Tuesday, 21 July 2026
Hard News Team

ผบ.ตร. ย้ำ ตำรวจพร้อมสนับสนุนทหารป้องกันประเทศ พร้อมเสริมกองทัพรักษาอธิปไตยชายแดนไทย - กัมพูชา ดูแลพื้นที่ส่วนหลัง สร้างความมั่นใจให้ประชาชน

(12 พ.ย. 68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า วานนี้ (11 พฤศจิกายน 2568) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้การต้อนรับ พล.ท.ทักษิณ สิริสิงห ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (วปอ.) พร้อมคณะผู้บริหาร อาจารย์ และนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร วปอ. รุ่นที่ 68 จำนวน 299 นาย ในโอกาสเข้าศึกษาดูงานภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  

ผบ.ตร.ได้กล่าวต้อนรับคณะฯ บรรยายสรุปภารกิจและผลการปฏิบัติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยได้ตอบข้อซักถามถึงภารกิจต่าง ๆ ของตำรวจในหลายประเด็น เกี่ยวกับเรื่องการดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดน โดย ผบ.ตร.กล่าวย้ำในตอนหนึ่งว่า ได้นำเรียนท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการทหารบกตลอดว่า ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความพร้อมสนับสนุนภารกิจของทหาร ในการป้องกันประเทศ พร้อมย้ำว่าในส่วนการรักษาอธิปไตยชายแดนไทย – กัมพูชา นั้น มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ซึ่งรับผิดชอบด้านความมั่นคง เตรียมความพร้อมในทุกส่วนเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหากได้รับการร้องขอจากกองทัพ และเน้นในเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ส่วนหลัง เพื่อให้เกิดความมั่นใจกับพี่น้องประชาชน

นอกจากนี้ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า การเข้าดูงานของคณะ วปอ.ครั้งนี้ เป็นโอกาสดีที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และตอกย้ำความเป็นหนึ่งเดียวของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพ และหน่วยงานความมั่นคง

แม่ทัพภาคที่ 2 เยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลบาดเจ็บจากเหตุเหยียบกับระเบิดชายแดน

(11 พ.ย. 68) พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เดินทางไปยังโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเยี่ยมอาการและให้กำลังใจกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิดระหว่างปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 4 นาย ได้แก่

- จ่าสิบเอก เทิดศักดิ์ สมาพงษ์ ได้รับบาดเจ็บ ข้อเท้าขวาท่อนล่างขาด
- พลทหาร วชิระ พันธนา ได้รับบาดเจ็บ จากแรงอัดจากระเบิด มีอาการแน่นหน้าอก
- พลทหาร อภิรักษ์ ศรีชมไชย ได้รับบาดเจ็บ โดนสะเก็ดระเบิด บริเวณขาขวาท่อนล่าง
- พลทหาร อนุชา สุจารี ได้รับบาดเจ็บ โดนสะเก็ดระเบิด ตาพร่ามัว มองเห็นไม่ถนัด

ในโอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก ได้มอบเงินบำรุงขวัญจากกองทัพบก และมอบเงินบำรุงขวัญในนามกองทัพภาคที่ 2 เพื่อเป็นขวัญ กำลังใจแก่กำลังพลและครัว

แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และพร้อมดูแลกำลังพลและครอบครัวอย่างดีที่สุด พร้อมย้ำชัดเจนว่า ฝ่ายกัมพูชายังคงใช้วิธีการที่ไร้มนุษยธรรม ไม่สนใจข้อตกลงที่ให้ไว้ และได้สั่งการกำชับให้ทุกหน่วยตรวจสอบพื้นที่เสี่ยง และเพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติภารกิจลาดตระเวน เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เหตุลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก

รู้จัก “เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผู้ยกระดับแรงงานไทยให้เข้มแข็ง ท่ามกลางคลื่นเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน และการรุกคืบของเทคโนโลยีในทุกอุตสาหกรรม การพัฒนา “ทักษะ” คือทางออกที่จะทำให้แรงงานไทยยังเป็นที่ต้องการและไม่ถูกเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ และนี่ก็คือภารกิจอันสำคัญของ “กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน” (กพร.) หน่วยงานที่ทำหน้าที่พัฒนาแรงงานให้เดินคู่มาตรฐานสากล ตั้งแต่วางแผนยุทธศาสตร์ จัดทำมาตรฐานฝีมือ ทดสอบ-รับรองความรู้ความสามารถ ไปจนถึงบริหารกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อให้สถานประกอบการและแรงงานไทยพร้อมแข่งขันในตลาดโลก

และผู้ที่ขับเคลื่อนภารกิจอันสำคัญนี้ให้เป็นจริงในปี 2568 คือ “เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน คนปัจจุบัน นั่นเอง

สำหรับประวัติของ “เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์” เป็นข้าราชการสายแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญทั้งด้าน “นโยบายสาธารณะ” และ “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์” โดยพื้นฐานการศึกษาครอบคลุมทั้งรัฐศาสตร์และการบริหารการพัฒนา จบการศึกษาระดับปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิต (บริหารรัฐกิจ) จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และต่อยอดความรู้ระดับปริญญาโท พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต (พัฒนาสังคม) จาก สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ซึ่งทำให้มีมุมมองรอบด้าน ทั้งในเชิงโครงสร้างนโยบายและการพัฒนาคนในระบบเศรษฐกิจ-สังคม

ในเส้นทางราชการ เริ่มต้นจากการทำงานในหน่วยงานระดับพื้นที่ของกระทรวงแรงงาน ก่อนเติบโตสู่ตำแหน่งบริหารระดับสูงที่หลากหลาย สะท้อนประสบการณ์ที่รอบด้านในระบบแรงงานไทย โดยเคยดำรงตำแหน่ง ผู้บริหารงานจัดหางานจังหวัดนครสวรรค์ ต่อมาดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมการจัดหางาน ภายหลังได้รับแต่งตั้งเป็น รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และก้าวขึ้นเป็น ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน และ รองปลัดกระทรวงแรงงาน ก่อนจะได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

ตลอดเส้นทางกว่า 30 ปีในระบบราชการ นายเดชาได้สั่งสมประสบการณ์ทั้งด้าน “การพัฒนาฝีมือ” “การคุ้มครองแรงงาน” และ “การจัดหางาน” ครบทุกมิติ จึงเข้าใจห่วงโซ่แรงงานไทยอย่างลึกซึ้ง สามารถออกแบบนโยบายและขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงานให้เท่าทันเทคโนโลยีและความต้องการของตลาดแรงงานในศตวรรษที่ 21

ในปี 2568 ภายใต้การนำของ เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ ในฐานะอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน หนึ่งในผลงานชูเด่นคือการเปิดหลักสูตรฝึกอบรมด้าน “ยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม” เพื่อเตรียมแรงงานรองรับอุตสาหกรรมใหม่ในเขต EEC ที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยตั้งเป้าฝึกให้ได้ 3,000 คน และจนถึงเวลารายงานได้ดำเนินการแล้วครบ 3,001 คน สะท้อนถึงการยกระดับขีดความสามารถของกรมฯ ให้ก้าวทันอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเปิดโอกาสให้แรงงานไทยมีทักษะที่ตลาดต้องการจริง

อีกผลงานที่ไม่อาจมองข้ามคือโครงการฝึกอบรมด้าน “Soft Power” ที่มุ่งยกระดับทักษะแรงงานและขยายแนวคิดการพัฒนาแรงงานจาก ‘ช่างฝีมือ’ สู่ ‘แรงงานสร้างสรรค์’ ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานวัฒนธรรม” ภายใต้เป้าหมายฝึกกว่า 70,000 คนทั่วประเทศในปีนี้ หลักสูตรครอบคลุมตั้งแต่ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน การสร้างสื่อมัลติมีเดีย นวดแผนไทย สปา บาริสต้า ฯลฯ ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ที่ว่า “แรงงานไทยต้องมีทั้งฝีมือและ Soft Skills ที่สร้างมูลค่า”

นอกจากนี้กรมฯ ภายใต้การนำของอธิบดีเดชายังได้รับรางวัล “Best Performance Award” จาก สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ในฐานะองค์กรที่มีผลงานโดดเด่นด้านความมั่นคงไซเบอร์ ซึ่งถือเป็นหลักฐานชัดเจนว่า ภายใต้การนำของ “เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่ไม่เพียงพัฒนาแรงงาน แต่ยังยกระดับระบบองค์กรให้พร้อมรับความเสี่ยงทางดิจิทัล เป็นรากฐานสำคัญในการเตรียมพร้อมต่อยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างมั่นคง

72 ชั่วโมงเพื่อความจริง เปิดผลนิติวิทยาศาสตร์ ทุ่นระเบิด PMN-2 ของเล่นทหารเขมร ดีลสันติภาพฉบับมีเงื่อนไข

เปิดผลนิติวิทยาศาสตร์ ทุ่น PMN-2” เคลียร์โลก–เคลียร์ชายแดน บทความเชิงกระแส สำหรับสื่อไทย

5 มุม “จุดติดกระแส” ที่น่าหยิบขึ้นมาเล่น
1. “72 ชั่วโมงเพื่อความจริง” – กดดันรัฐเปิดผลนิติวิทยาศาสตร์ทุ่นระเบิด PMN-2 แบบโปร่งใส (ที่มา–ชนิด–เวลาการฝัง) พร้อมเชิญผู้สังเกตการณ์กลางร่วมตรวจสอบ (UNMAS/ICRC/ISU ของอนุสัญญาออตตาวา)
2. “หยุดยิงที่มีรูรั่ว” – หลังเหตุ 10 พ.ย. ไทย “พักข้อตกลง/ความร่วมมือ” โฟกัสว่าช่องโหว่ไหนทำให้ทหารไทยบาดเจ็บ และมาตรการคุ้มครองชาวบ้านชายแดนควรเป็นอย่างไรทันที
3. “ออตตาวาไม่ใช่กระดาษ” – อธิบายข้อผูกพันตามอนุสัญญา (ห้ามใช้/เก็บ/ผลิต/ถ่ายโอน + หน้าที่กู้เก็บ–ช่วยเหลือเหยื่อ) แล้วชี้ว่าเหตุครั้งนี้ท้าทายพันธกรณีอย่างไรทั้งสองฝ่าย
4. “ข้อมูลลวงชายแดน” – Fact-check คลิป/โพสต์ไวรัลเรื่องทุ่นระเบิด สอนประชาชนเช็กข่าวก่อนแชร์ ลดโหมโรงเกลียดชังข้ามพรมแดน
5. “ดีลสันติภาพฉบับมีเงื่อนไข” – เสนอเช็กลิสต์ตัวชี้วัดความจริงใจ (หยุดวางทุ่น–แผนกู้เก็บร่วม–คืนความปลอดภัยชุมชน) ก่อนจะปลดล็อกความร่วมมือทีละเฟส

บทความตัวอย่าง (เลือกมุมที่ 1)
ภาพรวมเหตุการณ์ (What happened?)
เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2025 ทหารไทย 2 นายบาดเจ็บจากเหตุระเบิดบริเวณชายแดน จ.ศรีสะเกษ รัฐบาลไทยประกาศ “พัก/ระงับ” ความร่วมมือ/ข้อตกลงสันติภาพกับกัมพูชาทันที ให้เหตุผลว่าความเป็นปฏิปักษ์ยังไม่ลดลงและต้องการเห็นความจริงใจที่ชัดเจนก่อนเดินหน้าต่อ นี่คือจุดเปลี่ยนเชิงการเมืองความมั่นคงแบบวันต่อวันของไทย–กัมพูชาในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา

ประเด็นชี้ขาด (Why it matters?)
หัวใจของข้อพิพาทคือ มันเป็น “ทุ่นใหม่” หรือ “ทุ่นเก่า”? หากเป็น PMN-2 ที่เพิ่งวางใหม่จริง ย่อมกระทบต่ออนุสัญญาออตตาวาที่ห้ามการใช้/เก็บ/ผลิต/โอนทุ่นสังหารบุคคลโดยเด็ดขาด และจะกระทบเครดิตทางการทูตของฝ่ายที่ละเมิดอย่างหนัก ฝ่ายไทยอ้างหลักฐานภาพ–ชิ้นส่วน–สภาพทุ่นที่ “ใหม่” ขัดกับคำปฏิเสธของกัมพูชา ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้วางทุ่นใหม่และเหตุอาจเกิดจากทุ่นหลงเหลือยุคสงครามเก่า

ข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในสาธารณะ (What we know so far)
• ผู้เชี่ยวชาญและสื่อหลักหลายสำนักระบุว่า ทุ่นที่จุดชนวนความตึงเครียดคือ PMN-2 ซึ่งอยู่ในข่ายห้ามของอนุสัญญาออตตาวา ทั้งไทยและกัมพูชาเป็นภาคีสนธิสัญญานี้เหมือนกัน
• ฝ่ายความมั่นคงไทยชี้ว่าทุ่นที่เจอ “สภาพใหม่ มีมาร์กกิ้งชัดเจน ไม่ใช่คลังของไทย” และเตรียมนำเสนอหลักฐานต่อชั้นอนุสัญญาออตตาวา.
• ด้านกัมพูชาปฏิเสธการวางทุ่นใหม่ แต่ย้ำภาพลักษณ์ประเทศผู้กู้ทุ่นมายาวนาน และขอให้มีการตรวจสอบอย่างเป็นกลาง

ทำไม “72 ชั่วโมง” สำคัญ (Why now?)
หน้าต่างเวลา 72 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุคือช่วงทองของนิติวิทยาศาสตร์ระเบิด:
• เก็บสารตกค้าง (explosive residues) และลายนิ้วมือโลหะ/โพลิเมอร์ เพื่อระบุรุ่น–ล็อตการผลิต
• ตรวจการสึกกร่อน–คราบดิน–อายุการฝัง เทียบฐานข้อมูลตัวอย่างมาตรฐาน
• ผังพิกัด (geotag) และห่วงโซ่การครอบครอง (chain-of-custody) ที่ต้องครบตั้งแต่นาทีแรก เพื่อให้ผลสอบยืนได้ทั้งในทางการทูต–กฎหมายระหว่างประเทศ
• การเปิดผลสอบเบื้องต้นอย่างโปร่งใส พร้อมเชิญบุคคลที่สามร่วมยืนยัน จะล็อกกระแสไปที่ข้อเท็จจริง และสร้างแรงกดดันเชิงบวกให้กลับสู่ข้อตกลงที่เชื่อถือได้
4 สิ่งที่รัฐไทยควรทำ “เดี๋ยวนี้”
6. เผยแพร่รายงานนิติวิทยาศาสตร์ระเบิดฉบับย่อ (ภาพชิ้นส่วน/มาร์กกิ้ง/ผลแล็บที่ตรวจได้แล้ว) พร้อมไทม์ไลน์การเก็บหลักฐาน ตั้งแต่ที่เกิดเหตุถึงห้องแล็บ เพื่อยืนบนหลักฐาน ไม่ใช่คำพูด.
7. เชิญผู้สังเกตการณ์เป็นกลาง (เช่น UNMAS/ICRC/คณะเลขานุการอนุสัญญาออตตาวา) เข้าร่วมดูหลักฐานบางส่วนในประเทศ และอนุญาตการตรวจซ้ำเฉพาะจุดที่ไม่กระทบความมั่นคง.
8. ตั้ง “แผนฟื้นความปลอดภัยชายแดน 14 วัน” เพิ่มรอบลาดตระเวน–เก็บกู้ทุ่นในพื้นที่เสี่ยง ปรับช่องทางสัญจรชั่วคราว พร้อมชุดสื่อสารชุมชน (ภาษาไทย–ท้องถิ่น–กัมพูชา).
9. ส่งคำร้องอย่างเป็นทางการภายใต้อนุสัญญาออตตาวา หากหลักฐานชี้ชัดว่าเป็น “ทุ่นใหม่” เพื่อให้กลไกระหว่างประเทศกดดันภาคีที่ละเมิด และให้โรดแมปเคลียร์ทุ่นร่วมที่ตรวจสอบได้.
ประชาชน/สื่อควรทำอะไร
• เลี่ยงพื้นที่เสี่ยง–แจ้ง 191/หน่วย EOD หากพบวัตถุต้องสงสัย ห้ามแตะต้อง
• ตรวจสอบข่าวก่อนแชร์ โดยเฉพาะคลิป/แคปชันที่อ้างว่า “ฝ่ายไหนวางทุ่น” ซึ่งมักถูกตัดต่อหรือบิดเบือน
• เรียกร้อง “ข้อมูลมาก่อนดราม่า” ให้ทุกพรรคการเมือง–สื่อใหญ่ยึดข้อเท็จจริงจากเอกสาร–ผลตรวจ มากกว่าแค่ถ้อยแถลง

บทสรุป

ถ้าไทยชูธงความจริงเชิงหลักฐานภายใน 72 ชั่วโมง เราจะยึดพื้นที่ข่าวคืนจากโซเชียลที่เต็มไปด้วยอารมณ์ สร้างแรงกดดันที่ถูกทิศทางต่อทุกฝ่าย และพาประเทศกลับสู่โต๊ะความร่วมมือบนฐานความไว้วางใจใหม่ ไม่ใช่เพราะใครพูดเสียงดัง แต่เพราะหลักฐานพูดเอง เหตุ 10 พ.ย. ไม่ควรจบที่การพักข้อตกลงเท่านั้น แต่ต้องกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของความโปร่งใส เรื่องทุ่นระเบิดในไทย–อาเซียน

สตูล ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ ๓ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยงานต่าง ๆ ของทัพเรือภาคที่ ๓ และศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค ๓

(11 พ.ย.68) พลเรือโท วีรุดม ม่วงจีน ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ ๓ และในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค ๓ พร้อมด้วย พลเรือตรี บรรณวิตร์ เฉลิมทอง รองผู้อำนวยการ ศรชล.ภาค ๓ และคณะ ในโอกาสเดินทางมาตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้กับกำลังพล รวมทั้งรับทราบปัญหาอุปสรรคข้อขัดข้องในการปฏิบัติงานที่ผ่านมาของหน่วยงานใน ศรชล.ภาค ๓ พื้นที่จังหวัดสตูลโดยมีน.อ.รัฐพล แก้วกระจาย ร.น. หัวหน้าศูนย์ควบคุมความมั่นคงท่าเรือจังหวัดสตูล พร้อมศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัดสตูล,นาวาโท คงฤทธิ์ บุญทอง ผู้บังคับหน่วยปฏิบัติการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝังที่ 452,นาวาตรีปรัชญ์ ขำเจริญ หัวหน้าสถานีเรือละงู/รองผู้บังคับหน่วยรักษาความปลอดภัยทางทะเลเกาะหลีเป๊ะ,เรือ ต.273 ,เรือ ต.994ที่ออกปฏิบัติราชการในพื้นที่ทะเลฝั่งอันดามัน,พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการหน่วยงานใน ศรชล.จว.สตูล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับ

พลเรือโท วีรุดม  ม่วงจีน ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ ๓ และในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค ๓ เดินทางมาตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้กับกำลังพลและท่านพูดคุยถามความเป็นอยู่ของกำลังพลและถามถึงการเดินทางของกำลังพลด้วยความหว่งใยและรวมทั้งรับทราบปัญหาอุปสรรคข้อขัดข้องในการปฏิบัติงานที่ผ่านมาของหน่วยงานใน ศรชล.ภาค ๓ พื้นที่จังหวัดสตูล และตรวจเยี่ยมชุดปฏิบัติการพิเศษหน่วยเฉพาะกิจพื้นที่ตอนใต้ ศรชล.ภาค ๓ และดูความพร้อมของเรือ ท่าเทียบเรือ และสถานที่ที่ใช้ในการปฏิบัติงาน ณ ท่าเทียบเรือตำมะลัง ต.ตำมะลัง อ.เมืองสตูล จังหวัดสตูล 

ทั้งนี้พื้นที่จังหวัดสตูลนั้น ถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของทัพเรือภาคที่ ๓ และศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค ๓ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีแนวโน้มที่อาจจะเกิดภัยธรรมชาติต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ อาทิเช่น อุทกภัย วาตภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม นอกจากนี้ยังมีภัยที่ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ เช่น ภัยจากการคมนาคม ภัยจากการขนส่ง และภัยจากการท่องเที่ยวทางทะเล ซึ่งล้วนจะส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นการเตรียมพร้อมของหน่วยงานต่าง ๆ ของทัพเรือภาคที่ 3 และศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 3 ในพื้นที่จังหวัดสตูล จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวได้อย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
 

มหกรรม 11.11 ของนักศึกษาจีน สู่ "มหกรรมช็อปปิง" ของคนไทย สร้างผลกระทบทางธุรกิจหลากหลายมิติ สะท้อนพลังเศรษฐกิจดิจิทัลในวันเดียว

วันที่ 11 พฤศจิกายนของทุกปี ซึ่งเดิมเป็นเพียง "วันคนโสด" (Singles' Day) ที่เริ่มต้นจากนักศึกษามหาวิทยาลัยในจีนเมื่อต้นทศวรรษ 1990 ได้กลายมาเป็นหนึ่งในเทศกาลช็อปปิงออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของไทยในหลายมิติ

เดิมที วันที่ 11/11ถูกสร้างขึ้นโดยนักศึกษาชายโสดมหาวิทยาลัยหนานจิงเพื่อเฉลิมฉลองสถานะความเป็นโสด เพราะเลข 1 สี่ตัวเรียงกันเหมือนคนโสดสี่คนยืนเคียงข้างกัน แต่ในปี 2009 Alibaba ภายใต้การนำของแจ็ค หม่า ได้เห็นโอกาสและเปลี่ยนวันนี้ให้กลายเป็นเทศกาลช็อปปิงออนไลน์ครั้งยิ่งใหญ่ ด้วยการเสนอส่วนลดและโปรโมชั่นพิเศษ

ความสำเร็จในจีนได้แพร่กระจายไปทั่วภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย โดยแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำอย่าง Shopee, Lazada และ TikTok Shop ต่างนำแคมเปญ 11.11 มาใช้เป็นกลยุทธ์หลักในการกระตุ้นยอดขาย จนกลายเป็นวันที่คนไทยรอคอยพร้อมกระเป๋าเงินไม่แพ้เทศกาลลดราคาประจำปีอื่นๆ

แน่นอนว่า แคมเปญดังกล่าวย่อมผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงปลายปี ทั้งในส่วนผู้ประกอบการรายใหญ่ไปจนถึง SME

1. การสร้างมูลค่าทางการค้าขนาดใหญ่
ในปี 2023 ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยในช่วงแคมเปญ 11.11 มีมูลค่าการซื้อขายสินค้ารวมกันมากกว่า 15,000 ล้านบาทในช่วงสามวันของเทศกาล (9-11 พฤศจิกายน) โดยเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าประมาณ 20-25% แม้ว่าเศรษฐกิจโดยรวมจะเติบโตช้า แต่วัน 11.11 กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ผู้บริโภคยินดีเปิดกระเป๋าเงินมากที่สุดในรอบปี

ยอดขายที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่ได้มาจากการเพิ่มราคาสินค้า แต่มาจากปริมาณการสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล โดยแพลตฟอร์มต่างๆ รายงานว่ามีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นถึง 3-4 เท่าเมื่อเทียบกับวันปกติ ซึ่งสะท้อนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่รอเก็บความต้องการมาใช้จ่ายในช่วงนี้โดยเฉพาะ

2. ผลกระทบต่อธุรกิจ SME และผู้ประกอบการรายย่อย
สำหรับผู้ประกอบการ SME และร้านค้าออนไลน์รายย่อย วัน 11.11 กลายเป็นโอกาสทองในการสร้างรายได้และทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก แพลตฟอร์มต่างๆ มักเสนอโปรแกรมสนับสนุนพิเศษ เช่น การลดค่าธรรมเนียม การให้เครดิตโฆษณาฟรี หรือการจัดอบรมการตลาดดิจิทัล

ผู้ประกอบการหลายรายงานว่ายอดขายในช่วง 11.11 คิดเป็น 30-40% ของยอดขายทั้งปี โดยเฉพาะธุรกิจในหมวดแฟชั่น เครื่องสำอาง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และของใช้ในบ้าน อย่างไรก็ตาม ความท้าทายก็คือการแข่งขันที่ดุเดือดและแรงกดดันในการให้ส่วนลดสูง ทำให้ผู้ประกอบการต้องวางแผนการเงินและสต็อกสินค้าอย่างรอบคอบ

3. การขยายตัวของธุรกิจโลจิสติกส์และการขนส่ง
ปริมาณคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ บริษัทขนส่งพัสดุรายใหญ่อย่าง Kerry Express, Flash Express, J&T Express และ Thailand Post ต้องเพิ่มกำลังพนักงานชั่วคราวหลายพันคนเพื่อรองรับปริมาณพัสดุที่เพิ่มขึ้น 3-5 เท่าในช่วงนี้

การจ้างงานชั่วคราวนี้ไม่ได้จำกัดแค่พนักงานขนส่ง แต่รวมถึงพนักงานคัดแยกสินค้าในคลังสินค้า พนักงานบรรจุหีบห่อ และแม้กระทั่งพนักงานบริการลูกค้า ซึ่งช่วยกระตุ้นการจ้างงานระยะสั้นและสร้างรายได้ให้กับครัวเรือนไทยหลายหมื่นราย

นอกจากนี้ ธุรกิจคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าก็ได้รับประโยชน์จากการที่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต้องเช่าพื้นที่เพิ่มเติมเพื่อรองรับสินค้าในช่วง 11.11

4. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค
วัน 11.11 ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคไทยอย่างชัดเจน ผู้คนเริ่มวางแผนการใช้จ่ายล่วงหน้า รอซื้อสินค้าราคาแพงในช่วงนี้แทนที่จะซื้อตามปกติ เกิดปรากฏการณ์ "รอของลดราคา" ที่ส่งผลต่อยอดขายในเดือนอื่นๆ

ข้อมูลจากการสำรวจพบว่าผู้บริโภคไทยมากกว่า 60% วางแผนการซื้อสินค้าล่วงหน้าอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ก่อนวัน 11.11 โดยเก็บสินค้าใส่ตะกร้าและรอวันที่ราคาลดลงจริง พฤติกรรมนี้แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคไทยกำลังเรียนรู้และปรับตัวให้ฉลาดขึ้นในการช็อปปิงออนไลน์

5. ผลกระทบต่อธนาคารและระบบการชำระเงิน
ระบบการชำระเงินดิจิทัลได้รับประโยชน์อย่างมากจากเทศกาล 11.11 การใช้ E-Wallet, Mobile Banking และ PromptPay เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ธนาคารและผู้ให้บริการ Fintech หลายรายเสนอโปรโมชั่นพิเศษ เช่น แคชแบ็ก ส่วนลดพิเศษเมื่อใช้บัตรเครดิต หรือการผ่อนชำระดอกเบี้ย 0%

มูลค่าการทำธุรกรรมผ่านระบบ E-Payment ในวัน 11.11 เพิ่มขึ้นกว่า 200% เมื่อเทียบกับวันปกติ สะท้อนให้เห็นถึงการเร่งรัดของสังคมไทยสู่ระบบ Cashless Society

แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะมีผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม แต่ 11.11 ก็มีด้านลบที่ควรให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาการบริโภคนิยมที่มากเกินไป ผู้บริโภคหลายรายซื้อสินค้าเกินความจำเป็นเพียงเพราะราคาถูก ส่งผลให้เกิดหนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากการใช้บัตรเครดิตและการผ่อนชำระ

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาสินค้าปลอมและคุณภาพสินค้าที่ไม่ตรงตามโฆษณา ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับผู้บริโภคและทำลายความเชื่อมั่นในระบบอีคอมเมิร์ซ ปัญหาขยะจากบรรจุภัณฑ์พัสดุก็เป็นอีกประเด็นสิ่งแวดล้อมที่ต้องแก้ไข

แต่อย่างไรก็ดี วัน 11.11 พิสูจน์แล้วว่าเป็นมากกว่าแค่กิมมิกทางการตลาด มันกลายเป็นปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่มีนัยสำคัญ สร้างมูลค่าหมุนเวียนหลายหมื่นล้านบาท กระตุ้นการจ้างงาน และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอีโคโนมี ดังนั้น 11.11 จึงไม่ใช่แค่วันคนโสด หรือวันช็อปปิงธรรมดา แต่เป็นโอกาสสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพในยุคดิจิทัล

ย้อน 7 เหตุการณ์ทหารกล้า เหยียบทุ่นระเบิดของเขมรลอบกัด

สังคมไทยเริ่มตั้งคำถาม ‘ทหารไทย’ ต้องเสียอีกกี่ขา? ปมพิพาทกับกัมพูชาถึงจะจบ...ถึงเวลาหรือยังที่รัฐบาลจะดำเนินการขั้นเด็ดขาด เพื่อปกป้องชีวิตทหาร ประชาชน และอธิปไตยของชาติ

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดตัวกระเช้าปีใหม่ “สุขชุมชน” รวมสุดยอดสินค้า GI ไทย 9 รายการ ส่งเสริมบริโภคสินค้าท้องถิ่น สร้างรายได้สู่ชุมชน

(11 พ.ย. 68) ที่ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (ทป.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเปิดตัวกระเช้าปีใหม่จีไอ “สุขชุมชน” ว่า กรมมุ่งเสริมแกร่งผู้ประกอบการ SME และเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้า GI อย่างเป็นรูปธรรม ตามแนวนโยบาย Quick Big Win ของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ผ่านการส่งเสริมการขึ้นทะเบียนสินค้า GI รายการใหม่ ๆ และผลักดันการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพ พร้อมขยายโอกาสทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อต่อยอดสินค้า GI ไทยสู่ตลาดอย่างมั่นคงและยั่งยืนโดยปัจจุบันมีสินค้า GI ไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว 243 รายการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 114,329 ล้านบาท

นางอรมนกล่าวว่า สำหรับต้อนรับเทศกาลปีใหม่ 2569 กรมฯ ร่วมกับ ท็อปส์ เครือเซ็นทรัล รีเทล ได้คัดเลือกสุดยอดสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) 9 รายการ จัดทำเป็นกระเช้าปีใหม่จีไอ “สุขชุมชน” เพื่อส่งเสริมการบริโภคสินค้าท้องถิ่น สร้างรายได้สู่ชุมชน และส่งต่อความสุขความปรารถนาดีจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคในช่วงปีใหม่ที่จะมาถึง โดย GI 9 รายการ ประกอบด้วย สินค้า GI ในกลุ่มอาหาร 6 รายการ ได้แก่ 

1.ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง มีคุณค่าทางโภชนาการ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด 
2.ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ 
3.พริกไทยจันท์ (จันทบุรี) มีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการย่อยอาหาร ลดอาการท้องอืดและใช้เป็นสมุนไพรไล่ลม 
4.สับปะรดภูแลเชียงราย ให้วิตามินซีสูงช่วยต้านอนุมูลอิสระและดีต่อระบบขับถ่าย 
5.ลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน มีคุณสมบัติช่วยลดความเครียด ให้พลังงานและบำรุงเลือด 
6.ถั่วลายเสือแม่ฮ่องสอน ที่ผ่านกระบวนการคั่วด้วยเกลือแบบภูมิปัญญาท้องถิ่น รสชาติหวานมันปนเค็มอ่อนๆ เป็นแหล่งโปรตีนจากพืชชั้นดี และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

นอกจากนี้ มีสินค้า GI ในกลุ่มเครื่องดื่ม 3 รายการ ได้แก่ 

1.ชาเชียงราย ใบชามีกลิ่นหอมละมุน มีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มความผ่อนคลาย 
2.น้ำหมากเม่าสกลนคร อุดมด้วยสารอาหาร มีปริมาณสารแอนโธไซยานินสูง ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน
3.กาแฟเทพเสด็จ (เชียงใหม่) กาแฟพันธุ์อาราบิก้า ที่ปลูกแบบธรรมชาติร่วมกับไม้ป่า

“สินค้า GI ทั้ง 9 รายการ ล้วนเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศมาอย่างยาวนาน โดยสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 469 ล้านบาทต่อปี ซึ่งในปี 2569 จะมีการผลักดันสินค้าท้องถิ่นจดทะเบียนจีไออีกกว่า 20 รายการ และจะมีการต่อยอดความร่วมมือนำสินค้าจีไอไปจัดเป็นชุดกระเช้าหรือจำหน่ายในเทศกาลอื่น ๆ ต่อไป กับทั้งที่ท็อปส์ และห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ทุกราย” นางอรมน กล่าว

ด้านนายจักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด กล่าวว่า ท็อปส์ให้สนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยของไทยต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้า GI ที่ท็อปส์มีผลิตภัณฑ์ให้เลือกกว่า 90 รายการ สำหรับกระเช้า “สุขชุมชน” เป็นความต่อเนื่องปีที่สอง โดยจัดเตรียมให้เลือก 2,000 ชุด ราคาประมาณ 1,799 บาท เพิ่มจากปีก่อนที่มียอดขาย 1,000 ชุด ซึ่งประเมินว่าตลาดกระเช้าปีใหม่ ช่วงปีใหม่น่าจะยังขยายตัวได้เกิน 2 หลัก และยอดซื้อเริ่มเข้ามาแล้ว

(สุรินทร์) มทบ.25 ร่วมงาน "ชาวช้างร่วมใจ ถวายอาลัยแม่ของแผ่นดิน"เพื่อน้อมถวายอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 มอบหมายให้ พันเอก บุญส่ง พรมนิล รองเสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 25 ร่วมงาน "ชาวช้างร่วมใจ ถวายอาลัยแม่ของแผ่นดิน"เพื่อน้อมถวายอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ จัดกิจกรรม "ชาวช้างร่วมใจ ถวายอาลัยแม่ของแผ่นดิน" เพื่อน้อมถวายอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บริเวณปะรำพิธี หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีช้างร่วมกิจกกรมดังกล่าวกว่า 300  เชือก  

โดยมี นายประภาส ศรีจันทร์เวียง และนางธัญพร มุ่งเจริญพร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณะสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ บุคลากรในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย 

‘ประชาธิปัตย์’ ชูแนวคิด Co-Design Policy ชวนคนรุ่นใหม่ร่วมสร้างนโยบายแห่งอนาคต ผ่านเวที Youth Policy Hackathon 2025 เชื่อ!! เมืองที่ดีสร้างได้จากมือคนรุ่นใหม่

ปชป. เปิด 'Youth Policy Hackathon 2025' ท้าคนรุ่นใหม่ 18-35 ปี ร่วมสร้าง "นโยบายแห่งอนาคต" ชู 'Co-Design Policy' เปลี่ยนไอเดียสู่การขับเคลื่อนประเทศจริง

(11 พ.ย.68) – นางรัดเกล้า สุวรรณคีรี (เนเน่) รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เชิญชวนผู้มีอายุระหว่าง 18–35 ปี มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดทิศทางของประเทศ ผ่านเวที “Youth Policy Hackathon 2025” ที่มุ่งสร้างประสบการณ์ 'Co-Design Policy' เพื่อเปลี่ยนพลังทางความคิดให้กลายเป็นความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้จริง โดยเฉพาะในยุคที่ความท้าทายของประเทศมีความซับซ้อน การเมืองจำเป็นต้องก้าวข้ามกรอบความคิดแบบเดิม และเปิดรับมุมมองที่หลากหลายจากคนทุกกลุ่มอย่างเป็นระบบ Policy Hackathon 

"เราเชื่อว่านโยบายที่ดีที่สุดต้องเกิดจากการมีส่วนร่วม (Co-Design) แคมเปญนี้จึงอยากเชิญชวนให้มา 'Hack' ความคิดและเปลี่ยนพลังของคนรุ่นใหม่ให้กลายเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ขับเคลื่อนประเทศได้จริง" รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

กิจกรรมนี้เป็นการส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ได้ "ฟังจริง คิดจริง ทำจริง" เปิดโอกาสให้นำเสนอ “Policy Pitch” ต่อหน้าคณะกรรมการที่มีประสบการณ์บริหารประเทศโดยตรง อาทิ นายชวน หลีกภัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรับฟังการเปิดมุมมองเศรษฐกิจจาก นายกรณ์ จาติกวณิช ในวันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ณ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์

พรรคประชาธิปัตย์เชื่อมั่นว่า การมีส่วนร่วมดังกล่าวจะนำไปสู่การสร้างสรรค์นโยบายที่ทันต่อสถานการณ์ และเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นว่า "การเมืองที่ดี...สร้างได้จากมือของเรา"

สำหรับไฮไลต์ของงาน จะมีกิจกรรมสนุกตลอดวัน — ฟังจริง คิดจริง ทำจริง!
09.30 | What is wrong with the world today โดย พี่กรณ์ จาติกวณิช
10.30 | How to create Public Policy โดย กูรู รับเชิญพิเศษ
11.30 | Workshop สุดมัน เลือกทีม 6 กลุ่ม เพื่อลุยสร้างนโยบายที่ใช่ในแบบของคุณ
13.00 | Meet the Mentors!

พบพี่ ๆ รุ่นใหม่สุดเจ๋ง!
• พี่อ้อ การดี เลียวไพโรจน์
• พี่อาร์ท วีระพงษ์ ประภา
• พี่เนเน่ รัดเกล้า สุวรรณคีรี
• พี่เอิร์ท พงศกร ขวัญเมือง
• พี่จ๊อบ อิสรา สุนทรวัฒน์
• พี่จูรี นุ่มแก้ว

15.00 | Policy Pitch
นำเสนอ “นโยบายเด็ด ๆ สด ๆ จากน้อง ๆ” กลุ่มละ 7 นาที ต่อหน้าคณะกรรมการ ผู้มีประสบการณ์บริหารประเทศ!!

16.00 | ประกาศผลและมอบรางวัล โดย ลุงชวน หลีกภัย และ พี่มาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

พิเศษสุดสำหรับผู้เข้าร่วมทุกคน...จะรับใบประกาศนียบัตร พร้อมโอกาส Meet & Greet ใกล้ชิด กับผู้นำในดวงใจ ...ถ่ายรูป เซ็นชื่อ เก็บโมเมนต์ได้ไม่จำกัดช็อต
(เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ – 20 พฤศจิกายน 2568 รับจำนวนจำกัด)
https://docs.google.com/.../1FAIpQLScZHLpac.../viewform...


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top