาออกมาโชว์ซะที? เนี่ย..ฉันไปเยือนมาหลายสำนักแล้วนะ ทั้ง ABC(ออสเตรเลีย), Fuji TV (ญี่ปุ่น), TV Asahi (ญี่ปุ่น) และอื่น ๆ (แต่ดิฉันปฏิเสธอัลจาซีร่าไป)

 

อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ผู้ลุยปราบละเมิด-ปกป้องแบรนด์ไทยในต่างแดน พร้อมผลักดันไอเดียสร้างสรรค์ สู่ “ทุนทางเศรษฐกิจ” หนุนธุรกิจ-สินค้าชุมชนท้องถิ่นไทยเติบโต

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นหน่วยงานสำคัญภายใต้กระทรวงพาณิชย์ ทำหน้าที่ “คุ้มครอง-ส่งเสริม-ต่อยอด” ทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ทั้งสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รวมถึงการปราบปรามการละเมิด และการผลักดันให้ผลงานสร้างสรรค์ของคนไทยถูกนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างคุ้มค่า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และขับเคลื่อนไปสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมอย่างยั่งยืน 

การที่กรมฯ ได้ “นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม” มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ตามพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญ เพราะเธอเป็นข้าราชการสายเศรษฐกิจที่มีทั้งประสบการณ์การเจรจาการค้าและงานทรัพย์สินทางปัญญาโดยตรง ทำให้ได้รับความไว้วางใจว่าจะช่วยขับเคลื่อนภารกิจของกรมฯ ให้เดินหน้าอย่างเข้มแข็งบนเวทีทั้งในและต่างประเทศ

เส้นทางของเธอเริ่มต้นจากสายเศรษฐศาสตร์และการค้าระหว่างประเทศ โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี Bachelor of Commerce and Administration สาขา Accounting และ Economics จาก Victoria University of Wellington ประเทศนิวซีแลนด์ จากนั้นศึกษาต่อด้าน Economic Development and International Trade ที่ University of Reading สหราชอาณาจักร ก่อนจบการศึกษาระดับปริญญาโท Master of Business Administration (MBA) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำให้มีทั้งฐานความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ การพัฒนาทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และมุมมองการบริหารจัดการสมัยใหม่ควบคู่กัน

ในด้านการทำงานราชการ เธอเริ่มต้นอาชีพเมื่อปี 2533 ในตำแหน่งนักเศรษฐกรและนักเจรจาการค้าที่กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ (ปัจจุบันคือกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ) ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของทีมเจรจาการค้าของไทยในเวทีองค์การการค้าโลก (WTO) และการเจรจาทวิภาคีหลายชุด ช่วงปี 2546-2550 เธอได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง Minister Counselor ประจำคณะผู้แทนถาวรไทย ณ WTO ที่นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ผลักดันผลประโยชน์ทางการค้าของไทยในเวทีพหุภาคีอย่างใกล้ชิด ประสบการณ์ในช่วงนี้ทำให้เธอเข้าใจลึกทั้งกติกาการค้าโลกและผลกระทบที่มีต่อผู้ประกอบการไทยในโลกจริง

ปี 2550 เธอย้ายเข้ามาร่วมงานกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา ในตำแหน่งหัวหน้าหน่วย FTA/WTO ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นผู้อำนวยการกองส่งเสริมการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา ดูแลงานส่งเสริมการสร้างสรรค์และการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงงานความร่วมมือระหว่างประเทศกับ WIPO, WTO และการเจรจาประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาในกรอบ FTA ต่าง ๆ 

เดือนกุมภาพันธ์ 2558 เธอได้รับแต่งตั้งเป็นรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา มุ่งปรับปรุงประสิทธิภาพการคุ้มครองและการจดทะเบียนสิทธิ และผลักดันให้ภาคธุรกิจนำผลงาน IP ไปต่อยอดเชิงพาณิชย์มากขึ้น ช่วงเดียวกัน เธอยังได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท./NRSA) ระหว่างเดือนตุลาคม 2558-กรกฎาคม 2560 ทำงานด้านข้อเสนอการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อพาประเทศสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม ก่อนจะขยับขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศในปี 2561 เพื่อสานต่อภารกิจด้านการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่สำคัญของไทย

ต่อมา ภายหลังมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2566 มีการโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงพาณิชย์ นางอรมนได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ดูแลงานด้านโครงสร้างธุรกิจ การส่งเสริมธรรมาภิบาล และการใช้ข้อมูลธุรกิจสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ประสบการณ์ทั้งในบทบาทนักเจรจาการค้า ผู้บริหารกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทำให้เธอ “เห็นภาพครบ” ตั้งแต่ระดับนโยบายการเปิดตลาดการค้าโลก โครงสร้างธุรกิจในประเทศ ไปจนถึงการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจ เมื่อได้รับโปรดเกล้าฯ ให้กลับมาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เธอจึงเปรียบเปรยว่าการกลับมาครั้งนี้ “เหมือนได้กลับบ้านหลังเดิม” แต่เป็นบ้านที่ต้องรับมือกับโจทย์ใหม่ ๆ ในยุคดิจิทัล เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

หลังเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เธอประกาศเดินหน้านโยบาย “ทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อธุรกิจ” ภายใต้กรอบ IP 4 All และ IP for Business โดยให้ความสำคัญกับการทำให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็น “ทุนทางเศรษฐกิจ” ที่ใช้ได้จริง โดยเฉพาะการผลักดันโครงการ “IP Financing” ซึ่งมุ่งประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาและนำมาใช้เป็นทุนหรือหลักประกัน เพื่อให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ผ่านความร่วมมือกับสำนักงาน ก.ล.ต. และภาคการเงิน ในขณะเดียวกัน เธอสานต่อความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่กรมฯ ทำร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และศุลกากร โดยเน้นการบูรณาการข้อมูลเพื่อเข้าถึงทั้งแหล่งผลิต แหล่งเก็บ และแหล่งจำหน่ายสินค้าละเมิด ตลอดจนการพัฒนาองค์ความรู้และทักษะของเจ้าหน้าที่ปราบปรามอย่างต่อเนื่อง

อีกด้านหนึ่ง กรมฯ ภายใต้การนำของนางอรมนยังเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกบนเวทีระหว่างประเทศ ทั้งการสานต่อและต่อยอดโครงการ “Trademark Monitor” ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี 2568 เพื่อเฝ้าระวังการจดทะเบียนยี่ห้อไทยในต่างประเทศล่วงหน้า ช่วยเตือนและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยยื่นคัดค้านได้ทันเวลา ปกป้องแบรนด์ไทยจากการถูก “จดตัดหน้า” โดยต่างชาติ พร้อมวางทิศทางขยายความร่วมมือไปยังตลาดสำคัญอย่างจีนและอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน เธอยังให้ความสำคัญกับ “สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์” (GI) ในฐานะเครื่องมือสร้างเศรษฐกิจฐานราก โดยชี้ว่าผลิตภัณฑ์ GI ไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร เป็นหลักฐานสำคัญว่าคุณภาพและอัตลักษณ์ท้องถิ่นของไทยสามารถแข่งขันในตลาดนานาชาติได้อย่างภาคภูมิ และสามารถสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

จากเส้นทางการทำงานกว่า 3 ทศวรรษ ทั้งในฐานะนักเจรจาการค้า ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญา และผู้บริหารระดับสูงหลายกรม “นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม” จึงเป็นภาพสะท้อนของ “ข้าราชการมืออาชีพ” ที่ผสานมุมมองเชิงกติกาการค้าโลกเข้ากับการออกแบบนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีวิสัยทัศน์ เธอไม่ได้มองทรัพย์สินทางปัญญาเพียงในมิติของกฎหมายและการบังคับใช้ แต่ยกระดับให้เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ช่วยให้ธุรกิจไทยและสินค้าชุมชนท้องถิ่นเติบโตได้จริง ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของเจ้าของผลงาน และการสร้างสภาพแวดล้อมการค้า-การลงทุนที่เป็นธรรม เมื่อประกอบกับความมุ่งมั่นที่จะสานต่อนโยบายเดิมให้ไม่สะดุด ต่อยอดแนวคิดใหม่ ๆ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และเปิดพื้นที่ความร่วมมือกับทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชน และต่างประเทศอย่างใกล้ชิด ทำให้เธอเป็นผู้นำกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่ทั้งภาคธุรกิจและประชาชนสามารถไว้วางใจได้ว่า “เสียงของนักคิด-นักสร้างสรรค์ไทย” จะได้รับการปกป้อง และถูกแปลงเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเต็มศักยภาพ

วิเคราะห์ก้าวต่อไปของ ‘กัณวีร์ สืบแสง’ มีโอกาสสูงตั้งพรรคใหม่ สร้างบ้านทางการเมือง ลดข้อจำกัดพรรคเล็ก ชูจุดแข็งเพื่อสิทธิมนุษยชน–ชายแดนใต้

โอกาส และความเป็นไปได้ที่ “กัณวีร์ สืบแสง” จะตั้งพรรคเอง

ทำพรรคใหม่มีความเป็นไปได้สูง ทั้ง ๆ ที่ปัจจุบัน กัณวีร์ สืบแสง เป็นเลขาธิการพรรคเป็นธรรม และเป็น สส.หนึ่งเดียวของพรรคเป็นธรรม แต่การดำรงตนอยู่บนพรรคเล็ก กับบทบาท และตำแหน่งหน้าที่อาจจะก้าวเดินยาก

ถ้าจะตั้งพรรคใหม่จริง ๆ ในสถานการณ์การเมืองปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้ทั้งปัจจัยจำนวนมาก และบารมีของแกนนำพรรค แต่การตั้งพรรคใหม่อาจจะเพื่อ…?

1) ต้องการขยายบทบาททางการเมือง

พรรคเป็นธรรมมี สส. คนเดียว ทำให้ศักยภาพเชิงการเมืองจำกัดมาก
การทำพรรคใหม่จะสร้าง “บ้านทางการเมือง” ของตัวเองที่เติบโตได้มากกว่า

2) มีทีม มีแนวร่วมพร้อมกว่าเดิม กัณวีร์มีเครือข่าย NGO, นักวิชาการ, นักกิจกรรม และคนทำงานภาคสนามหลายกลุ่ม
การตั้งพรรคใหม่จะรวมกลุ่มเหล่านี้ได้ง่ายกว่าอยู่พรรคเก่า

3) กระแสสังคมด้านสิทธิมนุษยชน–ชายแดนใต้ยังมีพื้นที่
เขาโดดเด่นในประเด็นชายแดนใต้ ผู้ลี้ภัย การต่างประเทศ สิทธิมนุษยชน
นี่คือฐานเสียงเฉพาะทางที่พรรคใหม่สามารถวางตัวได้ดี

4) ลดข้อจำกัดภายในพรรคเดิม
พรรคเป็นธรรมเติบโตได้ยาก และภาพจำยังไม่ชัดเจนในสาธารณะ
การเริ่มต้นใหม่ทำให้กำหนดทิศทางได้ชัดขึ้น

ถามว่า มีความเป็นไปได้ แค่ไหน คำตอบส่วนหนึ่งคือ เป็นไปได้สูง และเขาเริ่มคิดแล้วผมประเมินว่า
โอกาส 70–85% = จะตั้งพรรคใหม่จริง

ถ้าการเตรียมการเริ่มขึ้นแล้ว แปลว่า “ตัดสินใจในเชิงกลยุทธ์ไปไกลมากแล้ว”

โอกาสอยู่พรรคเดิม = ต่ำมาก (ประมาณ 15–30%)

เพราะไม่มีแรงจูงใจให้เขายืนระยะในพรรคที่มี สส. คนเดียว และไม่ใช่พรรคที่สร้างภาพลักษณ์ได้มากนัก


ก็ต้องติดตามกันต่อไปกับการกำหนดบทบาท และหน้าที่ของตัวเอง “กัณวีร์ สืบแสง” นักการเมืองผู้มีแสงในตัวเอง ไม่ต้องพึ่งลมใต้ปีกจากใคร

สหรัฐฯ เสนอกรอบสันติภาพ 28 ข้อ ยูเครนต้องเลือกระหว่างรับหรือสู้ต่อ มาตรการเน้นหนักต่อเงื่อนไขยูเครน รัสเซียพร้อมหารือขยายข้อตกลงถาวร

(24 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ 'โดนัลด์ ทรัมป์' ส่งสัญญาณแรงถึงประธานาธิบดียูเครน 'วโลดีมีร์ เซเลนสกี' ให้ตัดสินใจรับข้อเสนอแผนสันติภาพของสหรัฐฯ เพื่อยุติสงครามกับรัสเซีย หากไม่รับก็สามารถ "สู้ต่อไปให้สุดหัวใจดวงน้อยของเขาได้"

ทรัมป์ระบุว่า รัฐบาลกำลังพยายามให้ความขัดแย้งยุติลง "ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง" พร้อมย้ำว่า "เราต้องทำให้มันยุติให้ได้" และชี้ว่าแผนนี้ยังไม่ใช่ "ข้อเสนอสุดท้าย" สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความคิดเห็นของคู่ขัดแย้ง

รายงานก่อนหน้านี้ระบุว่า ทรัมป์อนุมัติกรอบแผน 28 ข้อ ซึ่งรวมมาตรการหลายประการที่ถูกมองว่ามีเงื่อนไขเข้มงวดต่อยูเครน เช่น ลดความช่วยเหลือทหารจากสหรัฐฯ รับรองคริสตจักรออร์ทอดอกซ์ยูเครนฝ่ายคาโนนิกัล ให้ภาษารัสเซียเป็นภาษาทางการ ลดขนาดกองทัพยูเครน และห้ามกองกำลังต่างชาติประจำการในยูเครน

ในประเด็นอ่อนไหว แผนตั้งสมมติฐานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ และพันธมิตรจะยอมรับไครเมียและดอนบาสเป็นดินแดนรัสเซียอย่างถูกกฎหมาย ขัดกับจุดยืนยูเครนและพันธมิตรบางฝ่าย

ด้าน 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผู้นำรัสเซียกล่าวว่าแผนอาจเป็นฐานข้อตกลงยุติสงครามถาวร แต่ต้องหารือรายละเอียดต่อไป ขณะที่ยูเครนยังไม่แสดงท่าทีชัดเจนในเรื่องนี้ แผนดังกล่าวกำลังถูกชี้วัดในเวทีโลกเนื่องจากส่งผลต่ออธิปไตยของยูเครนและดุลอำนาจในยุโรปตะวันออก รวมถึงทิศทางนโยบายของสหรัฐฯในยุคทรัมป์


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top