Monday, 3 August 2026
Hard News Team

ชาวอินเดีย ‘แหวกว่าย’ ฟองโฟมขาวในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ ไม่สนใจคำเตือน แม้เป็นที่สุดแห่งมลพิษในน้ำ

ชาวอินเดียแตกตื่น!! หลังแม่น้ำยมุนา หนึ่งในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ของชาวอินเดีย ในรัฐอุตตราขันฑ์ ปรากฏฟองโฟมสีขาวหนาทึบ ปกคลุมไปทั่วทั้งลำน้ำ ซึ่งคาดว่าน่าจะเกิดจากการปล่อยสารเคมีปนเปื้อนน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมรอบนอกกรุงนิวเดลี 

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข่าวปรากฏการณ์โฟมขาวบนแม่น้ำยมุนา ที่เป็นสัญญาณเตือนของมลพิษในแหล่งน้ำในระดับรุนแรง แต่ก็มิได้ทำให้เกิดการหวาดหวั่น โดยชาวอินเดียเป็นจำนวนมากกลับแห่มาเที่ยวชม แถมทั้งมาลุยน้ำ ถ่ายรูปเซลฟี่ หรือแม้แต่ดำน้ำชำระกาย 

เหตุผลเพราะชาวฮินดูมีความเชื่อว่า นี่เป็นสายน้ำศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากต้นน้ำของแม่น้ำยมุนา มาจากธารน้ำแข็งละลายจากยอดเขาบันดารปูจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัยตอนล่าง มีความยาว 1,376 กิโลเมตร ก่อนจะไหลรวมกับแม่น้ำคงคาที่เมืองประยาคราช อีกทั้งยังเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญที่สุดของกรุงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย ที่มีประชากรอยู่อย่างหนาแน่นมากกว่า 20 ล้านคน โดยมากกว่าครึ่งของชาวกรุงแห่งนี้ อาศัยน้ำจากแม่น้ำยมุนามาใช้ในชีวิตประจำวันอีกด้วย

‘ก้าวไกล’ โวยกลุ่มเซาะกร่อนบ่อนทำลายพรรค ยันชงแก้ ม.112 ไม่ล้มล้างการปกครอง

อย่าหวั่นเสียงขู่ของพวกตกยุค ‘ก้าวไกล’ ยืนยัน ข้อเสนอแก้มาตรา 112 ของพรรคไม่ล้มล้างการปกครอง ‘โรม’ จี้ ‘ประธานชวน’ เร่งบรรจุวาระเพื่อใช้สภาเป็นทางออก

รังสิมันต์ โรม ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองเลขาธิการพรรคก้าวไกล ระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยประเด็นว่า ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ของประชาชนผู้ชุมนุมถือเป็นการล้มล้างการปกครองฯ เป็นต้นมา เห็นได้ว่าเริ่มมีบางคนบางกลุ่มพยายามนำมาเป็นข้ออ้างในการเซาะกร่อนบ่อนทำลายพรรคก้าวไกล ราวกับเป็นขั้นตอนต่อไปของแผนการที่ได้ตระเตรียมมาเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นบางคนบางกลุ่มจากนอกสภาที่อ้างเหตุที่ ส.ส. ของพรรคไปประกันตัวให้ผู้ชุมนุมบ้าง หรือที่พรรคพยายามยื่นเสนอแก้มาตรา 112 ต่อสภา ซึ่งเรื่องเหล่านี้ เราก็ได้ยืนยันแล้วว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตในฐานะผู้แทนประชาชน ที่จะต้องช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน และผลักดันสิ่งที่ประชาชนเรียกร้องให้เกิดผล

ผบ.ทบ.ร่วมประชุม “ผบ.ทบ.กลุ่มประเทศอาเซียน (ACAMM) ครั้งที่ 22  แบบออนไลน์”  มุ่งสร้างความร่วมมือทางการทหารในสถานการณ์โควิดของภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า กองทัพบกกลุ่มประเทศอาเซียนได้มีการจัดประชุมผู้บัญชาการทหารบกกลุ่มประเทศอาเซียน ครั้งที่ 22 (22nd ASEAN Chiefs of Army Multilateral Meeting – 22nd ACAMM) ผ่านระบบออนไลน์ โดยในปีนี้กองทัพบกเมียนมา เป็นเจ้าภาพ ภายใต้หัวข้อ “บทบาทของกองทัพบกกลุ่มประเทศอาเซียน ในกระบวนการฟื้นฟูภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19” (The Role of ASEAN Armies in the Process of Rehabilitation After the COVID-19 Pandemic) 

ในส่วนของกองทัพบกไทย พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้เข้าร่วมประชุมในระบบดังกล่าวด้วย โดยมีผู้บัญชาการทหารบกจาก 10 ประเทศ เข้าร่วมประชุม ได้แก่ ไทย, เวียดนาม, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์, เมียนมา, มาเลเซีย, ลาว, อินโดนีเซีย, กัมพูชา และบรูไน 

โดยการประชุมจัดให้มีการแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับบทบาทของกองทัพบกแต่ละประเทศในการคลี่คลายสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งผู้บัญชาการทหารบกได้กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ในการประชุมครั้งนี้ และให้กำลังใจเพื่อนสมาชิกกลุ่มอาเซียนทุกประเทศในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการฟื้นฟูประเทศ คาดหวังว่าสถานการณ์ในภูมิภาคอาเซียนจะพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งกองทัพบกไทยได้สนับสนุนรัฐบาลแก้ไขปัญหา และคลี่คลายผลกระทบของสถานการณ์โควิด-19 ในทุกมิติ ตั้งแต่ต้นปี 2563 โดยจัดตั้ง “ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 กองทัพบก” เพื่อบริหารจัดการและประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระดมทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งด้านกำลังพล, บุคลากรทางการแพทย์ และยุทโธปกรณ์ต่างๆ มาใช้ในภารกิจช่วยเหลือประชาชน นอกจากนี้บุคลากรของกองทัพบกปฏิบัติตามมาตรการพิทักษ์พลอย่างเคร่งครัด เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคง และช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเต็มศักยภาพ

ทั้งนี้ผู้บัญชาการทหารบก ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ว่าเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนให้ทุกประเทศทั่วโลก ได้ตระหนักถึงภัยคุกคามรูปแบบใหม่อันส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรโลกในทุกมิติ อย่างไรก็ตามสถานการณ์ดังกล่าวได้คลี่คลายลงแล้ว กองทัพบกได้เตรียมความพร้อมเข้าสู่ขั้นตอนการฟื้นฟูประเทศภายใต้แนวคิดการใช้ชีวิตในสังคม “ปกติวิถีใหม่” พร้อมร่วมมือกับกองทัพบกกลุ่มประเทศอาเซียนในการฟื้นฟูภายหลังการแพร่ระบาดโควิด-19 ผ่านกลไกต่างๆ ที่ได้จัดตั้งไว้แล้ว อาทิ ศูนย์แพทย์ทหารอาเซียน (ASEAN Centre of Military Medicine : ACMM) และการฝึกแลกเปลี่ยนในโอกาสต่างๆ มุ่งสู่การพัฒนาอาเซียนอย่างยั่งยืนภายใต้บริบทของ "ความปกติถัดไป” เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน สังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของชาติ สำหรับการประชุม ACAMM นี้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2543 ด้วยความริเริ่มของกองทัพบกไทย เป็นการประชุมหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลและสร้างความร่วมมือด้านการทหารระหว่างกองทัพบกกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในปี 2543, 2550, และ 2558 และจะครบวาระเป็นเจ้าภาพครั้งต่อไปในปี 2566 

ศบค.รับทราบ ศบค.ส่วนหน้า บูรณาการ ลดติดเชื้อ จชต. ด้าน "นายกฯ” ขอบคุณทุกฝ่าย  ช่วยทำงาน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธินโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19 )หรือศบค.แถลงผลประชุมศบค.ชุดใหญ่ ว่า ที่ประชุมรับทราบการรายงานผลดำเนินการของศบค.ส่วนหน้า ตามที่พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ผอ.ศูนย์บูรณาการแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศบค.ส่วนหน้า)รายงานความคืบหน้าการทำงาน เป็นไปได้ด้วยดี จากการพบกับผู้นำศาสนาพุทธ มุสลิม เพื่อบูรณาการการป้องกันการแพร่ระบาดพบว่าแนวโน้มการติดเชื้อดีขึ้น

ซึ่งเป็นผลจากการที่ทุกภาคส่วนในพื้นที่ร่วมมือกันทำงานอย่างดี โดยนายกฯขอบคุณประชาชนทุกศาสนาที่ร่วมมือกัน และพบว่าการฉีดวัคซีนในช่วงเดือนต.ค.มีมากขึ้น จนถึงเดือนพ.ย.ที่การฉีดเข็มหนึ่งเป็นสีเขียวมากขึ้น ดังนั้นการฉีดในเข็ม2ขอให้ประชาชนไปรับการฉีดวัคซีนให้เต็มที่ เพราะวัคซีนเป็นทางรอดและทางเลือกไม่ให้ป่วย หรือเสียชีวิต และยังลดการใช้ทรัพยากรของกระทรวงสาธารณสุข 

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า เส้นกราฟการติดเชื้อเป็นที่น่าพอใจ เป็นผลจากการร่วมใจสู้ภัยโควิดของคนใต้ เป็นภาพที่น่าประทับใจ ให้เห็นว่าเราอยู่บนแผ่นเดียวกัน ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นใครชาติไหนภาษาไหน หรือคนของเราไปอยู่ต่างประเทศเราอยากให้เขาดูแลอย่างไร เราก็ต้องดูแลคนในประเทศของเรา ให้ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี เช่นเดียวกับคนต่างด้าว ที่จะเข้ามาก็ต้องได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียม

“อนุทิน” ย้ำ ศบค.พยายามผ่อนคลายให้มากที่สุด วอน อย่าด้อยค่าวัคซีนทุกชนิด ยืนยันช่วยชีวิตประชาชนได้ ระบุ ปม ผ่อน นักท่องเที่ยวเข้าประเทศ ตรวจ  ATKแทนRT-PCR รอชัดเจน หลัง 16 ธค.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงการหารือกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หลังการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ว่าไม่มีอะไรเป็นพิเศษ เป็นเพียงการสรุปที่นายกฯสั่งการในศบค.ว่าจะปฏิบัติอย่างไรให้รวดเร็ว 
    
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีการเสนอให้ยกเลิกการตรวจโดยRT-PCR ให้กับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้าประเทศไทย และใช้วิธีการตรวจATK แทน เพื่อลดระยะเวลาการรอผล นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้เบื้องต้นเรื่องการใช้ATK ต้องรอให้พ้น วันที่ 16 ธันวาคมไปก่อน ทุกอย่างเราพยายามผ่อนคลายเพื่อให้เกิดความสะดวกมากที่สุด แต่เราก็ไม่ละเลย ความปลอดภัยของประชาชนที่จะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด 

เมื่อถามถึงการผ่อนคลายมาตรการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่มีการเลื่อนไปเป็นปีหน้า นายอนุทิน กล่าวว่า เราประเมินและอยากให้ทุกอย่างราบรื่นไปถึงสิ้นปี ต้องคอยดูความเป็นไป เพราะเราเพิ่งเปิดประเทศมา 10 กว่าวันก็ต้องไม่ประมาท ตรงไหนผ่อนคลายได้ก็ทำอยู่แล้ว ส่วนการขายแอลกฮอล์ในพื้นที่สีฟ้า เรามีมาตรการอยู่แล้ว ส่วนที่มีนักท่องเที่ยวอยากให้มีการขายแอลกอฮอล์ในโรงแรมด้วยนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้ก็ผ่อนคลายไปมากแล้ว เราก็ต้องให้เจ้าหน้าที่ได้ปรับตัวและสร้างความพร้อม เราต้องการเป็นผู้ให้บริการไม่ใช่ผู้ควบคุม เป็นผู้สนับสนุนให้ทุกอย่างมันไปได้

ผู้สื่อข่าวถามถึงการเดินทางไปร่วมประชุมกับองค์การอนามัยโลกที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งยังไม่อนุญาตให้ผู้ที่ฉีดซิโนแวค 2 เข็มเข้าประเทศ ทำให้มีกระแสในโซเชียลว่าประเทศสวิตเซอร์แลนด์ด้อยค่าซิโนแวก  นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ว่ากันไปเรื่อย ตอนนี้บางประเทศเขาก็ยังไม่ได้รับซิโนแวก เขาก็ทยอยรับ ซึ่งเราจะต้องไปประชุมในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า ก็คิดว่าเขาอาจจะยังไม่รับ ดังนั้นเราก็ต้องฉีดแอสตร้าเซนเนก้าให้ครบ 2 เข็มเพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่ไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์แล้วไม่ต้องกักตัว สามารถทำงานได้เลย ก็เท่านี้เองไม่มีอะไร

“บิ๊กตู่” บี้จัดงานลอยกระทงต้องเน้นปลอดภัย-ปลอดโควิด

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม สั่งการให้หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ดูแลและเตรียมความพร้อม การจัดงานลอยกระทง ในวันที่ 19 พ.ย. 2564 ในทุกพื้นที่ให้มีความปลอดภัยและเรียบร้อยโดยยึดตามมาตรการการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 COVID-Free Setting /Universal Prevention และ DMHTT ขณะที่ จังหวัดสุโขทัย Kick off ลงทะเบียนออนไลน์ล่วงหน้า ก่อนเข้าชมงานประเพณีลอยกระทงเผาเทียน เล่นไฟ วิถีใหม่ ประจำปี 2564 ระหว่างวันที่ 8-16 พ.ย. นี้รับตั๋วอิเลคทรอนิคส์ (E-Ticket) ก่อนเข้าชมงานประเพณีลอยกระทง จัดขึ้นระหว่าง18-20 พ.ย. นี้ ณ บริเวณอุทยาน ประวัติศาสตร์สุโขทัย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีฝากกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ตำรวจ เจ้าพนักงานปกครอง กำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เช่น ห้ามปล่อยโคมลอย งดเล่นดอกไม้เพลิง พลุ ประทัด รวมถึงรณรงค์ลอยกระทงปลอดเหล้า ด้านการจราจร สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจราจรทั้งทางน้ำและทางบก ตรวจสอบความเรียบร้อยของยานพาหนะที่จะใช้รับ-ส่งประชาชนในช่วงประเพณีลอยกระทง โดยให้กรมเจ้าท่าตรวจความพร้อมของท่าเทียบเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา ที่คาดว่าจะเป็นท่าเรือหลักๆที่ประชาชนจะมาร่วมกิจกรรมลอยกระทงเป็นจำนวนมาก ได้แก่ ท่าเรือสะพานพุทธ ท่าเรือสี่พระยา ท่าเรือเอเชียทีค และท่าเรือไอคอนสยาม ซึ่งกรมเจ้าท่าจะจัดกำลังเจ้าหน้าที่รักษาการณ์ในคืนลอยกระทง ส่วนกลาง จำนวน 196 คน เรือรักษาการณ์ 88 ลำ ส่วนภูมิภาค จำนวน 753 คน เรือรักษาการณ์ 78 ลำ พร้อมออกประกาศควบคุมการเดินเรือ และเตือนให้ใช้ความระมัดระวังในการเดินเรือในช่วงเทศกาลลอยกระทงแล้ว

 

'จุรินทร์' นำทัพเอกชนด้านเทคโนโลยีและธุรกิจ สร้าง CEO GenZ จาก 94 สถาบันการศึกษา "วัยรุ่นชอบ-คนรุ่นใหม่ไปต่อด้วยการค้า" 

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานให้โอวาทและมอบประกาศนียบัตร ในพิธีปิด โครงการ From Gen Z to be CEO พร้อมด้วยคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ รองเลขา กอศ. ผู้บริหาร TRUE ผู้บริหาร Huawei ผู้บริหาร EXIM Bank ผู้บริหาร Bitkub และผู้บริหารบริษัท TikTok (ไทยแลนด์) จํากัด ที่ True Digital Park สุขุมวิท 101

นายจุรินทร์ กล่าวว่า การจัดโครงการ Gen Z to be CEO เป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง เพราะเดิมกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือ NEA ช่วยกันสร้างนักธุรกิจหรือ CEO รุ่นใหม่ให้กับประเทศ ตั้งเป้าหมายว่าจะทำให้ได้ซัก 10,000 คน โดยใช้ระบบเทคโนโลยีมาช่วยในการอบรม แต่เริ่มนับเดือนมิถุนายนปีที่แล้วก็เริ่มต้นที่ 12,000 คน และมีสมัครมาอีกสุดท้ายขึ้นเป็น 20,000 คน ดำเนินการครบ 20,000 คนแล้ว ถือว่าประสบความสำเร็จมาก ทุกคนที่เข้ามาเรียนได้รับความรู้การบริหารจัดการธุรกิจ การผลิตสมัยใหม่ การให้บริการยุค New Normal และการตลาด ซึ่งปัจจุบันเราจะทำแต่เรื่องการผลิตเหมือนสมัยในอดีตแล้วไปหาตลาดไม่ทันแล้ว เพราะมีความเสี่ยง ยุคนี้ต้องใช้ตลาดนำการผลิต เหมือนแนวคิดของกระทรวงพาณิชย์และแนวคิดของวิสัยทัศน์”เกษตรผลิตพาณิชย์ตลาด” CEO Gen Z ที่ได้รับการอบรมจะมีหลักสูตรต่างๆ และการใช้เทคโนโลยี การบริหารจัดการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ การส่งออก โลกยุคใหม่

เป็นโอกาสดีที่น้องๆ 20,000 คนมีโอกาสเรียนสิ่งเหล่านี้ ถือเป็นโอกาสแรกๆที่ได้รับล้ำหน้าหลายคน ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆทั้งของ TRUE Huawei แนวคิด Bitkub การเข้าถึงแหล่งทุนจาก EXIM Bank และ TikTok โลกเศรษฐกิจการค้ายุคใหม่ ยุค New Normal หัวใจสำคัญ คือ ใช้เทคโนโลยีช่วยทำการค้า เป็นอีคอมเมิร์ซ ตนเจรจาการค้ามาหลายกลุ่มทั้ง FTA ทวิภาคี หรือแบบพหุภาคี  ไม่มีข้อตกลงทางการค้าไหนในปัจจุบันที่ไม่ระบุว่าเรื่องอีคอมเมิร์ซ หรือ Digital Economy สัปดาห์ที่แล้วตนประชุมรัฐมนตรีการค้า APEC Digital Economy เป็นหัวข้อที่มีความสำคัญยิ่ง และปีนี้เราจะเป็นเจ้าภาพรับไม้ต่อจากนิวซีแลนด์วันนี้และ RCEP เราให้สัตยาบันไปแล้ว จะมีผลบังคับใช้ต้นปีหน้า ก็มีบทบัญญัติว่าด้วยอีคอมเมิร์ซ จะเข้ามามีบทบาทอย่างยิ่ง น้องทุกคนเรียนจบแล้วก็จริงแต่ที่สำคัญต้องเรียนเพิ่มเติมแม้ผู้ที่เป็น CEO เชี่ยวชาญทำการค้าก็จำเป็นต้องศึกษากฎระเบียบ เพื่อแสวงหาความได้เปรียบในการทำธุรกิจการค้ากับโลกต่อไปในอนาคต

หลักสูตรปั้น GenZ เป็น CEO จึงทันต่อสถานการณ์และมีความทันสมัยอย่างยิ่ง ถือเป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ เป็นความภาคภูมิใจ 3 ฝ่าย 1.น้องทั้ง 20,000 คน 2.น้อง 100 รายที่ประสบความสำเร็จ และน้อง Gen Z Ambassadors 3.กระทรวงพาณิชย์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะอาชีวศึกษา ที่นำมาทำ MoU กับกระทรวงพาณิชย์ให้นักศึกษาในสถาบันอาชีวศึกษา 5,000 คน ร่วมโครงการ From Gen Z  to be CEO และกระทรวงอุดมศึกษาส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งเอกชนและภาครัฐ

หวังว่าน้องทุกคนที่ผ่านหลักสูตรนี้จะมีอนาคตที่งดงามต่อไป ปี 2564 จะมีนักศึกษาที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยจบการศึกษา 290,000 คน คำถามคือ จะไปทำอะไรหรือจะหางานได้ที่ไหน และปี 2565 อีก 280,000 คน รวม 2 ปีที่เจอวิกฤตโควิด 570,000 คนเป็นภาระหนักของรัฐบาลที่จะต้องเข้ามาช่วยให้น้องๆมีงานทำ อย่างน้อยที่สุด 20,000 คนนี้ คิดว่าได้เปรียบไม่แพ้คนอื่น ถือเป็นแต้มต่อและขออวยพรให้น้องๆทั้ง 20,000 คน ที่เข้าร่วมอบรมสำเร็จได้ดังฝัน ขอให้ทุกคนสามารถก้าวต่อไปเป็นแม่ทัพ เจนเนอเรชั่นใหม่ให้กับประเทศไทย เพื่อทำรายได้ให้กับตัวเอง ครอบครัว องค์กรและประเทศของเราต่อไปในอนาคต

นอกจากนี้นายอาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี(ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า "หัวเว่ยเชื่อมั่นว่า การส่งเสริมทักษะด้านดิจิทัลเป็นพื้นฐานสำคัญ  เป็นเครื่องมือช่วยพัฒนาศักยภาพและสร้างโอกาสการทำงาน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของท่านรองนายก คุณจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความความสำคัญที่ในการยกระดับขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการไทย  ขอขอบคุณท่านรองนายกฯรวมถึงทางภาครัฐที่ให้ได้รับความไว้วางใจและร่วมมือกับหัวเว่ย ประเทศไทย ในการช่วยต่อยอดศักยภาพของบุคคลากรไทย เพื่อการก้าวไปสู่การเป็นประเทศไทย 4.0 โดยหัวเว่ยมุ่งมั่นพัฒนาบุคลากรและอุตสาหกรรมด้านไอซีทีของไทยต่อไปภายใต้พันธกิจ Grow in Thailand, Contribute to Thailand เพื่อผลัดดันประเทศไทยให้เปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัลและมีการเติบโตและพัฒนาอย่างยั่งยืน”

'ชาญวิทย์' เชื่อการเปลี่ยนแปลงใหญ่มาถึงแล้ว ชี้! หากยังแข็งขืน เลี่ยง ‘ปฏิวัตินองเลือด’ ยาก

จากกรณีที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด กรณีการกระทำของนายภานุพงษ์ จาดนอก, นางสาวปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล และนายอานนท์ นำภา ใช้สิทธิหรือเสรีภาพล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วยคะแนน 8 ต่อ 1

ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กชื่อ Charnvit Kasetsiri ระบุว่า ปฏิรูป หรือปฏิวัติ Reform or Revolution My respect to those who fight for Democracy and the People of Thailand ด้วยจิตคารวะต่อนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และเพื่อราษฎรไทย

(ก)
ผมเศร้าใจและละอายใจ
ที่ทั้งตัวบุคคลและทั้งสถาบัน
กับทั้งเครือข่ายของรัฐข้าราชการทหาร/ตำรวจ/ตุลาการ
ที่กุมอำนาจรัฐไทยอยู่ในขณะนี้
กระทำการทั้งปราบปราม ทำร้ายและทำลายชีวิตคนรุ่นใหม่ ๆ
อย่างไร้มนุษยธรรม

มีทั้งจับกุมคุมขัง (คุก) กระทำการดำเนินคดีความ
โดยไม่ยึดถือตามหลักการของนิติธรรม และหรือนิติรัฐ

ผมเศร้าใจและละอายใจ
ที่บุคคลและหรือตัวแทนของสถาบันเหล่านี้
ส่วนใหญ่ก็เรียนจบไปจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทยเรา

ผมทั้งละอายใจ และขายหน้า
ที่บุคคลที่ได้รับการศึกษาสูงเช่นนี้
สามารถจะกระทำการที่ต่ำช้า
และขัดต่อจิตวิญญาณประชาธิปไตย
ขัดกับหลักการทางวิชาการนิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ได้ถึงเพียงนี้

(ข)
ผมเชื่อว่าจากการศึกษาประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของการดำรงอยู่
และ/หรือการล่มสลายของสถาบันกษัตริย์ทั่วโลก

ไม่ว่าจะในเอเชีย หรือยุโรป เช่น ในสหราชอาณาจักร (อังกฤษ)
หรือในฝรั่งเศส รัสเซีย เยอรมนี ออสเตรีย/ฮังการี อิตาลี
และแม้แต่จักรวรรดิออตโตมัน
กับในจีน และในญี่ปุ่นนั้น

มีข้อสรุปเพียงสั้น ๆ อยู่ที่ว่า
หากมี “การปฏิรูป” ก็อยู่รอด

แต่หากขัดขืนดำเนินไปแบบเดิม ๆ
หรือ แบบทั้งรุนแรง ทั้งร้ายแรง
ก็จะหลีกเลี่ยง “การปฏิวัติ” ที่นองเลือดไปไม่ได้

นายกฯ-ศบค. ไฟเขียว ก. แรงงาน ออกมาตรการเข้ม นำเข้าแรงงานต่างด้าว รองรับความต้องการภาคการผลิต

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผอ.ศบค. รับทราบและเห็นชอบแนวทางการแก้ปัญหาการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ในโรงงาน ตามที่กระทรวงแรงงานนำเสนอ เพื่อให้ผู้ประกอบกิจการสามารถดำเนินกิจการ ซึ่งจะสร้างขวัญและกำลังใจในการดำเนินกิจการทั้งผู้ประกอบการและแรงงาน 

โดยมีมาตรการ ดังนี้
 1) ยื่นแบบคำร้องขอนำเข้าคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ โดยสามารถยื่นได้ที่กรมการจัดหางาน สำนักงานจัดหางานจังหวัด และสำนักงานจัดหางานกรุงเทพฯ 1-10  
2) ส่งคำร้องความต้องการจ้างแรงงานต่างด้าว ซึ่งกรมการจัดหางานจะมีหนังสือแจ้งความต้องการจ้างแรงงานต่างด้าวผ่านสถานทูตประเทศต้นทางประจำประเทศไทยไปยังประเทศต้นทาง 
3) ประเทศต้นทางดำเนินการรับสมัคร คัดเลือก ทำสัญญา และทำ Name List ส่งให้กรมการจัดหางานผ่านสถานทูตประเทศต้นทางประจำประเทศไทย และกรมการจัดหางานจัดส่ง Name List ให้กับนายจ้าง 
4) เตรียมเอกสารยื่นขอใบอนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว ได้แก่ หลักฐานการได้รับวัคซีนโควิด-19 (ถ้ามี) หลักฐานการซื้อประกันสุขภาพบริษัทประกันภัย 4 เดือน โดยนายจ้างต้องแจ้งขึ้นทะเบียนประกันสังคม 
5) การอนุญาตให้นำคนต่างด้าวเข้ามาทำงานกับนายจ้างในประเทศ กรมการจัดหางานจะมีหนังสือถึงสถานเอกอัครราชทูตประเทศต้นทาง เพื่ออนุญาตให้คนต่างด้าวเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร 

6) การเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร จะต้องแสดงเอกสารหลักฐาน ดังต่อไปนี้ 
1. หนังสือยืนยันการอนุญาตให้เข้ามาทำงานพร้อมบัญชีรายชื่อ
 2. ผลตรวจโควิด-19 (วิธี RT-PCR) ไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนเดินทางเข้ามา หรือผลรับรองการตรวจ ATK 
3. หลักฐานการได้รับวัคซีนโควิด-19 (ถ้ามี) 
4. ตรวจลงตราอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร 2 ปี 
5. เดินทางไปยังสถานที่กักตัวโดยยานพาหนะที่แจ้งไว้ 7) สถานที่กักตัว กรณีฉีดวัคซีนครบโดส เข้ารับการกักตัวอย่างน้อย 7 วัน ขณะอยู่ในสถานกักตัวตรวจโรคโควิด-19 จำนวน 2 ครั้ง (ครั้งที่ 1 ไม่เกินวันแรกของการกักตัว ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 6-7 ของระยะเวลากักตัว) กรณีฉีดวัคซีนไม่ครบตามเกณฑ์หรือยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนเข้ารับการกักตัวอย่างน้อย 14 วัน ขณะอยู่ในสถานที่กักตัวต้องตรวจหาเชื้อโควิด-19 จำนวน 2 ครั้ง (ครั้งที่ 1 ไม่เกินวันแรกของการกักตัว ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 12-13 ของระยะเวลาที่ถูกกักตัว กรณีตรวจโรคโควิด-19 พบเชื้อ ให้เข้ารับการรักษาโรค โดยค่าใช้จ่ายนายจ้างและกรมธรรม์เป็นผู้รับผิดชอบ และ 8) เมื่อคนต่างด้าวกักตัวครบกำหนด นายจ้างต้องไปรับคนต่างด้าวมายังสถานที่ทำงาน เพื่อทำการอบรมผ่าน Video Conference และแจ้งเข้าทำงานขอรับในอนุญาตทำงาน ณ สำนักงานจัดหางานจังหวัด

"บิ๊กตู่" ย้ำที่ประชุมศบค.ชุดใหญ่ เราจะกลับไปอยู่ที่เดิมไม่ได้อีกแล้ว คาดสิ้นเดือนพ.ย. ฉีดวัคซีนครบ 100 ล้านโดส เตรียมพิจารณาสถิติ เปรียบเทียบยี่ห้อวัคซีนกับภูมิต้านทาน ย้ำที่ประชุมศบค.ชุดใหญ่ เราจะกลับไปอยู่ที่เดิมไม่ได้อีกแล้ว คาดสิ้นเดือนพ.ย. 

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. โดยพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวในช่วงต้นการประชุมว่า วันนี้มีหลายเรื่องที่จะต้องพิจารณา และมีหลายเรื่องที่ดำเนินการผ่านมาแล้วประสบความสำเร็จ จากการผลักดันของทุกภาคส่วน แต่อย่างไรก็ตามตนได้ประกาศในที่ประชุมเอเปค

เมื่อวันที่ 11 พ.ย.แล้วว่า ตราบใดที่โรคโควิด-19 ยังอยู่ เราจะต้องอยู่กับมันให้ได้ ภายใต้มาตรการครอบจักรวาล และมาตรการ DMHTT  และการดำเนินกิจการต่างๆจะต้องมีการอนุมัติคัดกรองเฝ้าระวัง เพราะเราจะย้อนกลับไปอยู่ที่เดิมไม่ได้อีกแล้ว พร้อมย้ำทุกคนจะต้องระมัดระวังเป็นที่สุด 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องของการฉีดวัคซีน ก็มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ต้องขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ทำได้ตามเป้าหมาย ซึ่งตนได้แจ้งในที่ประชุมเอเปคแล้วว่าสามารถฉีดวัคซีนไปแล้ว 83 ล้านโดส และคาดการณ์ว่าในสิ้นเดือนนี้จะสามารถฉีดวัคซีนได้ 100 ล้านโดส และมีวัคซีนสำหรับปีหน้าแล้วด้วย อย่างไรก็ตาม จะมีการหารือเรื่องยี่ห้อของวัคซีนอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งต้องหาข้อมูลทางสถิติ เพื่อพิจารณาว่ายี่ห้อใดมีภูมิต้านทานมากน้อยเท่าไหร่ 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top