Monday, 3 August 2026
Hard News Team

“รองโฆษกรัฐบาล” เผย รมว.คมนาคม สั่งติดตามน้ำท่วมใต้ “สั่งติดป้ายเตือน-แนะนำเลี่ยงเส้นทาง-จุดพักรถ-จัดจนท.ดูแลปชช.”เตรียมฟื้นฟูหลังน้ำลด แจง ปิดถนนสายเอเชีย “สี่แยกปฐมพร จ.ชุมพร ทั้งขาขึ้นกทม.-ขาล่องใต้-หยุดเดินรถไฟสถานีสวี-เขาสวนทุเรียน” 

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากอิทธิพลของมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมอ่าวไทย ส่งผลให้หลายจังหวัดในภาคใต้มีฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง เช่น จ.เพชรบุรี ระนอง ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งให้พื้นที่ 15 จังหวัด ภาคใต้ เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และคลื่นลมแรง ช่วงวันที่ 12-14 พ.ย. นี้

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ส่วนผลกระทบด้านคมนาคม นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)รายงานผลกระทบจากอุทกภัย การสัญจรของประชาชนในพื้นที่ โดยให้ติดตั้งป้ายเตือน ป้ายแนะนำเส้นทางเลี่ยงบริเวณสายทางที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย จัดเจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์ เพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชน โดยล่าสุดต้องปิดเส้นทางถนนทางหลวงหมายเลข 41 (ถนนเอเชีย 41) ตั้งแต่สี่แยกปฐมพร จนถึง อ.หลังสวน จ.ชุมพร  ทั้งขาขึ้นกรุงเทพฯ และขาล่องใต้ เนื่องจากน้ำท่วมสูงการจราจรไม่สามารถผ่านได้  

ขณะที่การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)รายงานว่า ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 12 พ.ย.ประกาศปิดทางในเส้นทางสายใต้ ช่วงระหว่างสถานีสวี - เขาสวนทุเรียน อ.สวี จ.ชุมพร เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วม ส่งผลให้ต้องหยุดเดินรถเพื่อรอการเปิดทางรวม 8 ขบวน นอกจากนั้นสั่งการให้เตรียมการสำหรับการฟื้นฟูสายทางที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย เพื่อให้หลังน้ำลดแล้วเข้าดำเนินการฟื้นฟู ส่งคืนพื้นผิวจราจร ให้ประชาชนสัญจรตามปกติให้เร็วที่สุด

“นายกฯ”ชวน ปชช.ฉีดวัคซีน สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ตั้งเป้าฉีด100ล้านโดสในเดือนพ.ย.นี้ ย้ำ”อสม.-ท้องถิ่น” ช่วยกลุ่มเปราะบางเข้าถึงระบบฉีดวัคซีน

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เชิญชวนประชาชนที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เข้ารับการฉีดวัคซีน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในเกิดขึ้นโดยเร็ว สร้างความแข็งแกร่งในระบบสาธารณสุขรองรับการระบาด ลดความรุนแรงและเสียชีวิตในประชากรกลุ่มเสี่ยง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจการท่องเที่ยว และเปิดประเทศตามแผนที่กำหนด

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ข้อมูลการฉีดวัคซีนตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2564 - 11 พ.ย.2564 ฉีดวัคซีนสะสม  83,320,621 โดส เข็มที่ 1 สะสม 44.8 ล้านราย หรือร้อยละ 62.2 เข็มที่ 2 สะสม 35.8 ล้านราย หรือร้อยละ49.7 เข็มที่ 3 สะสม 2.7 ล้านราย หรือร้อยละ 3.8  มี 9 จังหวัดที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 ร้อยละ 70 คือเชียงใหม่ กรุงเทพ สมุทรปราการ ชลบุรี ภูเก็ต ปทุมธานี สมุทรสาคร สงขลา ฉะเชิงเทรา ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุข คาดว่าจะฉีดวัคซีนได้ครบจำนวน 100 ล้านโดส ครอบคลุมประชากรร้อยละ 70 ภายในเดือนพ.ย.นี้ โดยรัฐบาลกำหนดเป้าหมายที่จะฉีดเข็มที่ 1 ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 70 ภายในเดือน พ.ย. 2564 ร้อยละ 80 ภายในเดือน ธ.ค. 2564 เข็มที่ 2 อย่างน้อยร้อยละ 70 ภายในเดือน ธ.ค. 2564 ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยจัดหาวัคซีนแล้ว จำนวน 128.6 ล้านโดส มากกว่าแผนเดิมที่กำหนดไว้

‘ดีป้า’ คิกออฟ Transform ตลาดสดยุควิถีใหม่ ดัน ‘หาบเร่’ ต้องเก๋ในโลกออนไลน์

ดีป้า เปิดตัวโครงการ Transform ตลาดสดยุควิถีใหม่ พร้อมเดินหน้าติดอาวุธดิจิทัลแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ร้านค้า หาบเร่ แผงลอย นำร่องพื้นที่ 6 จังหวัด ครอบคลุมผู้ประกอบการ 30,000 ราย เล็งขยายการรับรู้สู่ปริมณฑล 4 จังหวัด และเตรียมเดินหน้าเฟส 2 อีก 25 จังหวัดทั่วประเทศ หวังขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า กระทรวงดิจิทัลฯ มีภารกิจสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยมุ่งหวังให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลได้ง่ายและสะดวกต่อการใช้งาน โดยมีสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลอย่างเต็มประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ของตนเองได้อย่างตรงจุด โดยเฉพาะกลุ่มเศรษฐกิจฐานรากที่มีความสำคัญยิ่งต่อเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม

“สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภค โดยปรับเปลี่ยนสู่ช่องทางออนไลน์มากขึ้น ดังนั้นภาครัฐจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้มีความพร้อมรับมือกับความท้าทายดังกล่าว และพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ซึ่ง ดีป้า หน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัลฯ จึงได้ดำเนินโครงการ Transform ตลาดสดยุควิถีใหม่ เพื่อยกระดับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ร้านค้า หาบเร่ แผงลอย ให้สามารถปรับเปลี่ยนทุกการซื้อ-ขายสู่ระบบออนไลน์ ปรับทุกไลฟ์สไตล์สู่สังคมไร้เงินสด พลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานรากด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการก้าวข้ามวิกฤตโควิด-19 โดยคาดว่า การดำเนินงานในเฟสแรกจะช่วยสร้างรายได้มากกว่า 300 ล้านบาท” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ กล่าว

นายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าวว่า โครงการ Transform ตลาดสดยุควิถีใหม่ มีวัตถุประสงค์ที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และผู้ประกอบการรายย่อย ไม่ว่าจะเป็น ร้านค้า หาบเร่ แผงลอย สามารถเข้าถึงและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลจากเครือข่ายดิจิทัลสตาร์ทอัพ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ สร้างโอกาสทางการตลาด เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายและจัดส่งสินค้า พัฒนาสู่การแข่งขันรูปแบบใหม่บนพื้นฐานของการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน เริ่มดำเนินการในพื้นที่ 6 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร นครสวรรค์ นครปฐม ชัยนาท สิงห์บุรี และลพบุรี ครอบคลุมผู้ประกอบการ จำนวน 30,000 ราย ตั้งเป้าขยายการรับรู้สู่ปริมณฑลเพิ่ม 4 จังหวัด

‘หริรักษ์’ กระชากหน้ากาก ปฏิรูปแบบ 3 นิ้ว เป้าหมายแท้จริง = ล้มล้างสถาบันฯ

รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ว่า...

‘ปฏิรูปไม่เท่ากับล้มล้าง’

‘ถ้าปฏิรูป คือ การล้มล้าง แล้วรัฐประหาร คือ อะไร?’

การปฏิรูป ก็คือ ความเหมาะสม คือ การเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมหรือเพื่อทำให้ดีขึ้น จะค่อยเป็นค่อยไป หรือจะทำอย่างรวดเร็วก็ได้

การล้มล้าง คือ การทำลาย การล้มล้างไม่จำเป็นต้องใช้กำลัง ก็เรียกว่าเป็นการล้มล้างได้

รัฐประหาร คือ การใช้กำลัง หรือบีบบังคับเพื่อยึดอำนาจ ส่วนใหญ่จะหมายถึงยึดอำนาจการปกครองของรัฐบาลที่ครองอำนาจอยู่

ไม่มีใครบอกว่า ‘การปฏิรูป’ เท่ากับ ‘การล้มล้าง’ และไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่รู้ว่า ปฏิรูปไม่เท่ากับล้มล้าง แต่เป็นพวกที่เคลื่อนไหวกันในขณะนี้ รวมทั้งสาวก และแนวร่วม ที่ออกมาประสานเสียงกันว่า ปฏิรูปไม่เท่ากับล้มล้างนั่นแหละ ที่ไม่รู้ว่าการปฏิรูปแตกต่างกับการล้มล้างอย่างไร

คำพูดที่บอกว่าไม่ใช่เป็นการล้มล้าง ไม่อาจบ่งบอกความจริงได้ แต่การกระทำต่างหากจึงจะบอกได้ เพราะกรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา 

ตลอดเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา ลองมองย้อนกลับไปดูการกระทำและการแสดงออกของกลุ่มคนกลุ่มนี้ว่า พวกเขาทำอะไรกันบ้าง

การแสดงออกในทางเหยียบย่ำ หมิ่นแคลน ข่มขู่ เช่น…

การโจมตีด้วยถ้อยคำหยาบคาย การเผาพระบรมฉายาลักษณ์ สาดสีใส่พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งของสมเด็จพระพันปีหลวงและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง 

ใช้กิโยตินเป็นสัญลักษณ์ข่มขู่ ทั้งในการชุมนุม และใน Social Media ทำทุกวิถีทางผ่านสื่อที่เป็นพวกเดียวกันสร้างและเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นลบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน ทำให้คนเชื่อว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ขัดขวางความเจริญของประเทศ 

‘จรัญ ภักดีธนากุล’ ลั่น ไม่หวั่นคำขู่ หลังถูกขู่ทำร้าย ปมเห็นพ้องกับศาลรธน.

'จรัญ-อดีตตุลาการศาลรธน.' เผยเคยถูกขู่ หลังมีความเห็นไปในทางเดียวกับศาลรธน. ลั่นคนทำงานขนาดนี้ ไม่มีใครกลัวหรอก พร้อมตายทุกเมื่อ เชื่อ คำวินิจฉัยล้มล้างการปกครอง เพราะต้องการจะป้องปราม

12 พ.ย. 64 นายจรัญ ภักดีธนากุล ผู้อำนายการหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวตอนหนึ่งระหว่างการบรรยายพิเศษ ให้กับนักศึกษาหลักสูตรการพัฒนาการเมือง และการเลือกตั้งระดับสูงรุ่นที่ 12 ในหัวข้อธรรมาภิบาลกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปด้านการเมือง

ทั้งนี้ในช่วงท้าย ของการบรรยาย มีนักศึกษา ถามถึงความเห็นต่อคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีการล้มล้างการปกครอง นายจรัญ ได้กล่าวว่า คำวินิจฉัยของศาลดังกล่าวเชื่อว่า ต้องการจะออกมาเตือน ป้องปรามว่าการกระทำของกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวไม่มีขอบเขตผิดกฎหมายและมีความผิดระดับร้ายแรงเพราะหากถือตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 ถือว่าร้ายแรงมากจึงเหมือนอยากจะให้ถอยกันให้หมด

‘หมอแล็บแพนด้า’ เตือนวัยรุ่น อย่าหาทำ เจาะเลือดใส่หลอดแก้วห้อยคอ - เสี่ยงติดเชื้อ

เพจเฟซบุ๊กหมอแล็บแพนด้าของ ทนพ. ภาคภูมิ เดชหัสดิน นักเทคนิคการแพทย์ หัวหน้างานตรวจโรคติดเชื้อทางโลหิตวิธีอณูชีววิทยา ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ โพสต์ภาพที่มีลักษณะของการเจาะเลือดบริเวณหลังมือและนำไปใส่ขวดแก้วเล็ก ๆ จากนั้นนำไปห้อยคอ พร้อมระบุข้อความว่า

อย่าหาทำนะครับ เจาะเลือดใส่หลอดแก้วแล้วเอามาห้อยคอ ถ้าเทคนิคการเจาะไม่สะอาดจะติดเชื้อได้ แถมบางคนจะเอามาแลกกันใส่ก็มี ระวังหลอดแตกแล้วติดเชื้อกันเด้อออ
สรรหาจริงจริ๊งงงง 5555

‘ยาเม็ด’ พลิกโลก!! ‘โมลนูพิราเวียร์-แพกซ์โลวิด’ พิชิตโควิด-19 !! | Knowledge Times EP.35

????รอบรู้แบบรู้ลึก ในรายการ ‘Knowledge Times’
????‘ยาเม็ด’ พลิกโลก!! ‘โมลนูพิราเวียร์-แพกซ์โลวิด’ พิชิตโควิด-19 !!

จะดีแค่ไหนหากไวรัสตัวร้ายอย่างโควิด-19 จะสามารถรักษาได้ด้วย ‘ยาเม็ด’

โดยยาเหล่านี้จะถูกนำมาใช้เมื่อมีการตรวจพบการติดเชื้อโควิด-19 ในทันที เพื่อป้องกันการป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล

แน่นอนว่าตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปี ที่โลกต้องเผชิญกับโรคอุบัติใหม่ ต่างก็พยายามหาทางออกเพื่อรักษาและป้องกันโควิด-19 ซึ่งหนึ่งในทางออกก็คือ ‘ยาเม็ด’ ที่จะมาช่วยรักษาและกู้วิกฤตครั้งนี้ โดยบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างเมอร์คและไฟเซอร์ก็ได้ประกาศว่า พวกเขาบรรลุเป้าหมายยิ่งใหญ่นั้นแล้ว

โดยในต้นเดือนตุลาคม เมอร์ค แถลงว่า กำลังขออนุมัติใช้ยาโมลนูพิราเวียร์กรณีฉุกเฉินในสหรัฐฯ ในด้านของไฟเซอร์ก็เพิ่งจะขออนุมัติใช้ยาแพกซ์โลวิดเมื่อไม่กี่วันก่อน

สำหรับการทำงานของยาทั้งสองตัวเป็นเสมือนยาต้านไวรัส ที่ช่วยลดความสามารถในการแบ่งตัวของไวรัส พร้อมชะลอการเกิดโรค การันตีด้วยผลการทดลองของเมอร์คและไฟเซอร์ ที่บ่งชี้ว่า ผู้ที่รับยาโมลนูพิราเวียร์มีความเสี่ยงเข้าโรงพยาบาลหายไป 50% ส่วนคนที่รับยาแพกซ์โลวิดลดความเสี่ยงได้เกือบ 90%

แต่แน่นอนว่าการนำยาทั้ง 2 ตัวมาเปรียบเทียบอัตราประสิทธิภาพกันตรง ๆ ก็คงไม่ได้ เนื่องจากใช้ระเบียบวิธีศึกษาแตกต่างกัน

และแม้ในปัจจุบันจะมีวิธีการรักษาโควิด-19 อยู่แล้วก็ตาม แต่ล้วนเป็นการรักษาในรูปแบบแอนติบอดีสังเคราะห์ ที่ใช้ในผู้ป่วยรุนแรงซึ่งต้องรับยาด้วยวิธีการฉีด ในทางกลับกันการใช้ยาเม็ดย่อมทำให้การรักษาง่ายขึ้น เพียงแค่สั่งยาให้คนไข้นำไปรับประทานที่บ้านเท่านั้น

ถึงแม้ว่ายาของเมอร์คและไฟเซอร์ที่ใช้ประมาณ 1 ชุด หรือ คอร์สรักษา เป็นเวลา 5 วัน และในปัจจุบันยังไม่พบผลข้างเคียงใด ๆ แต่นั่นก็ชวนคิดถึงข้อจำกัดของยาเม็ดพิชิตโควิด-19 นี้ ว่าจะมีข้อจำกัดบ้างหรือไม่

เนื่องจากทั้งสองบริษัทออกแถลงการณ์ของตนเองโดยที่ยังไม่เผยแพร่ผลการทดลองทางคลินิก นั่นจึงทำให้ประเมินความเหมาะสมจากยาของเมอร์คและไฟเซอร์ได้ยาก

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อชาวฝรั่งเศส ถึงกับออกมาเตือนว่า ต้องระวังกับคำประกาศแบบนี้จนกว่าจะตรวจสอบผลการศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว เพราะถ้ามียารักษาโควิดย่อมหมายถึงโอกาสทางการตลาดอันมหาศาลของบริษัทยา

แต่แน่นอนว่าแม้จะมีการออกมาเตือน แต่สัญญาณบางอย่างจากเมอร์คและไฟเซอร์ กลับตอกย้ำความเชื่อมั่นว่าทั้ง 2 บริษัทยักษ์ไม่ได้ให้คำสัญญาลม ๆ แล้ง ๆ จากการที่บริษัทหยุดการทดลองทางคลินิกเร็วเกินคาดเพราะได้ผลน่าพอใจเป็นอย่างยิ่งชนิดที่คณะกรรมการตรวจสอบอิสระเห็นชอบด้วย

อย่างไรก็ตาม ‘ยาเม็ด’ รักษาโควิดทั้ง 2 ตัว ก็ยังคงเป็นความหวังใหม่ของชาวโลกที่จะเข้ามากู้วิกฤตโควิด-19 ซึ่งล่าสุดหน่วยงานสาธารณสุขจากเมืองผู้ดีอย่างสหราชอาณาจักร ก็เป็นชาติแรกที่ไฟเขียว ใช้ยา ‘โมลนูพิราเวียร์’ ในการรักษาโควิด-19

โดยอนุมัติใช้ในผู้ป่วยระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง และมีปัจจัยเสี่ยงอย่างน้อยหนึ่งอย่างที่อาจนำไปสู่การเจ็บป่วยร้ายแรง เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ หรือผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี

ในด้านสหรัฐฯ เอง ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้แถลงว่า ‘รัฐบาลสหรัฐฯ ได้มีการสั่งจองยาเม็ดต้านโควิด-19 แพกซ์โลวิดจากบริษัทไฟเซอร์แล้วหลายล้านคอร์ส ซึ่งถ้าหากยาแพกซ์โลวิดได้รับการอนุมัติโดย FDA แล้ว ทางการสหรัฐฯ อาจจะนำยาเม็ดต้านโควิดนี้มาใช้ในการรักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทันที ซึ่งการรักษาด้วยยาเม็ดแพกซ์โลวิดจะกลายเป็นเครื่องมืออีกอย่างหนึ่งในการคุ้มครองประชาชนจากผลร้ายแรงที่สุดของโควิด-19'

ในด้านประเทศไทยเอง ก็ได้ลงนามเบื้องต้นกับไฟเซอร์ไว้แล้วเช่นกัน โดยเมื่อผ่านขั้นตอนการอนุมัติจาก อย. สหรัฐอเมริกา และมีการดำเนินการตามขั้นตอน อย. ในไทยแล้วจึงมีการลงนามยืนยันคำสั่งซื้อต่อไป

และถึงแม้ว่าไฟเซอร์ยังไม่ได้กำหนดราคายาแพกซ์โลวิด แต่บริษัทให้คำมั่นว่าจะเป็นยาที่ ‘เข้าถึงได้’ โดยใช้วิธีกำหนดระดับราคาตามฐานรายได้ประเทศผู้ซื้อ และกำลังเจรจาทำสัญญาซื้อขายกับอีก 90 ประเทศเพื่อให้เข้าถึงยาเม็ด ‘แพกซ์โลวิด’ ได้เร็วที่สุด โดยไฟเซอร์คาดว่าจะผลิตยาเม็ดได้ 180,000 คอร์ส ในช่วงสิ้นปีนี้ และอย่างน้อย 50 ล้านคอร์ส ในช่วงสิ้นปีหน้า

ในด้านของเมอร์คฯ ก็ได้มอบสิทธิบัตรผลิตยา ‘โมลนูพิราเวียร์’ ให้กับประเทศกลุ่มรายได้ต่ำและปานกลาง กว่า 105 ประเทศทั่วโลก โดยจะไม่เก็บค่าธรรมเนียม ซึ่งจะทำให้ยา ‘โมลนูพิราเวียร์’ จะมีราคาถูกลงเหลือเพียงคอร์สละ 20 ดอลลาร์ หรือ ประมาณ 650 บาทเท่านั้น

เรียกได้ว่าการเกิดขึ้นของ ‘ยาเม็ดรักษาโควิด’ เป็นอีกขั้นหนึ่งในการกู้วิกฤตโลกจากไวรัสโควิด-19 ที่ง่าย สะดวก ทั้งยังมีประสิทธิภาพมากกว่าก่อน และนี่อาจเป็นความหวังใหม่ที่จะพลิกโลกในการต่อกรกับไวรัสตัวร้ายนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต!

‘ชัยวุฒิ’ เผยรู้ตัวมือแฮกเว็บศาลรธน. รับกู้คืนยาก ยันไม่มีข้อมูลเสียหาย

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวถึงกรณีที่เว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญถูกแฮกเกอร์โจมตี ว่า ล่าสุดได้ระงับการเข้าถึงเว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว จากการตรวจสอบพบว่า ยังไม่มีข้อมูลที่ได้รับความเสียหาย เป็นเพียงการดิสเครดิต ทั้งนี้พบว่า ศาลฯ จ้างบริษัทเอกชนรายหนึ่งเข้ามาดูแล คาดว่าบริษัทนี้คงไม่มีมาตรการป้องกันที่เพียงพอ จึงมีช่องให้แฮกเกอร์ยึดเว็บไซต์ สันนิษฐานว่า ข้อมูลชื่อผู้ใช้ (ยูสเซอร์เนม) และรหัสผ่าน (พาสเวิร์ด) อาจหลุดจากแอดมิน หรือแฮกเกอร์ภายนอกอาจลองเจาะระบบ ซึ่งอยู่ในระหว่างการสืบสวน

ส่วนที่หลายฝ่ายเชื่อมโยงว่า เกี่ยวข้องกับที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย #ม็อบ10สิงหา ว่าเข้าข่ายล้มล้างการปกครอง นายชัยวุฒิ กล่าวว่า รู้อยู่แล้วว่ากลุ่มไหนที่พยายามแฮกเข้ามา เป็นการเตรียมการไว้ล่วงหน้าก่อนวันที่ 10 พฤศจิกายน ที่ศาลจะมีคำวินิจฉัย เบื้องต้นกระทรวงดิจิทัลจะร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เพื่อสืบหาผู้กระทำผิด โดยสามารถตรวจสอบหาคนแฮกได้โดยดูจากระบบตรวจสอบการบุกรุก แต่อาจไม่ง่ายอย่างที่คิด และต้องใช้เวลา ส่วนการกอบกู้คงยาก เพราะเว็บไซต์ถูกขโมยเอายูสเซอร์เนมและพาสเวิร์ดไป

เร่งแก้ราคาหมูแพง พาณิชย์เตรียมเปิดจุดขายราคาถูก 400 แห่งทั่วปท.

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงปัญหาราคาเนื้อหมูที่ปรับตัวสูงขึ้นมากจนทำให้ราคาเนื้อหมูปลายทางมีราคาสูงขึ้นอย่างมากในขณะนี้ ว่า ปัญหามาจากผลกระทบน้ำท่วมในหลายพื้นที่ที่เลี้ยงสุกรในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา รวมทั้งต้นทุนของผู้เลี้ยงสุกรมีราคาสูงขึ้น โดยเฉพาะวัตถุดิบ เช่น ข้าวโพคเลี้ยงสัตว์ที่มีราคาสูงขึ้นเท่าตัว ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงหมูขยับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น จึงได้สั่งการให้กรมการค้าภายในไปเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนแล้ว

ทั้งนี้ เพื่อลดผลกระทบกรมการค้าภายใน อยู่ระหว่างหารือร่วมกับสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมมือกันจัดทำโครงการจำหน่ายเนื้อหมูราคาพิเศษขึ้นมาใน 400 จุดทั่วประเทศ ในราคาต่ำกว่าท้องตลาด คาดว่า จะดำเนินการได้ในเร็ว ๆ นี้

แรงงาน 3 สัญชาติ เฮ! ศบค. เคาะ นำเข้า MoU ตามกระทรวงแรงงานเสนอ 

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยหลังประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ครั้งที่ 18/2564 ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางการนำแรงงานต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด -19 ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ โดยกล่าวว่า กระทรวงแรงงานจะเปิดให้มีการนำเข้าแรงงานตาม MoU ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 คาดว่าหลังวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 นายจ้างสามารถยื่นความต้องการจ้างแรงงานที่กรมการจัดหางานได้เลย 

โดยแรงงานต่างด้าวที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทยต้องเข้ารับการกักตัว และตรวจหาเชื้อโควิด - 19 ตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 สำหรับแรงงานต่างด้าวที่ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว ต้องกักตัว 7 วัน หากฉีด 1 เข็ม หรือยังไม่เคยรับวัคซีน จะต้องกักตัว 14 วัน ระหว่างกักตัวจะมีการตรวจหาเชื้อโควิด ด้วยวิธี RT – PCR 2 ครั้ง โดยให้นายจ้าง/สถานประกอบการ รับผิดชอบค่าใช้จ่าย ซึ่งประกอบด้วยค่าสถานที่กักกัน วันละ 500 – 1,000 บาท และค่าตรวจหาเชื้อโควิด 2 ครั้ง รวม 2,600 บาท กรณีคนต่างด้าวติดเชื้อฯ นายจ้างหรือบริษัทประกันภัยเป็นผู้รับผิดชอบค่ารักษา ซึ่งวันสุดท้ายของการกักตัวแรงงานต่างด้าวที่ยังรับวัคซีนไม่ครบเกณฑ์ จะได้รับการฉีดวัคซีนโดยกระทรวงแรงงานเป็นผู้จัดหาให้ ในส่วนของเข็มที่ 2 กระทรวงแรงงานจะประสานสาธารณสุขจังหวัดปลายทางเพื่อนัดหมายฉีดวัคซีนให้แก่แรงงานต่างด้าวตามกำหนด โดยนายจ้างจ่ายแค่ค่าบริการทางการแพทย์

“กระทรวงแรงงานได้รับข้อสั่งการจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงแรงงาน ให้เตรียมความพร้อมในเรื่องดังกล่าวล่วงหน้า เพื่อให้นายจ้าง และสถานประกอบการมีแรงงานที่เพียงพอในการขับเคลื่อนกิจการตลอดจนเศรษฐกิจของประเทศ แก้ไขปัญหาการลักลอบเข้าเมือง สามารถควบคุม ป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้อย่างเป็นระบบ และเพื่อให้แรงงานต่างด้าวได้เข้าสู่ระบบการจ้างงานที่ถูกกฎหมาย เกิดประโยชน์แก่ประเทศไทยทั้งด้านเศรษฐกิจ สาธารณสุข ความมั่นคง และระบบการจ้างงานของประเทศ ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าว

ด้านนายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า การนำแรงงานต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศตาม MoU ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 มีค่าใช้จ่ายรวมในการนำเข้าฯ ระหว่าง 11,490 – 22,040 บาทต่อคนต่างด้าว 1 คน ประกอบด้วยค่าตรวจโควิด 2 ครั้ง 2,600 บาท ตรวจลงตราวีซ่า (2 ปี) 2,000 บาท ใบอนุญาตทำงาน (2 ปี) 1,900 บาท ตรวจสุขภาพ 6 โรค 500 บาท ค่าประกันสุภาพรวมโรคโควิด-19 (บริษัทประกันภัยเอกชน (4 เดือน)) 990 บาท ค่าบริการทางการแพทย์ (ฉีดวัคซีน) 50 บาท  และค่าสถานที่กักตัว (วันละ 500 – 1,000 บาท) กักตัว 7 วัน 3,500/7,000 บาท และกักตัว 14 วัน 7,000 – 14,000 บาท  โดยมีแนวทางการดำเนินการ 7 ขั้นตอน ดังนี้ 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top