Sunday, 19 July 2026
Hard News Team

ซูเปอร์มาร์เก็ต ‘ยาจก’ จากจีนแผ่นดินใหญ่ บุกฮ่องกง เขย่าบัลลังก์ยักษ์ค้าปลีกเจ้าถิ่น เปิดศึกหั่นราคาแย่งลูกค้า เปลี่ยนเกมการค้ายุคใหม่ หันมาใส่ใจบริการ

(18 พ.ย. 68) ฮ่องกงซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นเมืองค่าครองชีพแพงที่สุดในโลก กำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในวงการค้าปลีก เมื่อเทรนด์ “ซูเปอร์มาร์เก็ตยาจก” จากจีนแผ่นดินใหญ่รุกคืบเข้ามาในเมือง และได้รับความนิยมถล่มทลายท่ามกลางค่าครองชีพที่คนท้องถิ่นบ่นกันไม่หยุด ทั้งบะหมี่ชามละ 50 ดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 208 บาท) ผักกาดขาวหัวละกว่า 20 ดอลลาร์ฮ่องกง (83 บาท) จนหลายคนรู้สึกว่า “กินไม่ไหว” แต่ภาพจำแบบนี้เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อร้านจากฝั่งแผ่นดินใหญ่หันมาใช้กลยุทธ์ “ของถูกจริง” ดึงลูกค้าในช่วงยอดค้าปลีกรวมของฮ่องกงกำลังร่วงต่อเนื่องเกือบปี

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตฮ่องกงแทบจะผูกขาดอยู่ในมือสองยักษ์ใหญ่ คือ ParknShop ในเครือลีกาชิง และ Wellcome ของกลุ่มทุน Jardine แต่เมื่อผู้เล่นจากจีนแผ่นดินใหญ่เริ่มบุกเข้ามา ภาพการผูกขาดก็เริ่มสั่นคลอน ตั้งแต่ HotMaxx ที่ใช้สินค้า “หลักหน่วย” อย่างโค้กราคา 2 ดอลลาร์ฮ่องกง (8 บาท) ดึงลูกค้าจนขยายสาขารวดเร็ว ไปจนถึง Qian Dama ที่ใช้สูตร “ยิ่งดึก ยิ่งลด” ขายสดวันต่อวันถูกใจคนทำงาน และ Xian Yi Jie จากจูไห่ที่เปลี่ยนทำเลร้างให้กลับมาคึกคักด้วยผักผลไม้และเนื้อสดราคาถูก แต่ตัวที่สร้างแรงสะเทือนหนักสุดคือ JD.com ที่เทเงินซื้อเชน JiaBao แล้วจัดโปรลดทั้งร้าน 20% แถมแจกขนมไหว้พระจันทร์ให้ผู้สูงอายุจนคนแห่ไปแน่นร้าน

กระแส “ซูเปอร์มาร์เก็ตยาจก” ทำให้ปรากฏการณ์ที่คนฮ่องกงเคยนั่งรถไฟไปเหมาซื้อของราคาถูกที่เซินเจิ้น กลับเกิดขึ้นในเมืองตัวเอง ชั้นวางผักถูกกวาดเกลี้ยงในไม่กี่ชั่วโมง บางร้านขายบรอกโคลี 10 หยวนได้ถึง 1.5 กิโลกรัม หรือผักกวางตุ้ง 5 หยวนได้ 1 กิโลกรัม จนลูกค้าบอกว่าถูกกว่าซื้อในฝั่งจีนเสียอีก เจ้าของร้านบางเจ้าเล่นใหญ่ถึงขั้นติดป้ายว่า “ยอมตายไปด้วยกัน” หั่นราคาสู้ตาย หรือทำโปรตามอารมณ์อย่าง “เจ้านายอกหัก ผักทุกอย่าง 10 หยวน 3 ชั่ง” กลายเป็นสีสันของสงครามราคากลางฮ่องกง

แรงกดดันนี้ทำให้ “เจ้าที่” อย่าง ParknShop และ Wellcome นั่งไม่ติด ต้องลงมาเล่นเกมราคาเต็มตัว แพลตฟอร์มอย่าง HKTVmall ต้องยอมยกเลิกเงื่อนไขยอดขั้นต่ำในการรับสินค้า ขณะที่ Wellcome ต้องจับมือกับแอป Dingdong Maicai จากจีน เพื่อนำเข้าผักตรงในราคาตั้งต้นเพียงไม่กี่ดอลลาร์ฮ่องกง ส่วน ParknShop ก็ต้องเร่งส่งผู้บริหารไปคุยกับฟาร์มในจีนแผ่นดินใหญ่ เพื่อทำสัญญาซัพพลายผักโดยตรง ลดต้นทุนโลจิสติกส์ให้พอสู้ได้ ขณะเดียวกัน JD JiaBao ก็ใช้จุดแข็งด้านสั่งซื้อออนไลน์และจัดส่ง ช่วยรองรับกลุ่มผู้สูงอายุและคนทำงานที่ไม่สะดวกมาซื้อของเอง

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การแข่งขันรอบนี้ไม่ได้จบแค่ใคร “ถูกกว่า” แต่จะกำหนดอนาคตค้าปลีกฮ่องกงในระยะยาว แผ่นดินใหญ่ไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นพันธมิตรด้านซัพพลายเชนและเทคโนโลยี ตั้งแต่การเข้าถึงฐานผลิตในเขตอ่าวกวนตง–ฮ่องกง–มาเก๊า ไปจนถึงระบบดิจิทัลที่จัดการสต็อกและขนส่งได้มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ซูเปอร์มาร์เก็ตก็ต้องเลิกพึ่งภาพลักษณ์ “ถูกอย่างเดียว” แล้วหันมายกระดับประสบการณ์และบริการ เหมือนโมเดลในจีนแผ่นดินใหญ่บางแห่งที่มีทั้งบริการนึ่งอาหารทะเลฟรี หรือจัดพื้นที่ให้เป็นเหมือนสวนสาธารณะในร้าน เพราะสุดท้ายแล้ว “การตลาดที่ดีที่สุดคือความจริงใจ และนวัตกรรมที่ดีที่สุดคือคุณภาพ” ซึ่งอาจเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับค้าปลีกฮ่องกงในยุคสงครามราคาครั้งใหม่นี้

‘อ.เจษฎา’ ตั้งคำถามกรณีดราม่า ‘แจ็กแปปโฮ’ ปีนหลังคารถ–ถอดเสื้อเต้นหน้าร้านลอว์สัน จุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิ 10 ล้านวิว คิดเป็นเงินหลายหมื่นบาท แต่แลกกับชื่อเสียงคนไทยคุ้มกันมั้ย?

จากกรณี “แจ็กแปปโฮ” อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง เจ้าของเฟซบุ๊ก ‘สวัสดีครับผมแจ็กแปปโฮ’ โพสต์คลิปวิดีโอถอดเสื้อขึ้นไปเต้นบนหลังคารถ บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อ ลอว์สัน สาขา จ.ยามานาชิ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมที่มีภูเขาไฟฟูจิ สัญลักษณ์สำคัญของญี่ปุ่นเป็นฉากหลัง จนเกิดดราม่ากระแสโซเชียวทัวร์ลงอย่างหนักนั้น..

ล่าสุด รศ.ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ตอนนี้ มีคนดูโพสต์เต้น 10 กว่าล้านวิวแล้ว คิดเป็นเงินก็หลายหมื่นบาทอยู่ แต่แลกกับชื่อเสียงคนไทยทั้งประเทศ คุ้มกันมั้ยครับ

เปิด 10 อันดับคู่ค้าสำคัญของไทย

เปิด 10 อันดับคู่ค้าสำคัญของไทย ผ่านสถิติการส่งออกปี 2567 ที่มีมูลค่ารวมกว่า 300,529.50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยสหรัฐ อเมริกา ยังยืนหนึ่งตลาดส่งออกของไทย ด้วยมูลค่า 54,956 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เกินดุลการค้ากว่า 35,427 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
 

เปิดรายละเอียด ฉลองพระองค์ราชินี เสด็จเยือนจีน สง่างามเหนือคำบรรยาย ด้วยความเป็นสากลของผ้าไทย ‘จากไหมเปลือก 6 เส้น’ ผสานงานทอวิจิตร

(17 พ.ย. 68) เพจ “สเตตุ๊ด” ของเจ๊กอล์ฟสเตตุ๊ด ครีเอเตอร์สายวัฒนธรรมไทย เล่ารายละเอียดหนึ่งในฉลองพระองค์ สมเด็จพระราชินีสุทิดา เสด็จเยือนจีน ซึ่งเป็นฉลองพระองค์จากผ้าไหมเปลือก 6 เส้น ที่หลายคนและสำนักข่าวจีนยกให้ “งดงามดุจจันทรา” โดยดีไซเนอร์ชื่อดัง ทิม-พิสิษฐ์ ศิริเหมะรัตน์ 

ฉลองพระองค์ ผ้าไหมเปลือก 6 เส้น เดรสยาวห่มเครปไหมเปลือก ชายครุยธรรมชาติ ดั่งทรงสะพัก ประดับพระเข็มกลัดจันทร์เสี้ยวดั่ง “ราชินีจันทรา”

​เข้าใจความพิเศษของฉลองพระองค์ชุดนี้ ต้องเข้าใจเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ในเส้นใยไหมไทยก่อนค่ะ...​ไหมไทยไม่ได้มีแค่แบบเดียว! ใยไหมจากรังไหมหนึ่งรัง ถูกแบ่งออกเป็น 3 คุณภาพหลัก ซึ่งกำหนดทั้งความหนาและความเงางาม

​ไหมเปลือก / ไหมหลืบ (ไหมสาม): คือเส้นใยที่อยู่ ชั้นนอกสุด ของรังไหม มีความหยาบ เส้นใหญ่ มีปมธร รมชาติ (ขี้ไหม) เป็นเสน่ห์ที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ไหม 1 เส้นจากส่วนนี้ หนาที่สุด

​ไหมเครือ / ไหมสอง: คือเส้นใย ชั้นกลาง และเป็นไหมมาตรฐานที่ใช้กันมากที่สุด มีความยาวสม่ำเสมอและเงางามปานกลาง ทำให้ไหม 1 เส้นจากส่วนนี้ หนาพอดี

​ไหมน้อย / ไหมจุล: คือเส้นใยที่อยู่ ชั้นในสุด ใกล้ตัวดักแด้ที่สุด มีคุณภาพดีที่สุด เล็ก บางเบา และเงางามที่สุด ทำให้ไหม 1 เส้นจากส่วนนี้ เล็กที่สุด
.
​ความหนาบางของเส้นไหมยังขึ้นอยู่กับ จำนวนรังไหมที่นำมาสาว โดยมีหน่วยวัดมาตรฐานคือ เดเนียร์ (Denier) ตามกำหนดของกรมหม่อนไหม

​ดังนั้น “ผ้าไหมเปลือก 6 เส้น” จึงหมายถึงการนำเส้นไหมที่สาวขึ้นมาจากชั้นนอกสุดของรังไหม (ซึ่งมีความหนา มีปม และมีมิติโดดเด่น) จำนวน 6 เส้น มาตีเกลียวควบรวมกันเป็นเส้นด้ายเพียง 1 เส้น ทำให้ได้เส้นไหมที่มี ความหนามากเป็นพิเศษ และ เส้นใหญ่ เพื่อนำมาทอด้วยเทคนิคเฉพาะ เป็นการดึงเอาเอกลักษณ์และเสน่ห์ของไหมหลืบมาไว้บนผืนผ้าได้อย่างงดงาม

ที่มา : https://www.facebook.com/share/p/1Vssvj2mxy/
 

รายงานข่าวเท็จ (Fake News) กล่าวหาเจ้าหน้าที่ไทย ทำร้ายและล่วงละเมิด ผู้ต้องหาหลบหนีเข้าเมือง

(17 พ.ย. 68) กองทัพเรือชี้แจงว่า จากกรณีสื่อ “สนข.เกาะสันติภาพ” ของกัมพูชา รายงานกล่าวหาเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยทำร้ายร่างกาย ข่มขู่รีดทรัพย์ และล่วงละเมิดแรงงานชาวกัมพูชาที่หลบหนีเข้าเมืองผ่านช่องทางธรรมชาติบริเวณ อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี นั้น กองทัพเรือได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดแล้ว ยืนยันว่าเป็นข้อมูลเท็จ ไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่กองทัพเรือเป็นไปตามกฎหมายไทย มาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล นอกจากนี้การปฏิบัติในการจับกุมเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารได้บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงหลายส่วนและปฏิบัติการร่วมกันเป็นชุด ทั้งนี้ยืนยันว่ากำลังพลทุกนายของฝ่ายไทยปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุภาพ โปร่งใส และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้หลบหนีเข้าเมืองทุกคน ตามหลักสากลที่ได้รับการยอมรับ

ทั้งนี้ กองทัพเรือขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานของรัฐ และขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข่าวลวงที่อาจสร้างความเข้าใจผิดและสร้างความเสียหายโดยไม่จำเป็น

 

โชว์กำไร 1,161 ล้านบาท หนุนจากโรงไฟฟ้าในจีน เดินหน้าปรับพอร์ต หนุนธุรกิจโตแกร่งสู่ Power+

(17 พ.ย. 68) บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP ผู้ผลิตพลังงานระดับสากล เตรียมก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างคุณค่าเพิ่มให้ผู้ถือหุ้นในระยะยาว แม้ปัจจุบัน BPP มีผลการดำเนินงานและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งจากสินทรัพย์คุณภาพทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แต่มูลค่าหุ้นยังไม่สะท้อนศักยภาพการเติบโตที่แท้จริงของบริษัทฯ ด้วยวิสัยทัศน์ในการเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินและเสริมศักยภาพในการขยายธุรกิจ บริษัทฯ จึงมีแผนควบบริษัทกับบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และจัดตั้ง “บริษัทใหม่” หรือ ‘NewCo’ และจำหน่ายสิทธิการลงทุน (Membership Interests) ร้อยละ 25 ในกิจการร่วมค้า BKV-BPP Power LLC (BKV-BPP) เพื่อยกระดับบทบาทจากผู้ผลิตไฟฟ้าระดับภูมิภาค สู่ผู้นำด้าน ‘Utility-scale Power and Integrated Businesses’ ภายใต้ ‘Power+ (ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง)’ และเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจหลักของกลุ่มบ้านปู รองรับความต้องการพลังงานไฟฟ้าโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าของความต้องการพลังงานรวมในช่วงปี 2568-2569 จากแรงขับเคลื่อนของภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล โดยในไตรมาส 3 ปี 2568 BPP ยังคงสร้างผลกำไรแข็งแกร่งจากโรงไฟฟ้าในจีน ตอกย้ำความสามารถในการดำเนินธุรกิจพลังงานไฟฟ้าที่มั่นคงและพร้อมเติบโตในอนาคต

นายอิศรา นิโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BPP กล่าวว่า “การควบรวมครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญของ BPP สู่ ‘Power+’ กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าเต็มรูปแบบที่รวมสินทรัพย์โรงไฟฟ้าพลังงานพื้นฐาน (Base Load Power Plant) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและสหรัฐฯ ครอบคลุมโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน (Thermal Power Plant) และธุรกิจบางส่วนของ Banpu NEXT ได้แก่ ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน (Renewables) ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และการซื้อขายไฟฟ้า (Energy Trading) เพื่อดำเนินธุรกิจในห่วงโซ่คุณค่าพลังงานอย่างครบวงจร การปรับพอร์ตครั้งนี้จะเพิ่มความคล่องตัวทางการเงินและประสิทธิภาพการบริหารเงินทุน (Capital Efficiency) ลดค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน และเปิดโอกาสการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ในอนาคต”

“นอกจากนี้ การขายสิทธิการลงทุนร้อยละ 25 ใน BKV-BPP ให้แก่บริษัท BKV Corporation (BKV) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบ้านปูที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) จะช่วยสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ในตลาดสหรัฐฯ เสริมความแข็งแกร่งทางการเงินของ BPP ปลดล็อกเงินทุน และเปิดทางสู่โอกาสการลงทุนใหม่ ๆ รองรับการเติบโตในระยะยาว ทั้งนี้ BPP จะยังคงถือหุ้นร้อยละ 25 ในกิจการร่วมค้าดังกล่าว เพื่อรักษาตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ในตลาดสหรัฐฯ” นายอิศรา กล่าวเสริม

ในการควบรวมครั้งนี้ จะมีการจัดสรรหุ้นของบริษัทใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราส่วนการแลกหุ้น (Swap Ratio) เบื้องต้นที่ 1 หุ้น BPP ต่อ 0.74615 หุ้นของบริษัทใหม่ นอกจากนี้ บ้านปูจะเป็นผู้ทำข้อเสนอรับซื้อหุ้น BPP เป็นการทั่วไป (General Offer) จากผู้ถือหุ้นรายอื่นในสัดส่วนสูงสุด 21.34% ของจำนวนหุ้นที่ออกและชำระแล้วทั้งหมด ในราคาเสนอซื้อที่หุ้นละ 13.00 บาท ระหว่างวันที่ 1-23 ธันวาคม 2568 โดยบ้านปูจะชี้แจงรายละเอียดของกระบวนการและขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรม General Offer ให้ผู้ถือหุ้นทราบต่อไป ทั้งนี้ การควบบริษัทและการขายสิทธิการลงทุนใน BKV-BPP จะถูกเสนอในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น (EGM) ของ BPP ครั้งที่ 1/2569 วันที่ 29 มกราคม 2569 ในรูปแบบการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Meeting) เพื่อให้ผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติต่อไป

สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ปี 2568 BPP มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,161 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% และมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) รวม 2,611 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าซานซีลู่กวง (SLG) และโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม (CHP) ในจีน ที่บริหารต้นทุนถ่านหินได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ขณะที่โรงไฟฟ้า HPC ในสปป. ลาว และโรงไฟฟ้า BLCP ในไทย เดินเครื่องอย่างมีประสิทธิภาพในไตรมาสที่ผ่านมา และสามารถรักษาค่าความพร้อมจ่ายไฟ (EAF) ในระดับสูงที่ร้อยละ 92 และ 99 ตามลำดับ

ทั้งนี้ การลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Solar Farm with Battery Energy Storage System: BESS) ในโครงการจินหู เฉียนเฟิง (Jinhu Qianfeng) ที่จีน กำลังการผลิต 120 เมกะวัตต์ พร้อมระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ กำลังไฟฟ้า 10 เมกะวัตต์ ความจุพลังงาน 20 เมกะวัตต์ชั่วโมง คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ภายในปี 2569 ขณะเดียวกัน ธุรกิจซื้อขายพลังงาน (Energy Trading) ในญี่ปุ่น ระหว่างเดือนมกราคมถึงกันยายน 2568 สามารถจำหน่ายไฟฟ้าเป็นจำนวนรวม 5,325 กิกะวัตต์ชั่วโมง ให้บริการลูกค้ารวม 1,875 ราย พร้อมนำระบบ AI มาช่วยคาดการณ์ราคาซื้อขายไฟฟ้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการทำกำไร

“แผนกลยุทธ์ครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของ BPP ในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาค ควบคู่การรักษาความแข็งแกร่งของสินทรัพย์หลักในสหรัฐฯ และจีน พร้อมขยายพอร์ตการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีพลังงาน เพื่อสอดรับกับกลยุทธ์การเติบโตของกลุ่มธุรกิจบ้านปู และสร้างการเติบโตระยะยาวสอดคล้องกับทิศทางธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต” นายอิศรา นิโรภาส ปิดท้าย

 

ดันหุ่นยนต์ทำอาหาร จัดการครบวงจร ร้านค้ารายย่อย–แรงงาน หวั่นถูกแย่งงาน หลังเซี่ยงไฮ้ตั้งเป้า 2028 เป็นฮับอัจฉริยะโลก ปรับโฉมการกินอาหารนอกบ้านของคนเมือง

(17 พ.ย. 68) นครเซี่ยงไฮ้เปิดแผนใหญ่ปฏิวัติวงการร้านอาหารยุคใหม่ “AI dining” เต็มรูปแบบ ตั้งแต่ครัวอัตโนมัติ หุ่นยนต์เสิร์ฟ ระบบจัดการเมนูด้วยข้อมูล ไปจนถึงซัพพลายเชนอัจฉริยะ ทั้งหมดอยู่ภายใต้เป้าหมายผลักดันให้เมืองกลายเป็นศูนย์กลาง “ร้านอาหารอัจฉริยะระดับชาติและระดับโลก” ภายในปี 2028 สะท้อนความตั้งใจของจีนที่จะใช้เทคโนโลยีมาปรับโฉมวิถีการกินของคนเมืองครั้งใหญ่

แผนปฏิบัติการที่ออกโดยคณะกรรมการพาณิชย์เซี่ยงไฮ้ร่วมกับอีก 4 หน่วยงาน กำหนดให้ภายใน 3 ปี ร้านอาหารประเภทโรงอาหารขนาดใหญ่ ฟาสต์ฟู้ด และร้านเครื่องดื่มมากกว่า 70% ต้องนำเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ามาในทุกช่วงของห่วงโซ่ธุรกิจ ขณะที่ร้านอาหารเต็มรูปแบบต้องมีการใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะในกระบวนการหลักอย่างน้อย 50% พร้อมกันนี้ เมืองจะตั้งครัวกลางอัจฉริยะหลายแห่ง เดินหน้าโครงการนำร่อง “AI + dining” 3–5 โปรเจกต์ และปั้นผู้ให้บริการโซลูชันด้านสมาร์ตเรสเตอรองต์ขึ้นมาเป็นแกนนำของอุตสาหกรรม

นอกจากปรับร้านในประเทศแล้ว แผนดังกล่าวยังสนับสนุนให้แบรนด์ร้านอาหารท้องถิ่นขยายสาขาไปต่างประเทศ โดยเซี่ยงไฮ้จะช่วยวางระบบซัพพลายเชนอัจฉริยะรองรับตลาดเป้าหมายทั่วโลก นักวิเคราะห์มองว่าก้าวนี้อาจเร่งให้โครงสร้างธุรกิจร้านอาหารจีน “ยกเครื่องครั้งใหญ่” โดยเชนขนาดใหญ่ที่มีทุนและทีมเทคโนโลยีพร้อม จะได้เปรียบในการลงทุนด้าน AI และหุ่นยนต์ ขยายสเกลได้รวดเร็ว ขณะที่ร้านเล็ก ร้านครอบครัวที่ขาดทักษะดิจิทัลอาจอยู่รอดลำบาก

อีกด้านหนึ่ง การเปลี่ยนผ่านสู่ครัวหุ่นยนต์ย่อมกระทบแรงงานจำนวนมหาศาลในภาคอาหาร แผนของเซี่ยงไฮ้ระบุชัดว่า ร้านฟาสต์ฟู้ดและร้านเครื่องดื่มควรมุ่งสู่รูปแบบ “ไร้พนักงานหรือใช้พนักงานให้น้อยที่สุด” โดยใช้หุ่นยนต์ปรุงอาหาร หุ่นยนต์หุงข้าว และเครื่องประกอบเบอร์เกอร์อัตโนมัติ ไปจนถึงครัวกลางที่ล้าง–ปรุง–แพ็กได้เอง อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่านี่จะเป็นการ “สับเปลี่ยนงาน” มากกว่าการปลดคนออกล้วน ๆ เพราะจะเกิดตำแหน่งใหม่อย่างช่างซ่อมบำรุงหุ่นยนต์ นักวิเคราะห์ข้อมูล และผู้จัดการระบบดิจิทัลเพิ่มขึ้น

แม้เทคโนโลยีจะช่วยเรื่องประสิทธิภาพ แต่ก็มีเสียงกังวลเรื่อง “ความเป็นมนุษย์” บนโต๊ะอาหาร ทั้งเรื่องรสชาติที่คนจีนผูกพันกับ “กลิ่นกระทะไฟแรง” และการพูดคุยกับคนเสิร์ฟ นักวิจารณ์เตือนว่าหากร้านหันไปพึ่งอาหารสำเร็จรูปและครัวอัตโนมัติจนเกินไป อาจทำให้รสชาติกลายเป็นแบบเดียวกันหมด สูญเสียเอกลักษณ์ท้องถิ่น และทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าอาหาร “มีรสชาติของเครื่องจักร” ซึ่งอาจสะเทือนต่อบรรยากาศการกินข้าวนอกบ้านในระยะยาว

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า เซี่ยงไฮ้กำลังถูกใช้เป็น “ห้องทดลองใหญ่” เพื่อออกแบบระบบร้านอาหารยุคใหม่ หากผลออกมาดี โมเดล “AI dining” อาจถูกขยายไปเมืองอื่นทั่วจีน แต่คาดว่าไม่ใช่สูตรเดียวใช้ได้ทั้งประเทศ เพราะแต่ละเมืองมีความพร้อมด้านเทคโนโลยีและความต้องการของผู้บริโภคต่างกัน เมืองอื่นอาจเลือกหยิบเฉพาะส่วนที่เหมาะสมกับตัวเองไปปรับใช้ เพื่อให้เดินหน้า AI ในร้านอาหารได้โดยไม่ทำให้คนรู้สึกว่าถูกหุ่นยนต์ยึดครัวจนเกินไป
 

เวที The Asset ESG Corporate Awards 2025 จัดโดย The Asset นิตยสารการเงินการลงทุน สะท้อนความสำเร็จด้านการจัดการ และความยั่งยืนขององค์กรในการดำเนินธุรกิจยั่งยืน

(17 พ.ย. 68) บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower (ชื่อย่อหลักทรัพย์: CKP) หนึ่งในผู้นำในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ที่ต่ำที่สุดรายหนึ่ง คว้า 3 รางวัลเกียรติยศ จากเวที The Asset ESG Corporate Awards 2025 ซึ่งจัดขึ้นโดย The Asset นิตยสารด้านการเงินการลงทุนชั้นนำของภูมิภาคเอเชีย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ครอบคลุมทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สังคม บรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ ซึ่งประกอบไปด้วย 

1.รางวัล Gold Award ในกลุ่ม Benchmark Awards จากการประเมินผลด้าน ESG ที่โดดเด่นและยั่งยืน
2.รางวัล Best Investor Relations Team ในกลุ่ม Individual/Team Awards ที่ตอกย้ำความแข็งแกร่งในการสื่อสารและสร้างความเชื่อมั่นกับผู้ลงทุน 
3.รางวัล Best Initiative in Environmental Responsibility ในกลุ่ม Corporate Initiative Awards จากโครงการ Waste to Value หิ่งห้อยเพื่อการอนุรักษ์ ปกป้อง และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมุ่งเปลี่ยนขยะอินทรีย์จากเศษอาหารในโรงไฟฟ้าให้เป็นวัสดุปรับปรุงคุณภาพดินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

ปัจจุบันโครงการได้ขยายผลสู่การส่งเสริมเกษตร พร้อมถ่ายทอดความรู้ให้แก่เยาวชนและสมาชิกในชุมชน โดยมี CKPower เป็นบริษัทไทยเพียงแห่งเดียวที่ได้รับรางวัลนี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นขององค์กรในการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่อุปทาน
 
รางวัล The Asset ESG Corporate Awards 2025 พิจารณาจากการบูรณาการกลยุทธ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เข้ากับการดำเนินธุรกิจ โดยเน้นเจตนารมณ์ ความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล และผลลัพธ์เชิงรูปธรรม รางวัลทั้ง 3 ที่ CKPower ได้รับ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการต่อยอดศักยภาพบุคลากรสู่การพัฒนาสังคมและชุมชนรอบโรงไฟฟ้า อีกทั้งยังตอกย้ำความเชื่อมั่นและการยอมรับในระดับภูมิภาคเอเชีย
 

สานฝันเด็ก ‘โรงเรียนหมอนทองวิทยา’ สำรวจจุดสร้างสนามฟุตบอลแห่งใหม่ วางโปรเจกต์พัฒนากีฬาแบบจัดเต็ม สนับสนุนเยาวชนบนเส้นทางลูกหนังอย่างจริงจัง

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 น.ส.พิมรดาภรณ์ เบญจวรรณ หรือ “พิมรี่พาย” แม่ค้าออนไลน์และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง เดินทางไปยังโรงเรียนหมอนทองวิทยา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อพบปะพูดคุยกับผู้บริหาร ครูผู้ฝึกสอน และนักฟุตบอลเยาวชนของโรงเรียน ท่ามกลางบรรยากาศเป็นกันเองและเต็มไปด้วยความคาดหวังของเด็กๆ และคนในชุมชน

เมื่อเดินทางถึงโรงเรียน พิมรี่พายได้เข้าพบผู้อำนวยการโรงเรียนหมอนทองวิทยา ทีมงานครู และอาจารย์สกล เกลี้ยงประเสริฐ โค้ชผู้พาทีมคว้ารองแชมป์ฟุตบอลนักเรียน 7 คน แชมป์กีฬา 7HD โดยได้ร่วมกันหารือแนวทางพัฒนาศักยภาพด้านกีฬา และโอกาสในการสนับสนุนเยาวชนให้เดินหน้าบนเส้นทางฟุตบอลอย่างจริงจัง ซึ่งมีการพูดคุยทั้งเรื่องการฝึกซ้อม การแข่งขัน และการสร้างโอกาสในอนาคต

จากนั้น พิมรี่พายได้ลงพื้นที่สำรวจบริเวณที่จะใช้ก่อสร้างสนามฟุตบอลแห่งใหม่ ซึ่งทางโรงเรียนเสนอให้เป็นโครงการพัฒนาด้านกีฬาในระยะยาว เจ้าหน้าที่โรงเรียนได้อธิบายสภาพพื้นที่ ความต้องการของนักกีฬา และแผนการใช้ประโยชน์หลังสร้างเสร็จ เพื่อให้การออกแบบและก่อสร้างตอบโจทย์การใช้งานของเด็กๆ มากที่สุด โดยพิมรี่พายยังได้นำภาพแบบสนามในฝันมาให้ดู ย้ำว่าจัดเต็มทุกมิติทั้งมาตรฐานและความสวยงาม

ทั้งนี้ บรรยากาศรอบโรงเรียนเต็มไปด้วยความอบอุ่น นักเรียนและชาวบ้านทยอยออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มและเสียงเชียร์ สะท้อนให้เห็นถึงความหวังต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่จะเกิดขึ้นกับโรงเรียนและชุมชน หากสนามฟุตบอลแห่งใหม่นี้สร้างสำเร็จ เด็กๆ จะมีพื้นที่ซ้อมและแข่งขันที่ดีขึ้น ขณะที่คนในพื้นที่ก็มีศูนย์กลางกิจกรรมกีฬาแห่งใหม่ เชื่อมความสามัคคีของชุมชนไปพร้อมกัน



 

สถาบันวิจัยฯ มหาวิทยาลัยนครพนม จับมือกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกบ แปรรูป “ลูกฮวก-กบ” สู่ผลิตภัณฑ์โปรตีนมูลค่าสูง ยกระดับอาชีพ-สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรท้องถิ่น

ม.นครพนม (มนพ.) ส่งเสริมองค์ความรู้และเทคโนโลยีการแปรรูปผลิตภัณฑ์จาก “ลูกอ๊อดและกบ” ยกระดับอาชีพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกร ภายใต้โครงการ การพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากลูกอ๊อด หรือคนอีสานเรียกว่าลูกฮวก และกบ ครอบคลุมการพัฒนาแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

ทางด้านนางภัทราวดี วงษ์วาศ นักวิจัยสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยนครพนม เปิดเผยว่า โครงการนี้เริ่มจากความต้องการของเกษตรกรกลุ่มผู้เพาะเลี้ยงกบในพื้นที่อำเภอธาตุพนม ที่ประสบปัญหาผลผลิตลูกอ๊อดล้นตลาดในบางฤดูกาล ส่งผลให้ราคาตกต่ำ จึงเข้ามาปรึกษากับมหาวิทยาลัยนครพนม เพื่อหาทางออกด้วยการ “แปรรูปเพิ่มมูลค่า” ให้กับผลผลิต

“นักวิจัยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้บูรณาการความร่วมมือผ่านแพลตฟอร์มเพิ่มศักยภาพธุรกิจชุมชน (Building Community Enterprise: BCE) ภายใต้คลินิกเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม เพื่อสนับสนุนงบประมาณและองค์ความรู้ให้แก่กลุ่มวิสาหกิจฯ ต่อเนื่องตลอด 3 ปี โดยนอกจากการส่งเสริมด้านการแปรรูปแล้ว ยังครอบคลุมถึงการเลี้ยง การตลาด และการพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้การเพาะเลี้ยงลูกอ๊อดและกบครบวงจร เพื่อเป็นต้นแบบให้กับชุมชนอื่น ๆ” นางภัทราวดี กล่าว

โดยผลิตภัณฑ์แปรรูปจากลูกอ๊อดและกบ ปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากลูกอ๊อด เช่น “ห่อหมกฮวกอบแห้ง” และ “ผงโรยข้าวลูกอ๊อดผสมไข่ผำ” เป็นการผสมผสานวัตถุดิบท้องถิ่นเข้ากับคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งมีโปรตีนสูงจากลูกอ๊อด เหมาะสำหรับผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย

สำหรับผลิตภัณฑ์จากกบ เช่น ไส้กรอกอีสานกบ ไส้อั่วกบ และ น้ำพริกกบ ล้วนได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภค โดยล่าสุดยังมีการทดลองพัฒนา น้ำพริกลูกอ๊อด เพื่อขอรับการสนับสนุนในโครงการต่อไป

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยนครพนม ได้ช่วยถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับกลุ่มผู้ผลิตในท้องถิ่น เช่น การผลิตห่อหมก ฮวกอบแห้ง ใช้เทคโนโลยีไม่ซับซ้อน แต่มีต้นทุนต่ำ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูง โดยปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของกลุ่มได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP และ อย. แล้ว สามารถเลือกซื้อสินค้าจาก Shoppe/Lazada/TikTok ภายใต้แบรนด์ Baan Hao (บ้านเฮา) และอยู่ระหว่างการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะความร่วมมือกับ มินิบิ๊กซี สปป.ลาว เพื่อรองรับการจำหน่ายสินค้าสู่ตลาดอาเซียน

ราคาผลิตภัณฑ์หลังการแปรรูป สามารถเพิ่มมูลค่าอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมลูกอ๊อดสดจำหน่ายกิโลกรัมละไม่เกิน 200 บาท แต่เมื่อนำมาแปรรูปเพิ่มราคาเป็น 1,000-3,000 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับชนิดของผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ลูกอ๊อดสดยังสามารถเก็บรักษาได้นานถึง 2–3 วัน หากแช่น้ำแข็งหรือใส่ในช่องฟรีสจะเก็บได้นานถึง 1 ปี

นายสันติ สุนีย์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกบนานครพนม เจ้าของสันติฟาร์มฮวก เปิดเผยว่าสืบทอดอาชีพเลี้ยงกบจากครอบครัวที่ทำมากว่า 30 ปี และได้พัฒนาเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ตั้งแต่ปี 2563 โดยเน้นการเลี้ยง การแปรรูป และการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อแก้ไขปัญหาการล้นตลาด และราคาตกต่ำของลูกอ๊อดในอดีต

“เมื่อก่อนชาวบ้านไม่มีตลาดรองรับ ราคาลูกอ๊อดตกต่ำ บางช่วงเหลือเพียง 3 กิโลกรัม 100 บาท เราจึงรวมกลุ่มกันตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน เพื่อกำหนดมาตรฐานราคาและหาช่องทางเพิ่มมูลค่า ต่อมา ม.นครพนม เข้ามาช่วยต่อยอดด้านเทคโนโลยีการแปรรูป การตลาด และการพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์ ทำให้เราสามารถขายลูกอ๊อดแปรรูปได้ราคาสูงขึ้นถึง 1 เท่าตัว และยังสร้างงานให้กับผู้สูงอายุในชุมชน” นายสันติ กล่าว

ปัจจุบัน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกบนานครพนม ยกระดับขึ้นเป็นกลุ่มแปลงใหญ่กบนานครพนม มีสมาชิกกว่า 30 ราย และยังมีเครือข่ายกลุ่มแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรอยู่ที่บ้านดอนแดงหมู่ 8 ต.ธาตุพนมเหนือ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม จำนวน 65 ราย ที่ร่วมจ้างงานบีบไส้ลูกอ๊อดและแปรรูปผลิตภัณฑ์ โดยได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยนครพนมครบวงจร

ตั้งแต่การเลี้ยงกบที่ได้มาตรฐาน (ต้นน้ำ) การแปรรูป (กลางน้ำ) จนถึงการตลาดและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน GMP และ อย. (ปลายน้ำ) ผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP 5 ดาว และยังได้ยกระดับเป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูงของจังหวัดนครพนม รวมถึงการนำระบบ Smart Farm และ IoT เข้ามาใช้ในการเพาะเลี้ยง เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมากยิ่งขึ้น

การส่งเสริมดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของ มหาวิทยาลัยนครพนม ที่มุ่งเน้น “การพัฒนางานวิจัยเพื่อชุมชน สร้างอาชีพที่มั่นคง และยกระดับสินค้าเกษตรของท้องถิ่นสู่ตลาดภูมิภาคและสากลได้อย่างยั่งยืน

ข้อมูลด้านโภชนาการ ระบุว่าลูกอ๊อดดิบ 100 กรัม จะมีโปรตีนประมาณ 11.42 กรัม นอกจากโปรตีนแล้วยังมีสารอาหารอื่น ๆ ด้วย เช่น ไขมัน วิตามินเอ และแร่ธาตุต่างๆ ที่สำคัญ เช่น ฟอสฟอรัส ไอโอดีน เป็นต้น



 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top