Thursday, 30 July 2026
Hard News Team

อลงกรณ์" ดึง AI สร้างแอปฯ Foundue สู้คอร์รรัปชั่น ประกาศเจตนารมณ์ผนึกภาคีเครือข่าย”ไยแมงมุม” สกัดโกง!

(28 พ.ค. 68) อลงกรณ์ ประกาศนำสถาบัน FKII Thailand ผนึกองค์กรภาคีต่อต้านการทุจริต สร้างเครือข่าย”ใยแมงมุม” สกัดโกง ดึงเทคโนโลยี AI “Corruption Foundue” สร้างช่องทางตรวจสอบข้อมูลที่โปร่งใส ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมแจ้งเบาะแส ตรวจสอบ ขยายผลหวังลดปัญหาฉ้อฉลเงินแผ่นดิน

ที่สวนเสียงไผ่ สถาบันทิวา ทาวน์อินทาวน์ เมื่อวันที่ 28 พ.ค.68 นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII Thailand พร้อมด้วย เครือข่ายพันธมิตร อาทิ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ, นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.), ดร.มานะ นิมิตมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รรัปชั่น (ประเทศไทย), ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผช.ผอ.สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), นายชยดิษฐ์ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา และผอ.สถาบัน FKII Thailand, พลเอก ดร.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ เลขาธิการภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ, ดร.เอก์ เหลืองสะอาด นายกสมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย), ดร.โรจนศักดิ์ แสงธศิริวิไล นายกสมาคมเครือข่ายผู้สื่อข่าวและสื่อมวลชนนานาชาติ, นายจิรวัฒน์ ตั้งกิจงามวงศ์ ประธานมูลนิธิยุวไทยสากล และนายกสมาคมธุรกิจค้าไม้ และนายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย ร่วมกันแถลงข่าวเปิดตัวแพลตฟอร์ม คอร์รัปชั่น ฟ้องดู (Corruption Foundue) 

นายอลงกรณ์ กล่าวตอนหนึ่งระหว่างบรรยายหัวข้อ“คอร์รัปชั่นเทคโนโลยี คอร์รัปชั่น ฟ้องดู โครงการใยแมงมุมต้านโกง” ว่า การรวมตัวของภาคีเครือข่ายฯครั้งนี้ เพื่อประกาศเจตนารมณ์ในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยยึดโยงกับวันแรก (28 พ.ค.) ที่สภาผู้แทนราษฎร กำลังพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 ในวาระแรก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปีที่รัฐบาลจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล และต้องกู้ยืมเงินมากกว่า 9 แสนล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของประเทศ ทั้งยังถือเป็นการกลัดกระดุมเม็ดแรกในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะในแวดวงราชการ ซึ่งสถาบัน FKII Thailand มองเห็นช่องโหว่ใหญ่ที่เป็นปัญหาของประเทศจากพฤติกรรมดังกล่าว
“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมได้ทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมืองและผู้เกี่ยวข้อง ในยุคของรัฐบาลที่มีอำนาจมากที่สุดยุคหนึ่ง จนถูกฟ้องร้องดำเนินคดีรวมเกือบ 20 คดี แต่ในที่สุดศาลท่านก็ได้ตัดสินให้ผมชนะในทุกคดี แม้จะไม่สามารถเอาผิดคนโกงได้ทุกคดี แต่ก็ทำให้อดีตรัฐมนตรีท่านหนึ่งและเลขานุการของรัฐมนตรีท่านนั้น ถูกจำคุกฐานฉ้อโกงเงินภาษีของประชาชนได้ ซึ่งบทเรียนจากการทำหน้าที่ประธานตรวจสอบการการทุจริตคอร์รัปชั่นในครั้งนั้น ก็น่าจะเป็นบทเรียนและเป็นประโยชน์ต่อการทำหน้าที่นับจากนี้ไป”

ประธานสถาบัน FKII Thailand กล่าวย้ำว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่พวกเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นภาคีเครือข่ายฯ หรือภาคประชาชน จะต้องกล้าเดินไปด้วยกัน เพื่อต่อต้านและขจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น และร่วมกันสร้างแสงสว่างแห่งความดีงาม เพื่อป้องกันความดำมืดของการทุจริตคอร์รัปชั่นให้ลดลงไปจากประเทศไทย

ด้าน ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า การจัดการปัญหาคอร์รัปชั่นสามารถทำได้ หากเข้าใจกลไกอันเป็นต้นตอของปัญหา กล่าวคือตัวบุคคล ระบบ และบริบทสังคม ทั้งหมดมีความเชื่อมโยงถึงกัน ทั้งนี้ ต้องยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า “สันดานมนุษย์ซื้อได้ด้วยผลประโยชน์” ขอให้จ่ายในสัดส่วนที่มากพอ ก็สามารถจะซื้อคนๆ นั้นได้แล้ว วิธีการแก้ไขคือจะต้องสร้างระบบที่ทำให้ “คนชั่วทำดีโดยไม่รู้ตัว” โดยเฉพาะการสร้างแสงสว่างในที่มืดให้มากที่สุด ส่วนตัวเสนอให้ทุกภาคส่วน เปิดเผยข้อมูลทุกอย่างที่ไม่กระทบต่อปัญหาความมั่นคงของชาติอย่างแท้จริง เพราะหากทุกอย่างเปิดเผย โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้แล้ว เชื่อว่าปัญหาการปัญหาคอร์รัปชั่นก็จะค่อยๆ ลดลงไปโดยปริยาย

ส่วน นายพิศิษฐ์ กล่าวว่า การจัดตั้งองค์กรตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่น นับแต่ที่มี สตง., ต่อมาก็มี ป.ป.ป., ปปท., ดีเอสไอ และ ปปง. ทั้งหมดสะท้อนว่าปัญหาวิกฤติด้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ยังคงเติบโตและขยายตัวไปอย่างต่อเนื่อง ในฐานะ “อดีตผู้ว่าการ สตง.” มีหลายคนถามตนว่า “ทำไม ตึก สตง.ถึงถล่ม!” คำตอบง่ายๆคือ เพราะเป็น “ของหลวง” แต่หากเป็นตึกของภาคเอกชน ก็จะมีกระบวนการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ และขั้นตอนการก่อสร้างที่ดีพอ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมตึกของเอกชนจึงไม่ถล่มพังลงมา ส่วนตัวเคยคิดว่าการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องที่ยาก แต่หลังจากที่มีแอปพลิเคชั่น “Corruption Foundue” แล้ว เชื่อว่าปัญหานี้จะลดลงตามมา

ขณะที่ ดร.มานะ  กล่าวว่า ก่อนหน้านี้การพูดว่าจะแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น เสมือนเป็นการพูดใส่กำแพง กล่าวคือพูดให้ตัวเองได้ยิน แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เลย ที่ผ่านมาพบว่าแต่ละปีมีการโครงการก่อสร้างของภาครัฐรวมกันสูงมากถึง 1.7 ล้านล้านบาท และหากมีการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยการเรียกเก็บเงินใต้โต๊ะจากโครงการแค่ 10-20% นั่นก็หมายความว่าประเทศจะสูญเสียเงินไปราวๆ 1.7 - 3.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นเม็ดเงินที่สูงมาก เฉพาะหน่วยงานในสังกัด องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นพบว่า การทำหน้าที่ของ อบจ.ทั้ง 76 จังหวัด มีโครงการก่อสร้างถนนในพื้นที่ รวมกันมากถึง 3 แสนล้านบาท แต่กลายเป็นว่า 63% เป็นการซ่อมแซมถนนที่ชำรุดทรุดโทรม ซึ่งไม่ก่อประโยชน์ต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่แต่อย่างใด มันสะท้อนว่าที่ผ่านมาภาครัฐไม่ได้ใส่ใจต่อการต่อต้านปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นแต่อย่างใด แต่จากนี้ การมีเทคโนโลยี ฟ้องดู แม้จะช่วยให้การตรวจสอบทำได้ง่ายขึ้น แต่จำเป็นจะต้องสร้างความร่วมมือจากภาคประชาชน รวมถึงนักวิชาการ และสื่อมวลชน เพื่อให้เครือข่ายทุกภาคส่วนสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อการเข้าถึงข้อมูลและทำหน้าฟ้องประชาชนไปด้วย

ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้คิดค้นแอปพลิเคชั่น “Traffy Foundue” ก่อนจะขยายผลและเชื่อมโยงไปสู่แอปพลิเคชั่น “Corruption Foundue” กล่าวว่าแนวคิดของการแอปพลิเคชั่นแจ้งเบาะแสหรือปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นคือต้องทำ (ใช้งาน) ได้ง่าย และเห็นความก้าวหน้า ที่สำคัญผู้แจ้งเบาะแสจะต้องปลอดภัย ซึ่งทั้งหมดจะช่วยให้กระบวนการทำงานในการตรวจสอบและป้องกันปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ข้อมูลที่ได้รับการแจ้งเบาะแสและผ่านการตรวจสอบแล้วจะถูกใช้และขยายผลเพื่อเป็นข้อมูลในการดำเนินการที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติต่อไป

ทั้งนี้ พลเอก ดร.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ เลขาธิการภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ ระบุว่า ภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ พร้อมจะเข้าร่วมเป็นภาคีต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของ สถาบัน FKII Thailand เพราะไม่ต้องการเห็นการเติบโตของปัญหาดังกล่าว นำไปสู่ความร่วมมือในการสร้างสังคม “ธรรมภิบาล” ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

ขณะที่ ดร.เอก์ เหลืองสอาด นายกสมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) กล่าวว่า ครั้งหนึ่ง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เคยกล่าวปาฐกถาในงานเสวนาของสมาคมฯ ถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นว่าเป็นเสมือน “การปล้นชาติ” จำเป็นจะต้องเร่งแก้ไขปัญหาที่ “ต้นน้ำ” นั่นจึงเป็นที่มาทำให้ สมาคมฯมุ่งเน้นไปที่สร้างเครือข่ายเยาวชนคนรุ่นใหม่ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ในระดับอุดมศึกษา โดยรวมมือกับมหวิทยาลัยทั่วประเทศ ซึ่งการเกิดขึ้นของ แอปพลิเคชั่น “Corruption Foundue” จะช่วยทำให้ความร่วมมือของทุกภาคส่วนเป็นไปอย่างเข้มข้นและเข้มแข็ง และทำให้การขับเคลื่อนเดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างเกาะป้องกันปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นได้อีกทางหนึ่ง

BLACKPINK WORLD TOUR <DEADLINE> in BANGKOK วันที่ 24-26 ตุลาคม 2568 ณ ราชมังคลากีฬาสถาน

BLACKPINK WORLD TOUR <DEADLINE> in BANGKOK วันที่ 24-26 ตุลาคม 2568 ณ ราชมังคลากีฬาสถาน
พรีเซลส์ Weverse BLINK MEMBERSHIP จะเปิดจำหน่ายวันที่ 10 มิถุนายนนี้ เวลา 10:00 น.
ขอบคุณรูปภาพ FB : BLACKPINK Thailand

แม่ทัพภาคที่ 3 ประชุมหารือเพื่อนำข้อมูล ไปร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย - เมียนมา ครั้งที่ 37 (RBC-37) ระหว่างวันที่ 2 - 4 กรกฎาคม 2568 

(28 พ.ค. 68) พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 ประชุมหารือเพื่อนำข้อมูล ไปร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย - เมียนมา ครั้งที่ 37 (RBC-37)  

สำหรับการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย - เมียนมา ครั้งที่ 37 (RBC-37) จัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 2 - 4 กรกฎาคม 2568 เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองประเทศ ช่วยเสริมสร้างความร่วมมือในทุกด้านเพื่อแก้ไขปัญหาความมั่นคงตลอดแนวชายแดนไทย - เมียนมา ด้วยมาตรการที่ถูกต้อง ผลักดันให้เกิดผลดีบนพื้นฐานของการมีผลประโยชน์ร่วมกัน อาทิ การปราบปรามยาเสพติด การต่อต้านขบวนการก่อการร้ายการค้าอาวุธสงคราม การแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวให้ถูกกฎหมายและการค้ามนุษย์ ตลอดจนความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ การบรรเทาสาธารณภัย อันจะเกิดประโยชน์ต่อกองทัพ และประชาชนทั้งสองประเทศต่อไป 

ปรีชา นุตจรัส รายงานข่าว

‘ทรัมป์’ สั่งระงับสัมภาษณ์วีซ่านักเรียนต่างชาติ พร้อมตรวจเข้ม!!..บัญชีโซเชียลมีเดียของผู้สมัคร

(28 พ.ค. 68) รัฐบาลทรัมป์มีคำสั่งให้สถานทูตและสถานกงสุลสหรัฐฯ ทั่วโลกหยุดเพิ่มนัดสัมภาษณ์สำหรับนักเรียนต่างชาติที่ต้องการขอวีซ่าเข้าศึกษาในสหรัฐฯ โดยมีผลทันที เพื่อเตรียมขยายมาตรการตรวจสอบข้อมูลโซเชียลมีเดียของผู้สมัคร ซึ่งคำสั่งนี้ออกโดยรัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ และถูกเผยแพร่ไปยังทุกหน่วยงานทางการทูต

เอกสารภายในระบุว่า การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน การจัดสรรทรัพยากร และกระบวนการของแผนกกงสุล โดยจะให้ความสำคัญกับการบริการสำหรับพลเมืองสหรัฐฯ วีซ่าผู้อพยพ และการป้องกันการฉ้อโกงเป็นอันดับแรก ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าการตรวจสอบโซเชียลมีเดียจะดำเนินการอย่างไร

ช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา วีซ่าของนักเรียนต่างชาติหลายพันคนถูกเพิกถอน โดยรัฐบาลทรัมป์อ้างเหตุผลด้านความมั่นคงและการต่อต้านแนวคิดหัวรุนแรง นอกจากนี้ยังมีคำสั่งห้ามนักเรียนต่างชาติลงทะเบียนเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในปีการศึกษาหน้า ส่งผลให้อนาคตของนักเรียนเหล่านี้ตกอยู่ในความไม่แน่นอน

ขณะที่ องค์กรด้านการศึกษานานาชาติและมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เตือนนักเรียนต่างชาติให้หลีกเลี่ยงการเดินทางกลับถิ่นฐานในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน เนื่องจากอาจไม่สามารถกลับเข้าประเทศได้ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ามาตรการใหม่นี้อาจกระทบทางการเงินต่อมหาวิทยาลัยหลายแห่งที่พึ่งพานักเรียนต่างชาติเป็นจำนวนมาก

ILINK ย้ำความแข็งแกร่ง 3 กลุ่มธุรกิจหลัก มุ่งสู่รายได้แตะ 7.12 พันล้านบาท ในปี 68

ILINK ร่วมแจงความมั่นคง ในงานพบนักลงทุน Opportunity Day Q1/2568 เน้นย้ำเป้าหมายเติบโตอย่างมีคุณภาพ (Quality Growth) มุ่งสู่รายได้ทั้งปี แตะ 7.12 พันล้านบาท

นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในการนำเสนอข้อมูลบริษัทฯ และรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2568 ในงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) ว่า ILINK ยังคงดำเนินกลยุทธ์การเติบโตอย่างมีคุณภาพ ผ่าน 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ ธุรกิจวิศวกรรมโครงการ และธุรกิจโทรคมนาคมและดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีด้านโครงสร้างพื้นฐาน และระบบการสื่อสาร เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระยะยาว 

อีกทั้ง บริษัทฯ ยังคงยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ความยืดหยุ่นในการบริหาร และการปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ และเทคโนโลยี เพื่อให้สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว พร้อมเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ลงทุน คู่ค้า ลูกค้า และสังคมโดยรวม แม้ไตรมาสแรกจะมีความท้าทายหลายด้าน แต่ ILINK พร้อมปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสม และเดินหน้าต่ออย่างมั่นคง เชื่อมั่นว่าในไตรมาสต่อ ๆ ไป เราจะสามารถเร่งการเติบโต สร้างผลกำไรที่ดี และตอบสนองความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มได้อย่างแน่นอน

โดยภาพรวมผลการดำเนินงานของ 3 ธุรกิจหลักในไตรมาส 1/2568 สำหรับ ธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ (Cabling Distribution Business) มีรายได้รวม 832.80 ล้านบาท กำไรสุทธิ 84.73 ล้านบาท แม้ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน แต่ยังสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของการบริหารจัดการต้นทุน และโครงสร้างธุรกิจที่ยั่งยืน บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นพัฒนา และขยายตลาดของแบรนด์ “LINK AMERICAN & GERMAN RACK” อย่างต่อเนื่อง จากการที่ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้แนวคิด “New Innovation Products Launch 2024 – Expanding the Products Line 2025” เพื่อรองรับความต้องการสายสัญญาณคุณภาพสูงของตลาดทั้งในประเทศ และในอาเซียน

ในส่วนของธุรกิจวิศวกรรมโครงการ (Turnkey Engineering Business) มีรายได้ในไตรมาสที่1/68 อยู่ที่ 136.57 ล้านบาท ขาดทุน 4.22 ล้านบาท อันเนื่องมาจากการส่งมอบโครงการ และการเบิกงบประมาณที่ล่าช้า อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงมีศักยภาพจากโครงการที่เสร็จสิ้นแล้ว เช่น โครงการสายเคเบิลใต้น้ำไปยังเกาะเต่า และสถานีไฟฟ้านนทรี พร้อมทั้ง ยังมีความพร้อมในการเข้าร่วมประมูลโครงการขนาดใหญ่เพิ่มเติมจากภาครัฐในอนาคต

ด้านธุรกิจโทรคมนาคมและดาต้าเซ็นเตอร์ (Telecom & Data Center Business) ที่ดำเนินงานโดยบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL มีรายได้ 806 ล้านบาท กำไรสุทธิ 30.62 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการเลื่อนรับรู้รายได้บางโครงการ อย่างไรก็ตาม การประกาศความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน “NDC” เพื่อให้บริการโซลูชันด้านระบบความปลอดภัยสาธารณะ และเทคโนโลยีดิจิทัล ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดเทคโนโลยีขั้นสูง

นอกจากนี้ ILINK ยังคงวางเป้าหมายรายได้ทั้งปี 2568 ไว้ที่ 7,120 ล้านบาท โดยใช้กลยุทธ์ 'โตอย่างมีคุณภาพ' (Quality Growth) เป็นแกนหลักของการดำเนินธุรกิจ ควบคู่กับการคิดค้น พัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และรองรับความต้องการของตลาดยุคใหม่ทั้งในปัจจุบัน และอนาคตต่อไป

‘ทรัมป์’ ยื่นข้อเสนอใหม่ให้ ‘แคนาดา’ เลือกจ่าย 61 พันล้านดอลลาร์ หรือเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ

(28 พ.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอใหม่ต่อแคนาดา โดยระบุว่าแคนาดาเลือกได้เลยจะจ่าย 61 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.23 ล้านล้านบาท) เพื่อเข้าร่วมระบบป้องกันขีปนาวุธ 'Golden Dome' หรือกลายเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ เพื่อได้รับสิทธิเข้าร่วมฟรี โดยทรัมป์ประกาศผ่าน Truth Social ว่า “แคนาดาจะไม่ต้องจ่ายแม้แต่ดอลลาร์เดียว หากกลายเป็นรัฐที่รักยิ่งของเรา”

ข้อเสนอของทรัมป์มีขึ้นหลังจากนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง ด้วยนโยบายปกป้องอธิปไตยของประเทศ และปฏิเสธแนวคิดของทรัมป์อย่างชัดเจน โดยก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยล้อเลียนอดีตนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ว่าเป็นเพียง 'ผู้ว่าการทรูโด'

ในขณะเดียวกัน โครงการ Golden Dome ของสหรัฐฯ มีมูลค่ารวมกว่า 175 พันล้านดอลลาร์ และอาจสูงถึง 542 พันล้านดอลลาร์ในระยะยาว โดยเป็นโครงการป้องกันขีปนาวุธที่รวมถึงการวางอาวุธในอวกาศ ซึ่งทรัมป์คาดว่าจะเริ่มใช้งานได้ภายในปี 2029

การยื่นข้อเสนอของทรัมป์เกิดขึ้นหลังจากพระเจ้าชาร์ลส์แห่งอังกฤษเสด็จแคนาดาและกล่าวสุนทรพจน์ต่อรัฐสภา ย้ำอธิปไตยและเสรีภาพของแคนาดา ขณะที่นายกฯ คาร์นีย์ได้ย้ำจุดยืนว่า “แคนาดาไม่ใช่ของซื้อขายได้” ส่วนทรัมป์ตอบพร้อมรอยยิ้มว่า “เดี๋ยวก็รู้เอง”

ทบ. แจงเหตุปะทะเดือดทหารไทย - กัมพูชา ชี้ สถานการณ์คลี่คลายทหารไทยไร้บาดเจ็บ

ทบ.แจงเหตุการณ์ปะทะทหารกัมพูชาบริเวณชายแดนช่องบก อุบลราชธานี ปัจจุบัน สถานการณ์คลี่คลายแล้ว อยู่ระหว่างรอการเจรจา

เช้าวันนี้ (28 พ.ค.68) ณ กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เผยถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา โดยระบุว่าได้รับรายงานจาก กองกำลังสุรนารีเกี่ยวกับเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 เวลา 05.30 น. 

โดย หน่วยเฉพาะกิจที่ 1 กองกำลังสุรนารี ได้รับการรายงานว่ามีทหารกัมพูชาเข้ามาวางกำลังในพื้นที่อ้างสิทธิ์ ซึ่งไม่เป็นไปตามข้อตกลง ฝ่ายไทยจึงจัดชุดประสานงานเพื่อเข้าพูดคุยเจรจาตามแนวทางการปฏิบัติที่เคยกระทำมา เมื่อถึงบริเวณดังกล่าว กำลังส่วนระวังเหตุของทหารกัมพูชาได้เข้าใจผิด และเริ่มใช้อาวุธ ฝ่ายไทยจึงใช้อาวุธตอบโต้กลับไป โดยใช้เวลาประมาณ 10 นาที ต่อมาเวลา 05.55 น. พลตรี ทล โซะวัน รองผู้บัญชาการกองพลสนับสนุนที่ 3 ฝ่ายกัมพูชา ได้โทรศัพท์ประสานงานกับ พันเอก บุญเสริม บุญบำรุง รองผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายยุติ โดยทั้งสองฝ่ายได้ตกลงหยุดยิงและตรึงกำลังบริเวณจุดปะทะ 

ปัจจุบัน ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการเจรจาผ่านกลไกทวิภาคี เพื่อจัดการกรณีอ้างสิทธิในพื้นที่ และกำหนดแนวทางร่วมกันในการปฏิบัติอย่างสันติ ตามข้อตกลงที่มีอยู่

กองทัพบกขอยืนยันว่า กำลังพลฝ่ายไทยปลอดภัย ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต และจะรายงานความคืบหน้าเพิ่มเติมให้ทราบต่อไป

สมุทรปราการ-กรมทางหลวง เปิดเวทีรับฟังเสียงประชาชนแผนการพัฒนาโครงข่าย ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และหมายเลข 9 

เมื่อวานนี้ (27 พ.ค.68) เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุม Green Heart ชั้น 2 โรงแรมเดอะกรีนวิว ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ โดยนายพิชากร ศรีจันทร์ทอง ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงสมุทรปราการ ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดการประชุม สรุปผลการคัดเลือกรูปแบบการพัฒนาโครงการ (สัมมนา ครั้งที่ 2) โครงการศึกษา ออกแบบ วิเคราะห์ แผนการพัฒนาโครงข่าย ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 และหมายเลข 9 ของกรมทางหลวง 

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าของการศึกษาและสรุปผลการคัดเลือกรูปแบบการพัฒนาโครงการที่เหมาะสมให้กลุ่มเป้าหมายได้รับทราบ พร้อมรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะที่มีต่อการศึกษาของโครงการจากกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปใช้พิจารณาประกอบการออกแบบรายละเอียด รวมทั้งการกำหนดมาตรการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการ 

โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ ราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรธุรกิจเอกชน สื่อมวลชน และภาคประชาชน เข้าร่วมการประชุม โดยการประชุมในครั้งนี้ บริษัทที่ปรึกษาโครงการฯ ได้นำเสนอสรุปผลการคัดเลือกรูปแบบการพัฒนาโครงการ 

โดยทางด้าน นายนิรันดร์ จันทร์ชม วิศวกรโยธาชำนาญการพิเศษ กรมทางหลวง เปิดเผยว่า สำหรับพื้นที่ศึกษาโครงการตั้งอยู่บริเวณทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 ประมาณกิโลเมตรที่ 25+900 ถึง กิโลเมตรที่ 30+800 ครอบคลุมพื้นที่ 4 ตำบล 2 อำเภอ 1 จังหวัด ได้แก่ บริเวณพื้นที่ตำบลบางเสาธง อำเภอบางเสาธง ตำบลเปร็ง ตำบลบางบ่อ และตำบลระกาศ อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ 

ทั้งนี้แนวทางการพัฒนาโครงการจะเป็นการก่อสร้างสะพานยกระดับ เพื่อรองรับรถเข้าทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 โดยถนนโครงการจะออกแบบเป็นสะพานยกข้ามถนนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 โดยได้มีการคัดเลือกตำแหน่งที่ตั้งทางแยกต่างระดับของโครงการ ซึ่งมีแนวทางเลือกทั้งหมด 3 แนวทาง ได้แก่ 
ตำแหน่งที่ 1 จุดตัดระหว่างถนนสายร่วมพัฒนา-ทล.34 บริเวณกิโลเมตรที่ 26+500 ในเขตตำบลบางเสาธง อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งตำแหน่งนี้มีจุดเด่นที่ลักษณะทางกายภาพเป็นพื้นที่ราบและมีชุมชนในพื้นที่ค่อนข้างน้อย แต่มีจุดด้อยคือมีตำแหน่งใกล้กับด่านเก็บค่าผ่านทาง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการจราจรระหว่างการก่อสร้าง และต้องรอแผนการพัฒนาแนวเส้นทางของกรมทางหลวงชนบทที่ชัดเจน อีกทั้งการขนส่งวัสดุเพื่อการก่อสร้างยาก เนื่องจากไม่มีถนนเชื่อมต่อ และเขตทางเดิมเหลือพื้นที่น้อยสำหรับก่อสร้างทางชั่วคราว

ตำแหน่งที่ 2 จุดตัดระหว่างถนน สป.2003 บริเวณกิโลเมตรที่ 27+900 ในเขตตำบลบางเสาธง อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งตำแหน่งนี้มีจุดเด่นที่ลักษณะทางกายภาพเป็นพื้นที่ราบและมีชุมชนในพื้นที่ค่อนข้างน้อย แต่มีจุดด้อยคือมีตำแหน่งใกล้ด่านเก็บค่าผ่านทาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจราจรระหว่างก่อสร้าง ต้องรอแผนการพัฒนาแนวเส้นทางของกรมทางหลวงชนบทที่ชัดเจน การขนส่งวัสดุเพื่อการก่อสร้างยาก เนื่องจากไม่มีถนนเชื่อมต่อ และเขตทางเดิมเหลือพื้นที่น้อยสำหรับก่อสร้างทางชั่วคราว

ตำแหน่งที่ 3 จุดตัดระหว่างถนนรัตนโกสินทร์ 200 ปี บริเวณกิโลเมตรที่ 30+200 ในเขตตำบลเปร็ง อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ มีจุดเด่นคือสามารถเชื่อมต่อการเดินทางกับโครงข่ายถนนเดิมที่มีอยู่ในปัจจุบัน มีระยะห่างจากด่านเก็บค่าผ่านทางลาดกระบังที่เหมาะสม ลักษณะทางกายภาพเป็นพื้นที่ราบ และพื้นที่ก่อสร้างไม่ผ่านลำน้ำสำคัญ แต่มีจุดด้อยคือมีบ้านเรือนและชุมชนที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก

โดยจากการพิจารณาคัดเลือกพบว่า ตำแหน่งที่ 3 มีความเหมาะสมที่สุด เนื่องจากมีแนวเส้นทางที่ชัดเจน สามารถเชื่อมต่อกับโครงข่ายถนนเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับปริมาณจราจรได้ดีและเอื้อต่อการเข้าถึงพื้นที่ก่อสร้างอย่างสะดวก ลดความยุ่งยากด้านการก่อสร้างและต้นทุนการขนส่งวัสดุ นอกจากนี้ยังมีต้นทุนจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินต่ำ และให้ประโยชน์ต่อผู้ใช้ทางมากกว่าแนวทางอื่น ส่วนการคัดเลือกรูปแบบทางแยกต่างระดับของโครงการ มีแนวทางเลือกทั้งหมด 4 รูปแบบ ได้แก่ 

ทางแยกต่างระดับรูปแบบที่ 1 Double Trumpet มีการก่อสร้างสะพานยกระดับ เพื่อรองรับการสัญจรระหว่างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 กับโครงข่ายถนนที่เชื่อมต่อในทุกทิศทาง ทางแยกต่างระดับรูปแบบที่ 2 Partial Cloverleaf with Semi Directional Ramp ฝั่งตะวันตกของแนวทางเลือก มีการก่อสร้างสะพานยกระดับ เพื่อรองรับการสัญจรระหว่างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 กับโครงข่ายถนนที่เชื่อมต่อในทุกทิศทางทางแยกต่างระดับรูปแบบที่ 3 Partial Cloverleaf with Semi Directional Ramp ฝั่งตะวันออกของแนวทางเลือก มีการก่อสร้างสะพานยกระดับ เพื่อรองรับการสัญจรระหว่างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 กับโครงข่ายถนนที่เชื่อมต่อในทุกทิศทาง 

ทั้งนี้ แม้ทางแยกต่างระดับรูปแบบที่ 2 และรูปแบบที่ 3 จะมีลักษณะทางกายภาพและจุดเด่น-จุดด้อยโดยรวมใกล้เคียงกัน แต่มีความแตกต่างกันในรายละเอียดด้านทิศทางการเดินทางบางจุดที่แตกต่างกัน 

ทางแยกต่างระดับรูปแบบที่ 4 Trumpet with Semi Directional Ramp มีการก่อสร้างสะพานยกระดับ เพื่อรองรับการสัญจรระหว่างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 กับโครงข่ายถนนที่เชื่อมต่อในทุกทิศทางโดยจากการพิจารณาคัดเลือกพบว่า ทางแยกต่างระดับรูปแบบที่ 4 Trumpet with Semi Directional Ramp มีความเหมาะสมที่สุด เนื่องจากมีจุดเด่นในด้านสิ่งแวดล้อม ส่งผลกระทบต่อชุมชนน้อยที่สุด และยังมีความเหมาะสมด้านวิศวกรรม ทั้งในแง่ความสะดวกในการก่อสร้างและการบริหารจัดการด่านเก็บค่าผ่านทาง สำหรับการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนินการรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิ สำรวจและเก็บตัวอย่างด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อนำมาประกอบการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) โดยมีประเด็นที่ศึกษาครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ทรัพยากรสิ่งแวดลอมทางชีวภาพ คุณค่าการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ และคุณค่าต่อคุณภาพชีวิต ซึ่งจะนำไปศึกษาต่อในขั้นรายละเอียด (EIA) เพื่อเตรียมกำหนดมาตรการป้องกัน แก้ไข และลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม และแผนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมต่อไป

ภายหลังการประชุมครั้งนี้ กรมทางหลวง จะรวบรวมข้อมูลความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนนำมาพิจารณาประกอบการศึกษาและรายละเอียดของโครงการให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งจะดำเนินการจัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อประชาสัมพันธ์รายละเอียดข้อมูลโครงการไปสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่โครงการได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง โดยมีกำหนดจัดการประชุมหารือมาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม (กลุ่มย่อย ครั้งที่ 2) ในช่วงประมาณเดือนสิงหาคม - กันยายน 2568 และกำหนดจัดประชุมสรุปผลการศึกษาโครงการ (สัมมนา ครั้งที่ 3) ในช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม 2568 เพื่อนำเสนอสรุปผลการศึกษาในทุกด้านให้ประชาชนได้รับทราบรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินงานต่อไป โดยผู้สนใจสามารถติดตามความคืบหน้าและรายละเอียดของโครงการฯ ได้ที่ เว็บไซต์ www.m7-m9-interchange-ruamphathana-rd34.com หรือ Line Official : @515fcrum

รทสช. ส่ง 'จุติ' นำทีม 11 ขุนพลอภิปรายงบ 69 ยันมติพรรคพร้อมรับหลักการหวังประเทศเดินหน้า

โฆษกรวมไทยสร้างชาติ เผย ส่ง 'จุติ ไกรฤกษ์' นำทีม 11 ขุนพลลุยอภิปรายงบประมาณ '69 ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน ยันมติพรรคพร้อมรับหลักการงบประมาณ '69 ให้งบต่อเนื่อง ปิดช่องการแก้ปัญหาให้ประชาชนสะดุด เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อพัฒนาประเทศชาติ

(28 พ.ค. 68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 27 พ.ค. ที่ผ่านมา พรรครวมไทยสร้างชาติได้ประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมในส่วนของการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ ระหว่างวันที่ 28-31 พฤษภาคม 2568 โดยมีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติเป็นประธานการประชุม 

สำหรับการพิจารณาพระราชกำหนดในวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ที่จะมีการพิจารณาพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 หรือ Cyber Security Law และ พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ทางพรรครวมไทยสร้างชาติมีมติเห็นชอบต่อพระราชกำหนดทั้ง 2 ฉบับ 

ในส่วนของการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นั้นทางพรรครวมไทยสร้างชาติมีมติรับหลักการกฎหมายทั้ง 2 ฉบับเช่นเดียวกัน 

และในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ ในครั้งนี้ ตั้งแต่ 17.00 น. ของวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไปจะเป็นการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 

โดยที่ประชุมพรรครวมไทยสร้างชาติได้จัดเตรียมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 11 ท่านเพื่อเป็นผู้อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีนายจุติ ไกรฤกษ์ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ เป็นผู้อภิปรายนำและควบคุมประเด็นในการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อให้การอภิปรายในครั้งนี้ของ 11 ขุนพลของพรรครวมไทยสร้างชาติเกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชน และสามารถให้ข้อเสนอแนะแก่รัฐบาลให้ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า และมีประสิทธิภาพมากที่สุด รวมทั้งเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อให้มีการปรับปรุงแก้ไขในวาระที่ 2 ในชั้นกรรมาธิการต่อไป

นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีการคัดเลือกกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 4 ท่าน คือในสัดส่วนของสภาผู้แทนราษฎร และสัดส่วนของคณะรัฐมนตรีอย่างละ 2 ท่าน เพื่อให้การพิจารณางบประมาณรายจ่ายมีประสิทธิภาพที่สุด

และที่สำคัญพรรครวมไทยสร้างชาติมีมติเห็นชอบ รับหลักการร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อให้รัฐบาลได้มีเครื่องมือในการใช้แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจและใช้ในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป การให้งบประมาณรายจ่ายประจำปีมีความต่อเนื่องสามารถใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 จึงมีความสำคัญในการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน รวมทั้งการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลจะไม่สะดุดหยุดลงเนื่องด้วยเหตุผลด้านงบประมาณ 

โรงเรียนนายร้อยตำรวจครบรอบ 124 ปี เปิดเวทีประกาศเกียรติศักดิ์ดาวเงิน เชิดชูเกียรติศิษย์เก่าดีเด่น

โรงเรียนนายร้อยตำรวจได้จัดการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาสรรหาศิษย์เก่าดีเด่น เพื่อรับรางวัล 'เกียรติศักดิ์ดาวเงิน' วานนี้ (27 พฤษภาคม 2568) เวลา 09.00 น. ณ ห้องเตมียเวส อาคารกองบัญชาการ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีแรกในวาระครบรอบ 124 ปี แห่งการก่อตั้งโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รร.นรต.

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อคัดเลือกศิษย์เก่าที่ได้รับการเสนอชื่อ 1 นายจากแต่ละรุ่น โดยมีผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อทั้งหมด 28 นาย และมีผู้สละสิทธิ์ 5 นาย เหลือจำนวนผู้เข้ารับการพิจารณาคัดเลือกทั้งสิ้น 23 นาย การคัดเลือกมุ่งเน้นไปที่ผลงานที่โดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน สร้างคุณประโยชน์ต่อสังคม องค์กรตำรวจ และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เพื่อยกย่องและเชิดชูศักดิ์ศรีของศิษย์เก่าผู้ทรงคุณค่า พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้กับศิษย์ปัจจุบันและสังคมโดยรวม

สำหรับผลการพิจารณาคัดเลือกเบื้องต้น ศิษย์เก่าที่ได้รับคะแนนสูงสุด ได้แก่
1. พล.ต.อ.วินัย ทองสอง นรต.รุ่น 32 หมายเลข 9 ได้ 24 จาก 27 คะแนน
2. ศ.ร.ต.อ.ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ นรต.รุ่น 25 หมายเลข 4 ได้ 23 จาก 27 คะแนน
3. พล.ต.อ.ธีรวุฒิ บุตรศรีภูมิ นรต.รุ่น 20 หมายเลข 2 ได้ 14 จาก 27 คะแนน
4. พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา นรต.รุ่น 28 หมายเลข 6 ได้ 13 จาก 27 คะแนน
5. พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง นรต.รุ่น 41 หมายเลข 15 ได้ 13 จาก 27 คะแนน
6. พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย นรต.รุ่น 48 หมายเลข 18 ได้ 13 จาก 27 คะแนน
7. พล.ต.ท.อนันต์ ภิรมย์แก้ว นรต.รุ่น 18 หมายเลข 1 ได้ 11 จาก 27 คะแนน
8. พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นรต.รุ่น 30 หมายเลข 7 ได้ 10 จาก 27 คะแนน
9. พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง นรต.รุ่น 40 หมายเลข 14 ได้ 10 จาก 27 คะแนน
10. พล.ต.ต.อำนาจ ไตรพจน์ นรต.รุ่น 45 หมายเลข 17 ได้ 10 จาก 27 คะแนน

ทั้งนี้ โรงเรียนนายร้อยตำรวจขอแสดงความยินดีและเชิดชูเกียรติแก่ศิษย์เก่าผู้ได้รับการเสนอชื่อทุกท่าน ที่เป็นแบบอย่างแห่งความสำเร็จและความมุ่งมั่นอันสูงสุด พร้อมย้ำเจตนารมณ์เดินหน้าสร้างแรงบันดาลใจและความภาคภูมิใจให้กับศิษย์ปัจจุบันและสังคมโดยรวม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top