Thursday, 30 July 2026
Hard News Team

‘อดีตประธานาธิบดีรัสเซีย’ ฟาด IMF–ธนาคารโลก ละเมิดพันธกิจ! หนุนเงินสงครามยูเครนแทนฟื้นฟูเศรษฐกิจ

(21 พ.ค. 68) ดมีทรี เมดเวเดฟ รองประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งรัสเซีย และอดีตประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวอย่างเผ็ดร้อนบนเวที St. Petersburg International Legal Forum โดยย้ำว่าขณะนี้ 'สันติภาพ' ต่างหากคือสิ่งที่จำเป็น ไม่ใช่ 'การหยุดยิงชั่วคราว' กับยูเครน พร้อมตอกย้ำว่ารัสเซียพร้อมเจรจาโดยไม่มีเงื่อนไข แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของ 'ความเป็นจริงในสนามรบ' และข้อเสนอที่ฝ่ายรัสเซียได้กำหนดไว้

นอกจากกล่าวถึงยูเครน เมดเวเดฟยังออกโรงจวกกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลกว่า 'กำลังละเมิดพันธกิจหลัก' ด้วยการอัดฉีดงบประมาณสนับสนุนรัฐบาลยูเครนที่นำไปใช้ในการทำสงคราม มากกว่าฟื้นฟูเศรษฐกิจตามภารกิจดั้งเดิมขององค์กรเหล่านี้ “สิ่งที่พวกเขากำลังทำ ไม่ใช่การช่วยเหลือประเทศที่กำลังฟื้นฟู แต่คือการหล่อเลี้ยงสงคราม” เขากล่าว

เมดเวเดฟยังกล่าวเตือนถึงภัยคุกคามที่อาจขยายวง หากยังมีทหารจากชาติพันธมิตรหรือ 'Coalition of the willing' เข้ามาป้วนเปี้ยนในยูเครน โดยระบุว่าสถานการณ์เช่นนี้จะยิ่งทำให้ความขัดแย้งกลายเป็น 'ภัยคุกคามที่ไม่มีวันจบสิ้น' พร้อมกันนี้ เขายังวิจารณ์ผู้นำยุโรปหลายคนอย่างตรงไปตรงมา อาทิ โบริส จอห์นสัน, เอ็มมานูเอล มาครง และเซอร์คีร์ สตาร์เมอร์ ว่าใช้วิกฤตยูเครนเป็นเครื่องมือทางการเมืองภายในประเทศตัวเอง มากกว่าจะจริงใจในการสร้างสันติภาพ

“นี่คือโอกาสสุดท้ายของยูเครน ที่จะรักษาอนาคตของตัวเองไว้ได้” เมดเวเดฟกล่าวปิดท้าย พร้อมทิ้งข้อเตือนใจถึงฝ่ายที่ยังเลือกใช้กำลังและแรงกดดัน แทนการหาทางออกด้วยสติและการเจรจา

ความหมาย ’วันทยหัตถ์’ ของปธน.ซูบียันโต ต่อในหลวง สะท้อนมิตรภาพและเกียรติยศของผู้เคยผ่านการเป็นทหาร

เพจเฟซบุ๊ก ‘ทหารหลังกองพัน‘ ได้โพสต์ข้อความถึงภาพการทำวันทยหัตถ์ ระหว่างในหลวง และประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ว่า อีกหนึ่งภาพแห่งความประทับใจ ที่หลาย ๆ คนคงได้เห็น ในโอกาสที่นายปราโบโว  ซูบียันโต (Mr. Prabowo Subianto) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

และได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต 

ซึ่งมีอยู่ช่วงหนึ่งที่มีภาพการทำวันทยหัตถ์ ในการพบปะระหว่าง ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย กับ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนประธานาธิบดีอินโดนีเซียจะเดินทางกลับ จึงได้ทำวันทยหัตถ์กับในหลวง ซึ่งในหลวงก็ได้ทรงทำวันทยหัตถ์ตอบรับ 

การทำวันทยหัตถ์ (salute) ระหว่างกัน จะเป็นการแสดง มารยาททางทหารและการทูต โดยขึ้นอยู่กับบริบท ดังนี้

ลักษณะของการทำวันทยหัตถ์ระหว่างผู้นำ
• ไม่ใช่การวันทยหัตถ์แบบทหารทั่วไป (เช่น ทหารทำต่อผู้บังคับบัญชา) แต่เป็นการแสดง 'เกียรติสูงสุด' ตามมารยาทระหว่างประเทศ

• กรณีถ้าประธานาธิบดีอินโดนีเซียเคยเป็นทหาร (เช่น ปราโบโว ซูบียันโต) ก็อาจ แสดงความเคารพในรูปแบบทหาร 

• ส่วนในหลวงรัชกาลที่ 10 ซึ่งทรงเป็นจอมทัพไทย ทรง รับวันทยหัตถ์ ด้วยการพยักหน้า หรือวันทยหัตถ์ตอบในกรณีสมควร

อย่างไรก็ดี ธรรมเนียมของผู้นำทหารระหว่างประเทศ เป็นส่วนหนึ่งของมารยาททางการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพ ซึ่งมีแบบแผนที่ชัดเจน เพื่อแสดง ความเคารพ เกียรติยศ และมิตรภาพระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเมื่อผู้นำทหาร หรือผู้นำประเทศที่มีพื้นฐานจากกองทัพ พบกันอย่างเป็นทางการ

‘โอ๋-ฐิติภัสร์‘ ลุยตรวจ บ.ลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ พบเป็นลักษณะโรงงานศูนย์เหรียญ เร่งส่งกลับประเทศต้นทาง

(21 พ.ค.68) นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โพสต์เฟซบุ๊กว่า …ประเทศไทยคุ้มมั้ย???

ทีมสุดซอย ร่วมกับ กรมศุลกากร และมูลนิธิบูรณะนิเวศ ร่วมเปิดตู้สินค้านำเข้าจากอเมริกาที่ท่าเรือแหลมฉบัง สำแดงเป็นเศษอลูมิเนียม แต่เครือข่ายมูลนิธิบูรณะนิเวศที่ต่างประเทศ แจ้งว่ามีการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์

กรมศุลกากรสกัดกั้น และเปิดตู้สินค้าจำนวน 6 ตู้ พบเป็นเศษอลูมิเนียมปนเปื้อนแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ประมาณ 118 ตัน จัดเป็นของเสียอันตรายห้ามนำเข้าเป็นอันขาด 

กรมโรงงานอุตสาหกรรมแจ้งให้ผลักดันกลับประเทศต้นทางภายใน 30 วัน 

กรมศุลกากรดำเนินคดีบริษัท เอ็ม เอช ซี กรุ๊ป ฟรีโซน จำกัด ในฐานะผู้นำเข้าข้อหาลักลอบนำเข้าของเสียวัตถุอันตราย

ทีมสุดซอย ร่วมกับ กรมศุลกากรตรวจสอบบริษัท เอ็ม เอช ซี กรุ๊ป ฟรีโซน จำกัด ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตปลอดอากร (Free Zone) อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี

ภายในพื้นที่มีโกดังจำนวน 4 หลัง และกำลังก่อสร้างอีก 2 โกดัง แต่ละโกดังแบ่งพื้นที่สำหรับทำคลังสินค้าและโรงงาน

สอบถามผู้ดูแลแจ้งว่า เนื่องจากเป็นพื้นที่ปลอดอากรจึงให้บริการเป็นพื้นที่ลักษณะคลังพักสินค้าจากจีน เพื่อรอส่งต่อไปอเมริกา

บางครั้งก็พักสินค้าให้กับมณฑลหนึ่งของจีน เพื่อรอส่งต่อไปยังอีกมณฑลหนึ่งของจีน เพราะถ้าทำแบบนี้ภาษีจะถูกกว่า

บางโกดังขออนุญาตจัดตั้งเป็นโรงงานผลิตอลูมิเนียมระบายความร้อนทีวี บางโรงงานฉีดพลาสติกขึ้นรูปบานพับ บางโรงงานบดย่อยและรีดแผ่นยางส่งออก แต่เครื่องจักร วัสดุ อลูมิเนียม เม็ดพลาสติก ยางนำเข้าจากจีน ทำเสร็จแล้วรอส่งประเทศจีนหรืออเมริกา หรือส่งให้โรงงานอื่นที่อยู่ในเขตปลอดอากรเช่นกัน ลักษณะการประกอบกิจการศูนย์เหรียญ!!! อาจจะเพราะด้วยเหตุนี้จึงทำให้ประเทศไทยมียอดการส่งออกสูง

กระทรวงอุตสาหกรรม รมว. เอกนัฏ สั่งให้จัดการอุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ เพราะถือเป็นโรคร้ายกัดกินระบบเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมภายในประเทศ

ทีมสุดซอยร่วมกับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี ตรวจสอบโรงงานภายในพื้นที่ทั้งหมด 4 โรงงาน มีใบอนุญาตโรงงาน 3 ใบ 3 โกดัง ออกเมื่อช่วงต้นปี 2567 พบมีการขยายเครื่องจักรเกินโดยไม่ได้รับอนุญาตจำนวน 2 โรงงานและพบมีการตั้งและประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาตอีก 2 โรงงาน  เจ้าหน้าที่สั่งให้หยุดและดำเนินคดีตาม พรบ.โรงงาน

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่บูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมและกรมศุลกากรที่ตรวจสอบโรงงานในพื้นที่ปลอดอากร (Free Zone) ร่วมกัน หลังจากนี้จะมีความร่วมมือในการตรวจสอบในพื้นที่อื่น ๆ และจะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดนำเสนอไปยังผู้บริหารกระทรวง ที่อาจจะต้องทบทวนมาตรการ การกำกับดูแล รวมถึงการอนุญาตให้ตั้งโรงงานในพื้นที่ปลอดอากรด้วยค่ะ

#โอ๋สุดซอย #ทีมสุดซอย #ปฏิรูปอุตสาหกรรม

มอสโกเหน็บแรง!! คว่ำบาตร 16 รอบที่ผ่านมา ‘ยุโรปเจ็บเอง’ แฉเศรษฐกิจ EU เติบโตต่ำ…แค่ 0.9% หลังตัดพลังงานรัสเซีย

(21 พ.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Ethan Hunts’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย นางมาเรีย ซัคคาโรว่า แถลงสื่อ รัสเซียไม่คาดหวังความสมเหตุผลจากยูเครนอยู่แล้ว เพียงหวังว่า พวกเขา(แก๊งเซเลนสกี้) จะเห็นแก่ความอยู่รอดของคนในประเทศยูเครน

เมื่อถูกถามถึงผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตร ครั้งที่ 17 ของอียู ที่กำลังถูกพิจารณา เธอแถลงตอบว่าการคว่ำบาตรรัสเซียของอียูนั้น กระทบภาคประชาสังคม และเศรษฐกิจความเป็นอยู่ของคนในยุโรปมากกว่าที่จะกระทบรัสเซีย (โดยดูจาก 16 ครั้งที่ผ่านมา)

“จากการคว่ำบาตรพลังงานจากรัสเซีย ทำให้อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยของยุโรป มีเพียง 0.9%” เธอแถลงว่ารัสเซีย พร้อมร่วมโต๊ะเจรจา เพื่อหาสันติภาพแก่ ยูเครน-รัสเซีย แต่ต้องขจัดต้นเหตุของความขัดแย้งเสียก่อน และรัสเซียจะไม่ยอมเจรจาภายใต้คำขู่ใด ๆ

อนึ่งมีข่าวจากวอชิงตันโพสต์ในช่วงเดียวกัน ทรัมป์มีแผนขับไล่ผู้อพยพยูเครนที่เข้ามาสหรัฐ จำนวนราว 2 แสนรายออกนอกประเทศ โดยจะใช้เงินจาก กองทุนเงินกู้ที่ให้ยูเครนราว 250 ล้านเหรียญโดยรวมกับเงินล่อใจ จำนวน 1,000 เหรียญให้แก่คนยูเครนที่สมัครใจออกนอกสหรัฐด้วยตัวเอง

ทั้งนี้ ทรัมป์เสนอทางเลือกหากไม่อยากกลับไปรับใช้ชาติ ด้วยการเสนอส่งผู้อพยพไปประเทศที่สาม อาทิ เฮติ, อัฟกานิสถาน, ลิเบีย, ซีเรีย, ซูดานและเยเมน (ทุกประเทศที่กล่าวมาล้วนเสี่ยงลูกหลงสงครามกลางเมืองเกือบทั้งสิ้น)

‘คาซัคสถาน’ จัดคอนเสิร์ตกาล่าวัฒนธรรมครั้งแรกในไทย เชื่อมมิตรภาพผ่านศิลปะ ดนตรี และการเต้นรำพื้นบ้าน

เมื่อวันที่ (17 พ.ค.68) คอนเสิร์ตกาล่า 'Kazakhstan: Rhythm of the Steppe' จัดขึ้นอย่างอลังการ ณ หอประชุม Puey Ungphakorn Centenary Hall มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยความร่วมมือระหว่างสถานเอกอัครราชทูตคาซัคสถานประจำประเทศไทยและคณะนักเต้นพื้นบ้าน 'Katyusha' ถือเป็นครั้งแรกที่วัฒนธรรมคาซัคสถานได้เผยแพร่ในรูปแบบคอนเสิร์ตอย่างเต็มรูปแบบในประเทศไทย

ภายในงานดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมกว่า 500 คน รวมถึงคณะทูต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป โดยมีการแสดงศิลปะพื้นเมืองจากนักเต้นเยาวชนกว่า 200 คน ถ่ายทอดผ่านเครื่องแต่งกายอันวิจิตรงดงาม ดนตรีสดด้วยเครื่องดอมบรา และท่วงท่าการเต้นที่สะท้อนจิตวิญญาณแห่งทุ่งหญ้าคาซัคสถานอย่างลึกซึ้ง

นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยังได้ร่วมแสดงระบำพื้นเมืองไทย สร้างภาพสะท้อนแห่งมิตรภาพและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศอย่างงดงาม เอกอัครราชทูตอาร์มัน อีเซตอฟ ได้กล่าวว่าค่ำคืนนี้เป็นการสานสายสัมพันธ์ระหว่างประชาชนด้วยภาษาศิลปะอันไร้พรมแดน

จุดเด่นของคอนเสิร์ตยังรวมถึงการแสดงชุด 'อัคกู', 'อารูลา' และ 'คารา จอร์กา' จากคณะ 'Katyusha' ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดวัฒนธรรมคาซัคสถานในไทยมายาวนานกว่า 15 ปี ปัจจุบันมีเยาวชนไทยกว่า 500 คนร่วมเรียนรู้การเต้นพื้นเมือง โดยเฉพาะชุดและเครื่องประดับที่ตัดเย็บอย่างประณีตตามขนบชาติพันธุ์วิทยา เป็นอีกหนึ่งสะพานวัฒนธรรมที่งดงามยิ่งระหว่างสองชาติ

รัสเซียเดือด! ตะเพิด ‘แอมเนสตี้’ พ้นแผ่นดิน ชี้เป็นหอกข้างแคร่ของรัฐและความมั่นคง

(21 พ.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี รายงานว่า รัสเซียประกาศลั่นกลางแดนหมีขาว สั่งแบน 'แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล' ให้พ้นแผ่นดิน! ระบุชัดเป็น 'องค์กรไม่พึงปรารถนา' พร้อมห้ามตั้งสำนักงานหรือขยับเขยื้อนทำกิจกรรมใด ๆ ในประเทศโดยเด็ดขาด!

กระทรวงยุติธรรมรัสเซียเผยแบบไม่ไว้หน้า ว่าแอมเนสตี้ไม่ได้มาเพื่อสิทธิมนุษยชนอย่างเดียว แต่แอบแฝงเจตนา 'ปั่นป่วน-ยั่วยุ' สนับสนุนยูเครนในสงคราม พร้อมกล่าวหาแรงถึงขั้นว่าเป็น 'เครื่องมือของฝ่ายนีโอนาซี' ที่ตั้งใจซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้าย

ไม่ใช่แค่ห้ามอยู่ห้ามทำงานเท่านั้น แต่คนรัสเซียคนไหนเกี่ยวข้องกับองค์กรนี้ก็เสี่ยงคุกสูงสุดถึง 5 ปี กลายเป็นการปิดฉากเสียงสะท้อนด้านสิทธิมนุษยชนแบบสิ้นเชิง!

แม้แอมเนสตี้จะเป็นองค์กรเก่าแก่ระดับโลก ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1961 และเคยรณรงค์เพื่อสิทธิของผู้ถูกกดขี่ทั่วโลก แต่ในสายตารัสเซียวันนี้กลับถูกมองเป็น 'ภัยคุกคามความมั่นคง'

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัสเซียใช้ไม้แข็ง ก่อนหน้านี้ก็เคยซัด 'WWF' ให้เป็น 'ตัวแทนต่างชาติ' และถีบ 'Greenpeace' ออกจากประเทศไปแล้ว คราวนี้ถึงคิวแอมเนสตี้ที่โดนเล่นแรงกว่าทุกองค์กร!

โลกกำลังจับตามองว่า มาตรการเด็ดขาดนี้จะพารัสเซียห่างไกลจากความเข้าใจของประชาคมโลกไปอีกไกลแค่ไหน หรืออาจเป็นเพียงบทเริ่มต้นของการปิดปากสังคมให้เงียบกริบอย่างถาวร

ฉะเชิงเทรา-'รองบ่วง' ประธานเปิดงาน การบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ 'เศรษฐกิจ EEC กับ  ทรัมป์ อเมริกันเฟิร์ส'

เมื่อวานนี้ (20 พ.ค.68)  #ดร.รัฐสภา นพเกตุ #รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานเปิดงาน การบรรยายพิเศษในหัวข้อ 'เศรษฐกิจ EEC กับ ทรัมป์ อเมริกันเฟิร์ส' ภายใต้สถาบันสร้างชาติ (NBI) จัดตั้งขึ้นโดยมีจุดประสงค์ในการพัฒนาภาวะการนำ ภาวะการบริหาร และภาวะคุณธรรม ให้กับผู้บริหารในภาครัฐ ภาคเอกชน

ณ หอประชุมสมภพภูติโยธิน โรงไฟฟ้าบางปะกง ตำบลท่าข้าม อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา

โดยการบรรยายในครั้งนี้ มี #ศาสตราจารย์ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ #ประธานสภาการสร้างชาติและประธานหลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อสรรสร้างชาติภาคตะวันออก EEC เป็นผู้บรรยายพิเศษ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเข้าร่วมรับฟัง และองค์กร เพื่อนำองค์ความรู้ปรับใช้กับการพัฒนางานในองค์กร จังหวัด และภูมิภาคตะวันออก ต่อไป

‘ชายชาวสิงคโปร์’ ปักหลักเช่าคอนโดอยู่เชียงใหม่ บินไปทำงานสิงคโปร์อาทิตย์ละวันหลังสู้ค่าครองชีพไม่ไหว

ชายสิงคโปร์อยู่เชียงใหม่ บินไปทำงานสิงคโปร์อาทิตย์ละวัน เพราะค่าเครื่องบิน ค่ากินอยู่ รวมแล้วถูกกว่าค่าเช่าคอนโดที่สิงคโปร์

เวลาพูดถึงเมืองไทย หลายคนอาจจำว่า เป็นสวรรค์ของ Digital Nomad แต่ในความเป็นจริงคนเหล่านี้เริ่มย้ายไปที่อื่นที่ 'ค่าครองชีพถูกกว่าไทย' อย่างบาหลีแล้ว อย่างไรก็ดี ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะไม่ชอบเมืองไทย เพราะอย่างน้อยเมืองที่ค่าครองชีพต่ำและเต็มไปด้วยสินค้าและบริการสำหรับชาวต่างชาติอย่างเชียงใหม่ ก็ยังดึงดูดต่างชาติอยู่ แต่อาจเป็นแบบที่ต่างออกไป

Shau Chun Chen อยู่สิงคโปร์มาตลอดชีวิต และทำงานที่ Google มาเกือบ 10 ปี เขาโดนเลย์ออฟในช่วงการเลย์ออฟครั้งใหญ่ของบริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากช่วงต้นปี 2024 แม้ว่าเค้าจะทำงานและเก็บเงินลงทุนไว้ได้ราว 50 ล้านบาท แต่ด้วยค่าครองชีพสิงคโปร์และอายุ เงินเท่านี้ไม่พอกินไปตลอดชีวิตแน่นอน เค้าจึงต้องหาวิธีใหม่ในการจัดการชีวิต

เกิดไอเดียว่าจะทำงานพาร์ตไทม์ที่สิงคโปร์ และอาศัยอยู่ในที่ๆ ค่าครองชีพถูกกว่าในระดับที่เงินของการทำงานพาร์ตไทม์เพียงพอ และหาเงินออนไลน์ด้วยการเป็น YouTuber และเป็นโค้ชธุรกิจตามที่มีการว่าจ้าง แต่งานหลักคืออาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ที่รายได้ตกเดือนละ 50,000-100,000 บาท

เค้าเลยเลือกจะย้ายมาอยู่เชียงใหม่ เพราะรวมค่าเครื่องบินไปกลับสิงคโปร์กับค่าเช่าคอนโด ก็ยังถูกกว่าค่าเช่าคอนโดที่สิงคโปร์ เพราะค่าเช่าคอนโดที่นั่นตกประมาณ 60,000 บาทต่อเดือน แต่ถ้าอยู่เชียงใหม่ เช่าคอนโดใหม่เอี่ยมอยู่กับครอบครัวตก 12,000 บาทต่อเดือน ค่าเครื่องบินสายการบินโลว์คอสต์ไปสอนหนังสืออาทิตย์ละ 6,500 บาท เดือนละ 4 ครั้งก็ตก 26,000 บาท รวมค่าที่พักกับเครื่องบิน 38,000 บาท ค่าเดินทางของเค้ากับภรรยาในเชียงใหม่ 5,000 บาทต่อเดือน ส่วนค่าอาหารคิดกลมๆ ก็เริ่มที่ 7,000 บาท

ความน่าสนใจคือ Chen บอกว่าพวกชาวต่างชาติในเชียงใหม่ไม่ได้อยู่ในราคาถูกเท่าเค้า เพราะพวกนั้นเลือกซื้อสินค้าและบริการแบบ 'นำเข้า' ซึ่งรวม ๆ คือเชียงใหม่ไม่ได้ถูกกว่าที่อื่น แต่ถ้าจะใช้ชีวิตให้ย่อมเยาจริงๆ ต้องกินอยู่แบบคนท้องถิ่น ซึ่งเรียกว่าต้อง 'เรียนรู้วัฒนธรรม' ก็ไม่ผิด

ในระยะยาว เค้าก็ยังคิดว่าถ้ามีโอกาสก็อยากกลับไปอยู่บ้านเกิดที่สิงคโปร์ เพียงแต่เค้าอาจต้องรอเงินลงทุนให้โตขึ้นอีกเยอะ ๆ เพราะนี่คือประเทศที่ค่าครองชีพสูงระดับคนที่มีเงินทุน 50 ล้านบาทยังรู้สึกว่าตัวเองยังห่างไกลจากการมีอิสรภาพทางการเงิน

(สุรินทร์)ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 2 ตรวจเยี่ยม สมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 25

เมื่อวานนี้ (20 พ.ค.68) ที่ มณฑลทหารบกที่ 25 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ผศ.สุพางค์พรรณ พาดกลาง ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 2 พร้อมคณะฯ ได้ประกอบพิธีวางพวงมาลาเพื่อรำลึกถึงวีรกรรมและความเสียสละ ของ พลตรีหลวงวีรวัฒน์โยธิน ณ บริเวณอนุสาวรีย์พลตรีหลวงวีรวัฒน์โยธิน 

จากนั้นลงพื้นที่เยี่ยมศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ค่ายวีรวัฒน์โยธิน อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์  โดยมี คุณสายธาร กิจคณะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 25 และคณะฯ ร่วมให้การต้อนรับ ทั้งนี้ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 2 ได้ร่วมมอบสิ่งของให้เด็ก ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ค่ายวีรวัฒน์โยธิน 

จากนั้นได้พบปะพูดคุยกับ คุณสายธาร กิจคณะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 25 และคณะฯ ณ ห้องประชุม 2 กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปผลการปฎิบัติงานของสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 25 ในห้วงที่ผ่านมา


 

21 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 ร. 9 พระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตจุฬาฯ นับเป็นครั้งแรกในรัชสมัยของพระองค์

หลังจากเสด็จนิวัติกรุงเทพมหานครในปี พ.ศ. 2493 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงปฏิบัติระราชกรณียกิจ ในพระฐานะพระบรมราชูปถัมภกแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พระองค์ที่ 5 ทั้งในรูปแบบสืบเนื่องจากสมเด็จพระปิตุลาธิราช และพระบรมเชษฐาธิราชของพระองค์คือ พระบาสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล นั่นคือการพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตที่สำเร็จการศึกษา รวมทั้งที่ได้พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณเป็นพิเศษคือ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรการแข่งขันกีฬากลางแจ้ง ที่สนามหน้าหอประชุมจุฬาฯ และได้พระราชทานรางวัลแก่นิสิตผู้ชนะการแข่งขัน

ในการประชุมสภามหาวิทยาลัย ครั้งที่ 153/2493 เมื่อวันเสาร์ที่ 13 พฤษภาคม 2493 ณ ห้องประชุมคณะวิศวกรรมศาสตร์ เริ่มประชุมเวลา 9.50 น. มีจอมพล ป. พิบูลสงคราม อธิการบดีในฐานะอุปนายกสภามหาวิทยาลัยเป็นประธานในที่ประชุม ศาสตราจารย์ ม.ร.ว.สลับ ลดาวัลย์ เป็นกรรมการและเลขานุการ เรื่องที่ประชุมซึ่งสำคัญยิ่งมี 2 เรื่องคือ เรื่องแรกคณบดีห้าคณะ ได้แก่ วิศวกรรมศาสตร์ อักษรศาสตร์และครุศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ พาณิชยศาสตร์และการบัญชี เสนอชื่อนิสิตผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรคณะต่างๆ ในระดับปริญญาตรีและอนุปริญญา เพื่อขออนุมัติจากสภามหาวิทยาลัย เรื่องที่สำคัญยิ่งคือ การทูลเกล้าฯ ถวายปริญญากิตติมศักดิ์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งที่ประชุมอนุมัติให้ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญารัฐศาสตรดุษฎีกิตติมศักดิ์

สำหรับการเสด็จฯ พระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในครั้งนั้น เป็นครั้งแรกในรัชสมัยของพระองค์อีกด้วย โดยบัณฑิตผู้ได้รับพระราชทานปริญญาจากพระหัตถ์ของพระองค์เป็นคนแรกคือ นายประกายเพ็ชร อินทุโสภณ วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง และได้พระราชทานรางวัลเหรียญทองแดง สาขาวิชาชีววิทยาแก่ นายจรัส สุวรรณเวลา ซึ่งต่อมา ศาสตราจารย์ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีจุฬาฯ และนายกสภามหาวิทยาลัยในสมัยต่อมาอีกด้วย 

ข้อมูลจาก หอประวัติจุฬาฯ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top