Saturday, 18 July 2026
Hard News Team

‘อนุทิน’ ขึ้นเหนือ!! แถลงผลปฏิบัติการครั้งใหญ่ ทลายขบวนการส่วยสัญชาติ สั่งฟันนายอำเภอ-จับกุมแก๊งยานรก ลั่นต้องล้างบางให้สิ้นซาก

(20 พ.ย. 68) เมื่อเวลา 10.40 น. ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 จ.เชียงใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย แถลงผลปฏิบัติการครั้งใหญ่ 2 ภารกิจ คือ “ยุทธการตัดหมอกเวียงแหง” และ “ยุทธการสกัดยานรก” ท่ามกลางการเข้าร่วมของทีมความมั่นคง ผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานปราบปรามทุกภาคส่วน สะท้อนการทำงานแบบบูรณาการ เพื่อกวาดล้างเครือข่ายอาชญากรรมทั้งด้านทุจริตและยาเสพติดอย่างจริงจัง

นายอนุทินระบุว่า คดีเรียกรับผลประโยชน์จากคนต่างด้าว หรือ “ส่วยสัญชาติ” เป็นภัยร้ายแรงต่อหลักนิติรัฐ และเปิดช่องให้อาชญากรรมข้ามชาติเล็ดลอดเข้ามา จึงสั่งให้กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบทันที นำไปสู่ “ยุทธการตัดหมอกเวียงแหง” ที่พบเครือข่ายทุจริตเชื่อมโยงกลุ่มจีนเทา และการออกเอกสารให้คนไร้สัญชาติอย่างมิชอบ แม้มติ ครม. เร่งรัดให้สถานะคนไร้สัญชาติ 4.8 แสนคน จะเป็นของรัฐบาลก่อน แต่เมื่อกลับมารับตำแหน่งก็สั่งตรวจสอบทุกขั้นตอน ทั้งยังดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว เช่น กรณีอำเภอฝางที่ผู้ใหญ่บ้านถูกไล่ออกและถูกดำเนินคดี พร้อมย้ำว่าเป็นเรื่อง “น่าอับอาย” ที่เจ้าหน้าที่บางคนหาประโยชน์จากกลุ่มเปราะบาง และยังเอื้อประโยชน์ให้จีนเทา ซึ่งยอมรับไม่ได้โดยเด็ดขาด

ผลสอบสวนพบว่า พฤติกรรมทุจริตในอำเภอเวียงแหงเกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2554 แม้เคยจับกุมปลัดอำเภอและมีโทษจำคุกมาแล้ว แต่เครือข่ายยังไม่หมดไป จึงต้องเปิดปฏิบัติการ “ล้างบาง” ครั้งใหญ่ และถือเป็นครั้งแรกที่กระทรวงมหาดไทยออกหมายจับ “นายอำเภอ” ในคดีทุจริตทะเบียนราษฎร สะท้อนจุดยืนรัฐบาลว่า “ไม่ปกป้องคนผิด ไม่ว่าอยู่ตำแหน่งใด” โดยจากการขยายผลพบความเชื่อมโยงกับคดีใน จ.ปทุมธานี ที่มีการรับทำบัตรประชาชนผ่านแพลตฟอร์ม XiaoHongShu สร้างความเสียหายนับพันล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับรวม 28 ราย จับได้แล้ว 12 ราย ครอบคลุมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ นายหน้า และคนต่างด้าว พร้อมยึดของกลางหลายรายการ

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้แถลงผล “ยุทธการสกัดยานรก” ปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงจากนอกประเทศสู่ตอนในของไทย โดยบูรณาการกำลังตำรวจภูธรภาค 5 ทหาร ปกครอง ป.ป.ส. และหน่วยงานความมั่นคง ปิดล้อม ตรวจค้น และสกัดกั้นตลอด 24 ชั่วโมง ระหว่างวันที่ 13–19 พ.ย. สามารถจับกุมคดียาเสพติดสำคัญ 3 คดี ยึดยาบ้าประมาณ 11 ล้านเม็ด ไอซ์ 500 กิโลกรัม และอายัดทรัพย์สินเครือข่ายค้ายาอีกหลายรายการ 

นายอนุทินระบุว่า การทำงานครั้งนี้มุ่ง “ตัดวงจรทั้งระบบ” ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้ลำเลียง ผู้ค้ารายย่อย ไปจนถึงเครือข่ายการเงินสีเทา บัญชีม้า สแกมเมอร์ และขบวนการลักลอบเข้าเมือง พร้อมประกาศชัดว่า รัฐบาลเป็น “ศัตรูกับผู้ค้ายาเสพติดและผู้กระทำผิดความมั่นคงทุกรูปแบบ” ไม่มีใครหลุดพ้นได้ หากเป็นต่างชาติ แม้รับโทษในไทยแล้วก็ต้องถูกส่งกลับประเทศไปรับโทษต่อ

กรมการแพทย์ เตรียมตั้งศูนย์ด้านการแพทย์และสาธารณสุข รองรับการแข่งขัน SEA Games 2025 ใช้ Telemedicine-แอปฯ ประสานเหตุฉุกเฉิน ดูแล “นักกีฬา-ทีมงาน-ผู้ชม” ตลอดการแข่งขัน

(20 พ.ย. 68) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพในการแข่งขันกีฬา SEA Games 2025 ครั้งที่ 33 ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 กระจายการแข่งขัน 10 จังหวัด ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ สธ.ได้รับข้อสั่งการจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้เตรียมความพร้อมระบบด้านการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งได้มอบหมายให้กรมการแพทย์จัดเตรียมระบบการบริหารจัดการด้านการแพทย์ร่วมกับหน่วยงานเครือข่าย สำหรับดูแลสุขภาพนักกีฬา ทีมงาน และประชาชนที่เข้ามาชมการแข่งขันกีฬา SEA Games 2025 ครั้งที่ 33 ในครั้งนี้ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัยตลอดการแข่งขัน

ด้าน นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า กรมการแพทย์ได้มีแผนการเตรียมจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข (SEA Games Operation Health Center) เพื่อบริหารจัดการระบบด้านการแพทย์และสาธารณสุข สำหรับการแข่งขันกีฬา SEA Games 2025 ครั้งที่ 33 ตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการ สธ. ได้ให้กรมการแพทย์ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร (กทม.) กองสาธารณสุขฉุกเฉิน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) ดูแลในด้านการแพทย์ โดยกรมการแพทย์ได้แบ่งการทำงานเป็น 3 ภารกิจหลัก คือ

1) ภารกิจข้อมูลและยุทธศาสตร์ ในการติดตามสถานการณ์ด้านการแพทย์และการปฏิบัติหน้าที่ของทีมทางการแพทย์กว่า 500 ทีมที่ปฏิบัติหน้าที่ตามสถานที่จัดการแข่งขันทั่วประเทศ

2) ภารกิจด้านปฏิบัติการ ทำหน้าที่ประสานงานทีมทางการแพทย์ที่ประจำจุดตามสถานที่จัดการแข่งขัน ทีมนำส่งผู้ป่วยผู้บาดเจ็บด้วยรถพยาบาลระดับมาตรฐานสากล และ โรงพยาบาลรับส่งต่อที่ต้องมีมาตรฐานตามที่กรมการแพทย์กำหนด

3) ภารกิจด้านการสนับสนุน โดยมีการใช้เทคโนโลยี Telemedicine และ Application ต่าง ๆ มาใช้งานเพื่ออำนวยความสะดวกรวดเร็วในการให้คำปรึกษาและประสานงาน ซึ่งหน้าที่ของศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และการสาธารณสุข (SEA Games Operation Health Center) มีหน้าที่ในการประสานงาน เตรียมการ และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้านการแพทย์ ในการจัดการแข่งขันฯ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวมทั้งรายงานผลปฏิบัติงาน และปัญหาอุปสรรคให้คณะกรรมการฝ่ายสนับสนุนและบริการทราบ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการและปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินงานได้ตามสถานการณ์

ทั้งนี้ การแข่งขันกีฬา SEA Games 2025 ครั้งที่ 33 ทั้งหมดมี 50 ชนิดกีฬา สนามแข่ง กระจายอยู่ใน 3 พื้นที่คือ กรุงเทพฯ และปริมณฑล จ.เชียงใหม่ จ.ชลบุรี และ จ.สงขลา

ทำความรู้จักเจ้าพ่อชิปจีน ‘เฉิน เทียนซื่อ’ ผู้ก่อตั้ง Cambricon จนได้รับฉายา ‘Nvidia เวอร์ชันจีน’ จากเด็กอัจฉริยะก้าวสู่ CEO ในวัย 40 ปี Forbes ยกเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีที่เติบโตเร็ว

(20 พ.ย. 68) ถ้าพูดถึง “คลื่นลูกใหม่” ในวงการชิปเอไอของจีน ชื่อที่คนจีนพูดถึงมากที่สุดตอนนี้คือ เฉิน เทียนซื่อ (Chen Tianshi) ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Cambricon Technologies บริษัทที่ถูกยกให้เป็นความหวังสำคัญของชิปเอไอสัญชาติจีน หลายสื่อถึงขั้นเรียก Cambricon ว่า “Nvidia เวอร์ชันจีน” ขณะที่ตัวเฉินเองก็เพิ่งถูกจัดอันดับโดย Forbes ให้เป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีที่เติบโตเร็วที่สุดของปี 2025

เฉินเกิดปี 1985 ที่นครหนานชาง ในครอบครัวธรรมดา พ่อเป็นวิศวกรไฟฟ้า แม่เป็นครูประวัติศาสตร์ แต่พรสวรรค์ด้านวิทยาศาสตร์ของเขาโดดเด่นจนได้เข้าร่วมโครงการ “เด็กพิเศษ” ของมหาวิทยาลัย University of Science and Technology of China (USTC) ตั้งแต่อายุเพียง 16 ปี ก่อนจะมุ่งสายวิชาการเต็มตัว จบถึงระดับปริญญาเอกด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จากสถาบันเดียวกัน

หลังจบดอกเตอร์ เฉินเข้าร่วมสถาบันเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ภายใต้ Chinese Academy of Sciences (CAS) และทำงานคู่กับพี่ชาย เฉิน หยุนจี ในปี 2014 ทั้งคู่เปิดตัวงานวิจัยชิปเอไอชื่อ DianNao ซึ่งสร้างกระแสฮือฮาในวงการวิชาการระดับโลก เพราะเป็นการประกาศว่าจีนสามารถออกแบบ “AI Accelerator” ที่แข่งขันได้จริง จุดนี้เองที่ทำให้เฉินเริ่มถูกมองว่าเป็นกำลังหลักใน ecosystem ด้านฮาร์ดแวร์เอไอของจีน

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2016 เมื่อเฉินตัดสินใจก้าวออกจากบทบาทนักวิจัย มาตั้งบริษัท Cambricon Technologies เป้าหมายคือ “เปลี่ยนงานวิจัยเป็นสินค้าจริง” ที่ใช้ได้ในอุตสาหกรรม ชื่อ Cambricon ได้แรงบันดาลใจจากคำว่า Cambrian Explosion เหตุการณ์วิวัฒนาการครั้งใหญ่ในโลกยุคโบราณ สื่อถึงความทะเยอทะยานว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของวิวัฒนาการครั้งใหม่ของฮาร์ดแวร์เอไอ โดย CAS เองก็ลงเงินลงทุนตั้งแต่ระยะแรก สะท้อนการหนุนจากภาครัฐและฝั่งวิชาการอย่างชัดเจน

Cambricon เริ่มเป็นชื่อที่คนวงกว้างรู้จักในปี 2017 เมื่อ Huawei นำชิปเอไอของบริษัทไปใช้ในสมาร์ตโฟน Mate 10 เพื่อเร่งการประมวลผลภาพและเกม นี่คือหลักฐานว่าเทคโนโลยีจากห้องแล็บของเฉินสามารถถูกต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์จริง แม้ความร่วมมือจะยุติลงในปี 2019 หลัง Huawei หันไปดันเทคโนโลยีของตัวเอง แต่ช่วงเวลาสั้น ๆ นั้นก็ส่งให้ชื่อ Cambricon โดดเด่น และทำให้เฉินตัดสินใจลาออกจาก CAS เพื่อทุ่มเวลาให้บริษัทเต็มตัว

ในอีกด้านหนึ่ง สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ก็กลายเป็น “แรงส่ง” ให้ Cambricon แบบไม่คาดฝัน เมื่อสหรัฐฯ เริ่มเข้มงวดการส่งออกชิปขั้นสูงมายังจีน เกิดช่องว่างอุปทานในตลาดเอไอขนาดใหญ่ นโยบาย “ใช้ของในประเทศ” ได้แรงหนุนระดับชาติ และ Cambricon ก็ถูกดันขึ้นมาเป็นหนึ่งในตัวเลือกหลักของจีน ราคาหุ้นบริษัทพุ่งกว่า 500% ในปี 2024 ทำให้เฉินกลายเป็นมหาเศรษฐีหมื่นล้านดอลลาร์แทบชั่วข้ามคืน

รายงานของ Forbes ระบุว่า เฉินในวัยราว 40 ปี มีทรัพย์สินแตะราว 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ติดอันดับที่ 15 ของมหาเศรษฐีจีน Cambricon ถูกเรียกขานว่า “Nvidia แห่งจีน” ชิปของบริษัทถูกใช้ในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ธนาคาร โทรคมนาคม ไปจนถึงการฝึกและรันโมเดลเอไอของบริษัทใหญ่ ๆ อย่าง Alibaba, Tencent และ DeepSeek ในครึ่งแรกของปี 2025 บริษัททำกำไรได้ราว 1 พันล้านหยวน และรายได้โตแบบก้าวกระโดด แต่ก็ยังมีคำถามเรื่องความยั่งยืน เพราะค่าใช้จ่ายด้านวิจัยยังสูงมาก

แม้จะถูกจับตามองในวงการชิปเอไอจีน แต่ Cambricon ก็ต้องเผชิญคู่แข่งหนักอย่าง Huawei ที่กำลังดันชิปตระกูล Ascend ขึ้นมาเป็นตัวเลือกแทน Nvidia ในตลาดจีน หลายงานวิเคราะห์มองว่า Huawei มีโอกาสใกล้เคียงการเป็น Nvidia เวอร์ชันจีนมากกว่า เพราะครบทั้งเงินทุน บุคลากร และ ecosystem ขนาดใหญ่ ทำให้ Cambricon ต้องเลือกให้ชัดว่าจะเป็นผู้เล่นเฉพาะทางที่เก่งในนิชงานเอไอ หรือจะไล่บี้ผู้นำระดับโลกแบบตรง ๆ

กัมพูชาถอนตัว!! สหพันธ์กีฬาบิลเลียดกัมพูชาไม่ส่งนักกีฬา เหตุผลหลักความปลอดภัยและศักดิ์ศรีชาติ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดชายแดน ไม่ขอเสี่ยงแข่งแดนสยาม

(20 พ.ย. 68) สหพันธ์กีฬาบิลเลียดกัมพูชา (CBSF) ประกาศถอนตัวไม่ส่งนักกีฬาบิลเลียดเข้าร่วมแข่งขันซีเกมส์ 2025 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ โดยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัยของนักกีฬาและศักดิ์ศรีในฐานะคนกัมพูชา ท่ามกลางความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชาในปี 2025

CBSF ชี้แจงว่าช่วงเวลาที่เกิดเหตุปะทะบ่อยครั้งตามแนวชายแดน มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ จึงไม่มั่นใจว่าความปลอดภัยของนักกีฬาจะได้รับการคุ้มครองอย่างเพียงพอ แม้ว่าการแข่งขันจะจัดในเมืองใหญ่ที่ห่างจากแนวปะทะก็ตาม รวมถึงไม่ต้องการส่งสัญญาณว่าไม่ให้เกียรติผู้สูญเสียในชาติผ่านการส่งนักกีฬาไปแข่งในประเทศที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทโดยตรง

แถลงการณ์ยังระบุชัดว่าขอให้ทีมชาติไม่ร่วมการแข่งขันอื่น ๆ ในไทยชั่วคราว และนักกีฬาที่ร่วมเล่นในนามส่วนตัวจะไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากสหพันธ์ รวมถึงจะไม่รับผิดชอบผลใด ๆ ที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันฝั่งไทยเคยพิจารณาข้อเสนอห้ามกัมพูชาร่วมซีเกมส์ เพื่อคำนึงถึงความปลอดภัยนักกีฬา แต่สุดท้ายต้องจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมจากกัมพูชาลงเหลือไม่เกิน 200 คน

การถอนตัวของกัมพูชาทำให้เวทีซีเกมส์ที่ไทยเป็นเจ้าภาพขาด “ขาประจำ” ที่ถือเป็นตัวเต็งเหรียญในกีฬาบิลเลียด ส่งผลต่อการแข่งขันและอันดับเหรียญรวม ตอกย้ำว่าเกมกีฬากลายเป็นสะท้อนความตึงเครียดทางการเมืองและสังคมในภูมิภาคอย่างชัดเจน

แม้ CBSF จะไม่ปิดประตูถาวร แต่ขอให้สถานการณ์ชายแดนคลี่คลายและมีความมั่นใจด้านความปลอดภัยก่อนจะพิจารณากลับเข้าร่วมอีกครั้ง ฝ่ายไทยในฐานะเจ้าภาพจึงต้องเร่งสื่อสารรับประกันความปลอดภัยเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของซีเกมส์และภาพลักษณ์ประเทศในอนาคต

คณะอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม ครั้งที่ 16/2568 

เมื่อวานนี้ (19 พ.ย. 68) เวลา 09.00 นาฬิกา ณ ห้องประชุม CB311  ชั้น 3 อาคารรัฐสภา โดยมีนายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะอนุกรรมาธิการ มีเรื่องพิจารณา 3 เรื่อง ดังนี้

1.พิจารณาแนวทางการแถลงผลการสัมมนาเชิงปฏิบัติการคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา เรื่อง การทบทวน กำหนด และจัดทำแผนการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม ๒๕๖๘ โดยที่ประชุมมีมติให้แก้ไข การทบทวน กำหนด และจัดทำแผนการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ ตามข้อสังเกตในที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการ

2.พิจารณาประเด็นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในการเดินทางไปรับทราบข้อมูลและดูงานระหว่างวันที่ ๒๖ – ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ ณ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา และค่ายสิริธร อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบประเด็นคำถามเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

3.พิจารณาความคืบหน้าการจัดทำรายงานการพิจารณศึกษาพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ของคณะอนุกรรมาธิการ โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบตั้งคณะทำงานประกอบด้วยจำนวนสมาชิก ๑๐ ท่าน โดยมี พลเอก นักรบ บุญบัวทอง รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่สอง

“พิชิต มิทราวงศ์” หัวเรือใหญ่ SME D Bank เสนอตั้ง "ศูนย์บูรณาการเศรษฐกิจฮาลาล" ปั้น Halal Economy เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย พร้อมเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยทุกมิติ

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่เกิดขึ้นเพื่อ “อยู่ข้างเอสเอ็มอีไทย” ทั้งในมิติการเงินและการพัฒนา ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการเติมทุน เสริมความรู้ และเชื่อมโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเครื่องมือในการยกระดับธุรกิจได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญทั้งการแข่งขันระดับโลกและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

บทบาทของธนาคารภายใต้การกำกับดูแลร่วมกันของกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงการคลัง จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “ปล่อยกู้” แต่ต้องคิดและทำแบบครบวงจร เพื่อให้เอสเอ็มอีไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ที่มุ่งใช้ทั้ง “ทุน–องค์ความรู้–เทคโนโลยีดิจิทัล” ขับเคลื่อนเอสเอ็มอี โดยเฉพาะในกลุ่มฮาลาลให้กลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) กล่าวในงาน "55th Nation Group : THAILAND’s NEW PROSPECT” จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ" ช่วง Panel Discussion | Halal Economy ขุมทรัพย์ใหม่ทางเศรษฐกิจ ว่า ธนาคารภายใต้กำกับของกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงการคลัง ซึ่งถือเป็นธนาคารเพียงแห่งเดียวที่มีสองกระทรวงเป็นเจ้าสังกัดหลัก เดินหน้าหนุนผู้ประกอบการ SME ฮาลาล ยกระดับศักยภาพผ่าน “DX Platform” โดยประกาศแนวทางการดำเนินภารกิจที่ครอบคลุมทั้งภาคการเงิน การพัฒนา และการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME อย่างครบวงจร

โดยธนาคารได้วาง “สามธงสำคัญ” เพื่อขับเคลื่อนการสนับสนุนผู้ประกอบการ ได้แก่

1. การเติมทุน ซึ่งถือเป็นบทบาทหลักของธนาคาร ในการจัดเตรียมโครงการสินเชื่อและแหล่งทุนที่เหมาะสมสำหรับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในตลาดฮาลาล เพื่อให้สามารถเข้าถึงเงินทุนได้สะดวกและต่อยอดธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

โดยในส่วนของการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ประกอบด้วยโครงการสินเชื่อ "ปลุกพลัง SME" สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย วงเงินสูงสุด 1.5 ล้านบาทต่อราย เพื่อเสริมสภาพคล่องหรือลงทุนในธุรกิจ โดยอาจไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน

สินเชื่อ "Beyond ติดปีก SME" สำหรับผู้ประกอบการที่มีรายได้ต่อปีมากกว่า 2 ล้านบาท วงเงินกู้สูงสุด 15 ล้านบาทต่อราย เพื่อใช้ในการลงทุน ขยาย หรือปรับปรุงกิจการ

และสินเชื่อ "SME Green Productivity" สนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานสะอาด เช่น ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ วงเงินสูงสุด 10 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนี้มีอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 3% คงที่ 3 ปี

2. การพัฒนาผู้ประกอบการ เน้นการเตรียมความพร้อมของ SME ก่อนเข้าถึงแหล่งทุน ผ่านการอบรม ถ่ายทอดองค์ความรู้ และพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการมีศักยภาพเพียงพอในการบริหารธุรกิจ ซึ่งธนาคารให้ความสำคัญกับการยกระดับ SME ให้มีความเข้มแข็งและพร้อมเข้าสู่ยุคดิจิทัล

โดยได้พัฒนา “DX Platform” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการในรูปแบบออนไลน์ โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวมีเครื่องมือสำคัญหลายด้าน ที่ช่วยยกระดับผู้ประกอบการฮาลาลให้สามารถปรับตัวและพัฒนาธุรกิจได้ด้วยตนเอง ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมสัมมนาแบบออนไซต์เหมือนในอดีต ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดัน SME ไทยให้พร้อมแข่งขันในระดับสากล

ประกอบด้วย แพลตฟอร์ม DX by SME D Bank เป็นช่องทางบริการครบวงจร 24 ชั่วโมง, ระบบ Business Health Check ช่วยตรวจสุขภาพทางธุรกิจ, ระบบ E-Learning รวบรวมหลักสูตรความรู้ต่าง ๆ, SME D Coach ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาธุรกิจ และ SME D Market ช่องทางขยายตลาด

3. การร่วมลงทุน ธนาคารพร้อมทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและพันธมิตรทางธุรกิจ โดยการเข้าร่วมลงทุนเพื่อลดภาระทางการเงินของผู้ประกอบการ และเพิ่มโอกาสในการขยายกิจการโดยไม่ต้องพึ่งพาเงินกู้เพียงอย่างเดียว

“เราจะเดินหน้าภารกิจทั้งสามด้านอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าฮาลาล ให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน และก้าวทันโลกดิจิทัล ซึ่งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฮาลาล (Halal Economy) เป็นกลไกใหม่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในสาขาอาหาร แฟชั่น และบริการ ที่เป็นจุดแข็งของประเทศ ทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยในทุกระดับ” นายพิชิต กล่าว

นายพิชิต กล่าวว่า อยากให้มีการจัดตั้ง “ศูนย์บูรณาการเศรษฐกิจฮาลาล” (Halal Economy Integration Center) เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านนโยบายและการประสานงานแบบ Single Command โดยมีการบูรณาการร่วมกันของทุกภาคส่วน

โดยศูนย์ดังกล่าวจะทำหน้าที่กำหนดทิศทางเชิงนโยบาย มีงบประมาณรองรับ และกลไกสนับสนุนครบวงจร ทั้งด้านซัพพลายเชน แพลตฟอร์มดิจิทัล การตลาด และการส่งเสริม SME เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนา ยกระดับ และขยายสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างมั่นคง

สำหรับประวัติของนายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ถือเป็นนักการเงินสายบริหารที่สั่งสมองค์ความรู้ผ่านหลักสูตรระดับสูงหลากหลายด้าน ทั้งด้านการเมือง การปกครอง และการจัดการสมัยใหม่ เคยผ่านการอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร. รุ่นที่ 26) จากสถาบันพระปกเกล้า หลักสูตรสัมมนาผู้บริหารธนาคารและสถาบันการเงิน รุ่นที่ 30 ของสมาคมสถาบันการศึกษาการธนาคารและการเงินไทย รวมถึงหลักสูตรวิทยาการจัดการสำหรับผู้บริหารระดับสูง คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ซึ่งช่วยหล่อหลอมวิสัยทัศน์การมองภาพรวมเศรษฐกิจ สถาบันการเงิน และนโยบายสาธารณะควบคู่กันไปอย่างรอบด้าน

ด้านประสบการณ์การทำงาน นายพิชิตเริ่มเส้นทางอาชีพในธนาคารพาณิชย์เอกชน ใช้เวลากว่า 14 ปีดูแลด้านการอำนวยสินเชื่อและเงินฝาก ก่อนจะย้ายมาร่วมงานกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว. หรือ SME D Bank) ในตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มสินเชื่อนโยบาย จากนั้นเติบโตในสายบริหารอย่างต่อเนื่อง จนได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ ดูแลทั้งงานวิเคราะห์สินเชื่อ ปฏิบัติการ และสำนักกรรมการผู้จัดการ มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการสินเชื่อตามนโยบายรัฐและยกระดับระบบงานของธนาคารหลายด้าน ก่อนที่คณะกรรมการธนาคารจะมีมติเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 แต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้จัดการ SME D Bank โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2567 ถือเป็น “ลูกหม้อ” ที่เติบโตจากการทำงานหน้างานจริงจนก้าวขึ้นมานำทัพเอสเอ็มอีไทยในปัจจุบัน

 

‘ปูติน’ ประกาศกร้าว!! รัสเซียต้องมี AI เป็นของตัวเอง ไม่ขอพึ่งเทคโนโลยีต่างชาติ ชี้เอไอมีผลต่อข้อมูลและความคิดคน เตรียมตั้งศูนย์กลางคุมพัฒนาทั่วประเทศ

(20 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียย้ำว่า ประเทศไม่สามารถ “ฝากอนาคตไว้กับเอไอของต่างชาติได้” เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอธิปไตยของชาติ ทั้งด้านความมั่นคง เทคโนโลยี และค่านิยมของสังคม เขากล่าวในงานประชุมด้านปัญญาประดิษฐ์ “AI Journey” ที่กรุงมอสโกว่า รัสเซียต้องระวังไม่ให้เกิดการพึ่งพาระบบที่ถูกควบคุมโดยประเทศอื่นในระดับที่เป็นปัญหา

ปูตินระบุว่า รัสเซียต้องมีเทคโนโลยีเอไอเชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) เป็นของตัวเอง ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานจนถึงผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะ “โมเดลภาษาระดับชาติ” ทั้งแบบขนาดใหญ่ที่ใช้ทั่วไป และแบบเฉพาะทางในอุตสาหกรรม เขาย้ำว่า โมเดลเหล่านี้ต้องถูกออกแบบ ฝึกสอน และทดสอบโดยผู้เชี่ยวชาญชาวรัสเซียทั้งหมด เพื่อให้ประเทศควบคุมทิศทางและมาตรฐานได้เอง

เขาชี้ว่า ตอนนี้ไม่ใช่แค่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีที่แข่งกันเรื่องเอไออีกต่อไป แต่ “ทั้งประเทศทั้งรัฐ” ต่างก็เร่งพัฒนาโมเดลเอไอของตัวเอง เพราะเอไอกำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระจายข้อมูล มีผลต่อทัศนคติและมุมมองของผู้คน และอาจกำหนดทิศทางความคิดของทั้งประเทศได้ หากไปพึ่งพาระบบต่างชาติ ก็อาจเสี่ยงให้คนอื่นมามีอิทธิพลกับข้อมูลในประเทศ

นอกจากนี้ ปูตินยังเสนอให้ตั้ง “ศูนย์บัญชาการกลางด้านเอไอ” เพื่อทำหน้าที่วางแผนและประสานงานการพัฒนาอุตสาหกรรมเอไอของรัสเซีย พร้อมกล่าวชมผลิตภัณฑ์จากสแบร์แบงก์ (Sberbank) และยานเดกซ์ (Yandex) ว่าอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก เขาทสรุปว่า เทคโนโลยีเอไอเชิงสร้างสรรค์คือยุทธศาสตร์สำคัญของอนาคต และรัสเซียต้องเดินหน้าอย่างต่อเนื่องบนเส้นทางนี้ โดยไม่ปล่อยให้ตัวเองต้องพึ่งพาเอไอต่างชาติในเรื่องที่มีความสำคัญต่อประเทศ

“อุทยานแห่งชาติภูเวียง” คว้ารางวัล “สุดยอดส้วมสาธารณะแห่งปี 2568 ระดับประเทศ” 1 ใน 13 หน่วยงานต้นแบบส้วมสาธารณะไทย ตอกย้ำมาตรฐานบริการนักท่องเที่ยวสู่ระดับสากล

เมื่อวานนี้ (19 พ.ย. 68) ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร นายสุธรรม วงษ์จันทร์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ได้เข้ารับมอบโล่รางวัล "สุดยอดส้วมสาธารณะแห่งปี 2568 ระดับประเทศ (Best Public Toilet of the Year 2025)" จากนายวรโชติ สุคนธ์ขจร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจัดโดยกรมอนามัย โดยอุทยานแห่งชาติภูเวียงเป็นหนึ่งใน 13 หน่วยงานทั่วประเทศที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้

หน่วยงานที่เข้ารับรางวัล 13 แห่ง ได้แก่
▪️ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย
▪️ โรงพยาบาลตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์
▪️ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเกศกาสร
▪️ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ จังหวัดปทุมธานี
▪️ สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสงคราม
▪️ สถานีบริการน้ำมัน บริษัท สมศักดิ์แกลง 1983 จำกัด
▪️ อุทยานแห่งชาติภูเวียง จังหวัดขอนแก่น
▪️ พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน)
▪️ สำนักงานขนส่งจังหวัดสุรินทร์ สาขาอำเภอรัตนบุรี
▪️ สถานีบริการน้ำมันดีเยี่ยมบางจาก บริษัท ดีเยี่ยมอุบล คนรักดี จำกัด
▪️ วัดขจรรังสรรค์ จังหวัดภูเก็ต
▪️ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล หาดใหญ่
▪️ สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น สาขาพระราม 2 48

อุทยานแห่งชาติภูเวียงได้ดำเนินการพัฒนาและปรับปรุงห้องน้ำและห้องสุขาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ตามมาตรฐาน "สะอาด เพียงพอ ปลอดภัย (HAS)" ของกรมอนามัย และยกระดับมาตรฐานเข้าสู่การเป็นสุดยอดส้วมสาธารณะแห่งปี ประจำปี 2568 เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทุกเพศ ทุกวัย รวมทั้งผู้สูงอายุ หญิงมีครรภ์ ผู้พิการและทุพพลภาพ ให้สามารถเข้าถึงส้วมที่สะอาด ปลอดภัย อย่างเท่าเทียมตามมาตรฐานสากล

การพัฒนาส้วมสาธารณะของอุทยานแห่งชาติภูเวียงมีจุดเด่นในการออกแบบที่เน้นโทนสีที่เข้ากันกับบริบทพื้นที่ คำนึงถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีการใช้แสงธรรมชาติ และการทำช่องระบายอากาศอย่างเหมาะสม สร้างบรรยากาศที่สะดวกสบายและปลอดภัยสำหรับผู้ใช้บริการทุกคน 

รางวัลนี้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของอุทยานแห่งชาติภูเวียงในการยกระดับคุณภาพการให้บริการนักท่องเที่ยว และเป็นต้นแบบแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่ให้ความสำคัญกับสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีคุณภาพ สะอาด และเป็นมิตรกับทุกคน

จีนซัดญี่ปุ่นกลางยูเอ็น แทรกแซงกิจการภายในของจีน สร้างความร้าวฉานพูดเรื่องไต้หวัน ไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นสมาชิกถาวร ของคณะความมั่นคงฯ UNSC

(20 พ.ย. 68) เหมาหนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวว่าซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น ได้แสดงความคิดเห็นที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับไต้หวันอย่างเปิดเผย และแทรกแซงกิจการภายในของจีนอย่างรุนแรง ประเทศเฉกเช่นนี้ไม่สามารถแบกรับความรับผิดชอบในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศได้ และไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC)

เมื่อวันอังคาร (18 พ.ย.) ผู้แทนถาวรของจีนประจำสหประชาชาติกล่าวระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติประเด็นการปฏิรูปคณะมนตรีความมั่นคงว่า ญี่ปุ่นไม่มีคุณสมบัติที่จะเรียกร้องเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคง

เหมาเผยว่ากฎบัตรสหประชาชาติระบุว่าคณะมนตรีความมั่นคงมีหน้าที่รับผิดชอบหลักในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ โดยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้เปิดฉากสงครามเลวร้ายที่สร้างหายนะร้ายแรงต่อประชาชนในเอเชียและโลก อย่างไรก็ดี จวบจนทุกวันนี้ญี่ปุ่นยังไม่ได้ถอดบทเรียนจากอาชญากรรมสงครามของตนอย่างถ่องแท้ ยังมีผู้ที่ส่งเสริมมุมมองที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 ไปเยือนศาลเจ้ายาสุคุนิ รวมทั้งบิดเบือน ปฏิเสธ หรือแม้กระทั่งยกย่องประวัติศาสตร์การรุกรานของตน

เหมากล่าวว่าเมื่อไม่นานนี้ทาคาอิจิได้แสดงความคิดเห็นที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับไต้หวันอย่างเปิดเผย แทรกแซงกิจการภายในของจีนอย่างรุนแรง เหยียบย่ำกฎหมายระหว่างประเทศและบรรทัดฐานพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมทั้งท้าทายระเบียบระหว่างประเทศหลังสงคราม

เหมาระบุว่าประเทศเฉกเช่นนี้ไม่สามารถแบกรับความรับผิดชอบในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศได้ และไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

เพจดังแฉ “ดาราตัวแม่” เปิดเคสดราม่าบันเทิง ชวนเพื่อนลงทุน ดอกเบี้ยลวง ยอดเสียหายกว่า 400 ล้านบาท ผู้เสียหายเตรียมแจ้งความตำรวจ

(20 พ.ย. 68) เพจดังในโลกออนไลน์เผยเคสดราม่าครั้งใหญ่ของวงการบันเทิงไทย ระบุว่า "ดาราสาวตัวแม่" คนหนึ่งถูกกล่าวหาชักชวนเพื่อนสนิทและดาราร่วมวงการให้ร่วมลงทุน โดยรับปากผลตอบแทนในรูปแบบ "ดอกเบี้ยและปันผล" แต่กลับเกิดปัญหาเบี้ยวหนี้จนมูลค่าความเสียหายรวมพุ่งกว่า 400 ล้านบาท กลายเป็นแรงสั่นสะเทือนในกลุ่มเพื่อนคนบันเทิงและสังคมออนไลน์

ต้นเหตุของดราม่าน้ำท่วมโซเชียลมาจากโพสต์ในเพจ "ท่านเปา" ที่เปิดประเด็นว่า ดาราสาวระดับแถวหน้าคนหนึ่งใช้สถานะความสนิทชักชวนให้ร่วมลงทุนพร้อมการันตีผลตอบแทนที่น่าดึงดูด อย่างไรก็ตาม มีผู้ร้องเรียนว่าดอกเบี้ยเริ่มล่าช้าหรือไม่ได้รับตามกำหนด รวมถึงบางรายถูกยืมเงินเพิ่มแต่เงียบหาย ทำให้เกิดความขัดแย้งในกลุ่มเพื่อน

โมเดลลงทุนใช้ชื่อเสียงและความใกล้ชิดสร้างความน่าเชื่อถือ บอกว่าจะนำเงินไปหมุนในธุรกิจและให้ผลตอบแทนเป็น "ดอกเบี้ย" และ "ปันผล" จากกำไร ผู้ลงทุนบางรายได้รับผลตอบแทนในช่วงแรกจึงเพิ่มเงินลงทุน บางคนใช้เงินเก็บตลอดชีวิต จนมูลค่าความเสียหายเฉลี่ยรายละหลักสิบถึงหลักร้อยล้านบาท รวมกันเกิน 400 ล้านบาท แต่ความเสียหายส่งผลลึกถึงบางคนจน "ชีวิตการเงินพัง" จากความไว้วางใจนี้

หลังพยายาม "เคลียร์กันหลังบ้าน" กลุ่มผู้เสียหายเริ่มรวบรวมหลักฐานเตรียมแจ้งความกับตำรวจในข้อหาฉ้อโกงหรือผิดสัญญาทางแพ่ง ขณะเดียวกัน สื่อกระแสหลักยังไม่เผยชื่อดาราสาวตัวแม่อย่างเป็นทางการ ส่วนฝ่ายถูกกล่าวหายังไม่ได้ออกมาตอบโต้ ขณะเดียวกันมีคนดังบางรายถูกโยงชื่อ ต้องออกมาปฏิเสธ "ไม่ใช่วุ้นแน่นอน 1000%" พร้อมเตรียมดำเนินคดีหากมีการพาดพิงเท็จ สะท้อนว่าข่าวลือในโซเชียลส่งผลกระทบต่อชีวิตหลายคน

สถานะปัจจุบันยังเป็นเพียง "ข้อกล่าวหา" รอผลสอบสวนจากหน่วยงานยุติธรรมที่อาจนำเข้าสู่กระบวนการต่อไป สังคมต้องติดตามว่าเรื่องจะจบลงในทิศทางใด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top