Thursday, 30 July 2026
Hard News Team

รองนายกฯ ปากีสถานเยือนจีน ขอบคุณชัยชนะเหนืออินเดีย เตรียมจัดซื้อเครื่องบินรบ-ขอข่าวกรองดาวเทียมเสริมเขี้ยวเล็บ

(20 พ.ค. 68) อิสฮัก ดาร์ (Ishaq Dar) รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีต่างประเทศของปากีสถาน เดินทางถึงกรุงปักกิ่ง พร้อมการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีน เพื่อหารือกับ ‘หวาง อี้’ รมว.ต่างประเทศจีน และผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ โดยเน้นย้ำความร่วมมือรอบด้าน รวมถึงการพัฒนาในภูมิภาคหลังปากีสถานเอาชนะอินเดียในการปะทะทางอากาศครั้งล่าสุด

การเยือนครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญคือ แสดงความขอบคุณต่อจีน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนระบบการรบทางอากาศ โดยเฉพาะเครื่องบิน J-10C ที่สามารถเอาชนะเครื่องบิน Rafale ของอินเดียได้ 3:0 ช่วยให้ปากีสถานพลิกสถานการณ์สงคราม ขจัดหมอกควันและยกขวัญกำลังใจให้กองทัพอย่างมาก

นอกจากขอบคุณแล้ว ปากีสถานยังมุ่งเจรจาเพื่ออัปเกรดกำลังทางอากาศ โดยมีแผนจัดซื้อ J-10C เพิ่มอีก 40 ลำ หรืออาจก้าวไปถึง J-35 แต่ด้วยงบประมาณจำกัด อาจต้องใช้รูปแบบผ่อนชำระ ส่วนชาวปากีสถานเองก็แสดงความตั้งใจบริจาคเงินเพื่อช่วยจัดซื้ออาวุธทันสมัยเสริมเขี้ยวเล็บให้กองทัพ

อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของการเยือนคือ ขอให้จีนสนับสนุนด้านข่าวกรองและดาวเทียมเพิ่มเติม หลังจากที่ปากีสถานสามารถใช้เทคโนโลยีจากจีนตรวจจับความเคลื่อนไหวของกองทัพอินเดียได้อย่างแม่นยำ สร้างความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ ภายหลังสงคราม ปากีสถานเดินหน้าร่วมมือกับจีนเพื่อป้องกันการก่อวินาศกรรมใน “ระเบียงเศรษฐกิจจีน-ปากีสถาน” โดยเตรียมเจรจาขอซื้อโดรนติดอาวุธอย่าง Wing Loong-10 และ Rainbow-5 เพื่อป้องกันโครงการสำคัญจากกลุ่มติดอาวุธ ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงพันธมิตรที่แน่นแฟ้น พร้อมทลายความฝันของอินเดียในการครองความเป็นผู้นำในเอเชียใต้

ประชันไอเดีย!! สกายฟันทราเวล ชวนนักศึกษาส่งแผนการตลาด ชิงทุนการศึกษาและแพคเกจท่องเที่ยวฟรี

เมื่อวันที่ (19 พ.ค. 68) สกายฟันทราเวลในเครือสายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าและบริการท่องเที่ยวผ่านเว็บไซต์ www.skyfuntravel.com จัดกิจกรรมประกวดแผนการตลาดส่งเสริมการขายแพ็คเกจท่องเที่ยว เชิญชวนนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีทุกสาขาวิชา ไม่จำกัดสถาบันการศึกษาและชั้นปี รวมทีมตั้งแต่ 4 – 6 คน เข้าร่วมประชันไอเดียเพื่อชิงทุนการศึกษา มูลค่า 10,000 บาท พร้อมแพ็คเกจท่องเที่ยวเส้นทางในฝันโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมสามารถลงทะเบียนได้ที่เว็บไซต์ www.skyfuntravel.com ระหว่างวันที่ 19 – 30 พฤษภาคม 2568 โดยเลือกแพ็คเกจท่องเที่ยวที่สนใจแบบ "Fun & Easy" ซึ่งเป็นแพ็คเกจที่รวมบัตรโดยสารเครื่องบินและที่พักในราคาสุดคุ้ม พร้อมความยืดหยุ่นในการวางแผนการเดินทางด้วยตนเอง จากนั้นผู้สมัครจะต้องส่งคลิปวิดีโอสั้นเชิงสร้างสรรค์ พร้อมอธิบายจุดเด่นและความน่าสนใจของแพ็คเกจที่เลือก ทีมที่ผ่านการคัดเลือกจะได้เข้าร่วมเวิร์กชอปร่วมกับผู้บริหารและทีมการตลาดมืออาชีพ เพื่อร่วมกันพัฒนาแผนการตลาดอย่างใกล้ชิด โดยแผนที่ได้รับการคัดเลือกจะถูกนำไปใช้จริงในช่วงเดือนกรกฎาคม 2568

นายโทนี่ วัณณะพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ บริษัท สกายฟัน จำกัด กล่าวว่า “กิจกรรมนี้นับเป็นโอกาสอันน่าตื่นเต้นสำหรับนิสิตและนักศึกษาที่มีความสนใจในธุรกิจท่องเที่ยว ให้ได้มีส่วนร่วมและสัมผัสประสบการณ์จริงในโลกธุรกิจ พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนแนวคิดอย่างสร้างสรรค์ อีกทั้งยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของสกายฟันในการพัฒนา นำเสนอสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มผู้เดินทาง รวมถึงการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่จุดประกายแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยว ผ่านหลากหลายช่องทางเพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้เดินทางได้อย่างครอบคลุม”
.
สกาฟันทราเวล นำเสนอแพ็คเกจแบบ Fun & Easy อย่างต่อเนื่อง มากกว่า 200 ตัวเลือก ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ อาทิ Luxury Collection แพ็คเกจที่รวมบัตรโดยสารเครื่องบินชั้นธุรกิจและที่พักระดับ 5 ดาวขึ้นไป Family Collection แพ็คเกจการเดินทางแบบครอบครัวที่มีเด็กเล็กซึ่งรวมถึงบัตรเข้าชมสวนสนุกและกิจกรรมที่น่าสนใจ Japan Explorer แพ็คเกจบัตรโดยสารเครื่องบินและบัตรโดยสารรถไฟในประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ ยังมีช่องทางให้บริการลูกค้าผ่าน Live Chat เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการท่องเที่ยว พร้อมนำเสนอคอนเทนต์สร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางผ่านโซเชียลมีเดีย ภายใต้แนวคิด “เพื่อนเที่ยวคนโปรด” ติดตามข่าวสารและข้อเสนอพิเศษเพิ่มเติมจากสกายฟันได้ที่ Facebook.com/skyfun.travel 

อ.ลิ้ง ฟ้องเพจดัง CSI LA เรียกค่าเสียหาย 10 ล้าน ปมกล่าวหาเอี่ยวธุรกิจสีเทา ลั่นตรวจสอบเส้นเงินได้

อ.ลิ้ง เอาผิด เพจดัง CSI LA จ่อฟ้อง 10 ล้าน เกรียนคีย์บอร์ดคนละ 1 ล้าน ปมกล่าวหาเอี่ยวธุรกิจสีเทา ยืนยันไม่เคยยุ่งเกี่ยว เส้นทางการเงินสามารถตรวจสอบได้

(20 พ.ค. 68) เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 19 พ.ค. 2568 ที่สภ.เมืองขอนแก่น นายชนะวุธ อุทโท หรือ อ.ลิ้ง อายุ 38 ปี เซียนพระชื่อดัง ที่ร่ำรวยมาจากการขายวัตถุมงคล ‘หลวงปู่มหาศิลา สิริจนฺโท’ และเป็นเจ้าของโรงแรม เดอะกราเซียร์ โฮเต็ล และกรรมการผู้จัดการ บริษัท คชาวุธ 4289 อมูเลท จำกัด พร้อมด้วย นายสุรเชษฐ์ ประสมศรี ทนายความและฝ่ายกฎหมายของบริษัทคชาวุธฯ นำหลักฐานเข้าแจ้งความกับ ร.ต.ท.สันติ เชื้อหมอดู รอง สว.(สอบสวน)สภ.เมืองขอนแก่น

หลังถูกเพจเฟซบุ๊กชื่อดังเพจ CSI LA ซึ่งมีผู้ติดตามถึง 1.4 ล้าน โพสต์ภาพและข้อความกล่าวหาว่าไปยุ่งเกี่ยวธุรกิจสีเทา สร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงให้กับตัวเองและครอบครัว ซึ่งในข้อความระบุว่า “คนกรุงเทพอย่าดูถูกความรวยของวัยรุ่นสร้างตัว อ.ลิ้ง ณ กาฬสินธุ์ ที่บอกว่าซี้กับหนุ่มกรรชัย ที่มีบ้านใหญ่เบิ้มจนคนในซอยนึกว่าพระราชวังปแวไซน์ รถหรูจอดเรียงเหมือนงานมอเตอร์โชว์ ตำนาน อ.ลิ้ง แห่งกาฬสินธุ์: จากติวเตอร์ สู่เจ้าของวังปแวไซน์”

ก่อนจะมาเป็นเจ้าของบ้านหลังใหญ่กว่าศาลากลางจังหวัด อ.ลิ้งเคยเป็นติวเตอร์ (ที่ปิดกิจการไปอย่างเงียบๆ) ต่อด้วยค้าไหมไทย (ที่ขายดีเฉพาะวันเปิดร้าน), ลองขายควายงาม ขายน้ำพริก ปั้นเหรียญ ปั้นภาพ ปั้นฝัน และสุดท้ายปั้นตัวเองข้างหลวงปู่ศิลา กลายเป็นเจ้าพ่อเหรียญสายมู!

ว่ากันว่า เขาไม่ได้ขอพรจากหลวงปู่ แต่มาขอทำเหรียญ แล้ว เหรียญนี้แหละที่หมุนชีวิตจากศูนย์ถึงซุปตาร์จังหวัด! แต่คนในพื้นที่กระซิบว่า เขาไม่ได้เดินเดี่ยว แต่มีเครือข่ายธุรกิจสีเทาครอบคลุมตั้งแต่ร้านทองยันโรงแรม (ที่เพิ่งเทคโอเวอร์มาหมาดๆ)

เงินไม่ได้โอนเข้าชื่อเขา แต่เข้าชื่อญาติบ้าง เมียคนปัจจุบันบ้าง (ที่ตอนนี้กลายเป็นคุณนายโรงแรม)…และทั้งหมดนี้ พึ่งจะ ‘พุ่ง’ รวยขึ้นหลังยุคโควิด ซึ่งหลายคนแค่ประคองตัว แต่เขากับรวยแบบไม่มีที่มาที่ไป”

และยังมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งที่มีการโพสต์ในลักษณะกล่าวหาเชื่อมโยงข้อมูลในลักษณะเดียวกันกับเพจดังกล่าวอีก 1 คน ซึ่งในข้อความระบุว่า “# ข่าวจาก วัดไร่ขิง888 สู่ วังน้ำเย็น สารคาม ซักหน่อยคงราม มาขอนแก่นกระทบ อ.ลอลิง แน่ เพราะข้อมูลชี้เร่งกวาดซื้อที่ดินกับโรงแรมไม่เว้นแม้กระทั่งผับบาร์ ร้านอาหาร”

โดยนายชนะวุธ ได้แจ้งความเรียกค่าเสียหายที่จะต้องชดใช้เยียวยาเป็นเงิน 10 ล้านบาท รวมไปถึงผู้ที่เข้ามาคอมเมนต์ให้เกิดความเข้าใจผิดสร้างความเสียหายให้กับ อ.ลิ้งและครอบครัวอีกรายละ 1 ล้านบาท

นายสุรเชษฐ์ ทนายความและฝ่ายกฎหมายของบริษัทคชาวุธ ฯ กล่าวว่า เพจดังกล่าวนำภาพมาโพสต์ข้อความได้สร้างความเสียหายให้กับ อ.ลิ้ง เป็นอย่างมาก ในฐานะทนายความจึงได้ทำการรวบรวมหลักฐานมอบให้กับทางตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น และให้อ.ลิ้ง เข้าแจ้งความเอาผิดเพจดังกล่าว และบุคคลอีก 1 คน ในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมฯ พร้อมตั้งทีมทนายความมาร่วมดำเนินการในเรื่องดังกล่าว เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงินกับทางเพจและตัวบุคคล รายละ 10 ล้านบาท

และจะทำการเอาผิดกับคนที่คอมเมนต์ และ คนที่แชร์สร้างความเสียหายให้กับ อ.ลิ้งและครอบครัวอีกรายละ 1 ล้านบาท อย่างไรก็ตามขณะนี้ทีมทนายความทำการตรวจสอบโดยดูที่เจตนา หากใครมีเจตนาสร้างความเสียหายชัดเจนก็จะมีการดำเนินการตามกฎหมายทั้งหมด

ขณะที่ นายชนะวุธ หรือ อ.ลิ้ง กล่าวว่า เพจเฟซบุ๊กดังกล่าวและคนที่โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงกับตนเองและครอบครัว โดยเฉพาะการที่เพจดังกล่าวมีการระบุข้อความสร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงให้ตนเองและครอบครัวเป็นอย่างมาก

“วันนี้ลูกไม่กล้าที่จะไปโรงเรียนเพราะมีประเด็นนี้เกิดขึ้น และที่เพจดังกล่าวโพสต์นั้นไม่ได้มีการตรวจสอบและไม่รู้ความจริง ยืนยันว่าตนเองไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจสีเทา ส่วนเส้นทางการเงินก็สามารถตรวจสอบได้ แต่เขาไม่เคยส่งเรื่องถึงหน่วยงาน หรือส่งเรื่องถึงตำรวจให้มาตรวจสอบเส้นทางการเงินของตนเองแต่ก็มาโพสต์ลอยๆโดยไม่มีหลักฐานเพื่อกล่าวหาเช่นนี้ ทำให้ตนเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ลูกก็ไปโรงเรียนไม่ได้เพราะถูกคนพูดถึงพ่อในทางที่ไม่ดี เหมือนพ่อเป็นอาชญากร”

นายชนะวุธ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนเองสู้ชีวิตมาตลอด ค้าขายมาหลายอย่าง จนกระทั่งเข้าสู่วงการพระเครื่อง ช่วงแรก ๆตลาดพระเครื่องไม่บูม การบูชาพระก็ไม่ค่อยดี แต่ในช่วงปี 2567 วงการพระเครื่องบูมมาก ทำให้มีการซื้อขายเช่าบูชาพระเครื่องและวัตถุมงคลเป็นไปด้วยดี ทำให้ตนมีเงินมีทอง มีบ้าน ซึ่งในเรื่องนี้ตนคิดว่าเป็นเรื่องปกติ

คนทำมาหากินด้วยอาชีพสุจริตจะมีบ้าน มีรถยนต์ได้ ไม่ใช่จะมองว่าคนที่มีบ้านหลังใหญ่ มีรถหลายคันต้องเกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทาเท่านั้น ตนไม่เข้าใจว่าเพจดังกล่าวเอาข้อมูลมาจากไหนมาโพสต์สร้างความเสียหายให้ตนเช่นนี้

“ผมพร้อมให้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน พร้อมให้ความร่วมมือกับตำรวจ ในการที่จะตรวจสอบที่มาของเงินและรายได้ของตน อีกด้านตนเป็นคนที่เสียภาษีมากเป็นอันดับ 2 ของจังหวัดขอนแก่น และยังต้องผ่อนจ่ายให้สรรพากรทุกเดือน จึงขอยืนยันว่าตนทำอาชีพสุจริต เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์สุริยันต์ ที่มีแต่ทำคุณประโยชน์ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจสีเทา ซึ่งเมื่อมีเงินก็ต้องการซื้อทรัพย์สิน จึงซื้อกิจการโรงแรมในจังหวัดขอนแก่น 1 แห่ง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะนักธุรกิจจำนวนมากเขาก็ทำกัน

อีกทั้งการที่มีประชาชนบางคนใน จ.ขอนแก่น โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวแบบนั้น ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรโพสต์ เพราะถ้าคับข้องใจอะไรก็ให้มาถาม เพราะการโพสต์เช่นนี้ ทำให้คนเสื่อมเสียชื่อเสียง เนื่องจากมีการแชร์ มีการคอมเมนต์ต่างๆนานาโดยที่ไม่รู้ความจริงก็คิดเป็นตามที่มีการโพสต์ไปแล้ว

ตนให้ทนายความรวบรวมหลักฐานนำมาแจ้งความกับตำรวจสภ.เมืองขอนแก่น ให้ดำเนินคดีกับเพจดัง 1 เพจ และคนที่โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง รวมถึงคนที่คอมเมนต์และแชร์ข้อความที่เกี่ยวข้องทุกคน ขอยืนยันว่าไม่มีการเจรจายอมความโดยเด็ดขาด”

‘ใบเฟิร์น สุทธิยา’ โผล่เคลียร์ภาพคู่ ‘ทิดแย้ม’ ยันไม่มีเอี่ยวคดีวัดไร่ขิง จ่อเอาผิดคนโพสต์มั่ว

(20 พ.ค. 68) ‘ใบเฟิร์น’ สุทธิยา นักร้องลูกทุ่งเสียงหวาน อดีตผู้เข้าแข่งขันไมค์ทองคำ ออกมาเคลียร์ชัดหลังมีภาพคู่โยงกับ ‘ทิดแย้ม’ วัดไร่ขิง ยักยอกเงินวัด 800 กว่าล้านบาท ไปเล่นการพนัน กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ โดยหลายคนเข้าใจผิด คิดว่าเธอมีความสัมพันธ์กับอดีตพระดัง ซึ่งกำลังตกเป็นข่าวฉาว จนเจ้าตัวต้องรีบโพสต์ชี้แจง ยืนยันไม่มีอะไรเกินเลย และขอให้หยุดโยงชื่อเธอในทางเสียหาย

ใบเฟิร์นระบุในโพสต์ว่า เธอเป็นผู้หญิงในภาพที่ใส่ชุดสีเหลืองเพียงรูปเดียวเท่านั้น ส่วนภาพอื่นไม่ใช่เธอ พร้อมตั้งคำถามกลับถึงเจ้าของโพสต์ว่า มีเจตนาอะไรที่นำภาพไปเผยแพร่แบบนั้น เพราะทำให้เกิดความเข้าใจผิดและสร้างความเสียหายแก่ชื่อเสียงของเธอ

เจ้าตัวย้ำว่าในวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา เธอเดินทางไปร่วมงานที่วัดไร่ขิงจริง ในฐานะศิลปินลูกทุ่งตัวแทนคนรุ่นใหม่ โดยแต่งกายเรียบร้อย และไม่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมตามที่ถูกกล่าวอ้าง ด้านแฟนคลับก็ออกมาปกป้อง พร้อมแสดงหลักฐานยืนยันว่าเธอไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องอื้อฉาวใดๆ ที่โยงกับทิดแย้ม

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและเรียกร้องความเป็นธรรม ใบเฟิร์นเตรียมเข้าแจ้งความดำเนินคดีในวันที่ 20 พฤษภาคม เวลา 14.30 น. ที่ สน.คันนายาว พร้อมทนายความ เพื่อเอาผิดผู้ที่โพสต์ภาพและข้อความเท็จที่สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของเธออย่างไม่เป็นธรรม

เปิดประสบการณ์สุดล้ำ พาชม “เรือตัดน้ำแข็ง Xue long 2” ครั้งแรกในน่านน้ำไทย ณ ท่าเรือสัตหีบ

เมื่อวันที่ (19 พ.ค. 68) พล.ร.ต.ธำรง สุพรรณพงศ์ ผอ.กทส.ฐท.สส. เป็นผู้แทน ฐานทัพเรือสัตหีบ พร้อมด้วย ศ.ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM ให้การต้อนรับ นายเสียว ชื่อหมิง ผู้บังคับการเรือ เสว่หลง 2 (Mr.XIAO ZHIMIN, Captain) และคณะลูกเรือ เนื่องในโอกาสเข้าเยือนประเทศไทย เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา 2 เมษายน 2568 และเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 50 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-จีน ปี พ.ศ. 2568 พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชน ได้เข้าเยี่ยมชมเรือสำรวจขั้วโลก เสว่หลง 2 (Xue Long 2) ซึ่งได้จอดเทียบท่าที่ ท่าเรือจุกเสม็ด การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ตั้งแต่วันที่ 19 - 23 พ.ค.68

ศ.ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กล่าวว่า การมาเยือนของเรือเสว่หลง 2 ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการร่วมเฉลิมฉลอง เนื่องในโอกาสมหามงคลที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเจริญพระชนมายุครบ 70 พรรษา ในวันที่ 2 เมษายน 2568 และยังเป็นการเฉลิมฉลองวาระสำคัญของการครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ในปี พ.ศ. 2568

การมาเยือนประเทศไทย ของเรือเสว่หลง 2 ในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสอันล้ำค่าที่นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยไทย รวมถึงเยาวชนและประชาชนชาวไทย จะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์โดยตรงกับทีมวิจัยระดับแนวหน้าของจีน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการสำรวจขั้วโลก นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมพิเศษที่จะจัดขึ้นควบคู่กับการมาเยือนของเรือเสว่หลง 2 ได้แก่ การจัดนิทรรศการ "Xue Long 2 and See the Unseen in Polar Region" ระหว่างวันที่ 14 - 25 พฤษภาคม 2568 ณ Crystal Court ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน และการเสวนาระหว่างนักวิทยาศาสตร์ ผู้มีประสบการณ์เดินทางไปสำรวจขั้วโลกใต้ ด้วยเรือเสว่หลง 2 กับเยาวชนไทย, กิจกรรมเผยแพร่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สู่สาธารณชนของนักวิทยาศาสตร์ไทยและจีน ที่เคยเดินทางไปสำรวจขั้วโลกใต้ ด้วยเรือเสว่หลง 2, การประชุมวิชาการ “Thailand-China Polar Science Conference”, และพิธีอำลาเรือเสว่หลง 2 โดยในระหว่างที่เรือจอดเทียบท่าเรือจุกเสม็ด จะมีการนำคณะลูกเรือเข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและเยี่ยมชมความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทย ณ สวนนงนุช พัทยา อีกด้วย”

ศ.ดร.ไพรัช กล่าวทิ้งท้ายว่า กิจกรรมทั้งหมดนี้ ได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย, กระทรวงการต่างประเทศ, กองทัพเรือ, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กลุ่มธุรกิจ TCP, สำนักงานบริหารอาร์กติกและแอนตาร์กติกแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (CAA) และสถาบันวิจัยขั้วโลกแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (PRIC) ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมืออันดีระหว่างประเทศไทยและจีน ในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึง ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศ

ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM กล่าวถึงความร่วมมือในการต้อนรับเรือตัดน้ำแข็งเสว่หลง 2 ว่า NSM มุ่งมั่นส่งเสริมวิทยาศาสตร์สู่สังคม โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้เยาวชน ได้เรียนรู้จากการวิจัยระดับนานาชาติ ซึ่งในครั้งนี้ NSM ได้ร่วมจัดนิทรรศการ “Xue Long 2 and See the Unseen in Polar Region” เพื่อเปิดโลกวิทยาศาสตร์ขั้วโลกให้กว้างขึ้น ผู้ชมจะได้เห็นความสำคัญของการวิจัยขั้วโลกผ่านนักวิจัยไทย และเทคโนโลยีสำรวจอันล้ำสมัยของจีน โดยนิทรรศการนี้ มุ่งหวังให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญของขั้วโลกต่อระบบนิเวศและชีวิตประจำวันของเรา รวมถึงกระตุ้นความสนใจในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่เกี่ยวข้อง นิทรรศการจัดแสดงที่ สยามพารากอน ระหว่างวันที่ 14-25 พ.ค. 68 และท่าเรือจุกเสม็ด ระหว่างวันที่ 20 – 23 พ.ค. 2658 จากนั้น NSM มีแผนนำไปจัดแสดงต่อที่จัตุรัสวิทยาศาสตร์ อพวช. เดอะ สตรีท รัชดา เพื่อให้ประชาชนที่พลาดโอกาสยังสามารถเข้าถึงความรู้เกี่ยวกับการสำรวจขั้วโลกใต้ เทคโนโลยี และงานวิจัยสำคัญได้

นอกจากนี้ อพวช. ยังร่วมกับมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ จัดกิจกรรม Research show by Naturalist 2025 หัวข้อ “Miracle of Polar: มหัศจรรย์แห่งขั้วโลก” โดยเชิญนักวิจัยขั้วโลกตามโครงการพระราชดำริฯ มาถ่ายทอดประสบการณ์และสร้างแรงบันดาลใจแก่เยาวชนผ่านงานวิจัยต่าง ๆ กิจกรรมนี้ จัดทุกเสาร์ที่ 3 ของเดือน ตั้งแต่ มกราคม จนถึงสิ้นปี เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย

นายเสียว ชื่อหมิง ผู้บังคับการเรือเสว่หลง 2 (Mr.XIAO ZHIMIN, Captain) กล่าวว่า เรือเสว่หลง 2 เป็นเรือสำรวจขั้วโลกลำที่ 4 ของจีน และถือเป็นเรือสำรวจขั้วโลกลำแรกของจีน ที่สร้างขึ้นเองทั้งหมดภายในประเทศ เป็นเรือตัดน้ำแข็งขนาดกลาง ที่มีความทันสมัยและมีสมรรถนะสูงที่สุดลำหนึ่งของโลก ด้วยเทคโนโลยีการตัดน้ำแข็ง 2 ทิศทาง ทำให้สามารถตัดน้ำแข็งหนา 1.5 เมตรพร้อมเดินทางด้วยความเร็ว 2-3 น็อต ทำให้เดินทางผ่านแผ่นน้ำแข็งได้หลายทิศทางอย่างคล่องตัว หัวเรือส่วนใต้น้ำถูกออกแบบมาเป็นพิเศษให้มีความแข็งแรง สามารถชนและไต่ขึ้นบนแผ่นน้ำแข็ง พร้อมแรงกดที่ช่วยแยกน้ำแข็ง เพื่อให้เรือสามารถเคลื่อนที่ต่อไปได้

เรือเสว่หลง 2 มีความยาว 122.5 เมตร ความกว้าง 22.3 เมตร กินน้ำลึก 12 เมตร และมีระวางขับน้ำ 13,990 ตัน สามารถรองรับลูกเรือได้ 40 นาย และนักวิจัยได้อีก 50 นาย รวมทั้งสิ้น 90 ชีวิต ภารกิจหลักของเสว่หลง 2 คือ การสนับสนุนการสำรวจวิจัยขั้วโลกในหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลก ธารน้ำแข็ง วิทยาศาสตร์ทางทะเล วิทยาศาสตร์บรรยากาศ ธรณีวิทยาและธรณีฟิสิกส์ นิเวศวิทยาและชีววิทยา รวมถึงการศึกษาสิ่งแวดล้อม ทั้งในแผนงานระยะสั้นและระยะยาว                

นอกจากนี้ เรือยังมีบทบาทสำคัญในการรับส่งนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย พร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงการขนส่งเสบียง อาหาร เชื้อเพลิง และอุปกรณ์ก่อสร้างสำหรับสถานีวิจัยของจีน ทั้งที่ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ โดยจีนมีสถานีวิจัยหลายแห่งที่ขั้วโลกใต้ ได้แก่ สถานี Great Wall (1985), Zhongshan (1989), Kunlun (2009), Taishan Camp

(2014) และสถานีล่าสุด Qinling (2024) และที่ขั้วโลกเหนือ คือ สถานี Yellow River (2004) ซึ่งเสว่หลง 2 มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินงานของสถานีเหล่านี้

เสว่หลง 2 ได้รับการยกย่องว่าเป็นเรือสำรวจอัจฉริยะที่ทันสมัยที่สุดลำหนึ่งของโลก ด้วยการติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดหลายชนิด ครอบคลุมการสำรวจที่หลากหลาย พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัยสำหรับการประมวลผลข้อมูลทั้งด้านปฏิบัติการและการวิจัย      นอกจากนี้ เรือยังถูกออกแบบมาพร้อมเทคโนโลยีสะอาด SCR (Selective Catalytic  Reduction) เพื่อลดการปล่อยมลพิษในเขตขั้วโลก ที่อยู่ในระดับสูงกว่ามาตรฐานทั่วไป อีกด้วย

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน 0909535645

สมุทรปราการ-พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี เป็นประธานเปิดอาคารเรียนนามพระราชทาน “อาคารเทพรัตน์” โรงเรียนบางบ่อวิทยาคม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ (19 พ.ค.68) ที่ผ่านมา เวลา 09.00 น. ณ โรงเรียนบางบ่อวิทยาคม  ต.บางบ่อ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ได้ให้เกียรติเดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดอาคารเรียนหลังใหม่  นามพระราชทาน “อาคารเทพรัตน์” โรงเรียนบางบ่อวิทยาคม สมุทรปราการ

โดยมี นายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วย นายสมศักดิ์ แก้วเสนา ปลัดจังหวัดสมุทรปราการ และหัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนคณะผู้บริหารโรงเรียนบางบ่อวิทยาคม นำโดย นายวิโรจน์ จำปาทอง ผู้อำนวยการโรงเรียนบางบ่อวิทยาคม นำคณะครูนักเรียน บุคลากร ผู้ปกครองโรงเรียนบางบ่อวิทยาคม ร่วมให้การต้อนรับ

จากนั้น นายวิโรจน์ จำปาทอง ผู้อำนวยการโรงเรียนบางบ่อวิทยาคม กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการก่อสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ โดยมี คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะครู บุคลากรทางการศึกษา คณะผู้ปกครอง นักเรียนโรงเรียนบางบ่อวิทยาคม ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติ และประชาชนชาวอำเภอบางบ่อ เข้าร่วมในพิธีเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ ทางโรงเรียนบางบ่อวิทยาคม ยังได้รับความเมตตาจากท่านเจ้าคุณพระวชิรธรรมวิธาน เจ้าคณะอำเภอบางบ่อ เจ้าอาวาสวัดสุคันธาวาส นำคณะสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถาเจริญพระพุทธมนต์ จากนั้นประธานในพิธีพร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติร่วมถวายเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์และ ประพรมน้ำมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล ในการนี้ท่านเจ้าคุณพระวชิรธรรมวิธาน เจ้าอาวาสวัดสุคัลธาวาสได้เจิมแผ่นศิลาฤกษ์ จากนั้น องคมนตรีได้กดปุ่มเปิดแพรคุมป้ายอาคารเรียนอย่างเป็นทางการ 

พร้อมกันนี้ องคมนตรีได้มอบโล่ประกาศเกียรติคุณ แก่ผู้มีอุปการะคุณ และมอบโล่ศิษย์เก่าดีเด่น และมอบรางวัลแข่งขันเครื่องบินพลังยางให้แก่นักเรียนโรงเรียนบางบ่อวิทยาคมอีกด้วยด้วย สำหรับ อาคารเรียนหลังใหม่ โรงเรียนบางบ่อวิทยาคม ได้รับการสนับสนุนงบประมาณปี 2563 โครงการก่อสร้างอาคารเรียน 4 ชั้น 18 ห้องเรียน จากองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ เป็นจำนวนเงิน 50,906,000 บาท ซึ่งได้ดำเนินการจ้างด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) โดยผู้รับจ้างคือ บริษัท พี อี ซี ซี กรุ๊ป จำกัด ในวงเงิน 39,800,000 บาท ตามสัญญา เลขที่ 1/2563 ลงวันที่ 18 สิงหาคม 2563 โดยเริ่มก่อสร้าง ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2563 ถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2565 และได้มีการขยายสัญญาเพิ่มเติม เนื่องจากเกิดสถานการณ์น้ำท่วมโรงเรียน และโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และดำเนินการก่อสร้างต่อเรื่อยมาจนกระทั่งอาคารแล้วเสร็จ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2566

ทั้งนี้ เพื่อแสดงความจงรักภักดี เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ ผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง นักเรียน และประชาชนอำเภอบางบ่อ  ทางโรงเรียนจึงได้ดำเนินการขอพระราชทานชื่ออาคาร จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จนได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานชื่ออาคารเรียนดังกล่าวว่า “อาคารเทพรัตน์” และพระราชทาน พระราชานุญาตให้เชิญอักษรพระนามาภิไธย “ส.ธ.” ประดับที่ป้ายชื่อพระราชทาน เมื่อวันที่  6 มกราคม 2568

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

‘สมรักษ์’ แจงชัดไม่โกรธ หลังลูกประกาศเลิกยุ่ง รับพลาดสองเรื่อง ยันจะไม่ทำให้ลูกเดือดร้อนอีก

(20 พ.ค. 68) สมรักษ์ คำสิงห์ อดีตนักชกชื่อดัง อัดคลิปชี้แจงกรณีดราม่าครอบครัว หลังลูกสาว ‘เบสท์’ รักษ์วนีย์ และลูกชาย ‘โบ๊ท’ ภูวรักษ์ ประกาศเลิกยุ่งกับพ่อ หากมีปัญหาอีกครั้ง โดยระบุว่าเหนื่อยกับการช่วยเคลียร์ปัญหาหนี้สินซ้ำซาก จนกลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ และลูกๆ ถูกวิจารณ์ว่าอกตัญญู

สมรักษ์กล่าวในคลิปว่า ได้ย้อนฟังบทสัมภาษณ์ของลูกแล้ว เห็นว่าลูกไม่ได้ผิด เพราะลูกๆ ดีและเก่ง พร้อมยอมรับว่าตนก่อเรื่องสองครั้ง ทั้งคดีลอตเตอรี่และคดีเด็กอายุ 17 ปี ลูกจึงประกาศชัด หากมีเรื่องครั้งที่สาม จะไม่รับผิดชอบอีก เขาเข้าใจและยอมรับว่าเป็นสิ่งที่สมควร

เจ้าตัวย้ำว่าตอนนี้ระวังตัวมากขึ้น และไม่ต้องการให้ลูกลำบากอีก พร้อมเผยว่ากำลังทำงานสอนมวยที่ค่ายต่างๆ และไม่ได้รบกวนลูกแล้ว ส่วนคดีลอตเตอรี่ เบสท์เคยช่วยสำรองจ่ายบ้าง แต่ไม่ถึง 20 ล้านบาท ส่วนคดีพรากผู้เยาว์อยู่ระหว่างต่อสู้ในชั้นศาล

สุดท้าย สมรักษ์ขอความเห็นใจ ไม่อยากให้ใครไปตำหนิลูก เพราะทั้งเบสท์และโบ๊ทเป็นลูกที่ดี ย้ำว่าลูกเก่งและทำดีที่สุดแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนของตน และจะพยายามไม่สร้างปัญหาอีกในอนาคต

“อลงกรณ์-คอรัปชั่น ฟ้องดู”เดินสายผนึกสื่อมวลชนภาคใต้สร้างเครือข่าย “ใยแมงมุม”ต้านโกงทั่วประเทศหวังประเทศไทยโปร่งใสมีธรรมาภิบาล

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ประธานที่ปรึกษาของ รมว.ทส.และรองประธานคณะกก.ยุทธศาสตร์ ปชป. อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยวันนี้เกี่ยวกับความคืบหน้าโครงการ “ใยแมงมุม” (Spider Web)ปราบโกงภายหลังเป็นประธานเปิดงานและบรรยายพิเศษในโครงการอบรมสัมมนาสื่อมวลชนและองค์กรเครือข่ายสื่อภาคใต้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบทุจริตภาครัฐและเอกชนจัดโดยสมาคมเครือข่ายผู้สื่อข่าวและสื่อมวลชนนานาชาติภายใต้การสนับสนุนของกองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.)ที่โรงแรมบรรจงบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี
โดยนายอลงกรณ์กล่าวว่า แกนนำสื่อมวลชนภาคใต้และสมาชิกกลุ่มStrongซึ่งเป็นเครือข่ายของปปช. ที่ประกอบด้วยนักศึกษาและประชาชนจิตอาสาเห็นด้วยและพร้อมร่วมขับเคลื่อนแพลตฟอร์ม “คอรัปชั่น ฟ้องดู” (Corruption Fondue)ที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 พฤษภาคมนี้โดยการสนับสนุนของสถาบันเอฟเคไอไอ.มีเป้าหมายหลักคือการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI)ขจัดทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงในภาครัฐและเอกชน
“ในการเดินสายสร้างความเข้าใจแพลตฟอร์มคอรัปชั่นเทคที่เรียกว่า“คอรัปชั่น ฟ้องดู” พร้อมกับการสร้างเครือข่าย“ใยแมงมุม”ซึ่งล่าสุดคือภาคใต้ได้รับการตอบรับอย่างดียิ่งจากแกนนำสื่อมวลชนภาคใต้และเครือข่ายStrongของปปช. ก่อนหน้านี้ได้ขยายเครือข่ายสร้างความร่วมมือกับสื่อมวลชนและองค์กรเครือข่ายสื่อในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือมาแล้ว และเป้าหมายต่อไปคือกรุงเทพฯ และภาคกลาง

แพลตฟอร์ม “คอรัปชั่น ฟ้องดู” ไม่เพียงเป็นเครื่องมือทางเทคโนโลยีแต่ยังเป็นความหวังใหม่ในการสร้างวัฒนธรรม “ไม่ทนต่อการทุจริต” ผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วน การเดินหน้าสร้างเครือข่ายใยแมงมุมครั้งนี้สะท้อนเจตจำนงที่จะก้าวข้ามวิกฤตคอรัปชั่นเพื่อสร้างความโปร่งใสและธรรมาภิบาลในประเทศไทย“นายอลงกรณ์กล่าวในที่สุด.

20 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 พระราชดำรัส รัชกาลที่ 9 ดั่งน้ำทิพย์ คลี่คลายวิกฤตทางการเมือง ‘พฤษภาทมิฬ’

เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. ของวันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวง รัชกาลที่ 9  พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้  ศ.สัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรี และ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรีและรัฐบุรุษ นำพลเอกสุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรี และ พลตรีจำลอง ศรีเมือง เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท โอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชดำรัสแก่คณะผู้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ในเหตุการณ์การเมือง พฤษภาทมิฬ ทรงใช้พระมหากรุณาธิคุณระงับความขัดเเย้งทางการเมืองของทั้งสองฝ่าย ให้เข้าใจกันและยุติความขัดเเย้งของทั้งสองฝ่ายเพื่อความสงบสุขเรียบร้อยของประเทศไทย

โดยมีความบางตอนว่า  

“...ขอให้สองท่าน หันหน้าเข้าหากัน ไม่ใช่เผชิญหน้ากันเพียงแต่ว่าจะต้องเอาชนะ แล้วใครจะชนะ ไม่มีทาง มีแต่แพ้ คือต่างคนต่างแพ้ แล้วที่แพ้ที่สุดคือประเทศชาติ ประชาชน แล้วจะมีประโยชน์อะไร ที่จะทนงตัวว่าชนะ เวลาอยู่บนกองสิ่งปรักหักพัง..."  

อย่าให้แผ่นดินนี้กลายเป็นยูเครนหรือไต้หวัน บทเรียนจากสงครามและการต่อรองที่ต้องจดจำ

(19 พ.ค. 68) ช่วงนี้โลกเรามันก็วุ่นวายเหลือเกินนะ แค่เปิดทีวีหรือเข้าโซเชียลก็เจอแต่ข่าวสงคราม ความขัดแย้ง และความสูญเสีย ดูอย่างยูเครนสิ เมื่อก่อนก็เป็นประเทศที่เต็มไปด้วยความหวังและความฝัน แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นซากปรักหักพัง ชีวิตผู้คนถูกทำลาย ทรัพย์สินโดนยึดไปอย่างน่าสลดใจ

เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกมาพูดด้วยน้ำตาคลอเบ้า “สหรัฐฯ และยุโรปเก็บเกี่ยวยูเครนมาเป็นเวลาสามปี เหมือนกับต้นหอม” คำพูดนี้มันสะท้อนถึงความจริงที่โหดร้ายสุด ๆ ที่ยูเครนต้องเผชิญ ถูกใช้เหมือนเครื่องมือ พอหมดประโยชน์ก็ถูกทิ้งแบบไม่ใยดี

ตอนนี้คนยูเครนต้องเดินเท้า 5 กิโลเมตรเพื่อหาน้ำดื่ม ในเมืองคาร์คิฟ โรงไฟฟ้าถูกทำลายไป 65% เหลือแต่ซาก กองทัพก็กลายเป็นทาสหนี้ให้กับพ่อค้าอาวุธจากสหรัฐฯ คนละ 150,000 ดอลลาร์ นี่มันราคาของ ‘พันธมิตร’ หรือ ‘ทาสยุคใหม่’ กันแน่?

ที่เจ็บแสบที่สุดคือ ข้อตกลงแร่ธาตุที่สหรัฐฯ ผลักดันให้ยูเครนเปิดพื้นที่เหมืองแร่หายาก 18 แห่ง เพื่อแลกกับการล้างหนี้ แต่สหรัฐฯ ไม่คิดช่วยเหลือทางทหารสักเหรียญเดียว! คือแบบนี้มันแฟร์เหรอ? เหมือนมัดมือชกกันชัด ๆ

ที่สหภาพยุโรปก็ไม่ต่างกันเลย พวกเขาจัดให้ “ปัญหาความมั่นคงของยูเครน” อยู่อันดับที่ 27 ในการประชุมที่บรัสเซลส์ รองจากการปรับปรุงอาหารกลางวันในโรงเรียน! ชีวิตคนทั้งชาติ โดนจัดให้อยู่ท้ายแถวในวาระการประชุม แบบนี้มันไม่ใช่แค่โดนทิ้งนะ แต่มันคือการโดนหักหลัง!

คิสซิงเจอร์เคยพูดไว้ว่า “การเป็นศัตรูของสหรัฐฯ เป็นเรื่องอันตราย แต่การเป็นเพื่อนกับสหรัฐฯ น่ากลัวยิ่งกว่า” คำพูดนี้มันเหมือนพยากรณ์ถึงชะตากรรมของไต้หวันเลยนะ

ไต้หวันเองก็เหมือนกับยูเครนในหลายแง่มุม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไต้หวันกลายเป็นสนามประลองของอำนาจมหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นจีนหรือสหรัฐฯ แต่สิ่งที่น่าเศร้าคือ ในขณะที่ไต้หวันทุ่มเงินจำนวนมหาศาลไปกับการซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ กลับไม่มีสิ่งใดกลับมานอกจากหนี้สินและคำสัญญาที่ว่างเปล่า

ก่อนที่สงครามในช่องแคบไต้หวันจะปะทุขึ้น สหรัฐฯ ได้ยึดเอา TSMC บริษัทผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ยักษ์ใหญ่ของไต้หวันไปใช้เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจและการเมือง ไม่ต่างจากที่เขาเคยทำกับแหล่งแร่ธาตุของยูเครน และตอนนี้ไต้หวันก็ต้องแบกรับหนี้สินจากการซื้ออาวุธในระดับที่หนักหน่วง โดยที่นักการเมืองในไต้หวันก็ทำได้เพียงแค่ก้มหน้ายอมรับสภาพ

แย่กว่านั้น ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีไต้หวันยังต้องเดินทางไปสหรัฐฯ เพื่อเข้าพบและขอการยอมรับ ไม่ต่างจากการ ‘แสวงบุญ’ ที่ต้องผ่านการสัมภาษณ์และการพิจารณาจากผู้นำต่างชาติอย่างน่าหดหู่ เหมือนกับว่าอนาคตของประเทศไม่ได้อยู่ในมือประชาชนตัวเอง แต่อยู่ในมือของมหาอำนาจที่อยู่อีกซีกโลก

คนไทยเราเห็นแล้วก็ต้องคิดบ้าง อย่าให้ใครมายุยงปลุกปั่นให้เราแตกแยก อย่าให้ใครเอาผลประโยชน์หรืออำนาจมาล่อลวง เราต้องรักและหวงแหนแผ่นดินของเราเอง อย่าให้แผ่นดินนี้ต้องกลายเป็น ‘ยูเครนเวอร์ชั่น 2’ หรือ ‘ไต้หวันเวอร์ชั่น 2’ เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่จ่ายราคาแพงที่สุด ก็คือพวกเราคนไทยเอง

ประเทศไทย... พึงตระหนัก!


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top