Thursday, 30 July 2026
Hard News Team

AWC ทุ่ม 5,000 ล้าน ผุดโรงแรมหรูริมฝั่งเจ้าพระยา บนพื้นที่ประวัติศาสตร์ ‘ล้ง 1919’ ค่าห้อง 3 แสนบาท/คืน

AWC ทุ่ม 5,000 ล้านบาท ตอกเสาเอก 'เดอะริทซ์ คาร์ลตัน แบงค็อก' โรงแรมสุดหรูริมฝั่งเจ้าพระยา ราคาต่อคืนสูงสุด 300,000 บาท บนพื้นที่ประวัติศาสตร์ ‘ล้ง 1919 – ทรงวาด’

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์คอร์ปอเรชั่น (AWC) เปิดเผยความคืบหน้าแผนพัฒนาโครงการโรงแรม เดอะริทซ์ คาร์ลตัน แบงค็อก,เดอะ ริวเวอร์ไซด์ เรสซิเดนซ์ มูลค่าการลงทุน 5,000 ล้านบาท ซึ่งสร้างบนพื้นที่ประวัติศาสตร์ 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ครอบคลุมพื้นที่เดอะ ล้ง 1919 ริเวอร์ไซด์ เฮอริเทจ เดสติเนชั่น และพื้นที่บริเวณถนนทรงวาด ภายใต้แนวคิด 'The River Journey'

โดยล่าสุดได้เริ่มลงเสาเอกแล้ว และอยู่ระหว่างการปรับแบบ พร้อมเตรียมทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในกลางปี 2571

ทั้งนี้ในส่วนของห้องพักในฝั่งล้ง จะให้บริการในรูปแบบรีสอร์ทใจกลางกรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อการพักผ่อนเชิงสุขภาพ ระดับราคาห้องพักต่อคืนคาดว่าจะสูงที่สุดในตลาดบริการห้องพักในกรุงเทพฯ ที่อยู่ในระดับกว่า 300,000 บาท/คืน

ขณะที่ห้องพักในฝั่งทรงวาด จะเป็นห้องพักแนวแอคทีฟ เป็นการสร้างประสบการณ์ให้กลุ่มนักเดินทางรุ่นใหม่ ที่มีอยู่ทั่วโลก ที่มองหาประสบการณ์พิเศษในการพักผ่อน ซึ่งถือเป็นการสร้างดีมานด์ใหม่ ๆ ให้กับการท่องเที่ยวของไทย

นางวัลลภา ยังกล่าวถึงสถานการณ์นักท่องเที่ยวจีนที่หายไปจากตลาดท่องเที่ยวไทยค่อนข้างมากในขณะนี้ว่า โดยเฉพาะเป็นตลาดหลักของ โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์ เดสติเนชั่น ซึ่งต้องยอมรับว่าเดิมนักท่องเที่ยวจีนมีสัดส่วนถึง 70% ของจำนวนผู้ที่มาใช้บริการทั้งหมด แต่ปัจจุบันเอเชียทีคฯ ได้มีการปรับกลยุทธ์ทำให้มีกลุ่มนักท่องเที่ยวจากหลากหลายประเทศ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไตรมาส 2 นี้ เตรียมเปิดให้บริการ จูราสสิค เวิลด์ (Jurassic World) โดยการร่วมมือครั้งล่าสุดระหว่าง AWC, NEON และ Universal Live Events & Location Based Entertainment ของ Universal Destinations & Experiences ที่จะสร้างความสนุก ความบันเทิง สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวครอบครัว เชื่อมั่นว่าจะมีนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศอื่นมาเสริม ทำให้มียอดผู้มาจับจ่ายใช้บริการในเอเชียทีคกลับมาคึกคักขึ้นหรือประเมินว่าไม่น่าจะน้อยกว่า 30,000 คน/วัน

“นักท่องเที่ยวจีนยังไม่เห็นวี่แววจะกลับมาคึกคัก ซึ่งเอเชียทีคฯ ได้มีการปรับกลยุทธ์ทำให้ได้นักท่องเที่ยวที่มาจากหลาย ๆ ชาติ และหลัง จูราสสิค เวิลด์ เปิดเชื่อว่าจะมีนักท่องเที่ยวจากกลุ่มอื่นมาเสริม ทำให้ยังเห็นทราฟฟิกเป็นโมเมนตั้มที่ดี และจะทำให้การท่องเที่ยวของประเทศไทยเปลี่ยนไปสู่การท่องเที่ยวที่มีความสนุก ดึงนักท่องเที่ยวครอบครัวกลับมา”

ในขณะที่ภาพรวมฐานลูกค้าที่ใช้บริการโรงแรมของ AWC พบว่ามีนักท่องเที่ยวจีนในสัดส่วนเพียง 10% แม้นักท่องเที่ยวจีนลดลง แต่บริษัทได้นักท่องเที่ยวจากชาติอื่น รวมถึงยังสามารถดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพมาได้ค่อนข้างดี ทำให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) และอัตราการเข้าพักโรงแรมทั้งหมดของ AWC ในช่วงไตรมาส 1/2568 ยังเติบโต ถือว่าไทยยังเป็นประเทศสำคัญของการท่องเที่ยวทั่วโลก

“เดิมเป็นห่วงตลาดจีนที่หายไป เนื่องจากเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ของ จ.เชียงใหม่ แต่ช่วงไตรมาส 1 โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง พบว่า RevPAR ขึ้นมา 56% โดยได้นักท่องเที่ยวชาติอื่น ๆ มาเที่ยว ซึ่งเป็นผลจากการที่บริษัทมีการทำการตลาดผ่านเน็ตเวิร์คประเทศต่าง ๆ เพิ่ม รวมถึงในตลาดท่องเที่ยวในเมืองพัทยา ซึ่งภายหลังจากที่บริษัทได้เปิดให้บริการโรงแรมมีเรีย พัทยา พบว่าลูกค้าในประเทศให้การตอบรับดีมาก สะท้อนว่าโลคัลดีมานด์ยังมีความแข็งแรง และในวันที่ 20 มิ.ย.นี้ เตรียมเปิดให้บริการโรงแรมแมริออท รีสอร์ท พัทยา เพื่อรองรับตลาดท่องเที่ยวในประเทศที่มีการตอบรับดีในขณะนี้ด้วย”

นางวัลลภา ยังกล่าวว่าในส่วนไตรมาส 2 ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซั่น โดยบริษัทกำลังประเมินสถานการณ์ทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัว และปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา แต่อย่างไรก็ดีหวังว่าหากประเทศไทยมีการทำแคมเปญเพื่อเชื่อมนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ประเทศไทยซึ่งยังมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวก็ยังเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

แต่ทั้งนี้ต้องยอมรับว่านักท่องเที่ยวกลุ่มประชุมสัมมนา ยังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แผ่นดินไหว ซึ่งสร้างความไม่เชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้พอสมควร โดยในส่วนที่จองมาแล้ว ไม่มีการยกเลิก

แต่จะกระทบในส่วนของลูกค้าใหม่ ซึ่งคงต้องมีการทำตลาดร่วมกับพันธมิตรทั่วโลก เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นให้กับตลาดนักท่องเที่ยวประชุมสัมมนา

พร้อมกับยังเชื่อว่าประเทศไทยยังมีจุดขายที่สามารถดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไปกลับมาได้ โดยเฉพาะในพัทยา ที่ขณะนี้ไม่ต้องหวังพึ่งพิงนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มเดียว แต่ยังมีนักท่องเที่ยวในประเทศเข้ามาด้วย

‘อาโออิ’ เปิดใจลูกถูกล้อเลียนเพราะอดีตในวงการ AV ยอมรับเจ็บปวด!!..วอนสังคมหยุดตัดสินลูกจากอดีตของแม่

(12 มิ.ย. 68) อดีตนักแสดงหนังผู้ใหญ่ชื่อดังของญี่ปุ่น 'โซระ อาโออิ' วัย 44 ปี เปิดเผยว่าลูกชายฝาแฝดของเธอเคยถูกเพื่อนล้อและกลั่นแกล้งในโรงเรียน เนื่องจากอดีตของเธอในวงการ AV แม้เธอจะออกจากวงการมานานหลายปีแล้วก็ตาม

โซระ อาโออิ (Sora Aoi) ซึ่งเคยแสดงในหนัง AV กว่า 600 เรื่องระหว่างปี 2002-2011 และกลายเป็นไอดอลระดับตำนานของวงการ ได้แต่งงานในปี 2018 กับศิลปินซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานกันมาก่อน โดยทั้งคู่ให้กำเนิดลูกชายฝาแฝด พร้อมทั้งเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์สกินแคร์และแบรนด์ความงามอื่น ๆ ในปัจจุบัน

แม้จะหันหลังให้กับวงการมานาน แต่ลูกของเธอยังคงถูกบูลลี่ เช่นคำพูดว่า “แม่แกเคยเล่นหนังโป๊ น่าสงสารจัง” หรือ “ลูกของคนแบบนั้นไม่มีทางมีความสุขได้” ซึ่งโซระยืนยันว่า “ไม่มีใครมีสิทธิ์ตัดสินว่าลูกฉันควรน่าสงสารหรือไม่”

เธอกล่าวว่าตนเองยอมรับอดีตได้ และสิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ลูกเข้าใจว่าแม่รักพวกเขามากเพียงใด พร้อมชี้ให้เห็นถึงอคติที่ผู้หญิงในวงการหนังผู้ใหญ่ต้องเผชิญ แม้จะพ้นจากวงการแล้วก็ตาม และหวังว่าสังคมจะเปิดใจมากขึ้นในอนาคต

‘ดร.กอบศักดิ์’ แนะเร่งหามาตรการช่วยกลุ่มเอสเอ็มอี หลังจีน -สหรัฐฯปิดดีลเจรจาอาจกระทบสินค้าส่งออกไทย

ดร.กอบศักดิ์ เผยจีน-สหรัฐปิดดีลเจรจาภาษี จีนถูกเรียกเก็บภาษี 55% ส่วนจีนเก็บภาษีสหรัฐ 10% กระทบสินค้าส่งออกไทย แนะเตรียมมาตรการช่วยเอสเอ็มอีในประเทศ ลุ้นไทยเจรจาสหรัฐลดภาษีต่ำกว่า 36%

(12 มิ.ย.68) ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และ ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ว่า “ปิดดีลจีน – โดน Tariff สหรัฐที่ 55% !!” โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ สรุปข้อตกลงล่าสุดให้โลกฟังว่า หลังเจรจากัน 2 ครั้ง สหรัฐจะได้เข้าถึง rare earths, magnets ส่วนจีนจะได้ชิป และวีซ่าสำหรับนักเรียนจีน โดยสหรัฐคิดภาษีจีน 55% และจีนคิดภาษีสหรัฐ 10%

“ทั้งหมด รอการพิจารณาของท่านประธานาธิบดีสี (จิ้นผิง) ซึ่งจะมีนัยยะกับไทย เพราะจากที่นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ เคยบอกไว้เสมอ 36% คืออัตราสูงสุดสำหรับไทย หมายความว่า ต่อให้เราไม่ได้ลดเลย ที่อัตรานี้ เราจะยังได้เปรียบสินค้าจีนประมาณ 20% ถ้าเรามีข้อเสนอที่ดี สหรัฐพอใจ ก็คงจะลดให้จากอัตราดังกล่าวบ้าง”

ซึ่งหากไทยสามารถเจรจา (1) ได้เหลือ 10-20% (2) ไม่ต่างจากคู่แข่งของเรามากนัก ในสงครามการค้าโลกรอบนี้ ประเทศไทยก็ถือว่าพอไปได้ ส่งออกไทยก็น่าจะมีทางออก ในช่วงครึ่งหลังของปี สามารถไปทดแทนสินค้าจีนในตลาดสหรัฐ

“อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจีนโดน 55% China Flooding ก็จะเป็นปัญหาให้ไทยหนักใจ คงต้องเตรียมมาตรการช่วย SMEs ในประเทศรับมือบรรเทาผลกระทบและเร่งหาตลาดใหม่ให้สินค้าไทย เพื่อให้ไทยลดสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐให้เหลือ 10% จากปัจจุบันที่ 18.3% จะได้ไม่ต้องเป็นลูกไล่ของเขา เพราะยังจะวุ่นวายอย่างนี้ไปอีกหลายปี”

นครพนม: ทหารไทย-ลาว เปิดการลาดตระเวน ร่วมทางน้ำ เพื่อสะกัดกั้นกระทำผิดกฏหมายตามแนวลำน้ำโขง

เมื่อวานนี้ (11 มิ.ย.68) เวลา 09.30 น. ที่ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 พลเรือตรีณรงค์ เอมดี ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่นาโขง, เป็นประธานเปิดการลาดตระเวน ร่วมกันทางน้ำ ไทย-ลาว โดยมี พันเอกบุนเลิด  บุบผาวัน หัวหน้าการทหารกองบัญชาการทหาร แขวงคำม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (หน.การทหาร กบช. ข.คำม่วน สปป.ลาว) และคณะ ฝ่ายทหารไทย โดยมี  พันเอกศิวดล  ยาคล้าย ผู้บังคับการกองบังคับการควบคุมที่ 1 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี/ผู้อำนวยการส่วนอำนวยการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมด้วยหน่วยงานด้านความมั่นคง ประกอบไปด้วย หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) ตำรวจตระเวนชายแดนในพื้นที่ ตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม และ ฝ่ายปกครอง  ร่วมพิธีการลาดตระเวนร่วมไทย- ลาว เกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมมือ จากชุดประสานงานประจำพื้นที่ของทั้ง 2 ฝ่ายซึ่งได้ร่วมกันวางแผนและกรอบแนวทางตามลำดับขั้น โดยในวันนี้จะเป็นการลาดตระเวน ร่วมไทย-ลาว จังหวัดนครพนม-แขวงคำม่วน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือในการสกัดกั้นและการกระทำผิดกฎหมาย ตามแนวชายแดนร่วมกัน ตลอดจนสร้างความมั่นคงและความเชื่อมั่นระหว่างกัน ซึ่งจะนำไปสู่สันติภาพและ  ความเจริญรุ่งเรืองทั้ง 2 ประเทศในระยะยาว  ซึ่งวันนี้ทั้ง 2 ฝ่ายได้จัดตั้งการลาดตระเวนทางน้ำร่วมกัน จุดประสงค์เพื่อสะกัดกั้นกรั่นกรองอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อให้ประชาชนทั้ง 2 ประเทศทำงานร่วมกัน มีการพัฒนาชีวิตการเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และพบปะแลกเปลี่ยนสร้างความสนิทสนมระหว่างไทย-ลาว ให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ร่วมกัน 

โดยในวันนี้ในช่วงก่อนลาดลาดตระเวน ทางน้ำ ฝ่ายไทย-ลาว ทางด้านพลโท ณรงค์  สวนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 2 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร  (ผอ.ศปป.2 กอ.รมน.) พร้อมคณะได้ร่วมในการลาดตระเวน ร่วมทางน้ำ เพื่อสกัดกั้นกระทำผิดกฎหมายตามแนวลำน้ำโขงในครั้งนี้ ซึ่งท่านเคยเป็นอดีตผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี มาก่อนและในวันนี้ทางด้านศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 2 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดนครพนม 

พลโท ณรงค์  สวนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 2 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร  (ผอ.ศปป.2 กอ.รมน.) ให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าว ภายหลังจากการลาดลาดตระเวน ทางน้ำร่วมไทย-ลาว ว่า จังหวัดนครพนม เป็นพื้นที่ดูแลของ นรข. กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ได้จัดกิจกรรมนี้ขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือตามแนวชายแดนของทั้ง สองประเทศ  ซึ่งผลการปฏิบัติการในวันนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทุกส่วนมีความเข้าใจถึงภัยคุกคามภายนอกมีหลายปัจจัย ในฐานะกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) จึงได้ลงพื้นที่ เพื่อทำงานร่วมกันในพื้นที่   

พลเรือตรีณรงค์  เอมดี ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่นาโขงกล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้ง 2 ฝ่ายมีความเห็น การลาดตระเวนทางน้ำร่วมกัน 3 เดือนต่อครั้ง และจัดการประชุมพบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร 6 เดือนต่อครั้ง โดยผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพ ทั้งเห็นควร ประสานงานร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเครือข่ายเป้าหมายยาเสพติด อย่างต่อเนื่อง

‘ทรัมป์’ ประกาศสงครามการค้ากับจีนจบลง แต่ยังตรึงภาษีสินค้านำเข้าไว้ที่ 55%

(12 มิ.ย. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนได้ 'จบแล้ว' โดยมีการคงอัตราภาษีสินค้าจีนไว้ที่ 55% โดยไม่ปรับเพิ่มอีก อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์และค้าปลีกเตือนว่า ความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทาน เศรษฐกิจ และผู้บริโภคสหรัฐฯ ยังไม่สิ้นสุด

อัตราภาษีที่สูงถึง 55% ทำให้บริษัทในสหรัฐฯ หลายพันแห่งเผชิญความเสี่ยง โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่สามารถแบกรับต้นทุนหรือตั้งราคาขายเพิ่มได้ ส่งผลให้ผู้บริโภคเป็นฝ่ายรับภาระต้นทุนแทน ซึ่งอาจกระทบต่อราคาสินค้าช่วงเปิดเทอมและเทศกาลปลายปี

ขณะเดียวกัน ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนล่าสุดแสดงการเพิ่มขึ้นของราคาที่ต่ำกว่าคาด แต่ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีทำให้ผู้ประกอบการยังคงระวังต่อแผนสั่งสินค้านำเข้า โดยเฉพาะจากจีนและสหภาพยุโรป ซึ่งกำลังเผชิญความลังเลจากผู้นำเข้าสหรัฐฯ

ภาคขนส่งและโลจิสติกส์ยังไม่ฟื้นตัว โดยปริมาณการขนส่งทั้งทางรถบรรทุกและรถไฟลดลงจากปีก่อนอย่างต่อเนื่อง ดัชนีการจองตู้คอนเทนเนอร์ทะเล (Ocean TEU Index) แสดงว่าปี 2025 มีปริมาณการขนส่งน้อยกว่าปีก่อนถึง 14% ซึ่งถือเป็นสัญญาณล่วงหน้าถึงความต้องการผู้บริโภคที่ลดลง

ในขณะที่อุตสาหกรรมโลจิสติกส์พยายามเร่งนำเข้าสินค้าช่วงระยะเวลาชั่วคราวที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยกเว้นหรือชะลอการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ก่อนหมดเขตกลางเดือนสิงหาคม ปัญหาการสะสมของตู้คอนเทนเนอร์เปล่าที่ท่าเรือลอสแอนเจลิสและลองบีชยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ ซึ่งอาจทำให้ผู้ส่งออกในสหรัฐฯ ประสบปัญหาขาดแคลนตู้สำหรับส่งสินค้า

แม้จะมีข้อตกลงเบื้องต้นกับจีน แต่ภาคธุรกิจยังรอการอนุมัติขั้นสุดท้ายจากทั้งสองผู้นำ และจับตาว่าจะมีการเจรจาใด ๆ เพิ่มเติมหรือไม่ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงยังเลือก 'รอดูท่าที' ก่อนจะเดินหน้าลงทุนหรือสั่งสินค้าเพิ่มเติมจากต่างประเทศในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

‘ไอซ์ รักชนก’ ขยี้ซ้ำผลสอบ ‘ก.มหาดไทย’ ชัดเป็นไปตามที่เคยพูดราคาตึก SKYY9 แค่ 3 พันล้าน แต่ ‘ประกันสังคม’ ทุ่มซื้อ 7 พันล้าน ถามผู้เกี่ยวข้องจะรับผิดชอบอย่างไร เชียร์ ‘อนุทิน’ ทำให้ดูหน่อยฟันให้เด็ดขาด

เมื่อวันที่ (10 มิ.ย.68) น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม.พรรคประชาชน แชร์ข่าวเปิดผลสอบ กระทรวงมหาดไทย ศึกษาวิเคราะห์ราคาอาคาร SKYY9 ระบุความมีราคาซื้อขายในขณะนั้น ประมาณ 3.4-3.8 พันล้านบาทพร้อมระบุข้อความว่า สุดท้ายผลสอบก็จะออกมายืนยันสิ่งที่ไอซ์และเนมพูดมาตลอด ว่าราคาซื้อขายของตึกควรอยู่ที่ 3,000 ล้าน แต่ประกันสังคม ทุ่มเงิน 7,000ล้าน ซื้อของราคา 3,000ล้าน

ทีนี้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด รับผิดชอบยังไง? 

บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน MFC ตัวตั้งตัวตีเสนอตึกและหาคนมาตีราคา พร้อมตั้งทรัสต์ ดูแลจนจบกระบวนการ จะลอยตัวเนียน ๆ ไปแบบนี้ไหม?

กลต. จะทำอะไรกับ บริษัทที่ประเมินตัวเลขเวอร์ ๆ ไร้ธรรมาภิบาลหรือไม่? ต้องให้ไปชี้นิ้วบอกทีละเจ้าอีกไหม? บริษัทรับประเมินถ้าทำงานตรงไปตรงมาจริง อย่ากลัว ออกมาแถลงทีละบริษัทแมน ๆ ไปเลย ว่ายืนยันความบริสุทธิ์ ทำงานตรงไปตรงมา และพร้อมให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่จะขอข้อมูล ส่วนบริษัทไหนที่ไม่ยอมให้ความร่วมมือ กลต. รออะไร?

น.ส.รักชนก ระบุต่อว่า บอร์ดลงทุนประกันสังคม วันนั้นที่ตัดสินใจลงทุนไม่มีใครขัดขวางสักคนเลยหรอ มันตั้งใจ จงใจเกินไปไหม? เปิดออกมาให้หมดบันทึกการประชุม ใครพูดอะไร ลากชื่อมันออกมา

สุดท้ายนี้* ท่านอนุทิน ท่านปลัดมหาดไทย อย่าให้ใครครหาว่าทำเป็นเล่นขายของ ทำไปอย่างงั้นไม่ทำจริงจัง เอกสารที่บอกว่าขอจากเอกชนไม่ได้ อย่ามาตลกค่ะ กมธ.ติดตามงบยังขอได้เลย แล้วถ้าขอเอกชนไม่ได้ ขอประกันสังคมเลย วันนั้นอ่านอะไรกันบ้างถึงตัดสินใจซื้อตึกเปิดมาให้หมด คณะกรรมการนี้มีอำนาจเข้าถึงเอกสารที่อยากจะอ่านได้ทั้งหมดอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าเอาจริงหรือป่าว 

“ทำให้ดูหน่อยค่ะท่านอนุทิน เอาให้เด็ดขาด ฟันมาให้ชัดอย่ากำกวม ดิฉันอยากเห็นคนถูกดำเนินคดีข้อหาทุจริต ดิฉันอยากเห็นคนที่ตอดกินเงินของผู้ประกันตนออกจากราชการ ดิฉันอยากเห็นคนติดคุก ถ้าท่านเอาจริงไม่มีอะไรเกินอำนาจบารมีที่ท่านจะจัดการได้ แล้วดิฉัน รักชนก ศรีนอก จะจดจำคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะคนจริงที่น่านับถือ” น.ส.รักชนก ระบุ 

น.ส.รักชนก ระบุต่อว่า ปล. บอกไปทุกคนอาจจะไม่เชื่อนะคะ แต่ถ้าเราไม่มาเปิดเผยเรื่องตึก SKYY9 ป่านนี้ผู้ประกันตนคงได้เป็นเจ้าของตึกเพิ่มอีกหนึ่งถึงสองตึกไปแล้ว เพราะมีคนเค้าเตรียมกันไว้แล้วค่ะ

พปชร.เชื่อมั่นแพทยสภาคงมติตามเดิม รักเกียรติภูมิ ความตรงไปตรงมา ถือหลักการ มาตรฐานวิชาชีพ และประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก มากกว่าประโยชน์ของคนบางคน วอน ปชช.ประณามการเมืองแทรกแซง องค์กรวิชาชีพ

(12 มิ.ย.68) พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ  กล่าวว่า “วันนี้ (12 มิ.ย. 68) แพทยสภาจะมีการลงมติผลการสอบสวนจริยธรรมทางวิชาชีพเวชกรรมของแพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์และแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ เกี่ยวกับการพักรักษาตัวของ นายทักษิณ ชินวัตร ที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ โดยให้ลงโทษแพทย์ 3 ราย ในกรณีประกอบวิชาชีพเวชกรรมไม่ได้มาตรฐาน และพักใช้ใบอนญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม กรณีให้ข้อมูลหรือเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริงและนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษ ได้วีโต้ผลการพิจารณาและส่งมาให้ที่ประชุมพิจารณาอีกครั้ง ตาม ม.25 พ.ร.บ. วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 วรรคสี่  และแพทยสภาได้พิจารณาและอนุญาตให้นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ในฐานะสภานายกพิเศษเข้าร่วมประชุมได้15นาทีในวันนี้นั้น

ในส่วนตัวเชื่อมั่นว่า มติที่ประชุมใหญ่ คงเป็นไปตามเดิม เพราะข้อโต้แย้งของ รมว.ในฐานะสภานายกพิเศษ ไม่มีเหตุผลหรือสาระสำคัญที่จะทำให้มติแพทยสภาเปลี่ยนไป  เหตุผลส่วนใหญ่แย้งเป็นเหตุผลทางธุรการซึ่งกรณีดังกล่าวทางแพทยสภาได้ส่งข้อมูลตอบกลับไปยังสภานายกพิเศษเรียบร้อยแล้ว แม้ว่า นายสมศักดิ์ฯจะขอใช้อำนาจตาม มาตรา 24 เพื่อขอเข้าร่วมประชุมในวันนี้ก็ตาม  ยังเชื่อมั่นว่า มติที่ประชุมใหญ่คงไปตามแนวทางเดิม  ทั้งนี้ เนื่องจาก มาตรา 14 พ.ร.บ. วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 ระบุ คณะกรรมการแพทยสภาประกอบด้วย  ปลัดกระทรวงสาธารณสุข อธิบดีกรมการแพทย์ อธิบดีกรมอนามัย เจ้ากรมแพทย์ทหารบก เจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ เจ้ากรมแพทย์ทหารอากาศ นายแพทย์ใหญ่ กรมตำรวจ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ในมหาวิทยาลัย ผู้อำนวยการวิทยาลัยแพทยศาสตร์ เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการซึ่งได้รับเลือกตั้งโดยสมาชิกอีกจำนวนเท่ากับจำนวน

กรรมการโดยตำแหน่งใน ขณะเลือกตั้งแต่ละวาระ และให้เลขาธิการเป็นกรรมการ  ซึ่งในมาตรา 14 บอกไว้ชัดเจนว่าคณะกรรมการแพทยสภาประกอบด้วยใครบ้าง  และที่สำคัญคือไม่มี รมว. เป็นคณะกรรมการแต่อย่างใด  ดังนั้น  ท่านไม่มีสิทธิ์ลงคะแนนหรือออกเสียงเพราะท่านไม่ได้เป็นคณะกรรมการ   

และในกรณีที่ท่าน รมว.เข้าร่วมประชุมและชี้แจงในครั้งนี้  ทางแพทย์และพี่น้องประชาชนเข้าใจดีว่าท่านมีวัตถุประสงค์อะไร  และไม่เคยมีรัฐมนตรีท่านใดมีพฤติกรรมเช่นนี้มาก่อน ส่วนข้ออ้างว่าจะไปอธิบายสาเหตุที่วีโต้มติแพทยสภานั้น อันนี้ทางแพทยสภา เห็นหนังสือของท่านและเข้าใจดีอยู่แล้ว เรื่องนี้เป็นการผิดมารยาทอย่างมากเพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีนักการเมืองเข้ามาแทรกแซงองค์กรวิชาชีพเช่นนี้ มาก่อน“

พล.ต.ท.ปิยะฯกล่าว “หากแพทยสภายืนยันตามผลการพิจารณาเดิม ก็จะส่งผลในการพิจารณาของ ปปช. และศาลฯ ในวันที่ 13 หรือ 23 มิถุนายนที่จะถึงนี้อย่างแน่นอนเพราะ หากมติแพทยสภามีผลครบถ้วนตามกฏหมาย แสดงให้เห็นว่า การออกมาจากเรือนจำของนายทักษิณ ชินวัตร เพื่อทำการตรวจรักษามีลักษณะ“ป่วยทิพย์” หรือเป็นไปโดยทุจริต และมิชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากออกมาตรวจรักษาจำนวน 180 วัน ไม่มีการป่วยจริงในภาวะวิกฤต ที่อาจจะทำให้ถึงแก่ชีวิตได้  กรณีนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงมีเหตุจำเป็นจะต้องสั่งให้นายทักษิณ ชินวัตร  กลับไปรับโทษตามกฎหมายตามกำหนดเสียก่อน     

ดังนั้น การอ้างว่าถูกควบคุมตัว หรือรับโทษมาแล้ว 180 วัน หรือ 1 ใน 3 ของโทษที่เหลือนั้น หากไม่เกิดขึ้นจริงหรือเป็นไปโดยผิดขั้นตอนและระเบียบกฎหมาย  จะส่งผลให้นายทักษิณฯขาดคุณสมบัติหรือเป็นเหตุให้ไม่สามารถขอพระราชทานอภัยโทษในโทษที่เหลือ 1 ปีนั้นได้  เมื่อนายทักษิณฯขาดคุณสมบัติในการขอพระราชทานอภัยโทษ  การขอพระราชทานอภัยโทษจึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนบัญญัติของกฎหมาย จึงจำเป็นต้องกลับไปรับโทษที่เหลือ 1 ปีตามเดิม

นอกจากนี้ ผู้ป่วยภาวะวิกฤติ ที่จะอันตรายถึงแก่ชีวิต ต่อมาเมื่อภาวะวิกฤติที่จะอันตรายถึงแก่ชีวิตหมดไป  ก็ถือว่า ความจำเป็นที่จะต้องพักรักษาตัวภายนอกเรือนจำก็จะหมดไปด้วย เป็นหน้าที่ราชทัณฑ์จะต้องตรวจสอบและนำตัวผู้ป่วยที่มีอาการดีขึ้นกลับไปยัง โรงพยาบาลในเรือนจำหรือเข้าควบคุมในเรือนจำตามแต่อาการที่ปรากฎ ไม่ใช่ปล่อยให้พักอยู่ รพ. ภายนอกเรือนจำจนหายปกติ แข็งแรง ตีกอล์ฟ เต้นระบำ นวดหน้า ขึ้นเวทีปราศรัย ด่าใครต่อใครได้

อีกประการหนึ่ง กระบวนการการตรวจรักษาภายนอกเรือนจำ กรณีนี้ เป็นการควบคุม ตัวตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การออกไปรับการตรวจรักษาภายนอกเรือนจำ จะขออนุญาตศาลฯก่อน หากเป็นกรณีเร่งด่วนไม่สามารถขออนุญาตศาลเพื่อส่งตัว มาทำการตรวจรักษาภายนอกเรือนจำได้ในทันที ก็ต้องรายงานเพื่อขออนุญาตศาลฯส่งตัวไปตรวจรักษาเพื่อทุเลาโดยเร็วที่สุด ซึ่งในกรณีนี้  ก็ไม่มีการขออนุญาตต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามกฏหมายแต่อย่างใด  

จากกระบวนการการสอบสวนของแพทยสภา ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า ทำให้เห็นว่า นายทักษิณฯ ไม่ได้ป่วยเป็นเส้นเอ็นเปื่อยยุ่ย หรือเจ็บป่วยในภาวะวิกฤติที่อันอาจจะเกิดอันตรายแก่ชีวิต เอกสารการตรวจทางการแพทย์ มีเหตุและข้อควรสงสัยว่า ไม่ตรงความจริง  จึงได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ลงโทษดังกล่าว“

พล.ต.ท.ปิยะฯ กล่าว “แม้จะมีการพยายามอ้างกฏหมาย ระเบียบ ข้อบังคับของราชทัณฑ์ หรือกฎหมายของหน่วยงานอื่น ซึ่งเป็นอนุกฏหมาย ไม่อาจมาหักล้างหรือ เทียบเท่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายที่ออกโดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้  อีกทั้งการปฏิบัติตามกฏหมายย่อย ก็ยังปฏิบัติได้ไม่ครบถ้วน แสดงถึงข้อพิรุธที่เกิดขึ้นอย่างมากมาย ไม่ว่าจะ เป็นการส่งตัวคนไข้ออกจากเรือนจำโดยแพทย์ผู้รับผิดชอบยังไม่ได้ทำการตรวจคนไข้โดยตรง เพียงแค่สอบถามอาการจากพยาบาลเวรทางโทรศัพท์ เท่านั้น ตลอดจนหลักฐานทางเวชระเบียนพยาบาลที่ปรากฎในคอมพิวเตอร์ และรายการจ่ายค่ารักษาพยาบาลก็ไม่ได้มีรายละเอียดยืนยันการผ่าตัดใหญ่จากเจ็บป่วยร้ายแรง ที่ต้องรับการตรวจรักษาภาวะวิกฤตินานถึง 180 วัน หากกระทรวงยุติธรรม และกรมราชทัณฑ์ มีอำนาจเหนือศาล คำพิพากษาของศาลจะศักดิ์สิทธิ์ลงโทษผู้กระทำผิดตามโทษานุโทษได้อย่างไร เพราะเมื่อถึงขั้นการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษากลับมาการเบี่ยงเบนไปเช่นนี้ ระบบนิติรัฐของประเทศก็จะสูญเสียไป“

'เชียงราย' นบ.ยส.35 เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย 'SEAL - STOP - SAFE' ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย

เมื่อวานนี้ (11 มิ.ย.68) ที่ผ่านมา พลโท กิตติพงศ์ ชื่นใจชน ผบ.นบ.ยส.35 พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของหน่วยในพื้นที่ภายใต้โครงสร้าง นบ.ยส.35 โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนตามแผนปฏิบัติการ 'SEAL - STOP - SAFE' ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเชิงรุก

การตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมายในจังหวัดเชียงราย พะเยา และน่าน โดยมีรายละเอียดการลงพื้นที่ดังนี้:

ในช่วงเช้า ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขง (นรข.) เขตเชียงราย ณ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เพื่อประเมินผลการสกัดกั้นยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายตามแนวลำน้ำโขง ภายใต้ยุทธศาสตร์ 'SEAL'

ต่อมา ได้เดินทางไปยังด่านศุลกากรแม่สาย เพื่อติดตามมาตรการควบคุมการส่งออกสินค้าผ่านแดน และสารเคมีที่อาจใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตยาเสพติด พร้อมตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของหน่วย ณ จุดผ่านแดนแม่สาย 2 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ 'STOP' และ ได้ลงพื้นที่บ้านวังน้ำริน ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย เพื่อตรวจเยี่ยมและรับฟังการบรรยายสรุปการเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็งในการป้องกันยาเสพติด และการปฏิบัติงานของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ภายใต้ยุทธศาสตร์ 'SAFE'

ภาคบ่าย พลโท กิตติพงศ์ฯ เป็นประธานในการประชุมขับเคลื่อนการดำเนินงานของ นบ.ยส.35 โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานด้านความมั่นคง หน่วยงานพลเรือน สำนักงาน ป.ป.ส. และตำรวจเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อบูรณาการแนวทางปฏิบัติทั้งในระดับยุทธศาสตร์และภาคสนามให้มีเอกภาพ

ภายในงานมีการจัด กิจกรรม Workshop เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ และร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์ในพื้นที่จริง พร้อมระดมความคิดเห็นในการแก้ไขปัญหาและพัฒนามาตรการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมุ่งหวังให้เกิดการปฏิบัติที่ตอบโจทย์สภาพพื้นที่และนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม

ปัจจุบัน นบ.ยส.35 มีผลการดำเนินงาน ตั้งแต่ 1 ต.ค. 67 – 8 มิ.ย. 68 มีเหตุการณ์สำคัญ 165 ครั้ง เหตุการณ์  (ปะทะ 35 ครั้ง ตรวจยึด/จับกุม 129 ครั้ง)  จับกุมยาบ้า 238 ล้านเม็ดเศษ, ไอซ์ 14,049 กก., เฮโรอีน 376 กก., คีตามีน 1454 กก., Happy Water 4.8 กก., เคมีภัณฑ์  819 ตัน ผู้ต้องหา 174 คน เสียชีวิต 18 ศพ

เคทีซี จับมือ ททท. เดินหน้าแคมเปญ “เมืองน่าเที่ยว” หนุนสร้างรายได้ท่องเที่ยวในประเทศ 1.17 ล้านล้านบาท

(11 มิ.ย. 68) เคทีซี ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยหรือ ททท. ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง 55 จังหวัด ภายใต้แคมเปญ "เมืองน่าเที่ยว Year of Celebration" มอบส่วนลดพิเศษจากโรงแรมชั้นนำสูงสุด 55% และรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 500 บาท 

นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เคทีซีตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนแคมเปญ เมืองน่าเที่ยว Year of Celebration ให้บรรลุเป้าหมายในการสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท และผลักดันให้รายได้รวมด้านการท่องเที่ยวในปี 2568 อยู่ที่ 1.17 ล้านล้านบาท ตามที่ททท. ตั้งเป้าไว้ โดยเคทีซีพร้อมมอบสิทธิพิเศษเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง 55 จังหวัด สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนรับสิทธิ์ที่  https://www.ktc.co.th/promotion/hotel-resort/domestic-hotel/amazing-secondary-cities#Northern

สำหรับแคมเปญเมืองน่าเที่ยว Year of Celebration เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Amazing Thailand Grand Tourism & Sports Year 2025 โดยความร่วมมือของภาครัฐบาล เอกชน และพันธมิตรทุกส่วนร่วมผลักดันให้เมืองน่าเที่ยวกลายเป็นจุดหมายปลายทางใหม่ กระจายรายได้สู่ชุมชน และเสริมสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยให้อยู่ระดับสากล

'เอกนัฏ' เปิดภาพร่วมโต๊ะ ‘พีระพันธุ์-อัครเดช’ สร้างความเชื่อมั่น ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ต้องไปต่อ

'เอกนัฏ' เปิดภาพทานอาหารเที่ยง ร่วม ‘พีระพันธุ์-อัครเดช’ เพิ่มความเชื่อมั่นรวมไทยสร้างชาติ ย้ำ ‘พีระพันธุ์’ นั่งหัวหน้า ‘เอกนัฏ’ เลขา ‘อัครเดช’ โฆษก เหมือนเดิม

(11 มิ.ย.68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยภาพทานอาหารเที่ยงร่วมกับ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี เขต 4 และโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ  ผ่านเฟซบุ๊ก เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ (ขิง) ว่า

"ดีลใหม่ แต่ไม่ลับ ก๋วยเตี๋ยว ลูกชิ้น ของหัวหน้าฯ
เบอร์เกอร์ ของเลขาฯ #รทสช ไปต่อ
หัวหน้าฯชื่อ พีระพันธุ์
เลขาฯชื่อ เอกนัฏ
โฆษกฯชื่อ อัครเดช
เหมือนเดิมครับ
#รวมไทยสร้างชาติ #เลขาขิง"


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top