Saturday, 18 July 2026
Hard News Team

อนาคตไทยเสี่ยงเผชิญภัยลูกครึ่งกะเหรี่ยง ชาวแอฟริกันหันเข้าร่วมกองกำลังชาติพันธุ์ หลังถูกกลุ่มธุรกิจมืดชายแดนเมียนมาลอยแพ อาจเป็นปัญหาใหญ่ชายแดนไทยในอนาคต

หลังจากที่มีข่าวว่ากองทัพเมียนมาปราบปรามสแกมเมอร์แถบชายแดนไทยในรัฐกะเหรี่ยงหนัก จนมาวันนี้เอย่าได้มีโอกาสคุยกับอดีตสแกมเมอร์คนหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันเขาเลิกที่จะเป็นสแกมเมอร์แล้วและพร้อมจะแชร์เรื่องราวเหล่านี้ให้คนได้รู้กัน ต่อไปนี้จะขอเรียกแหล่งข่าวคนนี้ว่า วิน ตามชื่อเล่นของเขานะคะ

รู้หรือไม่สแกมเมอร์ไม่มีคำว่าโดนหลอกไป

คำแรกที่เอย่าได้ยินจากวิน แล้วทำให้สะดุดหูเลย วินบอกว่าในเขตสแกมเมอร์ไม่ได้เลวร้ายทุกคน เขาไม่ได้บังคับเราเป็นทาสนะ มันมีทั้งบริษัทดีและเลว ทุกคนที่ไปเขารู้อยู่แล้วว่าเข้าไปทำงานอะไรเพราะค่าคอมมิชชันที่เขาจ่ายนี่ดีมาก และเป็นขั้นบันได ตั้งแต่ 10%-30% สรุปทำมากได้มากนั่นเอง แต่ถ้าทำไม่ได้ถ้าบริษัทดี ๆ เขาก็ปล่อยตัวกลับนะ ถามว่าไอ้ที่บอกหนี ๆ มาเนี่ย ถ้ากองกำลังเขาเอาจริงคิดว่าจะรอดหรอ แต่มันก็มีบริษัทเลว ๆ ที่ทำไม่ได้ก็กักขัง ทุบตี มันก็มี

อ้าว....งั้นชีวิตสแกมเมอร์ก็สบายสิ

ถามว่าสบายไหมมันก็ดีนะมีทุกอย่างยิ่งเราเป็นผู้ชาย ที่นี่มีครบ เหล้า ยาเสพติด หญิงขายบริการทั้งมาจากไทยและต่างประเทศ แต่ราคาสูง อีกอย่างคืออิสระที่มีมันมีวงขอบจำกัด ทุกคนอยู่ภายใต้การจับตามองของกลุ่มอารักขา  ถ้ามองว่าดีก็ดี ถ้ามองว่าน่ากลัวหรือเป็นทาสมันก็มองได้เช่นกัน

อ้าว...แล้วทำไมถึงกลับมาละ

ก็อย่างว่าอยู่ที่นั่นเราเจอคนหลากหลาย มีทั้งพวกทีาดีและพวกที่น่ากลัวอย่างเดี๋ยวนี้พวกนิโกรจากแอฟริกาเดินในแหล่งสแกมเมอร์ยั้วเยี้ยไปหมดพวกนี้น่ากลัว พอทำงานไม่ได้ พวกจีนมันทิ้งเลยนะ อย่างเราคนไทยยังหนีมาได้ พวกนั้นไม่มีใครมารับ รัฐบาลประเทศพวกเขาไม่สนใจ สุดท้ายพวกนี้ก็ไปเข้าร่วมกับ  KNU, DKBA และ BGF เป็นครูสอนภาษาอังกฤษบ้าง สอนการใช้อาวุธบ้าง ถามว่า KNU ตอบแทนด้วยอะไรละ นอกจากเงิน ก็นารี ยาเสพติด พวกนี้เวลามีเพศสัมพันธ์เขาไม่ได้ป้องกันนะ อีกไม่เกิน 20 ปี เรทคงได้เห็นลูกครึ่ง แอฟริกันกะเหรี่ยงยั้วเยี้ยเต็มแม่สอดหรือเมียวดี ถือปืนกู้เอกราชให้กะเหรี่ยงเป็นแน่ แล้วยิ่งตอนนี้ฝั่ง กะเหรี่ยงเริ่มมีการสร้างอัตลักษณ์ชาตินิยม ถ้าไม่เข้าใจก็ให้มองภาพ มลายูปาตานี เป็นตัวอย่าง นี่แหละมาแนวเดียวกันเลย ไม่ต้องห่วงไม่นานเกินรอไทยอาจจะต้องเปิดศึกกับกะเหรี่ยงเรื่องแย่งดินแดนเป็นแน่แท้

สุดท้ายเอย่าจึงถามคุณวินต่อว่า "แล้วทำไมไทยเรามองว่าคนไปทำสแกมเมอร์คือเหยื่อ"

คำนี้ที่ฝั่งไทยอ้างว่าเราคือเหยื่อก็อาจจะเพราะไทยไม่อยากไปเปลืองงบประมาณกับคนเหล่านี้กระมัง เพราะทั้งจีน อินเดียมีการส่งเครื่องบินไปรับคนของตนมาดำเนินคดี แต่ในขณะที่ไทยไม่เลย

เอย่าเคยคุยกับแอดมินเพจมองพม่าเขาเคยบอกว่าเขาเคยช่วยคนหลายคนเช่นกันที่อ้างว่าโดนหลอกไปทำงานในฉ่วยก๊กโกและ เคเคปาร์ค คนเหล่านั้นมักอ้างว่าโดนล่อลวง แต่แปลกตรงที่เมื่อคนเหล่านี้กลับมาไทยไม่นานก็อยากเดินทางกลับไปอีก โดยผู้หญิงหลายคนจะอ้างว่าที่กลับไปเพราะแฟนชาวจีนมาง้อขอคืนดี แต่เอย่ามองว่ารสเงินสแกมเมอร์มันหอมหวานเกินไปก็เท่านั้นเอง

 

AI จะมาฆ่าชนชั้นกลาง จริงหรือ? อดีตผู้บริหาร Google X ไขคำตอบ...พร้อมมองอนาคต 2 ปีข้างหน้า เปรียบเป็น “ช่วงเวลานรก” ของมนุษยชาติ เมื่อเอไอเริ่มเข้ามาแทนที่พนักงานกินเงินเดือน

(24 พ.ย. 68) โม กอว์ดัต (Mo Gawdat) อดีตประธานฝ่ายธุรกิจของ Google X ออกมาเตือนแรงว่า การมาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังจะพลิกโลกการทำงานครั้งใหญ่ อาชีพจำนวนมากอาจหายไป คนตกงานพุ่ง และสังคมปั่นป่วน โดยเฉพาะ “ชนชั้นกลาง” ที่เขามองว่าอาจหายไปจากระบบเศรษฐกิจ เหลือเพียงคนรวยสุด 0.1% และ “ชาวนา” หรือคนส่วนใหญ่ที่แทบไม่มีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ กอว์ดัตระบุว่า “นรกของสังคมมนุษย์” จะเริ่มนับตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป เมื่อเอไอเริ่มเข้ามาแทนที่มนุษย์เงินเดือนอย่างรวดเร็ว ทั้งงานโปรแกรมเมอร์ ซีอีโอ ไปจนถึงนักจัดพอดแคสต์เองก็ไม่รอด โมเล่าว่า สตาร์ตอัปเอไอด้านความสัมพันธ์ของเขาที่ชื่อ Emma.love ใช้ทีมเพียง 3 คน แต่ถ้าเป็นยุคก่อนต้องใช้คนราว 350 คน สะท้อนให้เห็นว่าการสร้างธุรกิจขนาดใหญ่ในยุคเอไอต้องการ “แรงงานมนุษย์” น้อยกว่าที่เคยเป็น

เขาระบุอีกว่า “อีก 15 ปีจากนี้จะเป็นช่วงเวลานรก ก่อนที่เราจะไปถึงสวรรค์” เพราะคนจำนวนมากยังไม่พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลง ทั้งเรื่องการสูญเสียอาชีพ รายได้ และ “ความหมายของชีวิต” เขาคาดว่าจะเห็นปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มขึ้น ความเหงาหนักขึ้น และความแตกแยกในสังคมลึกขึ้นกว่าเดิม เมื่อคนรู้สึกว่าไม่มีที่ยืนและไม่มีบันไดให้ปีนขึ้นไปอีกต่อไป

“หากคุณไม่อยู่ในกลุ่มคนบนสุดเพียง 0.1% ของสังคม ก็เสี่ยงจะถูกผลักไปอยู่ด้านล่างโดยปริยาย เพราะเอไอระดับสูง (AGI) จะเก่งกว่ามนุษย์แทบทุกอย่าง แม้แต่บริหารบริษัทในตำแหน่งซีอีโอ สิ่งที่หลายคนไม่คิด คือเอไอไม่ได้มาแย่งงานแค่แรงงานระดับล่าง แต่มันจะขึ้นมาแทนที่พวกเขาเองด้วย” โม กอว์ดัต กล่าว

คำเตือนนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลในวงการเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนหน้านี้ ดร.เจฟฟรีย์ ฮินตัน (Geoffrey Hinton) “บิดาแห่งเอไอ” ก็ออกมาเตือนว่า เอไออาจพัฒนาภาษาภายในของตัวเองขึ้นมาใช้คุยกัน จนมนุษย์ไม่สามารถเข้าใจหรือรู้ได้เลยว่าเครื่องจักรกำลังคิดอะไรอยู่ เขายอมรับว่าเอไอทุกวันนี้แสดงให้เห็นแล้วว่ามันสามารถ “คิดเรื่องน่าสะพรึงกลัวได้” และในอนาคตมนุษย์อาจตามไม่ทันรูปแบบการคิดของมัน

ด้านงานวิจัยและสถาบันการเงินหลายแห่งก็เริ่มชี้ว่าความเสี่ยงนี้ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน ย้อนกลับไปปี 2023 โกลด์แมน แซคส์ บริษัทให้บริการทางการเงินข้ามชาติสัญชาติอเมริกัน เคยเตือนว่าเอไออาจทำให้คนตกงานสะสมถึง 300 ล้านตำแหน่งทั่วโลก และผู้เชี่ยวชาญบางรายคาดว่าในไม่กี่ปีข้างหน้า งานสำนักงานระดับเริ่มต้นอาจหายไปครึ่งหนึ่ง ขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนมองว่าเอไอจะไม่ได้ฆ่าทุกอาชีพในทันที แต่จะ “รื้อ–จัดใหม่” โครงสร้างงาน แยกระหว่างงานที่เอไอทำแทนได้ทั้งหมด กับงานที่ยังต้องใช้มนุษย์เป็นตัวหลัก

ท่ามกลางคำเตือนที่ฟังดูมืดมน ผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานจำนวนหนึ่งเสนอว่า สิ่งสำคัญตอนนี้คือ การออกแบบนโยบายและโมเดลธุรกิจให้เอไอมาช่วย “เสริม” คนทำงาน ไม่ใช่ใช้แทนทั้งหมด เช่น ให้เอไอทำงานเอกสารซ้ำ ๆ แล้วมนุษย์ไปโฟกัสงานสร้างสรรค์ งานคิดเชิงกลยุทธ์ และงานที่ต้องใช้ความเข้าใจมนุษย์สูง พร้อมผลักดันการพัฒนาทักษะใหม่ ๆ อย่างจริงจัง หากทำได้ เอไออาจไม่ใช่จุดจบของชนชั้นกลาง แต่กลายเป็นโอกาสสร้าง “งานแบบใหม่” ที่มีรายได้และศักดิ์ศรีไม่แพ้เดิม

3 แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน

เปิดตัวแล้ว!! แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน นำโดย เท้ง - ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค, ไหม - ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคฝ่ายนโยบาย และ ต้น - วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคฝ่ายยุทธศาสตร์

 

หนุ่มใหญ่ชาวสุราษฎร์ธานี ผู้มุ่งมั่นสู่เส้นทางการเมืองพิจิตร เสนอตัวลงชิงเก้าอี้ สส. เขต 3 หลังเคยได้รับเลือกเป็น สจ. มาแล้ว

ลิขิต มุกดา หนุ่มใหญ่ชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี ยังคงแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงบนเส้นทางการเมือง แม้จะไม่ใช่คนพื้นถิ่นโดยกำเนิด แต่ด้วยประสบการณ์และการทำงานที่ยาวนานในจังหวัดพิจิตร ทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่รู้จักและผูกพันกับพื้นที่อย่างลึกซึ้ง

ลิขิตจึงได้รับรู้การทาบทามจากรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ภาคเหนือ) ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.พิจิตรแบบแบ่งเขต เขต 3 (อ.บางมูลนาก-อ.โพทะเล- อ.บึงนาราง-อ.โพธิ์ประทับช้าง) ซึ่งได้เสนอตัวต่อพรรคไปแล้ว รอผ่านคณะกรรมการสรรหา และเข้าสู่คณะกรรมการบริหารพรรคต่อไป

ลิขิตเริ่มต้นสนใจการเมืองมาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา เป็นนักศึกษากิจกรรม เข้าสู่เส้นทางการเมืองจากการเข้ามาช่วยงาน พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์อดีตรัฐมนตรีผู้มีบทบาทสำคัญในหลายกระทรวง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้มีอิทธิพลทางการเมืองของภาคกลางในยุคนั้น การได้คลุกคลีและเรียนรู้การเมืองระดับประเทศอย่างใกล้ชิด ทำให้ลิขิตมีมุมมองและความเข้าใจเชิงโครงสร้างทางการเมือง และมองเห็นปัญหาที่ชัดเจนขึ้น เขาจึงมุ่งมั่นที่จะเข้าไปสู่โครงสร้างทางการเมือง เพื่อมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา

เมื่อใช้ชีวิตและทำงานในพิจิตรอย่างต่อเนื่อง ลิขิตตัดสินใจก้าวลงสู่เวทีเลือกตั้งท้องถิ่น สมัครเป็นสมาชิกสภาจังหวัดพิจิตร (สจ.) ซึ่งเขาเคยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนจนได้รับเลือกตั้งมาแล้ว ประสบการณ์ในระดับท้องถิ่นทำให้เขารู้ปัญหาเชิงพื้นที่อย่างแท้จริง

นอกจากบทบาททางการเมือง เขายังทำธุรกิจ โรงไม้ อยู่ใน จังหวัดเพชรบูรณ์ เพชรบุรี สร้างความเชื่อมโยงกับชุมชน และช่วยให้เขารู้จักวิถีชีวิตของประชาชนทุกระดับ

ปัจจุบัน ลิขิต มุกดา ได้เสนอตัวต่อ พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อขอรับพิจารณาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิจิตร ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป โดยมีเป้าหมายชัดเจนว่า ต้องการนำประสบการณ์กว่า 20 ปีในพื้นที่ มาต่อยอดเป็นการทำงานระดับประเทศ เพื่อพัฒนาพิจิตรให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

แม้ในสถานการณ์ขาลงของพรรคประชาธิปัตย์ ลิขิตก็ไม่เคยทิ้งพรรค วันนี้เมื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กระแสนิยมของพรรคเริ่มดีขึ้นตามลำดับ เมื่อได้รับการทาบทาม “ลิขิต” จึงไม่ลังเลใจที่จะประสงค์ลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็น สส.พิจิตร

ประสบการณ์ทางการเมืองในการดูแลการเลือกตั้งที่ยาวนาน ตั้งแต่สมัย พล.ต.สนั่น มาจนถึงไพฑูรย์ แก้วทอง ลิขิตมองเห็นช่องทางเอาชนะไม่ยาก แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับประชาชนชาวพิจิตรว่าคิดอย่างไร
 

เทศกาลกิน ‘ปลาท่องเที่ยว’ ของดีหายาก ความอร่อยแห่งทะเลสาบสงขลา กับเอกลักษณ์ สดหวาน เนื้อนุ่ม เด็ดทุกเมนู หนึ่งปีมีครั้งเดียวสายชิมไม่ควรพลาด

เทศกาลกิน “ปลาท่องเที่ยว” แห่งทะเลสาบสงขลา ของอร่อยที่มีให้ชิมเฉพาะฤดูกาล

หากพูดถึงของดีประจำทะเลสาบสงขลา หลายคนต้องนึกถึง “กุ้ง-ปลาท่องเที่ยว” ปลาท่องเที่ยวเป็นปลาน้ำจืดพื้นถิ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องความสด หวาน เนื้อนุ่ม และจะมีให้ลิ้มลองเฉพาะช่วง หน้าน้ำหลาก หรือช่วงที่ปลา “ท่องเที่ยว” เข้าสู่ทะเลสาบตามวิถีธรรมชาติ ทำให้แต่ละปีมีช่วงเวลาให้ชิมไม่ยาวนัก ใครเป็นสายอาหารพื้นบ้านสายปลา ถือว่าพลาดไม่ได้

ทำไมปลาท่องเที่ยวถึงอร่อยที่สุด?

ปลาท่องเที่ยวในทะเลสาบสงขลาเติบโตตามธรรมชาติ เนื้อปลามีความแน่นหวาน ไม่มีกลิ่นคาวมาก และเมื่อนำมาปรุงอาหารจึงให้รสชาติที่เข้มข้นแบบดั้งเดิม ทั้งแบบแกงร้อน ๆ หรือทอดกรอบก็อร่อยไม่แพ้กัน

เมนูเด็ดจากปลาท่องเที่ยว

หนึ่งในเสน่ห์ของปลาท่องเที่ยวคือ “ทำอะไรก็อร่อย” และปรับได้หลายสไตล์ เช่น
    •แกงส้มปลาท่องเที่ยว
รสจัดจ้าน หอมพริกแกง ผสมความหวานธรรมชาติของเนื้อปลา กินกับข้าวสวยร้อน ๆ ฟินสุด
    •ต้มส้มมะขาม
น้ำซุปหวานอมเปรี้ยวแบบโบราณ เนื้อปลานุ่มชุ่มซุป เหมาะกับคนที่ชอบรสละมุน
    •ปลาท่องเที่ยวแดดเดียวทอด เนื้อปลาเค็มนิด ๆ แห้งกำลังดี ทอดกรอบหอม กินกับข้าวต้มยามเช้าหรือข้าวสวยก็เข้าที
    •ปลาท่องเที่ยวทอดขมิ้น เมนูบ้าน ๆ แต่รสชาติเฉียบ ขมิ้นและกระเทียมพริกไทยช่วยดึงรสปลาให้เด่นขึ้นไปอีกขั้น สายดื่มก็จะเหมาะที่จะเป็นกับแกล้มได้อย่างดี

ช่วงนี้หากอยากลอง…มีให้กินแล้ว!

ช่วงนี้ปลาท่องเที่ยวกำลังออกสู่ตลาดสดและร้านอาหารหลายแห่ง โดยเฉพาะ ร้านมะม่วงเบา อำเภอสิงหนคร ที่นำปลาท่องเที่ยวมาปรุงเป็นเมนูตามฤดูกาล สดใหม่ทุกวัน ใครผ่านแถวนั้นบอกเลยว่าห้ามพลาด หรือร้านอาหารที่เกาะยอก็มีให้ลิ้มลอง

ใครกำลังวางแผนทริป กินเที่ยวในสงขลา ช่วงนี้คือเวลาทองของ “เทศกาลกินปลาท่องเที่ยว” ของดีหายาก ปีหนึ่งมีครั้งเดียว อร่อย สด และสะท้อนวิถีอาหารพื้นบ้านแท้ ๆ ลองไปพิสูจน์ด้วยตัวเองแล้วจะรู้ว่าทำไมคนพื้นที่ถึงรอคอยทุกปี!

กล่าวสำหรับร้านมะม่วงเบา ตั้งอยู่ใน อ.สิงหนครในบรรยากาศแบบบ้านๆ แต่ฝีมืออาหารไม่ธรรมดา ใหม่ สด โดยเชฟในหมู่บ้าน เจ้าของร้านก็ใจดี ใจถึง เด็กเสิร์ฟสุภาพเรียบร้อย

ใกล้ปีใหม่แล้ว ถ้าจะไปจัดเลี้ยงเป็นหมู่คณะ ก็มีห้องประชุม ห้องจัดเลี้ยง หรือจะเลือกบรรยากาศแบบโอเพ่นก็มีให้เลือกหลายมุม สัมผัสกับบทเพลงจากนักร้องสาวเสียงหวาน

 

‘จิตรเทพ เนื่องจำนงค์’ ร่วมถ่ายทอดกลยุทธ์ ในงานสัมมนา “New Exporter from Expert” เสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย ชี้เป้าตลาดส่งออกใหม่จากผู้รู้จริง

‘จิตรเทพ เนื่องจำนงค์’ ประธานที่ปรึกษาสมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย (TEMA) เปิดงานใหญ่ “New Exporter from Expert – เปิดตลาดส่งออกใหม่จากผู้รู้จริง” ณ SCBX Next Tech สยามพารากอน

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ณ SCBX Next Tech ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน งานสัมมนาเชิงปฏิบัติการภายใต้ชื่องาน “New Exporter from Expert – เปิดตลาดส่งออกใหม่จากผู้รู้จริง” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง SCB SME และ สมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย (TEMA) ได้จัดขึ้นเพื่อมอบองค์ความรู้เชิงปฏิบัติแก่ผู้ประกอบการ SME ที่ต้องการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ

ในการกล่าวเปิดงานครั้งนี้ มีผู้บริหารระดับสูงและผู้ทรงคุณวุฒิร่วมกล่าวเปิด ได้แก่
    • คุณจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ประธานที่ปรึกษาสมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย (TEMA) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ขึ้นกล่าวเปิดงานและชี้ให้เห็นถึงแนวทางและความสำคัญของการส่งออกต่อการเติบโตของ SME ไทย
    • คุณศุภฤทธิ์ เมฆอรุณกมล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Business Banking L1 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกล่าวถึงบทบาทของสถาบันการเงินในการสนับสนุนเครื่องมือทางการเงินและการให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการส่งออก
    • ว่าที่ร้อยตรี กิตติพันธ์ มูลศรีชัย นายกสมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย (TEMA) ให้ภาพรวมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและสถาบันการเงินเพื่อผลักดัน SME ไทยสู่เวทีโลก

ในช่วงกล่าวเปิดงาน ผู้กล่าวได้เน้นย้ำประเด็นสำคัญหลายประการ ได้แก่
    • การส่งออกเป็นช่องทางสำคัญในการขยายฐานลูกค้าและเพิ่มความยืดหยุ่นทางรายได้ให้กับ SME ไทย
    • โอกาสจากตลาดเกิดใหม่และช่องทางดิจิทัลที่ช่วยลดข้อจำกัดด้านต้นทุนและการเข้าถึงลูกค้าต่างประเทศ
    • ความร่วมมือด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ โลจิสติกส์ และเครื่องมือทางการเงินที่จำเป็นต่อการขยายตลาดอย่างยั่งยืน

งานสัมมนาในครั้งนี้ยังประกอบด้วยหัวข้อที่สำคัญที่ออกแบบมาเพื่อผู้ประกอบการ ได้แก่ การอัปเดตเศรษฐกิจ แนวโน้มตลาด การแชร์ประสบการณ์การเปิดตลาดของผู้ประกอบการจริง การอภิปรายเชิงลึกจากผู้รู้ในอุตสาหกรรม และการให้ความรู้ด้านกลยุทธ์บริหารความเสี่ยง
 

‘จิรวัฒน์ เดชาเสถียร’ เล่าเรื่องสะพานบุญ หมอหนุ่มจากน่านขอเครื่องมือรักษา ผู้บริหารน้ำหวาน ‘ติ่งฟง’ มอบ 1 ล้านช่วยทันที ซื้อเครื่องมือแพทย์ส่งต่อความหวังสู่ 2 จังหวัด

‘จิรวัฒน์ เดชาเสถียร’ เล่าเรื่องการเป็นสะพานบุญ จากคำขอหมอหนุ่มน่าน สู่การช่วยเหลือจริง ผู้บริหารติ่งฟง มอบเงิน 1 ล้านบาท ซื้อเครื่องมือแพทย์ ช่วยโรงพยาบาลน่าน–ขอนแก่น หลังน้ำท่วมใหญ่

(23 พ.ย. 68) นายจิรวัฒน์ เดชาเสถียร ผู้เชี่ยวชาญการขาย การตลาดพฤติกรรมผู้บริโภคและการจัดการค้าปลีกค้าส่งในตลาดอาเซียน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จากน่าน สู่ขอนแก่น

เสียงเรียกจากคุณหมอหนุ่ม แห่งโรงพยาบาลจังหวัดน่าน เล่าให้ผมฟังว่าหลังจากน้ำท่วมใหญ่ ต้องส่งตัวคนไข้เพื่อไปทำสแกนร่างกายและรักษาที่โรงพยาบาลเชียงใหม่ เพราะน้ำท่วมจนเครื่องมือพังหมด และอยากขอความช่วยเหลือในการซื้อเครื่องผ่าตัดนิ่วในไตขนาดเล็กให้

แววตาที่มุ่งมั่น ความตั้งใจเกินร้อยของหมอหนุ่มที่มีปณิธานช่วยคน ทำให้ผมรับปากว่าจะหาทางช่วย ผมกลับจากน่าน นำเรื่องนี้มาให้ทางผู้บริหารน้ำหวานติ่งฟงทราบด้วยความเกรงใจ  ปรากฏว่าไม่มีคำปฏิเสธใดเลยจากคุณเสาวณีย์ พร้อมถามว่าราคาเครื่องนึงเท่าไร  ผมเองรู้ว่าราคาสูงถึง 5 แสนบาท แต่ก็เรียนท่านตรงไปตรงมา ท่านกลับแจ้งผมว่าทางผู้บริหารจะให้เงิน 1 ล้านบาท เพื่อไปทำบุญช่วยเหลือผู้ยากไร้ตามวัตถุประสงค์ที่กล่าวเรียน  ผมนี่ดีใจมากที่ได้มีโอกาสเป็นสะพานบุญครั้งนั้น  และขออนุญาต แบ่งเงินเป็นสองก้อนเพื่อช่วยโรงพยาบาลพล จังหวัดขอนแก่นอีกที่หนึ่ง

วันนี้มีโอกาสทยอยส่งมอบเครื่องมือดังกล่าวที่ขอนแก่นและจะส่งมอบที่จังหวัดน่านในลำดับต่อไป

ผมแจ้งผู้บริหารโรงพยาบาลว่า คนเรามักรู้จักสิทธิ แต่มักละเลยหน้าที่และความรับผิดชอบ

องค์กรที่เราได้ทำงานให้ ได้พยายามทำหน้าที่และมีส่วนสร้างสรรค์สังคม ให้มีความมั่นคงทางการแพทย์ต่อไป

ติ่งฟง  Beyond Sweetness มากกว่าความหวาน คือความดี

ประสบการณ์ตรงนักศึกษา ป.เอก ในจีน ยัน คลาสเรียนคือเวทีวิเคราะห์ ไม่ยัดเยียดโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง หยุดความเชื่อ “เรียนจีนจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์”

(23 พ.ย. 68) คุณเค้ก จากเพจ Just Pai Tiew-ก็แค่ไปเที่ยว ได้โพสต์ข้อความว่า “ไปเรียนจีนแล้วจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์?”

โพสต์นี้ขอมาตอบแทนนักศึกษาต่างชาติในจีนหน่อยครับ แต่ไม่รู้คนเหล่านั้นจะอ่านหรือเข้าใจหรือเปล่า?

คือเวลาผมลงคลิปเกี่ยวกับชีวิตในมหาวิทยาลัยจีน ไม่ว่าจะเรื่องการเรียน สิ่งแวดล้อม หรือวัฒนธรรมการศึกษาที่ต่างออกไป ผมมักจะเจอคอมเมนต์แนว “เดี๋ยวกลับมาก็หัวเป็นสังคมนิยม” อยู่เรื่อย ๆ ซึ่งในฐานะคนที่เรียนด้านนี้โดยตรง ผมอยากอธิบายว่า…

แน่นอนว่าระบบการเมืองของแต่ละประเทศย่อมมีอิทธิพลต่อสังคม แต่ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์เราจะเปลี่ยนความคิด หรือถูก “ล้างสมอง” ได้ง่ายๆ เพียงเพราะไปใช้ชีวิตในประเทศใดประเทศหนึ่งไม่กี่ปีนะครับ เราทุกคนมีตัวตน ความคิดเชิงเหตุผล และเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่ง สิ่งเหล่านี้ทำให้เรากลั่นกรองโลกด้วยตัวเองได้มากกว่าที่คนหลายคนคิด
.
และจากประสบการณ์ตรงของผมในฐานะนักศึกษา ป.เอก สายนี้โดยตรงที่เรียนอยู่จีน อยากบอกว่าคลาสเรียนที่นี่ไม่ได้เป็นอย่างที่หลายคนจินตนาการเลยครับ

แม้ว่าการเมืองในจีนจะเป็นประเด็นอ่อนไหว แต่ในโลกของวิชาการ อาจารย์และนักศึกษายังคุยกันบนพื้นฐานของข้อมูล หลักการ และทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ที่ถูกใช้กันทั่วโลก ไม่ได้มีการยัดเยียดว่าระบบนี้ดีกว่าหรือต้องคิดแบบนี้เท่านั้นอย่างที่หลายคนกลัว

ผมเคยอยู่ในคลาสที่อภิปรายตั้งแต่ระบบพรรคการเมือง การบริหารรัฐสมัยใหม่ นโยบายสาธารณะ ไปจนถึงทฤษฎีเสรีนิยมและประชาธิปไตยแบบต่างๆ ทุกอย่างถูกวิเคราะห์ผ่านมุมมองเชิงวิชาการ ไม่ใช่มุมมองเชิงโฆษณาชวนเชื่อ อาจารย์หลายคนย้ำเสมอว่า หน้าที่ของเรา คือการวิเคราะห์ ไม่ใช่ชี้นำว่าอะไร “ถูกหรือผิด” โดยไม่ให้เหตุผลรองรับ

ดังนั้น นักศึกษาต่างชาติจึงไม่เคยถูกบังคับให้เชื่อในอุดมการณ์ใดๆ เลยครับ

ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมยิ่งมั่นใจว่าการไปเรียนต่างประเทศ ไม่ว่าจะจีน อเมริกา หรือยุโรป ไม่ได้ทำให้คนถูกหล่อหลอมด้วยอุดมการณ์การเมืองใดๆ แบบอัตโนมัติ แต่กลับทำให้เรามองโลกกว้างขึ้นมากกว่าเดิม

ผมว่าความแตกต่างทางวัฒนธรรม ระบบการศึกษา และผู้คนที่เราได้พบเจอ ทำให้เราเข้าใจว่ามนุษย์ทั่วโลกมีเหตุผล วิธีคิด และบริบทที่หลากหลาย การได้มองโลกผ่านสายตาของระบบอื่น ไม่ได้ทำให้เราต้องเชื่อตาม แต่ช่วยให้เราตั้งคำถามเก่งขึ้น วิเคราะห์แหลมคมขึ้น และเข้าใจโลกอย่างรอบด้านยิ่งขึ้นครับ

นักศึกษาไทยและต่างชาติที่เลือกไปเรียนในจีน ก็ไม่ได้ไปเพื่อรับอุดมการณ์ทางการเมืองของที่นั่น แต่ไปเพื่อเข้าถึงภาษา ความรู้ ทักษะ และเครือข่ายในประเทศที่กำลังมีบทบาทสำคัญในเวทีโลกอย่างมาก

ฉะนั้นอยากจะบอกกับเพื่อนๆ นักศึกษาที่อยู่ในจีนว่า
อย่าได้ไปคำพูด ตรรกะเหล่านั้นครับ คุณไม่ได้ทำอะไรผิด 
คุณแค่เลือกเปิดพื้นที่การเรียนรู้ของตัวเองให้กว้างขึ้นเท่านั้นเอง

และสำหรับใครที่กังวลว่าการไปเรียนต่างประเทศจะ เปลี่ยนหัวคิดได้ง่ายๆ ผมอยากบอกว่า…
ความมั่นคงทางความคิด ไม่ได้มาจากการปิดตัวเองจากความต่าง แต่มาจากการมองเห็นโลกหลายแบบ และรู้จักตั้งคำถามกับทุกแบบอย่างมีเหตุผล

การได้สัมผัสความแตกต่างไม่ใช่ภัยครับ
มันคือประตูที่ทำให้เราเข้าใจโลกชัดกว่าเดิมต่างหากครับ จบ!!

 

คบค้าสมาคมกับทั้ง 2 ฝ่าย เพราะพวกเขามองเราเป็นมิตร เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง สำหรับใครก็ตามในไทยที่วาดภาพ บทบาทมาเลเซียว่าเป็น การแทรกแซง

อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ออกมาตอบโต้อีกรอบต่อคำกล่าวอ้างที่ว่ามาเลเซียแทรกแซงความตึงเครียดทางการทูตเมื่อเร็วๆนี้ระหว่างไทยกับกัมพูชา เน้นย้ำแค่อำนวยความสะดวกการพูดคุยเพื่อหาทางออกอย่างฉันมิตรเท่านั้น

เขาอ้างว่าการมีส่วนร่วมของมาเลเซีย อยู่บนพื้นฐานล้วน ๆ จากสถานะของมาเลเซีย ในฐานะเพื่อนบ้านใกล้ชิดและไว้วางใจได้ และไม่ได้ชี้นิ้วสั่งว่าไทยและกัมพูชาควรคลี่คลายประเด็นความขัดแย้งอย่างไร
 
"ขอให้เราชี้แจงให้ชัด ลำดับแรกเลย ในฐานะเพื่อนบ้าน เรามีความกังวลโดยธรรมชาติ แต่เราไม่ได้เกี่ยวข้อง หรือกำหนดเงื่อนไขเฉพาะเจาะจงใดๆ เกี่ยวกับแนวทางที่พวกเขาจะบรรลุทางออก" อันวาร์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนมาเลเซียในวันอาทิตย์(23พ.ย.)

อันวาร์ ซึ่งทำหน้าที่ประธานอาเซียนประจำปี 2025 อีกตำแหน่ง เน้นย้ำว่าบทบาทของมาเลเซีย จำกัดอยู่เฉพาะกับเปิดทางให้พวกเจ้าหน้าที่สำคัญๆจากทั้ง 2 ประเทศ พูดคุยสื่อสารกัน ในนั้นรวมถึงอำนวยความสะดวกการสนทนากันระหว่างผู้บัญชาการกองทัพของทั้ง 2 ฝ่ายและสนับสนุนให้มีการติดต่อประสานงานกันระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศ

"ผมได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีของทั้ง 2 ประเทศ ก็ตอนที่สอบถามว่าพวกเขาจะพูดคุยกันได้ไหม พวกเขากำหนดเงื่อนไขและตัดสินใจในประเด็นต่างๆด้วยตนเอง" อันวาร์ระบุ พร้อมเผยว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้พูดคุยกับทั้ง 2 ฝ่ายเช่นกัน ระหว่างกระบวนการดังกล่าว

อันวาร์ บอกว่าความพยายามของมาเลเซีย นำร่องโดยความไว้เนื้อเชื่อใจของทั้ง 2 ประเทศที่มีต่อมาเลเซียมาช้านาน ในฐานะคู่หูที่เป็นมิตร ที่สามารถช่วยเปิดสายพูดคุยติดต่อสื่อสารยามจำเป็น "เราพยายามติดต่อคบค้าสมาคมกับทั้ง 2 ฝ่าย เพราะพวกเขามองเราเป็นมิตร"

"เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้องสำหรับใครก็ตามในไทย ที่วาดภาพบทบาทมาเลเซียว่าเป็นการแทรกแซง ผมไม่รู้ว่าพวกเขามีมุมมองทางการเมืองภายในประเทศอย่างไร แต่การที่บ่งชี้ว่าเราแทรกแซง มันไม่ถูกต้องโดยสิ้นเชิง ไม่มีทางที่เราจะทำเช่นนั้น" เขากล่าว

นายกรัฐมนตรีรายนี้บอกต่อว่าไทยและกัมพูชามีความชอบธรรมทางกฎหมาย มีความสามารถและมีสิทธิอธิปไตยในการคลี่คลายประเด็นต่างๆของตนเอง และมาเลเซียเคารพต่อเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม อันวาร์ เชื่อว่าหัวข้อนี้จะเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกมาพูดคุยระหว่างการเดินทางเยือนมาเลเซียของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย "มันเป็นการปรึกษาหารือร่วมกันตามปกติระหว่างผู้นำของ 2 ประเทศ แต่ผมแน่ใจว่าเขาจะพาดพิงเรื่องนี้ และผมคิดว่ามันจะสอดคล้องกับจุดยืนของเขาที่ว่า ประชาชนชาวไทยจะต้องการปกป้องชายแดนของตนเอง อย่างแน่นอนที่สุด"

"และผมจะฟังเขาและผมจะอำนวยความสะดวกถ้าจำเป็น แต่สิ่งสำคัญคือการรับประกันว่าจะมีสันติภาพ" อันวาร์กล่าว


 

ยกนิ้วชม รมว.หญิงเก่ง ‘ศุภจี’ ใช้เวลาไม่ถึง 2 เดือน ดันส่งออกข้าว 6 แสนตัน ดันราคาข้าวพุ่ง สร้างความเชื่อมั่นเกษตรกร สร้างแรงกระเพื่อมตลาดโลก-เพิ่มคะแนนการเมือง

แสงสว่างของข้าวไทยในตลาดโลก เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล เริ่มภารกิจกู้วิกฤติเศรษฐกิจประเทศไทย ใช้เวลาไม่ถึง 2 เดือน ขายข้าวให้ต่างประเทศไปแล้ว 600,000 ตัน 

วันที่ 21 พฤศจิกายน นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยช่วงนำคณะเปิดการค้าสินค้าเกษตรในดูไบ ว่า ขณะราคาข้าวไทยปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะข้าวขาว 5% ราคาส่งออกเริ่มขยับแล้ว 5% ส่วนหนึ่งปัจจัยหนุนจากไทยกำลังเจรจาขายข้าว 5 แสนตันให้กับจีน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าวขาว จึงมีผลต่อราคาข้าวในประเทศดีขึ้น

ด้าน นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ราคาข้าวนาปี ปีการผลิต 2568/69 ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญต่อสินค้าเกษตรหลัก โดยเฉพาะข้าว ซึ่งเป็นรายได้สำคัญของเกษตรกรทั่วประเทศ

“ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิดีดตัวแรงแตะ 16,000 บาทเพิ่มตันละ 1,000 บาท ข้าวเปลือกเจ้า เพิ่มสูงสุด 400 บาท เป็น 7,200 บาทต่อตัน ผลจากหลังรัฐบาลเร่งเดินหน้ามาตรการดูแลข้าวทั้งระบบตามมติ นบข. ส่งผลให้ตลาดเกิดการปรับตัวเชิงบวกอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านการรับซื้อ การดูดซับผลผลิต และความเชื่อมั่นของเกษตรกร”

เริ่มจาก เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOC) ด้านการค้าข้าวระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสิงคโปร์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ขายข้าวให้สิงคโปร์ 1 แสนตัน นำร่องดันไทยสู่ Food Security Hub ขยายความร่วมมือด้านการค้าข้าวระหว่างสองประเทศ ตอบสนองความต้องการของตลาดต่างประเทศได้อย่างมั่นคงต่อเนื่อง

และด้วยพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ (State Visit) ระหว่างวันที่ 13 – 17 พฤศจิกายน 2568 ตามคำทูลเชิญของนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน  พร้อมด้วยนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ตามเสด็จพระราชดำเนิน ซึ่งประธานาธิบดีฯ สี จิ้นผิง แจ้งความประสงค์จะซื้อข้าวไทย 5 แสนตัน 

ผลการเจรจาระบบทางไกลของกรมการค้าต่างประเทศ กับ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจของจีน(COFCO) เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สำหรับการซื้อข้าวไทยปริมาณ 5 แสนตัน เบื้องต้นเพื่อการส่งมอบข้าวไทยไปประเทศจีนได้เสร็จภายในเดือนธันวาคม 2568 นี้ และผู้บริโภคจีนได้ซื้อทันปีใหม่และตรุษจีน จึงกำหนดเจรจาซื้อข้าวไทยล็อตแรกก่อนจำนวน 1 แสนตัน

แผนต่อเนื่องในการโปรโมตขายข้าวในประเทศเป้าหมาย โดยในต้นเดือนธันวาคมนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะนำคณะไปซาอุดิอาระเบีย หนึ่งในภารกิจคือพบปะผู้นำเข้าข้าวและพืชเกษตรอื่น เช่น มันสำปะหลัง

เร่งทำงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะเสมือนเป็นรัฐมนตรีชั่วคราว ในช่วงรอการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ แต่คงพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า “คนทำงาน จะกี่วันก็ทำงาน”

ก็ต้องยอมรับว่า รัฐบาลอนุทิน ดันโปรเจคกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาสร้างแรงกระเพื่อมไปยังตลาดอุปโภคบริโภคได้พอสมควร ทั้งนโยบายคนละครึ่งพลัส ที่ปัดฝุ่นนำกลับมาใช้โดยไม่ต้องคิดมาก ว่าใครเคยริเริ่มโครงการนี้ กลายเป็นว่าได้กระแสเชิงบวก สร้างฐานเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไปได้พอสมควร

มารอดูกันต่อไป ว่า รัฐมนตรีหญิงเก่ง คุณศุภจี จะทำเซอร์ไพรส์ ในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้อีกไหมในช่วงเวลาที่เหลือ ยังไม่นับรวมการวางรากฐานของระบบการค้าภายใน ที่เป็นความมั่นคงของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

สมแล้ว ที่หลายๆ กระแส เริ่มยกให้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของไทย ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป หวังว่าคนทำงาน คงไม่ท้อกับเกมส์การเมือง จนต้องถอยออกไปซะก่อน 
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top