Thursday, 30 July 2026
Hard News Team

‘รัสเซีย’ โจมตี ‘ยูเครน’ ครั้งใหญ่สุดในรอบ 3 ปี โรงงานผลิตอาวุธ-คลังน้ำมัน-โครงสร้างพื้นฐานพังยับ

(11 มิ.ย. 68) กรุงเคียฟเผชิญการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนในปี 2565 โดยมีการโจมตีเป้าหมายสำคัญทางทหารและอุตสาหกรรมทั่วเมือง รวมถึงโรงพยาบาลแม่และเด็กในเมืองโอเดสซา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย และบาดเจ็บอีกหลายคน

กระทรวงกลาโหมรัสเซียยืนยันว่า การโจมตีแบบผสมผสานด้วยขีปนาวุธและโดรนครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมการบิน ขีปนาวุธ ยานเกราะ และโรงงานต่อเรือในเคียฟ โดยเฉพาะโรงงาน Artem, โรงงานหุ้มเกราะเคียฟ และคลังเชื้อเพลิงจรวดซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนัก ไฟยังคงลุกไหม้หลายชั่วโมงหลังถูกถล่ม

นอกจากนี้ โดรนและขีปนาวุธรัสเซียมากกว่า 200 ลำพุ่งเป้าโจมตีจุดยุทธศาสตร์ในเขต Vyshgorod, Boryspil, Bila Tserkva รวมถึงสนามบินทหารและคลังน้ำมันหลักของเคียฟ ทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมได้รับความเสียหาย ถนน เส้นทางรถไฟ และคลังสินค้าหลายแห่งถูกทำลาย

หนึ่งในจุดที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักคือคลังเก็บหัวรถจักร Darnitsa ซึ่งเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางทหารทางราง และฐานซ่อมบำรุงของยานเกราะที่เก็บรถถังและอาวุธหนัก ขณะที่วิดีโอจากภาคสนามเผยให้เห็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้เฮลิคอปเตอร์ Ka-32 พยายามควบคุมเพลิงในคลังเชื้อเพลิงกลางเมือง

ด้านประธานาธิบดีเซเลนสกี ประณามรัสเซียว่า “จงใจโจมตีหัวใจของชาติ” พร้อมเรียกร้องพันธมิตรเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรและสนับสนุนระบบป้องกันภัยทางอากาศเพิ่มเติม แม้จะมีความพยายามเจรจาสันติภาพเมื่อไม่นานนี้ แต่การโจมตีล่าสุดยิ่งตอกย้ำความตึงเครียดของสงครามที่ยังไม่มีจุดสิ้นสุด

รัสเซีย-เกาหลีเหนือ กลับมาเดินรถไฟระยะไกลสุดในโลกอีกครั้งในรอบ 4 ปี ระหว่างกรุงเปียงยาง-มอสโก เริ่ม 17 มิ.ย.นี้

(11 มิ.ย. 68) รัสเซียและเกาหลีเหนือเตรียมกลับมาให้บริการ เดินทางด้วยรถไฟโดยสารที่ระยะไกลสุดในโลกระหว่างกรุงเปียงยาง-มอสโก เริ่ม 17 มิถุนายนนี้ หลังระงับไปกว่า 4 ปี จากมาตรการปิดพรมแดนช่วงโควิด-19

รถไฟสายตรงดังกล่าวใช้เวลาเดินทาง 8 วัน โดยขาไปจะออกจากกรุงเปียงยาง วันที่ 17 มิถุนายน ถึงมอสโก วันที่ 25 มิถุนายน ส่วนขากลับจะออกจากกรุงมอสโก วันที่ 26 มิถุนายน ถึงเปียงยางวันที่ 4 กรกฎาคม ให้บริการเดือนละ 2 ครั้ง ในวันที่ 3 และ 17 ของทุกเดือน

สำหรับรถไฟจะให้บริการแบบไม่แวะจอดนอกกำหนด โดยจะมีจุดจอดตามเมืองใหญ่ในรัสเซียประมาณ 12 เมือง เช่น อีร์คุตสค์ ครัสโนยาสค์ โนโวซีบีสค์และเยคาเตรินบุร์ก โดยทางการรถไฟเกาหลีเหนือจะเป็นผู้ดำเนินการตู้โดยสารของตนเอง

ขณะที่ในวันที่ 19 มิถุนายนนี้ จะมีการกลับมาเปิดเดินรถไฟระหว่างเปียงยาง-ฮาบารอฟสค์ แบบรายเดือนเพิ่มเติมด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่สะท้อนความสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ

ทั้งนี้ ความร่วมมือรัสเซีย-เกาหลีเหนือแน่นแฟ้นขึ้นหลังสงครามยูเครน โดยมีรายงานว่า เกาหลีเหนือส่งกำลังสนับสนุนรัสเซียในแนวรบเมืองคูร์สก์ และได้ลงนามข้อตกลงความมั่นคงร่วมกันเมื่อปลายปี 2024

นครพนม​ -​ทหารไทย-ลาว ร่วมประชุมสานความร่วมมือชายแดน(นครพนม-คำม่วน) ยกระดับมาตรการปราบปรามยาเสพติดโดยใชัโดรน - ดูดทรายในแม่น้ำโขง

เมื่อวานนี้ (10 มิ.ย.68) ที่ห้องประชุมแขวงทางหลวงนครพนม บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 (นครพนม–คำม่วน) มีการจัดประชุมแลกเปลี่ยนการปฏิบัติงานร่วมกัน ครั้งที่ 5 ประจำปี 2568 ระหว่างคณะชุดประสานงานชายแดนไทย-ลาว โดยมี พันเอกศิวดล ยาคล้าย ผบ.กองบังคับการควบคุมที่ 1 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี และหน่วยงานความมั่นคงไทย ให้การต้อนรับ พันเอกบุนเลิด บุบผาวัน หน.การทหาร แขวงคำม่วน สปป.ลาว พร้อมคณะผู้แทนจาก สปป.ลาว

โดยทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันในการดำเนินการเพิ่มมาตรการเฝ้าตรวจอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) และหน่วยจะร่วมกันประสานการปฏิบัติหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ตามสายบังคับบัญชา สนับสนุนการปฏิบัติเพิ่มมาตรการเฝ้าระวัง เนื่องจากอาจเป็นอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ของกลุ่มขบวนการลำเลียงยาเสพติด หรือกลุ่มแอบแฝงการกระทำผิดกฎหมายพระราชบัญญัติอื่นๆ และอาชญากรรมต่างๆ ตามแนวชายแดนของทั้งสองประเทศ และจะส่งผลการตรวจสอบให้กันและกันทราบ เมื่อตรวจสอบทราบข้อเท็จจริงแล้ว 

ทั้งนี้ สองฝ่ายเห็นควรข้อตกลง ดำเนินการลาดตระเวนร่วมอย่างเป็นทางการ 3 เดือน/ครั้ง และจัดการประชุมพบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร 6 เดือน/ครั้ง โดยผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพ ทั้งเห็นควร ประสานงานร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเครือข่ายเป้าหมายยาเสพติด อย่างต่อเนื่อง กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีแผนการติดตามเป้าหมายบางรายคดียาเสพติด อีกฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าภาพร่วมมืออย่างรวดเร็วทันกับสถานการณ์

ให้ทั้งสองฝ่ายดำเนินการตรวจสอบกิจการท่าทรายของผู้ประกอบ หรือการจัดตั้งของบริษัทเหมืองแร่ (ดูดทราย)ตามแนวชายแดนแม่น้ำโขง ที่เห็นว่าดำเนินการไม่ถูกต้องตามระเบียบกฎหมายของแต่ละประเทศ รวมทั้งได้ส่งผลการตรวจสอบดังกล่าวให้กันและกันทั้งสองฝ่าย เมื่อมีการประสานขอรับทราบ และกรณีมีการละเมิดกฎหมายเกิดขึ้นทั้ง 2 ฝ่าย เห็นชอบร่วมกันตรวจสอบพื้นที่จริงบริเวณเขตแนวชายแดน ร่วมมือกันยุติปัญหาไว้ ณ แนวชายแดนที่ปรากฏภาพข่าว เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเป็นวงกว้างในพื้นที่ จ.นครพนม - แขวงคำม่วน 

ส่วนในข้อสุดท้ายของการประชุม คือสองฝ่ายเห็นควร ประสานการปฏิบัติผ่านกลไกชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดน หากมีการส่งตัวผู้ต้องหาข้ามแดน โดยบันทึกการประชุมฉบับนี้จัดทำขึ้น 4 ฉบับ เป็น 2 ภาษา ทั้งภาษาไทย และภาษาลาว แต่ละฝ่ายจัดเก็บไว้ 2 ฉบับ เพื่อเป็นนโยบายในการปฏิบัติต่อไป

ภายหลังการประชุม คณะทหารทั้งสองประเทศได้เดินทางไปร่วมกิจกรรมโครงการ “หมู่บ้านเข้มแข็งคู่ขนานตามแนวชายแดน” ณ วัดพระบาทเวินปลา อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยมีการมอบพันธุ์ปลานิลจิตรดา 3,000 ตัว พร้อมพันธุ์ไม้พยูง ไม้สัก และไม้มะฮอกกานี รวม 400 ต้น และร่วมกันปลูกต้นไม้เพื่อสร้างชุมชนชายแดนที่เข้มแข็งอย่างยั่งยืน

3 สส. ชุมพร ยันยังอยู่กับ รทสช. เหตุฐานเสียงหนุน พีระพันธุ์-เอกนัฏ แจงที่มาลายเซ็นเป็นการลงชื่อเข้าร่วมประชุม ไม่ได้เซ็นให้ ปรับ ครม.

(11 มิ.ย.68) นายวิชัย สุดสวาสดิ์ สส.ชุมพร พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวภายหลังที่ก่อนหน้านี้ออกมาปฏิเสธกรณีมีลายเซ็นตนเองรวมอยู่ในรายชื่อ 21 สส.รทสช. ที่เสนอนายกรัฐมนตรีปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัดส่วนของพรรค ลายเซ็นดังกล่าวมาได้อย่างไรว่า ปกติการเซ็นชื่อในพรรคจะมีการเซ็นเป็นปกติ เช่น เซ็นชื่อเข้าร่วมการประชุม หรือเซ็นชื่อรับของต่าง ๆ จากพรรค อย่างเช่นปฏิทิน ยืนยันตนไม่ได้เซ็นชื่อเสนอปรับครม. เพราะไม่ใช่หน้าที่ของตน และจะทำอะไรต้องถามประชาชนในพื้นที่ก่อน เพราะตนเป็นตัวแทนของประชาชน ไม่สามารถทำอะไรขัดกับประชาชนได้ ส่วนการเสนอปรับครม.เป็นหน้าที่ดำเนินการของหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และอำนาจตัดสินใจสูงสุดอยู่ที่นายกรัฐมนตรี และตนขอตั้งข้อสังเกตว่าทำไมเอกสารเสนอปรับ ครม.ถึงมี 2 ฉบับ ทำไมต้องมีชื่อแนบ ทำไมไม่อยู่ในฉบับเดียวกัน ขอยืนยันอีกครั้งตนไม่ได้เซ็นชื่อเสนอปรับครม. และตนยังอยู่กับพรรค รทสช.ไม่ไหวแน่นอน 

ทั้งนี้มีรายงานข่าวว่า จากกรณีปรากฏภาพ 3 สส.ชุมพร ไปดื่มกาแฟกับ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมช.พาณิชย์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรค รทสช. และนางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ สส.บัญชีรายชื่อ นั้น เป็นการไปพูดคุยเรื่องราคาปาล์มและราคายาง เนื่องจากนายสุชาติเป็น รมช.พาณิชย์ รายงานข่าวยืนยันว่า สส.ชุมพรทั้ง 3 คน ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับความขัดแย้งภายในพรรค ซึ่งทั้ง 3 คน ยังยืนยันอยู่กับ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะเลขาธิการพรรค รทสช. อีกทั้งฐานเสียงในพื้นที่ยังให้การสนับสนุนนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกฯและรมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรค และนายเอกนัฏด้วย จึงทำให้ไม่สามารถเข้าร่วมกลุ่มของนายสุชาติได้ เพราะจะทำให้คะแนนเสียงที่จะใช้ในการเลือกตั้งครั้งหน้าหายไป ส่วนการเซ็นชื่อ เป็นการเซ็นชื่อเพื่อเข้าร่วมประชุม ไม่ได้มีเอกสารเสนอนายกรัฐมนตรีปรับ ครม. แนบท้ายในการเซ็นชื่อดังกล่าวแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสส.ชุมพร 3 คนประกอบด้วย นายวิชัย สุดสวาสดิ์ สส.เขต 1 , นายสันต์ แซ่ตั้ง สส.เขต2  และนายสุพล จุลใส สส.เขต 3 ซึ่งทั้ง 3 คนยืนยันอยู่กับพรรค รทสช. ทำให้กลุ่มสส.ในรายชื่อ 21 คน เหลือเพียง 18 คน

ทูตจีนกล่าวอำลาไทย ยกเป็น 4 ปีแห่งมิตรภาพ ขอบคุณน้ำใจช่วงวิกฤต ย้ำ ‘จีนไทยพี่น้องกัน’

(11 มิ.ย. 68) นายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้เผยแพร่บทความ 'จีนไทยพี่น้องกัน ร่วมกันมุ่งสู่อนาคต' ในหนังสือพิมพ์ไทยหลายฉบับ โดยกล่าวถึงความประทับใจตลอด 4 ปีของการทำหน้าที่ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นในอนาคตอันสดใสของความสัมพันธ์จีน-ไทย

ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 เอกอัครราชทูตหานยกย่องน้ำใจของคนไทยและความช่วยเหลือที่สองประเทศมีให้กัน พร้อมระบุว่า “ความร่วมมือในยามยาก” ได้ทำให้มิตรภาพระหว่างประชาชนแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงพลังของความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้อง

นายหาน จื้อเฉียง ยังเน้นย้ำถึงการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว เช่น การจ้างงานในนิคมอุตสาหกรรม WHA และการส่งออกทุเรียนไทยไปจีน ซึ่งล้วนสะท้อนความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมและสร้างประโยชน์ให้กับทั้งสองประเทศ

ในด้านวัฒนธรรม นายหานชื่นชมการแลกเปลี่ยนที่เติบโตต่อเนื่อง ทั้งยุคฟรีวีซ่า ความนิยมของภาพยนตร์ไทยในจีน และการเรียนภาษาจีนในไทย ซึ่งมีนักเรียนกว่า 1 ล้านคน ถือเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างความเข้าใจและความผูกพันของประชาชนทั้งสองชาติ

ทั้งนี้ ในวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต หาน จื้อเฉียง ย้ำว่าจีน-ไทยยังคงเคารพ ไว้วางใจ และสนับสนุนกันอย่างมั่นคง พร้อมเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์นี้จะเดินหน้าสู่อนาคตที่สดใสและยั่งยืน ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เชียงใหม่- 'วีระศักดิ์' อดีต รมว. ท่องเที่ยวและกีฬา บรรยายพิเศษ 'ทิศทางการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่'

สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ จัดบรรยายพิเศษ 'ทิศทางการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่' เพื่อนำคำชี้แนะมาพัฒนาต่อยอด และยกระดับ ของสมาคม และการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่

เมื่อวานนี้ (10 มิ.ย.68) ณ โรงแรมศิริปันนา วิลล่า รีสอร์ท แอนด์ สปา เชียงใหม่  นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ในวาระสมัย ปี 2568-2570 , ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพ,อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บรรยายพิเศษ “ทิศทางการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่”โดยมีนายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวต้อนรับ พร้อมทั้งเจ้าภิคินัย ณ เชียงใหม่ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ และที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่, นายกสมาคมและตัวแทนสมาคมพันธมิตรที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่, พะเยา ส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมรับฟังบรรยาย นำคำชี้แนะ ไปพัฒนาต่อยอด และยกระดับของสมาคมในจังหวัดเชียงใหม่

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า การที่นักท่องเที่ยวชาวจีนลดลง เป็นปกติที่พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจะเปลี่ยนไปค้นหาที่เที่ยวใหม่ๆ ประสบการณ์ท่องเที่ยวใหม่ๆ ส่วนนักท่องเที่ยวที่ยังเข้ามาเยือนประเทศไทยอยู่นั้นเป็นกลุ่มสำคัญที่เราจะต้องทำความเข้าใจกับเขาให้มากขึ้นด้วยเช่นกัน  อย่างไรก็ตามไม่ฝากความหวังไว้กับตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป โดยจะต้องมีการค้นหาตลาดใหม่เพิ่มเติมด้วยเช่นกัน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของการท่องเที่ยวไทยให้มั่นคงมากขึ้น 

โดยจะต้องบูรณาการทุกภาคส่วนทั้งส่วนราชการ ภาควิชาการ ภาคธุรกิจ รวมถึงผู้ประกอบการในพื้นที่ในการจัดทำศูนย์ข้อมูลกลางรวบรวมจุดเด่นของแต่ละพื้นที่ แบ่งบทบาท แบ่งหน้าที่ในการสื่อสารประชาสัมพันธ์ไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวตามกลุ่มเป้าหมาย หรือภาคธุรกิจอื่นๆ ที่อยากเชื่อมโยงธุรกิจท่องเที่ยวกับเราอย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่แข่งแย่งกัน

นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า เศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ รายได้ของจังหวัดเชียงใหม่70% มาจากการท่องเที่ยว ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่มีความสำคัญ เป็นหน้าที่ที่เรามาจับมือคนรอบข้างแล้วเข้าไปมีส่วนร่วมกับสังคม เข้าไปมีส่วนร่วมกับหลายๆภาคส่วนที่จะร่วมกัน เพื่อที่จะมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือการทำให้เมืองเชียงใหม่เป็นเมืองที่เป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญด้านการท่องเที่ยว

นายศุภมิตร กิจจาพิพัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ จัดบรรยายพิเศษ“ทิศทางการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่” โดยผู้ทรงคุณวุฒิ คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ในหัวข้อ การสร้างอัตลักษณ์ใหม่ของการท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับ Soft Power (5Fs),แนวทางการยกระดับผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่มีมาตรฐานและแหล่งท่องเที่ยวที่ปลอดภัย เพื่อรองรับกลุ่มนักเดินทางเชิงสุขภาพ และกลยุทธ์การตลาดเชิงรุก Destination Marketing  พร้อมทั้งมีการหารือร่วมกับภาครัฐ และภาคเอกชน ด้านการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่อีกด้วย

การจัดงานบรรยายพิเศษ "ทิศทางการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่"ในวันนี้ เพื่อรับฟังวิสัยทัศน์จากผู้เชี่ยวชาญ และร่วมหารือ ในประเด็น การสร้างอัตลัษณ์ใหม่ของการท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับ Soft Power (5Fs) โดยให้ความสำคัญกับ Food-Festival-Fun ที่โดดเด่นของเชียงใหม่
- Food (อาหารพื้นถิ่น/ เทศกาลอาหารฮาลาล/ สตรีทฟู๊ด/ ผักผลไม้ GI/ มิชลิน)
- Festival (Big 5: งานไม้ดอก/ สงกรานต์/ pride and mu month/ ยี่เป็ง/ design week)
- Family & Fun (กลุ่มครอบครัว/ csr/ team building)

แนวทางการยกระดับสินค้า และผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่มีมาตรฐานและแหล่งท่องเที่ยวที่ปลอดภัย และกลยุทธ์การตลาดเชิงรุก Destination Marketing การเข้าร่วมงาน Trade Show เช่น ITB, WTM , TTM+ รวมถึงออกแบบแพคเก็จการท่องเที่ยวแบบครบวงจรสำหรับกลุ่มนักเดินทางต่างประเทศ เช่น Chiang Mai Pass, TAGTHAi Pass เป็นต้น สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งในเรื่องของการยกระดับสินค้าและผลิตภัณฑ์ด้านการท่องเที่ยวให้มีมาตรฐานและความปลอดภัยทั้งในการท่องเที่ยวและนักท่องเที่ยวที่มาเยือนในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง
          
หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการบรรยายในวันนี้ จะได้รับคำชี้แนะ การพัฒนาต่อยอด และยกระดับของสมาคมในจังหวัดเชียงใหม่ อีกทั้งจะเกิดประโยชน์กับทุกท่าน และ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมให้การสนับสนุนทางจังหวัด  สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่, สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่, องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ และเทศบาลนครเชียงใหม่ อย่างเต็มที่

นางพัศลินทร์ เศวตรัตน์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ กล่าวว่า สถานการณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ นักท่องเที่ยวชาวไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้น ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติ อย่างเช่น นักท่องเที่ยวจีนมีลดลงบ้างเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สอดคล้องกับภาพรวมของประเทศที่นักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมาเยือนประเทศไทยลดน้อยลง 

อย่างไรก็ตามทาง ททท. ยังดำเนินการกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องผ่านการจัดแคมเปญ “สวัสดีหนีห่าว” ซึ่งเป็นการเชิญบริษัทนำเที่ยวรวมถึงอินฟลูเอ็นเซอร์จากจีนเข้ามาสำรวจบรรยากาศการท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเข้ามายังประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น

กัมพูชาโกยรายได้จาก ‘คอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์’ พุ่งแตะ 6.2 แสนล้านบาทต่อปี เพิ่มขึ้น 85% จากปี 67

(11 มิ.ย. 68) กรมสรรพากรของกัมพูชาเปิดเผยว่า รายได้จากแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ในประเทศสูงถึง 60% ของ GDP หรือประมาณ 620,000 ล้านบาทต่อปี กลายเป็นแหล่งรายได้หลักของรัฐบาล แซงหน้าอุตสาหกรรมสิ่งทอซึ่งเคยเป็นรายได้หลักดั้งเดิมของประเทศ

ในปี 2024 กัมพูชาเก็บภาษีจากธุรกิจกาสิโนและการพนันรวม 63.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2,061 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 85% จากปีก่อนหน้า โดยมีกาสิโนที่ได้รับใบอนุญาต 195 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่บริเวณชายแดน เช่น บาเวตและปอยเปต เพื่อรองรับนักพนันต่างชาติ โดยเฉพาะชาวไทย

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากองค์กรต่างประเทศชี้ว่า อุตสาหกรรมอาชญากรรมไซเบอร์ในกัมพูชามีผู้เกี่ยวข้องกว่า 150,000 คน และเชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์ข้ามชาติจากกว่า 70 ประเทศ โดยมีการฟอกเงินผ่านธุรกิจพนัน ส่งผลให้รัฐบาลฮุน เซน ถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือได้รับผลประโยชน์ทางตรงและทางอ้อม

ทั้งนี้ ภายใต้แรงกดดันจากข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา กองทัพไทยได้ใช้มาตรการตัดไฟฟ้า สัญญาณอินเทอร์เน็ต และจำกัดการข้ามแดน เพื่อกดดันอุตสาหกรรมผิดกฎหมาย ซึ่งถือเป็นรายได้หลักของกัมพูชา แม้รัฐบาลจะปฏิเสธความเกี่ยวข้อง แต่รายงานระบุว่ารายได้จากกิจกรรมเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้ในโครงการของรัฐและการควบคุมทางการเมืองภายในประเทศ

‘เจ็ทสตาร์เอเชีย’ ประกาศหยุดกิจการ 31 ก.ค.นี้ ปิดตำนานสายการบินโลว์คอสต์ ของสิงคโปร์

(11 มิ.ย. 68) เจ็ทสตาร์เอเชีย (3K/JSA) สายการบินต้นทุนต่ำแบรนด์เจ็ทสตาร์ (Jetstar) สัญชาติสิงคโปร์ ซึ่งมีการปฏิบัติการจากฐานการบินที่ท่าอากาศยานสิงคโปร์ชางงี (SIN) ไปยังจุดบินหลายแห่งในเอเชีย รวมถึงหลายจุดบินในประเทศไทย แจ้งว่าจะหยุดกิจการเป็นการถาวรตั้งแต่ 31 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป

สายการบินแจ้งว่าการตัดสินใจนี้เป็นไปด้วยความยากลำบาก และเกิดขึ้นหลังจากการทบทวนการทำการของสายการบินที่เผชิญความท้าทายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยต้นทุนในการปฏิบัติการในภูมิภาคที่เพิ่มสูงขึ้น

เจ็ทสตาร์เอเชียจะยังคงทำการบินโดยค่อย ๆ ลดความถี่ลงนับแต่นี้ไปจนถึง 31 กรกฎาคม 2568 และจะติดต่อผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

การตัดสินใจนี้ ไม่มีผลกระทบกับเที่ยวบินของสายการบินเจ็ทสตาร์แอร์เวย์ส(JQ) และเจ็ทสตาร์เจแปน(GK)

เจ็ทสตาร์ เป็นแบรนด์สายการบินต้นทุนต่ำในกลุ่มแควนตัส กรุ๊ป ของออสเตรเลียโดยมีการตั้งสายการบินแบรนด์เจ็ทสตาร์ในประเทศต่าง ๆ ทั้ง เจ็ทสตาร์แอร์เวย์ส(JQ) ในออสเตรเลีย เจ็ทสตาร์เจแปน(GK) ในญี่ปุ่น และเจ็ทสตาร์เอเชีย(3K) ซึ่งมีสัญชาติสิงคโปร์

เจ็ทสตาร์เอเชีย(3K) ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 19 พฤศจิกายน 2547 และเริ่มปฏิบัติการเมื่อ 13 ธันวาคม 2547 หรือ 20 ปีมาแล้ว ปัจจุบันมีฝูงบินเป็นเครื่องบิน แอร์บัส เอ320 จำนวน 13 ลำ ให้บริการไปยังจุดบิน 18 แห่ง

สำหรับผู้โดยสารในตลาดประเทศไทย ปัจจุบันนั้นเจ็ทสตาร์เอเชียให้บริการเที่ยวบินระหว่างสิงคโปร์กับ กรุงเทพฯ สุวรรณภูมิ ภูเก็ต และกระบี่ โดยในอดีตเคยให้บริการมายังหาดใหญ่และอู่ตะเภาด้วย

‘หมอแอร์’ ใช้ชื่อคนตาย 370 คน รับยานอนหลับ คาดมี 6 หมอเอี่ยว พบเงินหมุนเวียนกว่า 400 ล้าน

(10 มิ.ย. 68) ‘หมอแอร์’ งานเข้าซ้ำ ชื่อคนตาย 370 คน โผล่รับยานอนหลับ คาดมี 6 หมอเอี่ยวด้วย อึ้งเงินหมุนเพิ่ม 400 ล้าน ลุยตรวจสอบคลินิก 11 แห่งพรุ่งนี้

จากกรณีตำรวจและ อย.เข้าตรวจสอบคลินิกสั่งซื้อยานอนหลับ ก่อนเชื่อมโยงถึง หมอแอร์ พ.ต.อ.พญ.อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล พร้อมจับกุมชายรายหนึ่ง ซึ่งรับเป็นผู้ดูแลห้องพักภายในแฟลตตำรวจ พร้อมยึดของกลางกลุ่มยานอนหลับ ที่บรรจุอยู่ในกล่องลังกว่า 10 กล่อง เบื้องต้นพบเงินหมุนเงินกว่า 80 ล้านบาท โดยโรงพยาบาลตำรวจมีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน

ล่าสุดวันที่ 10 มิ.ย.68 ที่กระทรวงสาธารณสุข ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้ช่วย รมว.สาธารณสุข เปิดเผยว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับโรงพยาบาลตำรวจ เพียงแต่ หมอแอร์ เป็นหมอประจำโรงพยาบาลตำรวจ โดยโรงพยาบาลตำรวจมีคำสั่งให้ออกจากราชการแล้ว

ดร.ธนกฤต กล่าวว่า จากการตรวจสอบได้รับการรายงานว่า ผู้ป่วยที่มารับยาที่คลินิก มีสถานะเสียชีวิต ตามข้อมูลทะเบียนราษฎร์ ก่อนที่จะรับยาตั้งแต่ปี 2567 จำนวน 250 คน และปี 2568 จำนวน 120 คน ช่วง 2 ปีนี้พบคนถูกสวมเอกสาร 370 คน

นอกจากนี้คาดว่าจะมีหมอที่เกี่ยวข้องไม่น้อยกว่า 5-6 ราย โดยในวันที่ 11 มิ.ย. จะเข้าตรวจค้นคลินิกเพิ่มเติมอีก 11 แห่ง ที่อาจเชื่อมโยง โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จะดำเนินการตรวจสอบ และจะแถลงข่าวการจับกุมเวลา 10.00 น. ที่กองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.)

ดร.ธนกฤต กล่าวว่า สำหรับแพทย์หญิงคนนี้ถูกจับกุมตัวแล้วที่บ้านพักย่านราชดำริ กรุงเทพฯ เมื่อตรวจสอบพบเส้นทางการเงินพบมีความผิดปกติ โดยมีเงินหมุนเวียนในบัญชีกว่า 80 ล้านบาทและไม่พบแหล่งที่มาชัดเจน อีกทั้งยังมีเส้นทางการเงินร่วมกับบุคคลอื่นอีกกว่า 400 ล้านบาท ซึ่งเข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงินและยาเสพติด

“เบื้องต้นพบว่าอาจมีการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดประเภท 2 และ 4 ซึ่งถือเป็นความผิดร้ายแรง และได้มีการประสานไปยังแพทยสภาเพื่อสอบสวนและดำเนินการตามขั้นตอน หากพบความผิดชัดเจน อาจนำไปสู่การเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแพทย์”

‘ฮุน เซน’ โพสต์เดือด!..ท้าทายไทยจับกุมนักเคลื่อนไหว สวมชุดเครื่องแบบทหารเขมร ปลุกปั่นสถานการณ์ชายแดน

(10 มิ.ย. 68) สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานองคมนตรีและประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์ข้อความรุนแรงผ่านเฟซบุ๊ก Samdech Hun Sen of Cambodia เรียกร้องให้ทางการไทยจับกุมนักเคลื่อนไหวฝ่ายค้านกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในไทย โดยกล่าวหาว่าเป็น “คนทรยศชาติ” ที่สมคบคิดกับศัตรูเพื่อทำลายประเทศตัวเอง และท้าทายว่าหากไทยไม่มีส่วนรู้เห็น ก็ควรกล้าหาญจับกุมส่งกลับกัมพูชา

สมเด็จฯ ฮุน เซน อ้างอิงแถลงการณ์จากคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ที่ชี้เป้าบัญชีโซเชียลมีเดีย TikTok "Amy Richard310" และเฟซบุ๊ก "Piseth P G EM" ว่าเผยแพร่ข้อมูลเท็จและวิดีโอโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อบ่อนทำลายกองทัพและสร้างความเข้าใจผิดให้สาธารณชน โดยระบุว่าบุคคลเบื้องหลังคือ นายเอม พิเศฐ (Em Piseth) อายุ 37 ปี หัวหน้าเครือข่ายเยาวชนกัมพูชาทั่วโลกในประเทศไทย

ทางการกัมพูชากล่าวหาว่า นายเอม พิเศฐ ซึ่งเดิมเป็นชาวจังหวัดพระวิหารและปัจจุบันอาศัยอยู่ที่กรุงเทพมหานคร มีการสวมเครื่องแบบทหารปลอมอย่างผิดกฎหมาย และใช้โซเชียลมีเดียโพสต์เนื้อหาเชิงลบ กุเรื่องขึ้นเพื่อต่อต้านรัฐบาลกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง 

ขณะเดียวกัน พลเอกเตีย เซ็ยฮา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ปฏิเสธข่าวลือที่ถูกเผยแพร่ในคลิปดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง โดยยืนยันว่ากัมพูชาไม่ได้ถอนทหารออก และเตือนนายเอมให้หยุดการกระทำดังกล่าว พร้อมกล่าวว่า “คุณไม่ใช่ทหาร คุณไม่ได้อยู่ในกัมพูชา อย่าสร้างปัญหาให้มากนัก... ไม่มีใครเชื่อคุณอีกแล้ว” โดยโฆษกตำรวจกรุงพนมเปญจึงเตือนประชาชนให้ใช้วิจารณญาณรอบคอบ ไม่หลงเชื่อข้อมูลที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงชัดเจน และงดแสดงความคิดเห็นที่อาจสร้างความสับสน

ขณะนี้ทางการกัมพูชาอยู่ระหว่างสอบสวนและจะดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย พร้อมขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐเท่านั้น และขอให้อยู่ในความสงบเชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาของรัฐบาล กรณีนี้สะท้อนความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างรัฐบาลกัมพูชากับกลุ่มนักเคลื่อนไหวฝ่ายค้านที่หลบหนีไปอยู่ในต่างประเทศ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top