Sunday, 2 August 2026
Hard News Team

GDP พุ่ง 4.1% เร็วที่สุดในกลุ่ม G20 รั้งอันดับ 3 ของโลก แม้เผชิญคว่ำบาตร

(25 มี.ค. 68) รัสเซียสร้างแรงสั่นสะเทือนให้เวทีเศรษฐกิจโลก หลังสามารถขึ้นเป็นอันดับ 3 ของประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจเร็วที่สุดในกลุ่ม G20 ประจำปี 2024 ด้วยอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) 4.1% ติดต่อกันเป็นปีที่สอง ตามการวิเคราะห์ของ Sputnik International ที่อ้างอิงจากข้อมูลสถิติระดับประเทศ

อินเดียจะชะลอตัวจาก 8.8% ในปี 2023 ลงมาอยู่ที่ 6.7% ในปี 2024 แต่ก็ยังครองอันดับ 1 ของกลุ่ม G20 ตามมาด้วยจีน ซึ่งขยายตัว 5% เท่ากับอินโดนีเซีย ขณะที่รัสเซียไต่อันดับขึ้นมาอย่างแข็งแกร่ง แม้ต้องเผชิญมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

ท่ามกลางแรงกดดันจากชาติตะวันตก เศรษฐกิจรัสเซียยังสามารถเติบโตได้อย่างโดดเด่น โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ 

1. การพึ่งพาตลาดภายในประเทศ – กระตุ้นการบริโภคและการผลิตภายใน ลดการพึ่งพาสินค้าจากต่างประเทศ 
2. การส่งออกพลังงานไปยังพันธมิตรใหม่ – หันไปทำการค้ากับจีน อินเดีย ตุรกี และประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งช่วยชดเชยตลาดที่สูญเสียจากการคว่ำบาตร 
3. การลงทุนภาครัฐในอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน – โครงการขนาดใหญ่ได้รับงบประมาณสนับสนุนต่อเนื่อง กระตุ้นเศรษฐกิจภายในให้เติบโต

นอกจากอินเดีย จีน อินโดนีเซีย และรัสเซียแล้ว บราซิล มาเป็นอันดับ 4 ด้วยอัตราการเติบโต 3.4% ขณะที่ ตุรกี อยู่อันดับ 5 ที่ 3.2%

ในทางกลับกัน เยอรมนีและอาร์เจนตินา เผชิญกับเศรษฐกิจหดตัวติดต่อกันเป็นปีที่สอง ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจในบางส่วนของโลกตะวันตก ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อ ความไม่แน่นอนทางการเมือง และผลกระทบจากความขัดแย้งในยูเครน

ความสำเร็จของรัสเซียในการรักษาการเติบโตสูงภายใต้แรงกดดันจากตะวันตก อาจสะท้อนให้เห็นแนวโน้มใหม่ของ การจัดระเบียบเศรษฐกิจโลก โดยประเทศที่เคยถูกมองว่า 'ถูกตัดขาด' จากระบบการเงินตะวันตก กลับสามารถปรับตัวและขยายเศรษฐกิจได้อย่างแข็งแกร่ง

‘เอกนัฏ’ ส่ง ‘ทีมสุดซอย’ ตรวจเครือข่ายลักลอบนำเข้าฝุ่นแดงกว่า 10,000 ตัน สั่ง! ตั้งกรรมการสอบ หลังพบปลอมแปลงเอกสารราชการเปิดทางนำเข้า

‘เอกนัฏ’ ส่ง ‘ทีมสุดซอย’ ตรวจสอบเครือข่ายลักลอบนำเข้าฝุ่นแดงกว่า 10,000 ตัน อึ้ง! พบปลอมแปลงเอกสารราชการเพื่อเปิดทางนำเข้า คาดทำเป็นขบวนการ สั่ง! ตั้งกรรมการสอบ ลงโทษขั้นเด็ดขาด

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้รับรายงานว่า พบการปลอมแปลงเอกสารของทางราชการเพื่อใช้เป็นใบเปิดทางในการนำเข้าฝุ่นแดงจากต่างประเทศเข้ามายังประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย จึงได้สั่งการให้ “ทีมตรวจการสุดซอยกระทรวงอุตสาหกรรม” นำโดย นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายเอกนิติ รมยานนท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายเตมีย์ พันธุวงค์ราช ผู้ช่วยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ลงพื้นที่ตรวจสอบ 

จากการตรวจสอบบริษัท เคเอ็มซี 1953 จำกัด พบว่า บริษัทฯ เป็นผู้นำเข้าและยอมรับว่ามีการนำเข้าฝุ่นแดงจริง พร้อมแสดงข้อมูลใบขนสินค้าระหว่างเดือนกรกฎาคม 2567 ถึง มกราคม 2568 จำนวนการนำเข้า 33 ใบขน โดยสำแดงเป็นฝุ่นสังกะสี (Zinc dust) และผงสังกะสี (Zinc concentrate) จำนวน 10,262 ตัน จากประเทศอินโดนีเซีย เม็กซิโก แอฟริกาใต้ โรมาเนีย โมร็อคโก และตุรกี โดยจากการตรวจสอบพบว่าสินค้าที่สำแดงว่าเป็นฝุ่นและผงสังกะสีนั้นคือ 'ฝุ่นแดง' เป็นกากอุตสาหกรรมที่เกิดจากกระบวนการหลอมเหล็ก มีการปนเปื้อนด้วยโลหะหนัก เข้าข่ายเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ที่เป็นของเสียเคมีวัตถุตามบัญชี 5.2 ของประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ. 2556 รวมทั้งเข้าข่ายเป็นของเสียอันตรายตามอนุสัญญาบาเซล การนำเข้ามาในประเทศไทยต้องได้รับอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหน่วยงานผู้มีอำนาจ (Competent Authority : CA) ของประเทศไทยเท่านั้น อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ไม่มีการขออนุญาตและไม่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าฝุ่นแดงดังกล่าวแต่อย่างใด ทั้งนี้ กลับพบว่ามีการปลอมแปลงเอกสารของสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี ด้วยการแก้ไขและดัดแปลงข้อความว่า สินค้าที่นำเข้านั้นไม่เข้าข่ายเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 และไม่เข้าข่ายเป็นของเสียอันตรายตามอนุสัญญาบาเซล โดยการนำหนังสือที่ปลอมแปลงนั้นไปแสดงเพื่อใช้เป็นใบเปิดทางในการนำเข้าฝุ่นแดงจากต่างประเทศเข้ามายังประเทศไทยโดยไม่ต้องขออนุญาต ซึ่งผิดกฎหมาย คาดว่าการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวมีการวางแผนทำกันเป็นขบวนการ โดยอาจมีเจ้าหน้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าวด้วย

ทีมตรวจการสุดซอยกระทรวงอุตสาหกรรม จึงได้ตรวจสอบเพิ่มเติม พบว่า หนังสือราชการที่ออกโดยสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี ตอบข้อหารือของกรมศุลกากร ในประเด็นสินค้าที่จะนำเข้า เข้าข่ายเป็นวัตถุอันตรายหรือของเสียอันตรายตามอนุสัญญาบาเซลหรือไม่ มีความผิดปกติในหลายประเด็น อาจส่งผลให้มีการนำเข้าขยะและของเสียอันตรายเข้ามาสู่ประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมจึงสั่งการให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้รายงานผลการตรวจสอบภายใน 15 วัน หากพบว่า เจ้าหน้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดให้ดำเนินการลงโทษขั้นเด็ดขาด พร้อมทั้งสั่งการให้ขยายผลขบวนการปลอมแปลงเอกสารราชการเพื่อใช้ในการลักลอบนำเข้าของเสียอันตรายโดยไม่ถูกต้อง หากเชื่อมโยงถึงผู้ใดให้ดำเนินคดีทั้งหมด

ตร.ร่วมภาคี แถลงผลการส่งคลิปกล้องหน้ารถ โครงการ “อาสาตาจราจร” เผยศาลลงโทษหนักคดีชนคนบนทางม้าลาย 

(25 มี.ค. 68) เวลา 13.30 น. ณ ห้องสารสิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา 
ผู้ช่วย ผบ.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์  ผู้บัญชาการศึกษา/หัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร  พล.ต.ต.ธวัช วงศ์สง่า รอง ผบช.น. พล.ต.ต.สุทธิพงศ์ แจ้งอริยวงศ์ รอง ผบช.สยศ.ตร. พล.ต.ต.สหัสสชัย  โลจายะ ผบก.ผค. พ.ต.อ.ฐิรวิทย์ บุษบัน รอง ผบก.จร. และ พ.ต.อ.สุขสวัสดิ์ คูสิทธิผล รอง ผบก.ทล. พร้อมด้วย นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ คุณ กานดา วัฒนายิ่งสมสุข ที่ปรึกษาฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด(มหาชน) สถานีวิทยุพิทักษ์สันติราษฎร์ สวพ.91 และ สถานีวิทยุ จส.100 ร่วมแถลงผลการขับเคลื่อนโครงการ อาสาตาจราจร ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 4โดยยังคงมอบเงินรางวัลให้กับเจ้าของคลิปกล้องหน้ารถที่บันทึกอุบัติเหตุทางถนนหรือการกระทำผิดกฎจราจรที่เป็นเหตุการณ์สำคัญที่สามารถใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี หรือเป็นคลิปที่เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่จะช่วยให้ประชาชนเกิดการตระหนักรู้ในการขับขี่ตามกฎจราจร โดยงานวันนี้ มีการมอบรางวัล ให้กับคลิปที่ได้รับการคัดเลือก ประจำเดือน ธ.ค.67 และ ม.ค.68 รวม 20 รางวัล เป็นเงินทั้งสิ้น จำนวนทั้งสิ้น 100,000 บาท  โดยบริษัท วิริยะประกันภัย เป็นผู้สนับสนุน

พล.ต.ท.นิธิธรฯ กล่าวว่า คลิปจากประชาชนถือเป็นหลักฐานสำคัญในการติดตามผู้กระทำผิด รวมถึงสามารถนำไปใช้เป็นพยานในชั้นศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากไม่มีคลิปเหล่านี้ การจะชี้ว่าฝ่ายไหนเป็นผู้ทำผิดกฎจราจรอาจจะพิสูจน์ลำบาก แต่คลิปที่ประชาชนส่งมาทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าผู้ใดเป็นผู้ฝ่าฝืนกฎจราจร เช่น คลิปจักรยานยนต์ที่เฉี่ยวชนคนเดินข้ามถนน บริเวณโรงพยาบาลสถาบันโรคไต ภูมิราชนครินทร์ ซึ่งบันทึกเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุและนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานให้กับทาง สน.พญาไท ดำเนินคดีกับผู้ขับขี่ ฟ้องศาลในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ โดยศาลวางข้อกำหนดให้ชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 240,500 บาท  หรือคลิปจักรยานยนต์ฝ่าฝืนมาขับขี่ในช่องทางด่วนบริเวณถนนวิภาวดีรังสิต เฉี่ยวชนกับรถยนต์ที่แซงช่องทางด้านซ้ายโดยผิดกฎหมาย  ซึ่งคลิปนี้เป็นตัวอย่างของการฝ่าฝืนกฎจราจรทั้งสองฝ่ายจนเกิดอุบัติเหตุ  
สำหรับโครงการนี้มุ่งหวังให้ประชาชนช่วยกันสร้างวัฒนธรรมการขับขี่ปลอดภัย สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าร่วมกิจกรรม สามารถส่งคลิปมายังช่องทาง เพจอาสาตาจราจร เพจตำรวจทางหลวง เพจกองบังคับการตำรวจจราจร รวมถึงเพจเครือข่ายที่ร่วมโครงการ ได้แก่เพจมูลนิธิเมาไม่ขับ, สวพ.91 และ จส.100  คลิปที่มีเนื้อหาน่าสนใจผ่านการคัดเลือก นอกจากได้รับเงินรางวัลแล้วยังได้รับใบประกาศเกียรติคุณจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะพลเมืองดี ช่วยส่งพยานหลักฐานเพื่อช่วยคนดีชี้คนผิด เป็นส่วนหนึ่งในการลดอุบัติเหตุทางถนน

ทางด้าน นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันนอกจากการบังคับใช้กฎหมายแล้ว มาตรการ Social Sanction เป็นอีกมาตรการหนึ่ง ที่ช่วยสร้างการตระหนักให้ผู้ใช้ทางปฏิบัติตามกฎจราจร เพราะหากฝ่าฝืนกฎหมายเมื่อไร จะมีตาจราจรคอยบันทึกเหตุการณ์ นอกจากส่งไปให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีแล้ว ยังอาจมีคลิปปรากฏในสื่อโซเชียลได้อีก ดังนั้นจะทำให้เกิดความยับยั้งชั่งไม่ทำผิดกฎจราจร และยืนยันพร้อมขับเคลื่อนโครงการนี้ต่อไปเป็นปีที่ 4 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่าง ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ที่จะช่วยกันสร้างความปลอดภัยบนท้องถนน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชน ขอให้ปฏิบัติตามกฎจราจรโดยเคร่งครัด  โดยเฉพาะข้อหาความผิดเน้นหนัก ได้แก่ ดื่มแล้วต้องไม่ขับ รัดเข็มขัด และสวมหมวกนิรภัย ปฏิบัติตาม สัญญาณไฟ และขับรถตามความเร็วที่กฎหมายกำหนด เพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุและสร้างความปลอดภัย บนท้องถนน ร่วมกัน   

สหรัฐฯ เผลอเผยแผนโจมตีกลุ่มกบฏฮูตีในแชต เจ้าหน้าที่มะกันยอมรับความผิดพลาดและเตรียมตรวจสอบภายใน

(25 มี.ค. 68) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเมื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ ได้เปิดเผยแผนการรบที่กำหนดไว้ในเยเมนในแชตกลุ่มที่มีนักข่าวอยู่โดยไม่ได้ตั้งใจ ก่อนที่แผนนั้นจะถูกนำไปใช้ในการโจมตีกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนในเวลาต่อมา

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้อภิปรายแผนการทางทหารในเยเมนในกลุ่มแชตที่มีผู้เข้าร่วมหลากหลาย รวมถึงนักข่าวที่ทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์ต่างประเทศ ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวสู่สาธารณะ 

โดยหนึ่งในนักข่าวที่อยู่ในกลุ่มแชตดังกล่าวคือ เจฟฟรี่ย์ โกลด์เบิร์ก จากนิตยสาร The Atlantic ซึ่งเขาอ้างว่าได้ถูกเพิ่มเข้าไปในกลุ่มลับที่มีรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ และรัฐมนตรีกลาโหม พีท เฮกเซธ  อยู่ด้วย โดยไม่ได้ตั้งใจ

โกลด์เบิร์กกล่าวอีกว่า เขาเห็นแผนการทางทหารลับของสหรัฐฯ สำหรับการโจมตีกลุ่มกบฏฮูตี ซึ่งรวมถึงชุดอาวุธ เป้าหมาย และกำหนดเวลา สองชั่วโมงก่อนที่จะเกิดเหตุระเบิด

และเพียงไม่นานหลังจากแผนรบถูกเปิดเผยในแชต กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนก็ถูกโจมตีตามแผนที่ถูกเปิดเผย ซึ่งทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของข้อมูลลับ และการควบคุมข้อมูลภายในรัฐบาลสหรัฐฯ

“มันเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างแน่นอน และดูเหมือนว่าจะเกิดข้อผิดพลาดขึ้น” นายโรเจอร์ วิกเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการกองทัพวุฒิสภา ซึ่งเป็นสมาชิกพรรครีพับลิกันของรัฐมิสซิสซิปปี้กล่าว

ล่าสุด เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องได้แถลงการณ์ขอโทษเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ โดยยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการสื่อสารที่ไม่ระมัดระวัง และยืนยันว่าจะมีการตรวจสอบภายในเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต

แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวกล่าวในแถลงการณ์ว่า “การโจมตีกลุ่มฮูตีประสบความสำเร็จและมีประสิทธิผลเป็นอย่างมาก ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงมีความเชื่อมั่นสูงสุดต่อทีมความมั่นคงแห่งชาติของเขา รวมถึงที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติ ไมค์ วอลทซ์”

ขณะที่แผนการโจมตีฮูตีในเยเมนยังคงเป็นประเด็นที่มีความสำคัญในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐฯ และพันธมิตรในตะวันตกมองว่า กลุ่มฮูตีมีบทบาทสำคัญในการปั่นป่วนเสถียรภาพของเยเมนและภาคพื้นใกล้เคียง

ขณะเดียวกัน กลุ่มฮูตีและพันธมิตรของพวกเขาในเยเมนได้ตอบโต้การโจมตีครั้งนี้ด้วยการประณามการกระทำของสหรัฐฯ และกล่าวหาว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นการแทรกแซงที่ไม่เป็นธรรมในกิจการภายในของประเทศ

ทั้งนี้ การเปิดเผยแผนการทางทหารในแชตกลุ่มนี้สร้างแรงกระเพื่อมในแวดวงการทูตและความมั่นคงทั่วโลก โดยมีการเรียกร้องให้มีการดำเนินการที่เข้มงวดขึ้นในการรักษาความลับ และข้อมูลทางทหารในอนาคต

การอบรมหลักสูตรอาชีพเพื่อเลื่อนฐานะ ชั้นจ่าเอก พรรคนาวิน เหล่าทหารขนส่ง กรมการขนส่งทหารเรือ

(22 มี.ค. 68) กรมการขนส่งทหารเรือ โดย นาวาเอก เทพกร อินทร ผู้อำนวยการกองวิทยาการกรมการขนส่งทหารเรือ พร้อมคณะครู ได้นำนักเรียนหลักสูตรอาชีพเพื่อเลื่อนฐานะชั้นจ่าเอก พรรคนาวิน เหล่าทหารขนส่ง จำนวน 33 นาย เข้าศึกษาดูงานการผลิตรถยนต์โดยสาร ณ บริษัท อู่เชิดชัยอุตสาหกรรม จำกัด อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา

ซึ่งการศึกษาและดูงานนอกหน่วยในครั้งนี้ เป็นการเพิ่มพูนความรู้ ประสบการณ์ให้กับผู้เข้ารับการอบรมได้ทราบถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ ในสายวิทยาการขนส่ง และได้รับความรู้เกี่ยวกับกระบวนการผลิตยานยนต์  ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ในด้านงานส่งกำลังบำรุง เพื่อมาประยุกต์ใช้ในสายวิชาชีพต่อไป

#กองทัพเรือที่ประชาชนเชื่อมั่นและภาคภูมิใจ
#เทิดทูนสถาบัน_ป้องกันรัฐ_พัฒนาชาติ_ราษฎร์ศรัทธา
#กรมการขนส่งทหารเรือ

เชียงใหม่-กองบิน 41 จัดพิธีส่งข้าราชการและทหารกองประจำการไปปฏิบัติราชการสนาม

(24 มี.ค. 68) นาวาอากาศเอก ปรธร จีนะวัฒน์ ผู้บังคับการกองบิน 41 เป็นประธานในพิธีส่งข้าราชการและทหารกองประจำการไปปฏิบัติราชการสนาม พร้อมทั้งให้โอวาทเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่กำลังพลในการเดินทางไปราชการสนาม โดยมีหัวหน้าหน่วยขึ้นตรงกองบิน 41 ร่วมเป็นเกียรติในพิธี ณ หอประชุมเดชะตุงคะ กองบิน 41
     
ทั้งนี้ ได้มีข้าราชการและทหารกองประจำการในสังกัดกองบิน 41 ที่ไปปฏิบัติราชการสนาม ณ ฝูงบิน 416 (เชียงราย) และสถานีรายงานดอยอินทนนท์ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ในวาระ 1 เมษายน 2568 รวมจำนวนทั้งสิ้น 38 คน โดยในพิธี ได้ทำการนิมนต์พระสงฆ์ มาประพรมน้ำพระพุทธมนต์เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ข้าราชการและทหารกองประจำการที่ไปปฏิบัติราชการสนามในครั้งนี้

‘แยม ฐปณีย์’ ขอใช้สิทธิพาดพิงนอกสภาฯ หลังถูก ‘ภูมิธรรม’ ย้ำปมไม่ได้รับเชิญทำข่าวอุยกูร์ที่จีน

(25 มี.ค. 68) แยม ฐปณีย์ เอียดศรีไชย โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า ขอใช้สิทธิพาดพิงนอกสภาฯค่ะ ว่าจะไม่ตอบโต้อะไรเรื่องการไม่ได้ตามคณะรองนายกรัฐมนตรี นายภูมิธรรม เวชยชัย ไปเยี่ยมชาวอุยกูร์ที่ซินเจียง และที่ผ่านมาก็แค่ตั้งคำถามทั่วไปว่า ทำไมท่าน (รัฐบาล) จึงไม่เลือกให้ไป ไม่เคยจะไปกล่าวหาทางคณะ หรือไปดูถูกเพื่อนสื่อมวลชนที่ร่วมคณะไป

แต่จากการชี้แจงของท่านรองนายกฯภูมิธรรม ที่บอกว่า "ผมเอาสื่อไปด้วยนะครับ ใครจะมาบอกว่าสื่อเหล่านี้ถูกคลอบงำโดยรัฐบาลผมว่ากล่าวหาเขาเกินไป ไม่ว่าใครก็ตามที่กล่าวหาผมมีตัวแทนเนชั่นทีวี ผู้สนใจการเมืองรู้ดีว่าเนชั่นเป็นแบบไหน
ผมมีตัวแทนของช่อง3 ไป อาจไม่ใช่ผู้สื่อข่าวบางส่วน แต่ตัวแทนช่อง 3 ผมเห็นคุณสรยุทธบอกว่าเชื่อมั่นในจรรยาบรรณคนของเค้าจะทำหน้าที่ได้ดี ไม่เหมือนใครหลายคนว่าไม่เหมือนตัวเองก็ไม่รับ"

คือฟังท่านภูมิธรรม ขออนุญาตเรียกพี่อ้วน กล่าวแบบนี้ คนฟังคิดเป็นอื่นไปไม่ได้ว่าต้องเป็นแยม ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ตอนพี่อ้วนบอกว่า มีตัวแทนช่อง 3 ที่อาจไม่ใช่ผู้สื่อข่าวบางส่วน ไม่ใช่บางคน ก็ยังคิดว่าหมายถึงรวมๆ ไหม แต่พอระบุอ้าง คุณสรยุทธ ก็ยิ่งทำให้ชัดเจนว่า ผู้สื่อข่าวที่พี่อ้วน กล่าวถึง ต้องใช่แยมแน่นอน!!

เพราะก่อนหน้านี้ พี่ยุทธ ได้พูดเรื่องนี้ในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ มีคนตัดคลิปช่วงที่พี่ยุทธพูด ไปแชร์กันมากมาย รวมถึงไปเขียนลงเพจกัน จนคนเข้ามาแสดงความเห็นในเพจและไปทำข้อความกล่าวหาว่าแยมเป็นนักข่าวไร้สังกัด ไม่มีสังกัด !!! โดยในข่าวระบุว่า

"ถามว่าทำไมนักข่าวท่านหนึ่ง ซึ่งหลายคนคาดหวังว่า เค้าอยากจะไป ผมได้ถามแล้วเพราะว่าเค้าไม่ได้สังกัดช่องนักข่าวท่านนั้นเค้าไม่ได้สังกัดช่อง อันนี้เค้าไปในนามช่องซึ่งต้องทำพูล ทำพูลคือทำในนามช่อง ออกอากาศและให้ทุกช่องออกอากาศ เดี๋ยวมันจะเกิดปัญหา เพาะไม่ได้สังกัดช่องเลย ไม่เข้าใจเงื่อนไข อ่ะที่ถามมา ผมถามให้หมดแล้ว"

นี่คือสิ่งที่พี่ยุทธ เล่าในข่าว ซึ่งจริงๆ แยมว่าจะปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปแล้ว เพราะทางคณะก็ไปมาแล้วและแยมคิดว่าให้ข่าวที่ออกมาอธิบายตัวมันเองว่าคนไทยจะเชื่อมั่นตามนั้นหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่ใจแยมเอง ตั้งใจอยากไปเพื่อจะได้รายงานข่าวว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร 

แต่จากข่าวของพี่ยุทธ ที่รายงานก็ไม่ถูกต้อง และที่บอกว่าผมถามมาหมดแล้วนั้น พี่ยุทธ ไม่เคยถามแยมค่ะ มาถามแยมสักหน่อยจะได้ชี้แจงได้ว่าเรื่องมันเป็นอย่างไร  และหลังข่าวนี้เผยแพร่ไป ก็มีทั้งเพจ IO หรือคนที่คิดต่าง เข้ามาโจมตีกล่าวหาใส่ร้ายแยมอย่างเสียหาย 

แต่พอท่านรองนายกฯ พี่อ้วนเอาคำกล่าวอ้างที่ผิดๆ ของพี่ยุทธ ไปพูดในสภาฯ ไปกล่าวหาด้วยถ้อยคำพูดดูหมิ่นสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน แม้พี่อ้วนจะไม่ได้เอ่ยนาม แต่จากบริบทและความหมาย เป็นใครอื่นไม่ได้นอกจาก แยม

จึงขอใช้สิทธิตรงนี้ ชี้แจงการถูกพาดพิงของท่านรองนายกฯภูมิธรรม รวมถึงชี้แจงไปถึงพี่ยุทธ 

ที่บอกว่าแยมไม่ได้สังกัดช่อง 3 คงไม่ถูก เพราะแยมเป็นผู้สื่อข่าวรายการข่าว 3 มิติ เป็นผู้ช่วยบรรณาธิการรายการข่าว 3 มิติ แม้แยมจะเป็นพนักงานของบริษัทฮอทนิวส์ ของคุณกิตติ สิงหาปัด ที่เป็นบริษัทร่วมผลิตรายการข่าว 3 มิติกับช่อง 3 แยมก็มีสิทธิในการใช้อุปกรณ์และทีมงานของช่อง3 เหมือนทีมงานรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ที่เป็นบริษัทร่วมผลิตของพี่ยุทธ เหมือนกับรายการข่าว3 มิติ 

ถ้าแยมที่เป็นลูกน้องพี่กิตติ ไม่ได้สังกัดช่อง3 แล้วทีมงานพี่ยุทธ รวมถึงพี่ยุทธ ที่ไม่ได้เป็นพนักงานบริษัทของช่อง 3 ก็ไม่ได้สังกัดช่อง 3 ด้วยสิ!!

แยมไม่คิดว่าจะต้องมาอธิบายเรื่องอะไรพวกนี้ให้วุ่นวาย แต่เมื่อถูกพาดพิงในสภาฯ และถูกนำไปวิจารณ์ให้ได้รับความเสียหายแบบนี้ก็เลยต้องบอกย้ำให้จบๆ ว่า แม้แยมจะไม่ได้เป็นพนักงานบริษัทช่อง3 แต่แยมก็ได้รับเกียรติและศักดิ์ศรีในการเป็นคนของช่อง 3 มาโดยตลอด เพราะข่าว 3 มิติ ก็เป็นรายการสังกัดช่อง3 ค่ะ

แล้วที่ผ่านมาแยมก็ได้เป็นตัวแทนพลูไปทำข่าวต่างประเทศกับนายกรัฐมนตรี เช่นนายกฯเศรษฐา ทวีสิน ก็ได้รับเชิญให้ไปทำรายงานพิเศษของรายการข่าว 3 มิติ และท่านรองนายกฯ ภูมิธรรม ก็ยังเชิญแยมไปร่วมทำข่าวพูลในกรณีท่านไปตรวจน้ำท่วมภาคเหนือ แล้วยังจะมีไปทำพลูกับกระทรวงการต่างประเทศ กรณีรมว.กระทรวงการต่างประเทศมาริษ เสงี่ยมพงษ์ ไปรับตัวประกันอิสราเอล ก็ไปทำพูลทั้งในนามรายการข่าว 3 มิติ และ The Reporters ทางรัฐบาลก็เชิญไปแยมไปอยู่ค่ะ ถ้างานนั้นเข้ากับเนื้อหารายการข่าว 3 มิติ หรือแม้แต่คิวพูลสื่อออนไลน์ก็มี ก็จะวนเปลี่ยนกันไป 

ดังนั้นการจะมาอ้างว่าเพราะแยมไม่ได้สังกัดช่อง เลยไม่ได้ไปพูลนั้น ขัดกับความเป็นจริง เพราะใครๆก็รู้ว่าเหตุที่แยมไม่ได้ไป เพราะแยมรายงานข่าวอุยกูร์แบบตรงไปตรงมา ซึ่งแยมเสนอตัวที่จะไปเพราะ ท่านรองนายกฯ ประกาศไว้ในวันแถลงข่าว 27 ก.พ.68 ว่าจะเชิญสื่อไปเยี่ยมชาวอุยกูร์ จะพาไปเยอะๆ ก็คิดว่าท่านจะให้สื่อไปกันเยอะๆ จริง 

แยมก็ส่งข้อความไปบอกท่านรองนายกฯ บอกผ่านท่านทวี บอกผ่านคุณจิรายุ รวมถึงอดีตโฆษกกลาโหม ที่ตอนนั้นทราบข่าวว่าทางกลาโหมจะเลือกสื่อสายทหารเป็นพูลไป

แยมไม่อยากลงลึกในรายละเอียดขั้นตอนว่าทำอะไรไปบ้าง น่าจะพลาดอยู่อย่างเดียวที่ไม่ได้แจ้งหรือถามพี่คนหนึ่งที่เป็นคนตัดสินใจเรื่องสื่อตามนายกรัฐมนตรี และงานสำคัญของรัฐบาล จึงถูกปัดชื่อตกในที่สุด (ทั้ง ๆ ที่มีข่าวว่าจะมีชื่อเป็นคิวพูลไปด้วย)

ไม่นับที่ทางสถานทูตจีนเชิญแยมไปคุยทำความเข้าใจเรื่องอุยกูร์ เขาบอกว่าจะเชิญแยมไปซินเจียงด้วย แต่รอบคณะของนายกฯ คงไม่ทัน เพราะทางรัฐบาลไทยเลือกสื่อไปแล้ว คือจีนเขาก็ไม่ได้จะอคติ ไม่ได้อยากจะสกัดไม่ให้แยมไปซินเจียง แต่ทำไมรัฐบาลไทยถึงไม่ให้ไป 

คือเรื่องอุยกูร์ แยมก็เป็นแค่นักข่าว ที่ไปทำข่าวการพบชาวอุยกูร์กลุ่มนั้นเมื่อ 11 ปีที่แล้ว ก็ทำข่าวมาอย่างต่อเนื่อง การทำข่าวเรื่องนี้จึงอาจมีข้อสงสัยมากมายตามที่มีการตั้งประเด็นคำถามขององค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆ เท่านั้น 

การที่พี่อ้วนกล่าวหาผู้สื่อข่าวบางคนว่า "เหมือนใครหลายคนว่าไม่เหมือนตัวเองก็ไม่รับ" ก็ยิ่งสะท้อนใจ ว่าเรายังอยู่ในรัฐบาลประชาธิปไตยแบบไหน  เราอยู่ในสังคมที่มีเสรีภาพแบบไหน ที่จะพูดปิดปากสื่อ คุกคามสื่อกันกลางสภาฯได้แบบนี้!!

ขอความเป็นธรรมด้วยค่ะ ในฐานะที่เป็นแค่นักข่าวคนหนึ่ง ที่ไม่มีสิทธิพูดในสภาผู้แทนราษฎร

ป.ล.ขอลงคลิปที่มารายงานของพี่ยุทธ และคลิปที่พี่อ้วนพูดในสภาฯ มาประกอบค่ะ และตัวอย่างเพจที่เอาข้อความข่าวไปเสนอต่อจนเกิดการกล่าวหาอย่างเสียหาย

ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้แทนสมาคมแม่บ้านตำรวจ เยี่ยมบำรุงขวัญตำรวจฮีโร่ บาดเจ็บจากการเตะวัตถุระเบิดที่ถูกผู้ไม่หวังดีโยนเข้ามาในกองร้อยควบคุมฝูงชน เพื่อปกป้องประชาชนและเพื่อนตำรวจ

(25 มี.ค.68) เวลา 11.00 น. พล.ต.ท.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ คุณนภัสนันท์ วุฒิจรัสธำรงค์ กรรมการบริหารสมาคมแม่บ้านตำรวจ ระดับ ตร./ประธานที่ปรึกษาโครงการ “ครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน” (ด้านตำรวจทุพพลภาพ) พร้อมด้วย พล.ต.ต.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 , ผศ.ดร.สุเนตร สุวรรณละออง รองประธานชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 2 รักษาราชการแทนประธานชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 2 , พล.ต.ต.ธวัชเกียรติ จินดาควรสนอง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี , พล.ต.ต.ประเสริฐ วิจิตรทัศนา ผู้บังคับการอำนวยการ ตำรวจภูธรภาค 2 และคณะแม่บ้านชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 2 ร่วมเดินทางไปเยี่ยมและให้กำลังใจ ร.ต.อ.ธีระเดช เล็กภู่ รองสารวัตรจราจร สถานีตำรวจภูธรแสนสุข ณ บ้านพัก อ.เมือง จ.ชลบุรี

ทั้งนี้ ร.ต.อ.ธีระเดช เล็กภู่ ฮีโร่ผู้กล้าหาญที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมฝูงชน โดยการเตะวัตถุระเบิดจากกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่โยนเข้ามาในกองร้อยควบคุมฝูงชนที่ตั้งด่านอยู่ในพื้นที่สะพานผ่านฟ้า กรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2557 เหตุการณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเสียสละและความกล้าหาญของ ร.ต.อ.ธีระเดชฯ ที่พร้อมปกป้องประชาชนและเพื่อนข้าราชการตำรวจ และรักษาความสงบเรียบร้อย แม้ต้องเผชิญกับอันตรายถึงชีวิต

ในการเยี่ยมครั้งนี้ พล.ต.ท.ธนายุตม์ฯ และ คุณนภัสนันท์ฯ ได้มอบสิ่งของอุปโภคบริโภค และเงินช่วยเหลือจาก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ , คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ , สมาคมแม่บ้านตำรวจ , ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 และเงินช่วยเหลือส่วนตัว เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ ร.ต.อ.ธีระเดชฯ และครอบครัว พร้อมทั้งชื่นชมในความเสียสละและทุ่มเทในการปฏิบัติหน้าที่

พล.ต.ท.ธนายุตม์ฯ กล่าวว่า ร.ต.อ.ธีระเดชฯ เป็นตัวอย่างของตำรวจที่กล้าหาญและเสียสละ สำนักงานตำรวจแห่งชาติชื่นชมในความกล้าหาญ และขอเป็นกำลังใจให้หายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว

คุณนภัสนันท์ฯ กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นถึงความเสี่ยงและความยากลำบากในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ แต่พวกเขาก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะปกป้องประชาชนและรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม สมาคมแม่บ้านตำรวจพร้อมให้การสนับสนุนและดูแลครอบครัวของตำรวจที่เสียสละในการปฏิบัติหน้าที่ โดยจะอยู่เคียงข้างเสมอ

รองนายกฯ เซอร์เบียโวย การประท้วงได้รับการหนุนจากต่างชาติ ชี้ USAID คือแหล่งทุนสำคัญในการเคลื่อนไหวครั้งนี้

(25 มี.ค. 68) กระแสความไม่พอใจในเซอร์เบียยังคงเดือดดาล หลังเกิดการประท้วงต่อเนื่องทั่วประเทศตั้งแต่ช่วงปลายปี 2024 โดยล่าสุด นายอเล็กซานดาร์ วูลิน รองนายกรัฐมนตรีเซอร์เบีย ให้สัมภาษณ์กับ Sputnik โดยกล่าวหาว่าการประท้วงที่ลุกลามไปทั่วประเทศเป็นส่วนหนึ่งของ “แผนปฏิวัติสี” ซึ่งได้รับการวางแผนและสนับสนุนจากหน่วยข่าวกรองของชาติตะวันตก

โดยความตึงเครียดในเซอร์เบียยังคงเพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางการประท้วงที่เกิดขึ้นทั่วประเทศตั้งแต่ปลายปี 2024 ล่าสุด ประธานาธิบดี อเล็กซานดาร์ วูชิช ยืนยันว่าเขาได้เตือนถึงความพยายามแทรกแซงจากชาติตะวันตกตั้งแต่ปี 2023 และได้กล่าวถึงเรื่องนี้หลายครั้งในปี 2024 โดยอ้างอิงข้อมูลจาก หน่วยข่าวกรองรัสเซีย ที่ชี้ชัดถึงการเคลื่อนไหวที่ได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติในประเทศเซอร์เบีย

วูลินระบุว่า เห็นสัญญาณของความพยายามแทรกแซงจากภายนอกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากประเทศในกลุ่ม สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป รวมถึง USAID เป็นแหล่งทุนใหญ่ ซึ่งเขาเชื่อว่าการประท้วงที่กำลังเกิดขึ้นอาจเชื่อมโยงกับ “ปฏิวัติสี” (Color Revolution) ที่เคยเกิดขึ้นในหลายประเทศในยุโรปตะวันออกและเอเชียกลางในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา พร้อมชี้ว่า “นี่ไม่ใช่การเคลื่อนไหวของประชาชนเพียงลำพัง แต่เป็นการดำเนินงานตามกลยุทธ์ของต่างชาติที่ต้องการแทรกแซงกิจการภายในของเซอร์เบีย”

คำว่า “ปฏิวัติสี” หมายถึง การลุกฮือของประชาชนที่ได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ และยุโรป ซึ่งมีเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่ไม่เป็นที่พอใจของชาติตะวันตก โดยมักเกิดขึ้นในช่วงที่มีความไม่พอใจในรัฐบาล และความเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาชนเพื่อเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง

สำหรับการประท้วงในเซอร์เบียครั้งนี้ เกิดการปะทุขึ้นจากหลายปัจจัย ตั้งแต่ปัญหาเศรษฐกิจ คอร์รัปชัน ไปจนถึงความไม่พอใจต่อรัฐบาลของประธานาธิบดีอเล็กซานดาร์ วูซิช 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเซอร์เบียมองว่าการชุมนุมที่ขยายตัวขึ้นนี้ไม่ใช่เพียงแค่ปฏิกิริยาของประชาชน แต่เป็นแผนการที่มีการจัดตั้งและสนับสนุนจากภายนอก

ด้านผู้จัดการชุมนุมและนักเคลื่อนไหวหลายกลุ่มออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัฐบาล โดยยืนยันว่าการประท้วงเกิดขึ้นจากความไม่พอใจของประชาชนที่มีต่อปัญหาภายในประเทศ และไม่มีอิทธิพลจากต่างชาติแทรกแซง

ขณะที่สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับข้อกล่าวหาดังกล่าว แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมองว่า ประเด็นนี้อาจเพิ่มความตึงเครียดให้กับความสัมพันธ์ระหว่างเซอร์เบียกับชาติตะวันตกมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ การประท้วงยังไม่มีท่าทีจะลดความร้อนแรงลง ท่ามกลางความกังวลว่าสถานการณ์อาจนำไปสู่ความไม่สงบในระดับที่รุนแรงขึ้น ขณะที่รัฐบาลเซอร์เบียยืนยันว่าจะใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top