Saturday, 18 July 2026
Hard News Team

ไทยลุยซีเกมส์ 33!! เจ้าภาพตั้งเป้าทองสูงสุด 241 เหรียญจาก 50 สมาคมกีฬา 8 สมาคมกีฬาหลักประกาศชัด เป้าหมายต้อง ‘เหรียญทอง’ เท่านั้น

(23 พ.ย. 68) ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9–20 ธันวาคม 2568 โดยจัดขึ้นใน 3 พื้นที่หลัก คือ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสงขลา พร้อมตั้งเป้าคว้าเหรียญทองสูงสุด 241 เหรียญทองจาก 50 สมาคมกีฬาในประเทศ

ผ่านเวทีแถลงข่าว "มีต เดอะ เพรส ซีเกมส์ 2025" ถึง 9 ครั้ง ก่อนรวมเป้าเหรียญทองทั้งสิ้น 241 เหรียญทอง ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นของทัพนักกีฬาไทยที่จะครองเจ้าซีเกมส์บนแผ่นดินของตนเอง แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายงบประมาณล่าช้า แต่ยืนยันความพร้อมสนามแข่ง ระบบการจัดการ และการถ่ายทอดสดเต็มที่

8 สมาคมกีฬาหลักที่ประกาศเป้าอย่างชัดเจน ได้แก่ ฟุตบอลและฟุตซอลที่ตั้งเป้าคว้า 4 เหรียญทอง เรือพาย 18 เหรียญทอง คริกเกตทีมหญิง 2 เหรียญทอง ยิงธนู 3 เหรียญทอง และรักบี้ทีมหญิงที่มั่นใจว่าจะคว้าทองแน่นอน "เป้า 241 เหรียญทองนี้ไม่เพียงสะท้อนความมั่นใจ แต่ยังเพิ่มแรงกดดันต่อทัพไทยให้ทำผลการแข่งขันออกมาดีที่สุด" กล่าวในงานแถลงข่าว

ซีเกมส์ครั้งนี้ถือเป็นเวทีทดสอบศักยภาพและความพร้อมของกีฬาไทยทั้งระบบ ตั้งแต่การบริหารและพัฒนานักกีฬา ไปจนถึงการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศผ่านกีฬา รวมทั้งเป็นบทพิสูจน์ความสามารถในฐานะเจ้าภาพที่ต้องตอบโจทย์ทุกด้านอย่างครบถ้วน

ทีมนักวิชาการ มธ.วิจัยพัฒนาผ้าไทยชุมชน “ตำบลก้อ แม่ปิง ลำพูน” สืบสานพระราชปณิธานฯ พระพันปีหลวง ต่อยอดลวดลาย-การตัดเย็บ-เทคนิคใหม่ให้สินค้าชุมชน สร้างรายได้-ความยั่งยืน ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ผศ. ดร.วุฒิไกร ศิริผล รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทยกำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จากปี 2567 พบว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นจำนวนมากกว่า 1.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 8.01% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และยังสร้างการจ้างงานเพิ่มขึ้นเกือบ 1 ล้านคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมแฟชั่น และวงการผ้าไทยเติบโต ที่ยังเป็นที่ต้องการของตลาด

สำหรับการเติบโตของวงการผ้าไทย ถือเป็นมรดกจากพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ผลักดันให้เกิดระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ทั้งการสร้างบรรยากาศที่ดีต่อผ้าไทย การใช้งานผ้าไทย ทรงเป็นแบบอย่างในการใช้ผ้าไทย และที่สำคัญสร้างให้เป็นอาชีพที่มั่นคงให้กับคนไทย

ผศ. ดร.วุฒิไกร กล่าวว่า เพื่อเป็นการสืบสานพระราชปณิธานตามแนวทางพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประกอบกับโอกาสทางเศรษฐกิจ และความต้องการในการสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ทีมวิจัยคณะศิลปกรรมศาสตร์ ธรรมศาสตร์ จึงได้ร่วมกันดำเนินโครงการวิจัยการพัฒนาแนวคิดการออกแบบแบบองค์รวม เพื่อการพัฒนาสินค้าหัตถกรรมชุมชน กรณีศึกษาสิ่งทอของ ต.ก้อ อ.ลี้ จ.ลำพูน ชุมชนแห่งเดียวในอุทยานแห่งชาติแม่ปิง เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมอาชีพของคนในชุมชน

สำหรับโครงการวิจัยนี้ อยู่ภายใต้การควบคุมของ ผศ. ดร.วุฒิไกร และ ดร. นลินี เนติธรรมากร หัวหน้าสาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ โดยมีเป้าหมายที่จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์ของชุมชนมีมูลค่าสูงขึ้น และใช้ทรัพยากรจากธรรมชาติอย่างเหมาะสม เพื่อลดโอกาสในการเกิดไฟป่า อันจะนำไปสู่ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 รวมถึงในแง่ของวิชาการก็จะเป็นการพัฒนากรอบแนวคิด (Framework) ในการทำงานด้านการออกแบบร่วมกับชุมชน เพื่อให้ในอนาคตสามารถถูกนำไปใช้ต่อยอด และสร้างประโยชน์ในวงกว้างเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ชุมชน ต.ก้อ อ.ลี้ จ.ลำพูน มีความพิเศษคือกระบวนการผลิตที่เป็นเอกลักษณ์ สามารถทำได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำภายในชุมชนเอง ทั้งการปลูกฝ้าย การทำให้เป็นเส้นใย การทอ การตัดเย็บ ไปจนถึงการจำหน่าย ด้วยกระบวนการผลิตนี้ จะช่วยให้สามารถควบคุมต้นทุน และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้ส่วนหนึ่ง ทีมวิจัยจึงเข้าไปให้ความรู้และพัฒนาทักษะคนในชุมชน เช่น การอบรมในการทำลวดลายผ้า การตัดเย็บ เทคนิคการทำแบบใหม่ ฯลฯ และอีกส่วนคือการออกแบบผลิตภัณฑ์ของชุมชน ได้แก่ การย้อมสีโดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ อาทิ เปลือกต้นประดู่ เปลือกต้นเพกา ฯลฯ จากนั้นนำไปแปรรูปเป็นผ้าทอ ก่อนพัฒนาเป็นเครื่องแต่งกาย เพื่อให้ชุมชนมีรูปแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ไปจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ นอกจากนี้ ยังมีการมอบอุปกรณ์อย่างจักรเย็บผ้า และอุปกรณ์ย้อมผ้าให้ด้วย

ผศ. ดร.วุฒิไกร กล่าวว่า ผลจากการดำเนินการดังกล่าวได้ทำให้คนในชุมชน ต.ก้อ อ.ลี้ จ.ลำพูน มีทักษะในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่า และสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้เพิ่มขึ้น ภายใต้การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสม และกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ในเป้าหมายที่ 11 เมืองและชุมชนยั่งยืน เป้าหมายที่ 12 การผลิตและการบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบ และเป้าหมายที่ 15 การปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน จัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน

“ที่ผ่านมาก็มีการนำผลงานเครื่องแต่งกายจากงานวิจัยชิ้นนี้ไปจัดแสดงในหลายๆ แห่งแล้ว เช่น Bangkok Design Week งานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ และช่วงปลายปีนี้ก็จะมีไปจัดแสดงที่งาน Chiangmai Design Week ส่วนปัจจุบันมีการจัดแสดงอยู่ที่ธรรมศาสตร์” ผศ. ดร.วุฒิไกร ระบุ

อนึ่ง ปัจจุบันผลงานเครื่องแต่งกายจากการวิจัยดังกล่าว ถูกจัดแสดงรวมกับอีกกว่า 40 ผลงานจากหลากหลายคณะสายสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ในงานนิทรรศการหมุนเวียนเพื่อความยั่งยืน (SDGs) Phase 2 ในธีม “เมืองและชุมชนยั่งยืน” ที่จัดขึ้นตั้งแต่เดือน พ.ย. 2568-ก.พ. 2569 ณ SDG Lab อุทยานการเรียนรู้ป๋วย 100 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งสามารถเข้าชมนิทรรศการได้ทุกวันอังคาร และวันพฤหัสบดี ตั้งแต่ 10.00-16.00 น. โดยผู้ที่สนใจสามารถจองเพื่อเข้าชมนิทรรศการได้ที่ https://forms.gle/n9a4z3HYqzskLeLh8

สำหรับงานนิทรรศการครั้งนี้ เป็นการจัดแสดงผลงานเพื่อถ่ายทอดแนวคิดความยั่งยืน ผ่านมุมมองของมนุษย์ สังคม และวัฒนธรรม โดยแบ่งเป็น 5 โซนสำคัญ ได้แก่ 

1. โซนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งด้าน Mitigation และ Adaptation 
2. โซนเกี่ยวกับเมืองและชุมชนยั่งยืน 
3. โซนด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและนวัตกรรมเพื่อการผลิตที่ยั่งยืน 
4. โซนด้านความยั่งยืนด้านเกษตร อาหาร และสุขภาพ 
5. โซนความหลากหลาย ความเป็นธรรม ความครอบคลุม ประเด็นด้านมนุษยศาสตร์ศิลปวัฒนธรรม ชาติพันธุ์

‘อ.อักษรศรี’ ถอดรหัส ‘สี จิ้นผิง’ กับบทบาทผู้สร้างระเบียบโลกใหม่ ยืนหยัดต่อกรชาติตะวันตก “ยิ่งโดนทุบยิ่งแกร่ง” ด้วยยุทธศาสตร์ 4 มิติ - ควบคุมแร่หายาก

คำพูดของนโปเลียนที่ว่า "ปล่อยให้จีนหลับใหลต่อไป เพราะเมื่อจีนตื่นขึ้นมาโลกจะสั่นสะเทือน" ดูเหมือนจะเป็นจริงในยุคของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้ที่ไม่เพียงปลุกยักษ์ใหญ่ให้ตื่น แต่ยังทำให้จีนก้าวออกมาเปลี่ยนกติกาของโลกอย่างแท้จริง

รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้วิเคราะห์ยุทธศาสตร์ของจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของจีนในการผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจโลก เอาไว้อย่างน่าสนใจ

จากการเก็บตัวสู่การผงาด: 3 ยุคของผู้นำจีน

การเข้าใจยุทธศาสตร์ของสี จิ้นผิงต้องย้อนดูวิวัฒนาการผู้นำจีนในอดีต ยุคเหมาเจ๋อตุงคือยุคของการโดดเดี่ยวตัวเอง จีนแทบไม่คบค้ากับโลกตะวันตก จนมาถึงยุคเติ้งเสี่ยวผิงที่เปลี่ยนเกมด้วยนโยบาย "ปฏิรูปและเปิดประเทศ" ภายใต้แนวคิด "ใครรวยได้รวยก่อน" และหลักการ "เก็บตัวเงียบๆ พัฒนาตัวเองให้แข็งแรงก่อน"

แต่ยุคของสี จิ้นผิงต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เขาคือ "Game Changer" ตัวจริง ผู้ที่เลิกเล่นตามกติกาของตะวันตกและเริ่มเขียนกติกาของตัวเอง ภายใต้วิสัยทัศน์ "การฟื้นฟูชาติครั้งยิ่งใหญ่" หรือ "Make China Great Again" ฉบับจีน

กลยุทธ์ "ยิ่งทุบยิ่งแกร่ง"

สิ่งที่น่าสนใจคือแนวคิด "ยิ่งโดนทุบจีนยิ่งแกร่ง" เมื่อสหรัฐและพันธมิตรกีดกันจีนด้านเทคโนโลยีชิปเซมิคอนดักเตอร์ แทนที่จีนจะอ่อนแอลง กลับกลายเป็นแรงผลักดันมหาศาล ทำให้รัฐบาลจีนมีเหตุผลชอบธรรมในการทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเอง เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสในการสร้างความสามัคคีและเร่งเครื่องนวัตกรรมภายในประเทศ

ยุทธศาสตร์ 4 มิติที่เชื่อมโยงกัน

ความแตกต่างสำคัญของสี จิ้นผิงคือการมองยุทธศาสตร์แบบองค์รวม ไม่แยกส่วน โดยเชื่อมโยง 4 มิติเป็นระบบเดียว ได้แก่ เศรษฐกิจ การต่างประเทศ เทคโนโลยี และความมั่นคง การเคลื่อนไหวในมิติหนึ่งมักส่งผลต่อมิติอื่นๆ เสมอ

โครงการ Belt and Road Initiative (BRI) เป็นตัวอย่างชัดเจน จากเส้นทางสายไหมบนบกและทะเลขยายสู่ Digital Silk Road, Polar Silk Road และ Global Governance Initiative ที่พยายามสร้างระเบียบโลกใหม่ในสไตล์จีน ขณะเดียวกันก็สร้างพันธมิตรกับประเทศ Global South ผ่านกลไก BRICS เพื่อถ่วงดุลอำนาจกับขั้วตะวันตก

5 เส้นแดงที่ห้ามล้ำ

สี จิ้นผิงมีเส้นแดงที่ชัดเจน 5 ประเด็น ซึ่งไม่ใช่แค่นโยบายต่างประเทศ แต่เป็นเสาหลักที่ค้ำจุนความชอบธรรมในการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้แก่ ไต้หวัน ฮ่องกง ทะเลจีนใต้ ซินเจียง และทิเบต

ไต้หวัน เป็นประเด็นร้อนแรงที่สุด เหตุการณ์ที่น่าสนใจคือการซ้อมรบรอบเกาะไต้หวันเมื่อตุลาคม 2024 ที่หน่วยยามฝั่งจีนโพสต์เส้นทางลาดตระเวนเป็นรูปหัวใจพร้อมข้อความ "สวัสดีที่รัก" มันเป็นสงครามจิตวิทยาที่ชาญฉลาด สำหรับโลกคือการแสดงพลังทางทหาร แต่สำหรับประชาชนจีนคือสัญลักษณ์การโอบกอดพี่น้องที่พลัดพราก

นับตั้งแต่การเยือนจีนของประธานาธิบดีนิกสันปี 1972 สถานะของไต้หวันในเวทีโลกลดลงเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีเพียง 11+1 ประเทศที่ยังรับรอง และต้องใช้ชื่อ "Chinese Taipei" ในองค์กรระหว่างประเทศ

อาวุธลับ: แร่หายาก

หมัดเด็ดของจีนคือการควบคุมห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก (Rare Earth) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในอุปกรณ์ไฮเทคทุกชนิด จีนควบคุม 50% ของแหล่งสำรองโลก, 92% ของการแปรรูป และ 98% ของการผลิตแม่เหล็กถาวร แม้ประเทศอื่นจะเปิดเหมืองได้ ก็ยังต้องส่งแร่มาให้จีนแปรรูปอยู่ดี

สำหรับไทย การกระโจนเข้าสู่ห่วงโซ่นี้อาจ "ได้ไม่คุ้มเสีย" เพราะกระบวนการทำเหมืองและถลุงแร่สร้างมลพิษร้ายแรงและกากกัมมันตรังสี ขณะที่เราไม่มีความเชี่ยวชาญในการแปรรูป การแลกพื้นที่สีเขียวกับโรงงานที่อาจสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ในห่วงโซ่ที่จีนกุมอำนาจอยู่แล้ว จึงเป็นคำถามที่ต้องคิดให้รอบคอบ

จีน-ไทย-กัมพูชา: ความสัมพันธ์ที่แตกต่าง

การเลือกใช้คำของสี จิ้นผิง สะท้อนมุมมองที่แตกต่าง กับไทยใช้คำว่า "จีนไทยใช่อื่นไกลพี่น้องกัน" เน้นความเป็นมิตรและประวัติศาสตร์ยาวนาน แต่กับกัมพูชาใช้คำว่า "จงรักภักดีเหมือนหุ้มเกราะ" (Ironclad) สะท้อนบทบาทพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่กัมพูชามักเป็นกระบอกเสียงให้จีนในอาเซียน

อย่างไรก็ตาม จีนยืนยันว่าไม่สนับสนุนให้กัมพูชาต่อสู้กับไทย และสนับสนุนให้อาเซียนเป็นกลไกแก้ปัญหา แสดงว่าจีนให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของอาเซียนเป็นภาพใหญ่

การทูตนางพญาหงส์: ทางออกสำหรับไทย

ดร.อักษรศรี เสนอแนวทาง "การทูตนางพญาหงส์" สำหรับไทย ซึ่งต่างจากการทูตพิราบขาวที่อ่อนข้อเกินไป และการทูตเหยี่ยวที่แข็งกร้าวจนสร้างศัตรู 

การทูตนางพญาหงส์เปรียบเสมือนหงส์ที่สวยสง่า ลอยตัวนุ่มนวล แต่หวงแหนอาณาเขตและพร้อมสู้เพื่อปกป้องลูก คือการแสดงออกอย่างเป็นมิตร แต่ทำงานหนักเบื้องหลัง สร้างอำนาจต่อรองด้วยข้อมูลและความร่วมมือ ไม่ใช่เผชิญหน้าอย่างเดียว

ยกตัวอย่างกรณีแม่น้ำโขง แทนที่จะยอมรับการสร้างเขื่อนเงียบ ๆ หรือประณามอย่างแข็งกร้าว ควรกล่าวชื่นชมความร่วมมือ ขณะเดียวกันก็รวบรวมข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ สร้างแนวร่วมกับประเทศลุ่มน้ำโขง แล้วนำเสนอข้อมูลบนโต๊ะเจรจาอย่างมีชั้นเชิง

Generation Xi: ตัวแปรแห่งอนาคต

คำถามสำคัญคือ เมื่อคนรุ่นใหม่ที่เติบโตในยุคจีนรุ่งเรืองที่สุด ไม่เคยเห็นความยากจน ไม่เคยรู้สึกต้องเก็บตัว แต่เต็มไปด้วยความรักชาติและภาคภูมิใจ เมื่อพวกเขาก้าวขึ้นมามีอำนาจ จะสานต่อเกมยาวของจีนอย่างไร? นิยามคำว่า "ชัยชนะ" และ "การฟื้นฟูชาติ" จะยังเหมือนเดิมหรือจะเปลี่ยนไป?

นี่คือคำถามที่จะกำหนดอนาคตของระเบียบโลกในทศวรรษข้างหน้า และเป็นประเด็นที่ทุกประเทศ รวมทั้งไทย ต้องเฝ้าติดตามและเตรียมพร้อมรับมืออย่างใกล้ชิด

เพราะฉะนั้น สี จิ้นผิง จึงไม่ใช่แค่ผู้นำจีน แต่เป็นผู้เปลี่ยนเกมการเมืองโลก ด้วยวิสัยทัศน์ระยะยาว ยุทธศาสตร์แบบองค์รวม และความเด็ดขาดในเส้นแดงสำคัญ สำหรับไทย การหาจุดสมดุลระหว่างความเป็นมิตรกับความเด็ดเดี่ยว ผ่าน "การทูตนางพญาหงส์" คือทางออกที่ชาญฉลาดในการอยู่รอดและเจริญท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ

เทศกาลดนตรีของคนทั้งเจเนอเรชัน พร้อมระเบิดความมันวันเดียว 21 ก.พ. 69 ยกกองทัพศิลปินบุกราชมังคลาฯ เทศกาลที่สายคอนต้องขีดเส้นใต้ในปฏิทิน

(22 พ.ย. 68) วงการคอนเสิร์ตไทยเตรียมพร้อมรับการจัดงาน "G27 Fest" ที่ราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพฯ ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 งานนี้ถูกวางคอนเซ็ปต์เป็น "เทศกาลดนตรีของคนทั้งเจเนอเรชัน" ที่จะรวมเสียงเพลง แสง สี และพลังจากแฟนเพลงทุกวัยในคืนเดียว

ไลน์อัปศิลปินรวบรวมศิลปินสายป๊อป ร็อก ฮิปฮอป อินดี้ เสน่ห์ของงานคือการออกแบบให้เป็น "เฟสติวัลวันเดียวจบ" ให้โชว์ทั้งหมดไหลลื่นต่อเนื่องเหมือนหนังคอนเสิร์ตเรื่องใหญ่เรื่องเดียว

ราชมังคลากีฬาสถานถือเป็นเวทีหลักของงาน ด้วยความจุหลายหมื่นที่นั่งและการออกแบบโปรดักชัน แสง สี เสียงขั้นเทพ รวมทั้งเวทีที่รองรับการแสดงหลากหลายรูปแบบ เช่น โชว์เต็มวง โชว์คอลลาบ และไฮไลต์ที่ศิลปินหลายเจเนอเรชันขึ้นเวทีร่วมกัน

เตรียมกดบัตร 11 มกราคม 2569  แฟนๆ เชื่อว่างานนี้บัตรจะขายดีรวดเร็วเหมือนงานแสดงใหญ่ระดับสเตเดียมหลายงานที่ผ่านมาในไทย

สำหรับใครที่จะไปงานนี้ควรเตรียมตัวทั้งเรื่องคิววันลาและการนัดเพื่อนให้พร้อม เพราะ "G27 Fest" อาจกลายเป็นคอนเสิร์ตระดับ "ครั้งหนึ่งในชีวิต" ที่แฟนเพลงห้ามพลาดในประเทศไทย

ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง คนที่ 19 ผู้อยู่เบื้องหลังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายระลอก ขับเคลื่อนปฏิรูปภาษี-การคลังให้ยั่งยืน ใช้ดิจิทัล-Big Data แก้โจทย์เศรษฐกิจไทย

กระทรวงการคลังเป็น “มันสมองการคลังของประเทศ” ทำหน้าที่วางและขับเคลื่อนนโยบายการคลัง การจัดเก็บรายได้ การบริหารหนี้สาธารณะ รวมถึงกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจและสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว 

หัวใจสำคัญของการทำงานเหล่านี้คือ “ปลัดกระทรวงการคลัง” ข้าราชการประจำสูงสุดที่ทำหน้าที่บูรณาการนโยบายและผลักดันให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเดินไปในทิศทางเดียวกัน ท่ามกลางโจทย์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ซับซ้อน และท้าทายมากขึ้น การที่ประเทศไทยได้ “นายลวรณ แสงสนิท” มาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังคนที่ 19 จึงถือเป็นจังหวะสำคัญ ที่จะช่วยพาระบบการคลังไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมีทิศทางและมีวินัยมากขึ้น 

นายลวรณ แสงสนิท หรือ “บั๊ด” เกิดเมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2510 เป็นบุตรชายคนที่ 2 ของพลเอกวิโรจน์ แสงสนิท อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และคุณหญิงลักขณา แสงสนิท เติบโตในครอบครัวข้าราชการที่ให้ความสำคัญกับระเบียบวินัยและการทำงานเพื่อส่วนรวม 

ด้านการศึกษา เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเศรษฐศาสตรบัณฑิต จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และต่อยอดความรู้ด้านนโยบายเศรษฐกิจด้วยปริญญาโท M.S. in Economic Policy and Planning จาก Northeastern University สหรัฐอเมริกา ทำให้มีทั้งพื้นฐานเศรษฐศาสตร์มหภาคและมุมมองเชิงนโยบายในระดับสากลตั้งแต่เริ่มต้นรับราชการ 

เส้นทางราชการของนายลวรณ เริ่มและเติบโตจาก “สายเศรษฐกิจการคลัง” โดยตรง เขาไต่เต้าในสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) มาตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการสำนักนโยบายระบบการเงินและสถาบันการเงิน จากนั้นเป็นรองผู้อำนวยการ สศค. ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน และผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ก่อนจะได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในปี 2561 ช่วงเวลาดังกล่าว โดยเฉพาะในระหว่างวิกฤตโควิด-19 สศค. ภายใต้การนำของเขาเป็นหนึ่งในแกนนำสำคัญในการออกแบบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเยียวยาประชาชนหลายโครงการ อาทิ “ชิมช้อปใช้” “คนละครึ่ง” และ “เราไม่ทิ้งกัน” ซึ่งช่วยประคับประคองกำลังซื้อและพยุงเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อได้ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก บทบาทในช่วงนี้ทำให้นายลวรณได้ทำงานใกล้ชิดกับนโยบายเศรษฐกิจมหภาค การวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจ และการออกแบบมาตรการทางการคลังเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงที่โลกเผชิญความผันผวนหลายระลอก

จาก “มันสมองด้านนโยบาย” นายลวรณก้าวสู่บทบาท “แม่ทัพภาคสนาม” ใน 2 กรมสำคัญของกระทรวงการคลัง คือ อธิบดีกรมสรรพสามิต (2563-2565) และอธิบดีกรมสรรพากร (2565-2566)

ที่กรมสรรพสามิต เขามีบทบาทผลักดันโครงสร้างภาษีสรรพสามิตให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีใหม่ เช่น การเตรียมความพร้อมด้านภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์สมัยใหม่ ซึ่งเชื่อมโยงกับนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรม EV ของประเทศ 

ส่วนที่กรมสรรพากร นายลวรณให้ความสำคัญกับการยกระดับระบบภาษีเข้าสู่ดิจิทัล ทั้งการออกประกาศเกี่ยวกับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ และการปรับปรุงกฎระเบียบด้านภาษีให้ทันกับพฤติกรรมเศรษฐกิจยุคออนไลน์ ช่วยลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ประกอบการและพัฒนาประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของรัฐไปพร้อมกัน 

เมื่อก้าวขึ้นเป็นปลัดกระทรวงการคลังตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา นายลวรณได้รับมอบหมายภารกิจใหญ่หลายด้าน ทั้งการปฏิรูปโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ภาษีต่อจีดีพีจากระดับราว 12–13% ให้ขยับขึ้นสู่ 18% อย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อเสริมความยั่งยืนทางการคลัง และลดการพึ่งพาการกู้เงินเกินจำเป็น 

เขาผลักดันให้กระทรวงการคลังใช้ศักยภาพของ “Data Lake” และข้อมูลขนาดใหญ่ในการทำ Digital Transformation ทางการคลัง คิดค้น “อารีย์ สกอร์” ระบบประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตโดยใช้ข้อมูลและ AI เพื่อช่วยให้คนตัวเล็กและผู้มีรายได้นอกระบบสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น เป็นอีกเครื่องมือในการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันการเงินเพื่อจัดการหนี้เสีย (NPL) ของระบบธนาคาร ผ่านการผลักดันให้สินทรัพย์ด้อยคุณภาพถูกโอนออกไปบริหารในบริษัทบริหารสินทรัพย์ เพื่อคืนสภาพคล่องให้ระบบการเงินและช่วยให้ภาคเอกชนกลับมาลงทุนและจ้างงานต่อ 

นอกจากนี้ เขายังทำหน้าที่ประธานกรรมการธนาคารกรุงไทย ประธานกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ประธานกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และกรรมการในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์และบริษัท พีทีที จำกัด (มหาชน) ซึ่งล้วนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและดูแลเสถียรภาพระบบการเงินของประเทศ 

อีกด้านหนึ่ง เขายังเป็นผู้นำในการสื่อสารบทบาทของกระทรวงการคลังต่อสาธารณะ เช่น การเตรียมจัดงานครบรอบ 150 ปี กระทรวงการคลังในแนวคิด “MOF Journey: 150 Years of Thai Fiscal Development” สะท้อนบทบาททางการคลังตลอดประวัติศาสตร์ไทยไปจนถึงอนาคต 

เมื่อมองย้อนจากเส้นทางการศึกษาที่แน่นทั้งทฤษฎีเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ ประสบการณ์ทำงานในทุกมิติของกระทรวงการคลัง ตั้งแต่คิดนโยบาย วางยุทธศาสตร์ ตรวจราชการ ไปจนถึงบริหารกรมจัดเก็บรายได้หลักของประเทศ และบทบาทล่าสุดในฐานะปลัดกระทรวงการคลังและประธานบอร์ดหน่วยงานเศรษฐกิจสำคัญ จะเห็นภาพ “นายลวรณ แสงสนิท” ในฐานะข้าราชการมืออาชีพที่เข้าใจทั้งตัวเลขมหภาคและความเดือดร้อนของประชาชนจริง ๆ 

เขาไม่เพียงมองโจทย์การคลังในกรอบวินัยและความยั่งยืน แต่ยังพยายามออกแบบมาตรการที่ช่วยให้คนตัวเล็กเข้าถึงโอกาสในระบบการเงินมากขึ้น เดินหน้าปฏิรูปภาษีและงบประมาณบนฐานข้อมูลและเหตุผล ไม่ใช่เพียง populism ระยะสั้น ผลงานและบทบาทเหล่านี้ทำให้นายลวรณเป็น “ผู้นำด้านการคลัง” ที่ได้รับความเชื่อมั่นทั้งจากแวดวงเศรษฐกิจ ข้าราชการ และประชาชนในฐานะผู้ดูแลการเงินการคลังของประเทศให้เดินหน้าอย่างมั่นคง โปร่งใส และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

อุทยานฯ แก่งกระจาน ชวนสัมผัส 3 ปรากฏการณ์ “กระโถนพระราม” บานสะพรั่งกลางผืนป่า “เสือดำ” อวดโฉมบนเส้นทางพะเนินทุ่ง ลุ้นชม “แสงสีเขียวลึกลับ” เหนือทะเลหมอก

นายมงคล ไชยภักดี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เปิดเผยว่า ขณะนี้เป็นช่วงเวลาสุดพิเศษที่นักท่องเที่ยวและผู้รักธรรมชาติจะได้สัมผัสความงดงามของ “กระโถนพระราม” พืชดอกหายากในสกุลกระโถนฤๅษี ที่กำลังผลิบานตระการตาในพื้นที่ป่าแก่งกระจาน ตั้งแต่กิโลเมตรที่ 14 บริเวณเส้นทางศึกษาธรรมชาติบ้านกร่าง-วานิลา ต่อเนื่องไปจนถึงกิโลเมตรที่ 22 บนเส้นทางสู่เขาพะเนินทุ่ง

นายมงคล ระบุว่า กระโถนพระราม เป็นพืชถิ่นเดียว (Endemic Species) ที่พบเฉพาะทางภาคตะวันตกของประเทศไทย จัดเป็นพืชเบียนที่อาศัยบนเถาวัลย์น้ำในระดับความสูง 200 ถึง 750 เมตรจากระดับน้ำทะเล ดอกมีขนาดเล็กประมาณ 8-10 เซนติเมตร แต่งดงามด้วยสีเลือดหมูหรือแดงอมชมพูสดใส มี 10 กลีบที่ตั้งตรงเกือบเป็นมุมฉาก ประดับด้วยลวดลายสีขาวหนาแน่นบริเวณโคนกลีบ และมีกระบังเป็นวงกลมอยู่ตรงกลาง ภายในท่อกลีบยังมีสันนูนสีเหลืองสวยงามถึง 20 สัน ทำให้ดูโดดเด่นสะดุดตา

“จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและนักนิยมไพรให้ ไม่พลาดโอกาสเดินทางมา ชื่นชมความงามของกระโถนพระรามในช่วงนี้ แต่ขอความร่วมมือระวังการเหยียบย่ำอย่างเคร่งครัด เนื่องจากยังมีดอกตูมขึ้นอยู่บริเวณพื้นดินเป็นจำนวนมาก การอนุรักษ์จะช่วยให้ธรรมชาติงดงามนี้คงอยู่ให้ทุกคนได้ชื่นชมต่อไป” นายมงคล ระบุ

นายมงคล กล่าวเพิ่มเติมว่า ความพิเศษไม่ได้มีเพียงดอกไม้หายากเท่านั้น เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถบันทึกภาพ “เสือดำ” ได้ ขณะกำลังเดินทางขึ้นสู่เขาพะเนินทุ่ง การพบเห็นเสือดาวหรือเสือดำถือเป็นโอกาสอันดีของนักท่องเที่ยว เนื่องจากสัตว์เหล่านี้โดยปกติจะไม่ทำอันตรายต่อมนุษย์ และโดยปกติหากพบเห็นคนก็จะเดินเลี่ยงไปเอง จึงขอเน้นย้ำให้นักท่องเที่ยวที่โชคดีได้พบเห็น ห้ามลงจากรถเด็ดขาด ไม่บีบแตรหรือส่งเสียงดัง และรอให้สัตว์เดินเลี่ยงเข้าป่าไปเอง ซึ่งจะทำให้ทั้งคนและสัตว์ป่าปลอดภัย

“นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งไฮไลต์ที่สร้างความน่าอัศจรรย์ คือปรากฏการณ์ “แสงสีเขียวลึกลับ” ที่ปรากฏเหนือท้องฟ้าเขาพะเนินทุ่ง เมื่อคืนวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ลำแสงสีเขียวนี้ส่องสว่างท่ามกลางทะเลหมอก สร้างทัศนียภาพอันน่าทึ่งและยากจะลืมเลือน” นายมงคล ระบุ

นายมงคล กล่าวว่า การเดินทางขึ้นไปพะเนินทุ่งในเวลานี้จะได้สัมผัสอากาศยามเช้าที่บริสุทธิ์ ชมสัตว์ป่านานาชนิดในแหล่งอาศัยตามธรรมชาติ ท่ามกลางป่าไม้มรดกโลกที่มีคุณค่าทางชีววิทยาระดับสากล ซึ่งการได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติของไทย สะท้อนถึงความสำคัญและความหลากหลายทางชีวภาพที่โดดเด่นอย่างแท้จริง

“นี่คือโอกาสทองแห่งการท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาด ที่ซึ่งธรรมชาติแก่งกระจานมอบความงามในทุกมิติให้ได้ชม ตั้งแต่ดอกไม้หายาก สัตว์ป่าที่น่าทึ่ง ไปจนถึงปรากฏการณ์ธรรมชาติอันพิศวง ทั้งหมดรอคอยให้ผู้รักธรรมชาติมาสัมผัสด้วยตัวเองบนเขาพะเนินทุ่ง อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มรดกโลกแห่งนี้” นายมงคล กล่าว

นายกญี่ปุ่น อยากมีกองทัพเต็มรูปแบบ ‘ว่าที่นายกฯ พิธา’ อยากให้กองทัพไทยเล็กลง ความต่างแห่งประวัติศาสตร์ ‘ญี่ปุ่นกลัวจีน’ ส่วนไทยมีบาดแผลกลัวทหารยึดอำนาจ

ภาพตัดกัน: นายกญี่ปุ่น “อยากให้มีกองทัพ” vs ว่าที่นายกฯ พิธา “ไม่อยากให้กองทัพแบบเดิม”

ถ้าดูผิวเผิน เหมือนโลกกลับด้าน
- ญี่ปุ่น: ประเทศที่มี “รัฐธรรมนูญสันติภาพ” ห้ามทำสงคราม และระบุว่า “จะไม่มีกองทัพ” ตามมาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่วันนี้นายกฯ ฟูมิโอะ คิชิดะ กลับเดินหน้าเพิ่มงบกลาโหม และทำให้ “กองกำลังป้องกันตนเอง” (JSDF) มีสถานะใกล้เคียงกองทัพปกติมากขึ้น
- ไทย: ประเทศที่มีกองทัพขนาดใหญ่ มีประวัติรัฐประหารหลายครั้ง มีระบบเกณฑ์ทหาร และกองทัพมีบทบาทการเมืองสูง แต่กลับมี “ว่าที่นายกฯ” อย่าง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล ที่เสนอจะยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ปรับลดกำลังพล และปฏิรูปโครงสร้างกองทัพให้ออกจากการเมือง

บทความนี้จึงชวนมองให้ลึกกว่าภาพคู่ขัดแย้งแบบง่ายๆ ว่า
ทำไมนายกญี่ปุ่นเหมือนอยากให้ญี่ปุ่นมีกองทัพที่ชัดเจนขึ้น
ขณะที่ว่าที่นายกฯ พิธา กลับอยากให้กองทัพไทยเล็กลง โปร่งใสขึ้น และห่างจากการเมืองมากขึ้น

1. ญี่ปุ่น: จากประเทศแพ้สงคราม สู่การถกเถียงใหม่เรื่อง “กองทัพ”

หลังญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง รัฐธรรมนูญปี 1947 เขียน “มาตรา 9” ไว้ชัดว่า ญี่ปุ่นสละสิทธิในการทำสงคราม และจะไม่มีกองกำลังบก–เรือ–อากาศ หรือศักยภาพทางทหารใดๆ

บนกระดาษ ญี่ปุ่นคือประเทศที่ “ไม่มีสิทธิ์มีกองทัพ” แต่ในโลกความเป็นจริง ช่วงสงครามเย็นและสงครามเกาหลีทำให้สหรัฐต้องการให้ญี่ปุ่นช่วยแบกภาระด้านความมั่นคงในเอเชีย จึงค่อยๆ สร้าง “กองกำลังป้องกันตนเอง” (Japan Self-Defense Forces – JSDF) ขึ้นมาภายใต้การตีความว่า “ป้องกันตัวเองได้ แต่ห้ามเป็นกองทัพเชิงรุก”

หลายสิบปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นจึงอยู่ในสภาพ “มีทหารจริง แต่พูดไม่ได้ว่ามีกองทัพเต็มรูปแบบ”

แล้วทำไมยุคนี้นายกฯ ญี่ปุ่นถึงอยากให้ “มีกองทัพชัดๆ” มากขึ้น?

บริบทสำคัญคือ
- จีนแสดงแสนยานุภาพทางทะเลรอบๆ ญี่ปุ่น
- เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธข้ามหัวญี่ปุ่นเป็นช่วงๆ
- รัสเซียบุกยูเครน ทำให้ทั้งยุโรปและเอเชียตื่นตัวเรื่องความมั่นคง

รัฐบาลญี่ปุ่นจึงประกาศจะเพิ่มงบกลาโหมให้แตะระดับประมาณ 2% ของ GDP และพูดถึงการมีขีดความสามารถ “โจมตีโต้กลับ” หากถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธก่อน

ภาพของ “นายกญี่ปุ่น” จึงดูเหมือนผู้นำที่อยากให้ญี่ปุ่น “มีกองทัพจริงๆ” ไม่ใช่แค่ชื่อสวยๆ ว่า “กองกำลังป้องกันตนเอง” แต่ในสังคมญี่ปุ่นเองก็ยังมีอีกฝ่ายที่กังวลว่า การเดินหน้าทางทหารมากเกินไปอาจพาให้ประเทศย้อนกลับสู่เงาของจักรวรรดินิยมยุคเก่า

2. ไทย: จาก “กองทัพผู้ปกครอง” สู่คำถามว่ากองทัพควรใหญ่แค่ไหน

ในขณะที่ญี่ปุ่นมีบาดแผลจากการเป็น “ผู้รุกราน” ไทยกลับมีบาดแผลจาก “กองทัพของตัวเองเข้ามายึดอำนาจในประเทศ” หลายรอบ

ตั้งแต่ 2475 เป็นต้นมา กองทัพไทยสลับบทบาทระหว่าง “ผู้ดูแลความมั่นคง” กับ “ผู้เล่นการเมืองตัวจริง” ผ่านรัฐประหารและการแทรกแซงทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ

พร้อมกันนั้น ไทยมีระบบ “เกณฑ์ทหาร” ที่ถูกวิจารณ์เรื่องความไม่เป็นธรรม การถูกเอาเปรียบ และการละเมิดศักดิ์ศรีของทหารเกณฑ์ ขณะที่กองทัพถือครองงบประมาณจำนวนมากเมื่อเทียบกับหลายภารกิจอื่นอย่างการศึกษาและสาธารณสุข

ในบริบทนี้ พรรคก้าวไกลและพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จึงเสนอแพ็กเกจ “ปฏิรูปกองทัพ” ที่ชัดเจน เช่น
- ยกเลิกการเกณฑ์ทหารแบบบังคับ เปลี่ยนเป็นระบบสมัครใจ
- ลดจำนวนกำลังพลที่ไม่จำเป็น
- ปฏิรูปโครงสร้างให้กองทัพอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือนอย่างแท้จริง
- ปรับงบฯ กลาโหมให้มีความโปร่งใสและสะท้อนภัยคุกคามที่แท้จริง

ภาพของพิธาจึงกลายเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ “ไม่อยากให้ไทยมีกองทัพแบบเดิม” ไม่ใช่ “ไม่มีทหารเลย” แต่คือ “กองทัพเล็กลง มืออาชีพขึ้น และออกจากการเมืองให้มากที่สุด”

3. ทำไมญี่ปุ่นอยากมีกองทัพ แต่พิธาอยากลดบทบาทกองทัพ?

หากเทียบกันทีละมิติ จะเห็นว่า ทั้งสองประเทศมีประสบการณ์และโจทย์คนละแบบ

3.1 บาดแผลทางประวัติศาสตร์คนละชนิด
- ญี่ปุ่นมีบาดแผลจากการเป็นผู้รุกรานในสงครามโลก จึงเขียนมาตรา 9 เพื่อ “มัดมือ” ตัวเองไม่ให้เดินซ้ำรอย แต่เมื่อภัยคุกคามใหม่เพิ่มขึ้น สังคมญี่ปุ่นบางส่วนจึงตั้งคำถามว่า “สันติภาพที่ไม่มีเกราะป้องกัน อาจไม่ใช่สันติภาพที่ปลอดภัยจริงๆ”
- ไทยมีบาดแผลจากรัฐประหาร การสลายการชุมนุม และบทบาทกองทัพในทางการเมือง คนรุ่นใหม่จำนวนมากจึงมองว่า “กองทัพที่ใหญ่เกินไป กลายเป็นความเสี่ยงต่อประชาธิปไตย มากกว่าจะเป็นเกราะให้ประเทศ”

3.2 โครงสร้างพันธมิตรและแรงกดดันจากภายนอก
- ญี่ปุ่นอยู่ใต้ร่มความมั่นคงของสหรัฐผ่านสนธิสัญญาด้านความมั่นคง สหรัฐก็อยากให้ญี่ปุ่นช่วยแบกภาระด้านความมั่นคงมากขึ้น จึงกดดันให้ญี่ปุ่นเพิ่มบทบาททางทหารของตน
- ไทยไม่มีสนธิสัญญาความมั่นคงแบบเดียวกับญี่ปุ่น แรงกดดันที่คนไทยรู้สึกหนักส่วนใหญ่จึงมาจาก “การเมืองภายใน” ไม่ใช่ภัยคุกคามจากภายนอก

3.3 คำว่า “ความมั่นคง” หมายถึงคนละเรื่อง
- ในญี่ปุ่น “ความมั่นคง” หมายถึงจีน เกาหลีเหนือ รัสเซีย เส้นทางเดินเรือ และภัยสงครามยุคใหม่ ฝ่ายที่อยากมีกองทัพเข้มแข็งจึงเชื่อว่า ถ้าไม่มีศักยภาพป้องกันตัวเองจริงๆ อธิปไตยอาจสั่นคลอน
- ในไทย “ความมั่นคง” มักถูกใช้เพื่อปราบปรามคู่แข่งทางการเมือง และปิดปากคนเห็นต่าง ฝ่ายที่อยากปฏิรูปกองทัพจึงเน้นว่า ถ้ากองทัพไม่กลับเข้ากรมกอง ประชาธิปไตยจะไม่มั่นคงสักที

4. “ไม่อยากมีกองทัพ” จริงไหม หรือแค่ “อยากให้กองทัพเปลี่ยนบทบาท”

เมื่อมองให้ลึกลงไป จะเห็นว่า ทั้งสองกรณีไม่ได้สุดโต่งแบบ “เอา–ไม่เอากองทัพ”

ญี่ปุ่นไม่ได้เริ่มจากการไม่มีทหารเลย แต่มี JSDF อยู่แล้ว เพียงแต่รัฐบาลอยากให้สิ่งที่มีอยู่ “แข็งแรงขึ้น ชัดเจนขึ้น และถูกยอมรับในเชิงการเมืองมากขึ้น”

ขณะที่พิธาไม่ได้เสนอให้ไทย “ไร้กองทัพ” แต่เสนอให้ไทย “ไร้กองทัพที่ครอบงำการเมือง” โดยมองว่ากองทัพควรเป็นอาชีพสมัครใจ ทันสมัย โปร่งใส อยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน และใช้งบประมาณเท่าที่จำเป็นต่อภัยคุกคามจริง

5. บทเรียนสำหรับสังคมไทย: เราอยากได้ “กองทัพแบบไหน”
เมื่อวางภาพ “นายกญี่ปุ่น” ข้าง “ว่าที่นายกฯ พิธา” จะเห็นคำถามร่วมกันข้อหนึ่งคือ
“เราจะออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างประชาธิปไตยกับกองทัพอย่างไร”

สำหรับไทย บทเรียนที่น่าคิดต่อคือ
1) กองทัพไม่จำเป็นต้องใหญ่เสมอไป แต่ต้องตอบโจทย์ภัยคุกคามจริงๆ หากเราตอบได้ชัดว่า ภัยหลักของไทยวันนี้คืออะไร งบประมาณและขนาดกองทัพก็จะชัดตาม
2) กองทัพที่แข็งแรงที่สุด คือกองทัพที่ประชาชนไว้ใจได้ ซึ่งต้องมาพร้อมความโปร่งใส ไม่เล่นการเมือง และไม่ใช้อำนาจเกินขอบเขต
3) ความมั่นคงของชาติไม่ใช่แค่เรื่องปืน–รถถัง แต่รวมถึงเศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข และความรู้สึกยุติธรรมของประชาชนด้วย

สรุปแล้ว ระหว่าง “อยากมีกองทัพเข้มแข็งขึ้น” ของญี่ปุ่น กับ “อยากให้กองทัพเปลี่ยนบทบาท” ของพิธา ไม่ได้ขัดแย้งกันในเชิงตรรกะ แต่สะท้อนประวัติศาสตร์ ปัญหา และโจทย์ของแต่ละสังคมที่แตกต่างกัน

คำถามสำคัญสำหรับไทยจึงอาจไม่ใช่แค่ว่า “จะเอากองทัพหรือไม่เอา” แต่คือเราจะมีกองทัพแบบไหน ที่ทำให้คนรู้สึกปลอดภัยทั้งจากศัตรูภายนอก และจากอำนาจที่เกินขอบเขตภายในประเทศไปพร้อมกันได้อย่างไร

จีนเปิดใช้ทางรถไฟ ความเร็วสูงขนส่งสินค้า จากอู่ฮั่น-กว่างโจว เสริมแกร่งโลจิสติกส์ตอนกลาง-ใต้ กระจายสู่ ‘ฮ่องกง-มาเก๊า’ โดยตรง

(22 พ.ย. 68) เปิดให้บริการแล้วสำหรับเส้นทางรถไฟขนส่งสินค้าความเร็วสูง ซึ่งเชื่อมระหว่างเมืองอู่ฮั่น ในมณฑลหูเป่ยทางตอนกลางของจีน กับเมืองกว่างโจว ในมณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของประเทศ

รถไฟสายดังกล่าวเดินทางด้วยความเร็วสูงสุด 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ช่วยให้สามารถจัดส่งสินค้าระหว่างมหานครอู่ฮั่นทางตอนกลางของจีน กับศูนย์กลางการคมนาคมในเขตเศรษฐกิจอ่าวกว่างตง-ฮ่องกง-มาเก๊า ได้โดยตรง

จางถิง ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจประจำสถานีฮั่นโข่ว ของบริษัทไชน่า เรลเวย์ เอกซ์เพรส (China Railway Express) กล่าวว่า เส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างอู่ฮั่น-กว่างโจว จะมุ่งเน้นการให้บริการสินค้าที่มีเงื่อนไขด้านเวลาเป็นหลัก เช่น อาหารสด ผลิตภัณฑ์ชีวเวชภัณฑ์ และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยขบวนรถไฟเหล่านี้มีระบบการบรรจุและระบบตรวจวัดอุณหภูมิแบบพิเศษ เพื่อรับประกันว่าสินค้าจะถึงมือผู้รับในสภาพที่ดีที่สุด

ก่อนหน้านี้ จีนได้เปิดให้บริการเส้นทางรถไฟขนส่งสินค้าความเร็วสูงหลายสาย เช่น เส้นทางคุนหมิง-เฉิงตู เจิ้งโจว-ฉงชิ่ง และงหนานชาง-เซินเจิ้น

ทั้งนี้ คาดว่าการเปิดให้บริการเส้นทางใหม่นี้ จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาการอย่างสอดประสานระหว่างภูมิภาคจีนตอนกลางกับเขตเศรษฐกิจอ่าวกว่างตง-ฮ่องกง-มาเก๊า

โต๊ะเล็กพร้อมลุยซีเกมส์ ฟุตซอลไทยเรียก 22 แข้ง เก็บตัว ตั้งเป้าต้องคว้า “เหรียญทอง” แม้เจอศึกหนักต้องวัดกับ… อินโดนีเซีย-เวียดนาม

(22 พ.ย. 68) สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยประกาศรายชื่อ 22 นักฟุตซอลทีมชาติไทยชุดลุยซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 ณ ประเทศไทย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือคว้าเหรียญทองในบ้านให้ได้

การแข่งขันฟุตซอลชายในซีเกมส์ครั้งนี้ มี 5 ชาติลงสนามแข่งขันแบบพบกันหมด เพื่อชิงแชมป์และเหรียญทองที่สนามยิมเนเซียม อบจ.นนทบุรี ซึ่งถือเป็นฐานหลักของทีมชาติไทย โปรแกรมแข่งแรกทีมช้างศึกต้องเจอมาเลเซียและเมียนมา ก่อนเผชิญหน้าศึกหนักกับเวียดนามและอินโดนีเซียในสองนัดสุดท้าย "อย่างน้อยต้องแชมป์" คือเป้าหมายที่ทั้งทีมสตาฟโค้ชและแฟนบอลตั้งไว้

โดยกุนซือชาวสเปน 'มิเกล โรดริโก้' ย้ำถึงสไตล์เล่นที่เน้นเร็ว มีเพรสซิ่งดุดัน ต้องการนักเตะที่ "วิ่งไหว–คิดเร็ว–เล่นบอลฉลาด" รายชื่อ 22 คนผสมผสานแกนหลักชุดเดิม ดาวเด่นไทยลีก และดาวรุ่งจากสโมสรสายปั้น ทั้งหมดจะเก็บตัวก่อนคัดเลือกเหลือ 14 คน แห่งออกสตาร์ตสนามจริง

คู่แข่งที่น่ากังวลที่สุดคืออินโดนีเซียและเวียดนาม อินโดนีเซียลงทุนพัฒนาฟุตซอลอย่างจริงจังในช่วงหลังและดึงผู้เล่นคุณภาพสูงเข้าทีม ส่วนเวียดนามสะสมประสบการณ์ในเวทีระดับเอเชียและโลก จึงทำให้ทั้งสองทีมเป็นเหมือน "นัดชิงเหรียญทอง" ที่แท้จริง

การเล่นในบ้านที่นนทบุรีนำมาซึ่งแรงเชียร์และความคาดหวังอย่างสูง "เกิดอะไรขึ้นกับโต๊ะเล็กช้างศึก" จะเป็นคำถามทันทีหากผลงานผิดหวัง ทีมงานต้องบริหารสภาพจิตใจและร่างกายของผู้เล่นให้พร้อมที่สุด ซีเกมส์ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เวทีชิงเหรียญทองเท่านั้น แต่มันคือเวทีพิสูจน์ว่าฟุตซอลไทยยังคงเป็นเบอร์หนึ่งในอาเซียน พร้อมกับเป็นสนามสำคัญในการก้าวสู่เป้าหมายระดับเอเชียและโลกในยุคมิเกล

พีระพันธุ์ซัดรัฐบาลซื้อไฟแพงเกินจริง จี้อนุทินหยุดเกรงใจนายทุน ทั้งที่ กพช. ชุดเดิมเคยสั่งชะลอ เตือนอย่าผลักภาระค่าไฟใส่ประชาชน

(21 พ.ย. 68) พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์มติรัฐบาลที่อนุมัติสัญญารับซื้อไฟฟ้าโซลาร์จากเอกชนเพิ่มอีก 2,100 เมกะวัตต์ ในราคา 2.16 บาทต่อหน่วย ทั้งที่ในสมัยรัฐบาลก่อน คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เคยมีมติให้ “ชะลอ” และเจรจาต่อรองราคา เนื่องจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สามารถผลิตไฟเองได้ในต้นทุนเพียงราว 1.85 บาทต่อหน่วย และวันนี้ต้นทุนอุปกรณ์โซลาร์ก็ถูกลงกว่าเดิมมากแล้ว

พีระพันธุ์ระบุว่า ตนและ กพช. ในรัฐบาลชุดที่แล้ว เคยสั่งให้ กกพ. กฟผ. และกระทรวงพลังงาน ร่วมกันเจรจากับเอกชนเพื่อกดราคาลง เพราะในสัญญาเปิดช่องให้รัฐปรับราคาได้ พร้อมย้ำว่าในช่วงที่ตนกำกับดูแลกระทรวงพลังงาน “ไม่เคยเปิดประมูลซื้อไฟใหม่จากเอกชนเลย” เนื่องจากกำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศมีเหลือเกินความต้องการใช้อยู่แล้ว แม้นายทุนจะไม่พอใจแต่ก็เป็น “เส้นที่ห้ามข้าม” ในการใช้เงินประชาชน

พร้อมทิ้งท้ายโจมตีรัฐบาลชุดปัจจุบันว่า “กำลังซื้อไฟแพง ต้องหยุดเดี๋ยวนี้” และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเคยนั่งอยู่ใน กพช. ชุดเดิมด้วยกัน หยุดเกรงใจนายทุน และทบทวนมติรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์ล็อตใหม่นี้ เพราะท้ายที่สุดหากรัฐยอมซื้อไฟในราคาแพงเกินจำเป็น ภาระทั้งหมดก็จะถูกผลักไปอยู่บนบิลค่าไฟของประชาชนอยู่ดี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top