Friday, 31 July 2026
Hard News Team

‘เอกนัฏ’ ข้องใจ 21 สส. รทสช. ปมร่อนเอกสารบีบปรับครม. ไล่เช็กรายตัว จริงหรือมั่ว!! ขณะที่ ‘เฮ้ง’ เมินรับสาย ซัด คนเสียประโยชน์ ป่วนให้แตกแยก

เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ (10 มิ.ย. 68) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ถึงปัญหาภายในพรรคว่า ในพรรคไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไป ยังเหมือนยังเดิม

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีมีเอกสารรายชื่อ 21 สส.ส่งถึงนายกฯ ขอปรับครม. เป็นเพราะคุยกันในพรรคไม่รู้เรื่องหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ในข้อเท็จจริงทั้งตนและนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกฯและรมว.พลังงาน รู้ดีว่าในภารกิจการทำงานที่กระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม ต้องเจออะไรบ้าง แต่เราต้องมุ่งมั่นภารกิจของเรา

ส่วนข่าวเรื่องเอกสารที่ออกมา ขอตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเอกสารจริงหรือไม่ และยังไม่ทราบว่ามีการยื่นเอกสารให้กับนายกฯจริงหรือไม่ เพราะมีข้อพิรุธหลังจากมีเอกสารออกมาแล้ว พบว่าสส.หลายคนออกมาปฏิเสธ เช่น สส.ชุมพร 3 คนที่ออกมาพูดเพราะเอกสารออกไปแล้วทำให้คนเข้าใจผิด

นอกจากนั้นยังเห็นสิ่งผิดปกติของลายเซ็น ที่บางคนออกมาปฏิเสธ รวมถึงในเนื้อความเขียนว่า รัฐมนตรีของพรรครวมไทยสร้างชาติไม่มีความรู้ความสามารถ ขาดจริยธรรม และลงชื่อนายสุชาติ ชมกลิ่น รมช.พาณิชย์ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีของพรรค ลำดับแรก รับรอง จึงไม่ทราบข้อเท็จจริงว่านายสุชาติได้เห็นและลงนามในเอกสารจริงหรือไม่

ถ้าลงลายมือชื่อก็เท่ากับรับรองและด่าตัวเองว่าไม่มีความรู้ ความสามารถ และต้องไปถามนายสุชาติว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เท่าที่ดูหลายลายเซ็นไม่ตรงกับเอกสารที่ใช้ในราชการ สส.คนอื่นที่สมัครสมาชิกพรรคลายเซ็นไม่ตรงบางคนเซ็นแค่ตัวอักษรนำ ซึ่งผิดวิสัยเอกสารสำคัญ เช่น เขียนตัวพีตัวเดียว

ทั้งนี้ ตนยังไม่เห็นเอกสารตัวจริง และเรื่องในพรรคต้องไปจัดการในพรรค ไม่เกี่ยวกับเสถียรภาพ แต่ไม่เคยเห็นมีการไปเซ็นเอกสารที่ต่อว่าหัวหน้าพรรค เลขาฯ ที่ท้าทายกดดันนายกฯ ให้ปรับครม.ที่มีใจความในลักษณะนี้

เมื่อถามว่าเรื่องนี้ได้พูดคุยกับนายพีระพันธุ์ หรือยัง นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตอนนี้ให้โอกาสและขอสื่อสารผ่านสื่อว่าขอให้ทำให้โปร่งใส ใครที่มีรายชื่อปรากฏในเอกสารดังกล่าว ที่ไม่ได้มีเจตนากดดันนายกฯ ไม่ได้มีเจตนาด่ารัฐมนตรีของพรรค ไม่มีความรู้ความสามารถจริยธรรม ก็ต้องออกมาชี้แจง

โดยตนได้พูดคุยกับสส.ทีละคนตั้งแต่มีภาพปรากฏไปรวมตัวกัน และมีข่าวจะย้ายพรรคขณะที่ส.ส. ก็ออกมาประกาศว่าไม่เป็นความจริง และวงที่คุยไม่ใช่เรื่องการย้ายพรรค เหตุการณ์ครั้งนี้ที่มีรายชื่อก็เช่นเดียวกัน ที่ขอตั้งข้อสังเกตและชวนสื่อไปดูว่าใครที่อยู่เบื้องหลังเอกสารดังกล่าว วันนี้เมื่อมีคนออกมาปฏิเสธไม่ต่ำกว่า 3-4 รายชื่อ จาก 21 รายชื่ออย่างนี้เรียกว่าเป็นเอกสารเถื่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่ามองว่าใครเป็นคนดำเนินการเอกสารดังกล่าว เลขาฯรทสช.กล่าวว่า ยังไม่ทราบว่าใครเป็นคนรวบรวมรายชื่อ แต่ตั้งข้อสังเกตว่าการทำงานของทั้งตนและนายพีระพันธุ์ เราไปสร้างศัตรูไว้เยอะ ก่อนหน้านี้มีการไปลงขันกันด้วยเงินหลายร้อยล้านบาท หลังจากโรงงานที่ตนไปยกเลิกและปิดโรงงาน ซึ่งการลงทุนฆ่าหรือย้ายตนง่ายกว่าไปปรับคุณภาพโรงงาน เพราะภารกิจของเขา คือต้องการเอาตนเอาออกตำแหน่งให้ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่ากระแสข่าวที่ทำเช่นนี้เพื่อขอให้ขับออกจากพรรคหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ถ้าใครเห็นว่าจุดยืนและอุดมการณ์ของพรรค ไม่เป็นไปตามอุดมการของเขาก็มีสิทธิ์ลาออก แต่ตราบใดที่เป็นสมาชิกของพรรค ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของพรรค

เมื่อถามย้ำว่าคนที่ลาออก อาจจะขาดสมาชิกภาพ จึงต้องการให้พรรคขับออก นายเอกนัฏ กล่าวว่า ต้องย้อนดูว่าการกระทำที่มีความผิดต่อพรรคร้ายแรง เช่น การผิดจริยธรรมร้ายแรงและการบิดเบือนเอกสาร การปลุกปั่นทำให้เกิดความแตกแยกภายในพรรคเพื่อหวังผลใดๆ และสิ่งเหล่านี้อาจมีผลทำให้ขาดสมาชิก และขอให้กลับไปอ่านข้อบังคับพรรคดูดีๆ

คนที่ปรากฏลงลายมือชื่อ ให้ไปถามสส.ว่าได้ลงลายมือชื่อจริงๆหรือไม่ ส่วนที่มีชื่อของนายสุชาติ ก็ต้องไปถามนายสุชาติ เพราะตนโทรไปไม่รับ แต่สส.คนอื่นที่ตนโทรไปรับและระบุว่าไม่มีอะไร เช่นนายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง สส.ชลบุรี ยังระบุว่ารักพรรคเหมือนเดิม ไม่น่าจะมีอะไร แต่หากทำอะไร ไม่ถูกต้องก็อาจขาดสมาชิกภาพที่ขัดข้อบังคับพรรค โดยไม่ต้องใช้มติกรรมการบริหารพรรคขับออกได้

“ขอตั้งข้อสังเกตว่าแปลกหรือไม่ ที่ใครจะเซ็นชื่อตัวเองมาปลดตัวเอง โดยให้เหตุผลว่าตัวเองขาดคุณสมบัติ ถามว่าใครจะไปเซ็นรับรองข้อความนั้น” นายเอกนัฏ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่านายกฯเปิดโอกาสให้แต่ละพรรคเสนอชื่อปรับครมในส่วนของพรรค จะปรับหรือไม่ไหน นายเอกนัฏ กล่าวว่า ปรับหรือไม่ปรับ ต้องรอสัญญาณจากนายกฯก่อนเพราะนายกฯจะเป็นคนลงนามภายใต้สัญญาที่มีให้กัน ส่วนจะปรับหรือไม่ปรับอย่างไรเป็นกลไกของแต่ละพรรค ขอให้เป็นไปตามการตัดสินใจของกรรมการบริหารพรรค เพราะบ้านมีกฎบ้าน เมืองมีกฎเมืองทุกอย่างมีกติกาอยู่

เมื่อถามว่าใน 21 รายชื่อ มีใครที่ไม่ได้เซ็นชื่อจริงได้ตรวจสอบหรือยัง นายเอกนัฏ กล่าวว่า มีทยอยมาชี้แจง แต่ยังไม่ได้พูดคุยในเรื่องนี้ จึงเกิดข้อสงสัยว่าได้ยื่นเอกสารจริงหรือไม่ และที่ตนได้พบกับนายกฯ เมื่อตอนเช้า ก็พูดถึงเรื่องของเกษตรกรชาวไร่อ้อย ซึ่งนายกฯ ให้กำลังใจในทุกเรื่องและที่ผ่านมาก็สนับสนุนการทำงานของตนตลอดมา

เมื่อถามว่ามองอย่างไรที่มีปรากฏการณ์ความแตกแยกภายในพรรค มาเป็นระยะ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ได้เตรียมใจไว้แล้ว ตนเป็นคนยอมหัก ไม่ยอมงอ การทำงานของตนอาจจะไปเหยียบเท้าใครก็ได้ จึงทำทุกวิธีการในการจัดการ คนแทงจากข้างนอกอาจเห็นว่าไม่เจ็บเท่าข้างใน จึงต้องมาป่วนข้างใน

เชื่อว่าคนที่ขัดผลประโยชน์สร้างเรื่องเพื่อให้เกิดความแตกแยก ตนเชื่อว่าเป็นอย่างนั้น ที่ผ่านมากรรมการบริหารพรรคได้สื่อสารพูดคุยกับสส.ที่มีการประชุมมาตลอดไม่มีปัญหา

เครื่องบินรบจีน J-36 เผยโฉมดุจหนังไซไฟ ผู้เชี่ยวชาญยกให้ น่าสนใจสุดในรอบหลายสิบปี

(10 มิ.ย. 68) ภาพล่าสุดของเครื่องบินรบล้ำยุค J-36 และ J-50 ของจีน จุดกระแสถกเถียงอีกครั้งถึงความก้าวหน้าทางอากาศของปักกิ่งในเวทีโลก โดยผู้เชี่ยวชาญหลายคนชี้ว่า จีนกำลังเข้าใกล้การครองความเป็นใหญ่ด้านอำนาจทางอากาศในยุคถัดไป

บิล สวีทแมน ผู้เชี่ยวชาญด้านอากาศยานให้สัมภาษณ์กับ South China Morning Post ว่า “ดีไซน์ของ J-36 และ J-50 นั้นน่าทึ่งยิ่งกว่าภาพยนตร์ฮอลลีวูด” พร้อมยกย่องว่าเป็น “หนึ่งในเครื่องบินรบที่น่าสนใจที่สุดในรอบหลายทศวรรษ”

ปีเตอร์ เลย์ตัน อดีตนายทหารอากาศของออสเตรเลีย ระบุว่า J-36 มีความสามารถด้านล่องหน ระยะปฏิบัติการไกล และเร่งความเร็วเหนือเสียงได้โดยไม่ต้องเปิดใช้งานระบบเผาไหม้หลัง ซึ่งทำให้มัน “ยากต่อการสกัดก่อนปล่อยอาวุธ” และถือเป็น “ข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์อย่างมีคุณภาพ”

สำหรับเครื่องบิน J-36 และ J-50 ถูกมองว่าเป็นหมากตัวใหม่ในเกมอำนาจทางทหารของจีน ท่ามกลางการแข่งขันพัฒนาเทคโนโลยีอากาศยานขั้นสูงกับสหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตกในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

จีนส่งออกไปสหรัฐฯ ดิ่งหนักสุดรอบ 5 ปี ค้ากับยุโรป-อาเซียนพุ่งแทนที่ โตแตะแสนล้านดอลล์

(10 มิ.ย. 68) การส่งออกของจีนไปยังสหรัฐอเมริกาในเดือนพฤษภาคม 2025 ลดลงถึง 34.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นการลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2020 ขณะที่การนำเข้าจากสหรัฐฯ ก็ลดลงกว่า 18% ส่งผลให้ดุลการค้าของจีนกับสหรัฐฯ หดตัวลง 41.55% เหลือ 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

แม้การค้ากับสหรัฐฯ จะลดลง แต่จีนยังคงรักษาการเติบโตของการส่งออกโดยรวมได้ที่ 4.8% ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งต่ำกว่าที่คาดไว้เล็กน้อย ขณะที่การนำเข้าลดลง 3.4% จากภาวะอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอ

การค้ากับสหรัฐฯ ที่ชะลอตัว ทำให้จีนเร่งปรับทิศทางการส่งออกไปยังตลาดอื่น โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 15% สหภาพยุโรปเพิ่มขึ้น 12% และแอฟริกาเพิ่มขึ้นกว่า 33% ส่งผลให้ดุลการค้ารวมของจีนในเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อนหน้า แตะ 103,200 ล้านดอลลาร์

ภายใต้แรงตึงเครียดทางการค้า จีนและสหรัฐฯ ยังคงใช้มาตรการภาษีตอบโต้ แม้สหรัฐฯ จะลดภาษีสินค้าจีนจาก 145% เหลือ 51.1% แต่จีนยังเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ อยู่ที่ 32.6% การปรับเปลี่ยนทิศทางการค้าครั้งนี้สะท้อนยุทธศาสตร์ของจีนที่พึ่งพาตลาดทางเลือกในช่วงวิกฤต

ขณะที่สหรัฐฯ ถอยห่างจากจีน แต่ยุโรปกลับเดินเกมตรงข้าม โดยเพิ่มการค้ากับจีนอย่างต่อเนื่อง บริษัทในยุโรปไม่ได้ถูกกดดันให้กระจายห่วงโซ่อุปทานออกจากจีนเท่ากับฝั่งสหรัฐฯ ทำให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับยุโรปยังแน่นแฟ้น ส่งผลให้จีนสามารถชดเชยการส่งออกที่หายไปจากตลาดสหรัฐฯ ได้บางส่วน

นักศึกษา มจธ.เจ๋ง!! คิดค้นโครงสร้างต้านทานแผ่นดินไหว นวัตกรรมลดความเสียหายโครงสร้างหลัก

(10 มิ.ย.68) เมื่อแผ่นดินไหวไม่ใช่เรื่องไกลตัวคนไทยอีกต่อไป โดยเฉพาะหลังเหตุแผ่นดินไหวขนาด 8.2 แมกนิจูดในเมียนมาเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่แรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ถึง 24 จังหวัดของไทย รวมถึงกรุงเทพฯ จนเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ เหตุการณ์นี้ตอกย้ำว่าประเทศไทยไม่ได้ปลอดภัยจากภัยแผ่นดินไหวอีกต่อไป และในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะบริเวณใกล้แนวรอยเลื่อนหลัก กำลังเผชิญความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน การเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับโครงสร้างอาคารจึงเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ

จากโจทย์ระดับประเทศนี้ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 จากภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้แก่ นายศิรวิทย์ เทียนทอง (นัท) นายนภัสกร วงษ์หิรัญ (ฟาโรห์) และนายปาณทัช ทองอู๋ (ทัช) ได้ร่วมกันพัฒนาโครงการวิจัย “Seismic Performance of Self-Centering Column-Foundation Connections with Energy Dissipating Bolts” หรือ การศึกษาพฤติกรรมการต้านทานแผ่นดินไหวของรอยต่อเสา-ฐานราก ระบบคืนศูนย์ด้วยตนเองทำงานร่วมกับสลักเกลียวสลายพลังงาน” ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อจำกัดความเสียหายให้อยู่เฉพาะจุดเชื่อมต่อของโครงสร้างระบบสำเร็จรูป (Precast system) แทนที่จะกระจายไปสู่โครงสร้างหลักอย่างเสาและคาน ซึ่งซ่อมแซมได้ยากและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า โดยได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจาก ผศ. ดร.เอกชัย อยู่ประเสริฐชัย อาจารย์ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้าง

งานวิจัยนี้เป็นการพัฒนาระบบเชื่อมต่อระหว่างเสากับฐานรากแบบใหม่ เรียกว่า Hybrid Column Shoe Connection (HYSC) ซึ่งสามารถสลายพลังงานจากแผ่นดินไหว ลดความเสียหายของโครงสร้างหลัก และคืนตัวกลับสู่ตำแหน่งเดิมหลังการสั่นไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้การเชื่อมต่อแบบแห้ง (dry connection) ร่วมกับลวดอัดแรงแบบดึงทีหลัง (post-tensioned tendons) และสลักเกลียวช่วยในการสลายพลังงาน (energy-dissipating bolts) ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ปลอดภัย และลดต้นทุนรวมถึงระยะเวลาก่อสร้าง

“ระบบ HYSC ได้รับการออกแบบให้สามารถควบคุมความเสียหายให้อยู่เฉพาะบริเวณรอยต่อระหว่างเสากับฐานรากเท่านั้น โดยไม่ส่งผลกระทบต่อองค์ประกอบโครงสร้างหลัก เช่น ตัวเสาหรือฐานราก การใช้ลวดอัดแรงแบบดึงทีหลังประมาณ 50% ของกำลังประลัยจะช่วยเพิ่มความสามารถในการคืนรูปของโครงสร้างหลังจากได้รับแรงแผ่นดินไหว เช่นเดียวกับการออกแบบสลักเกลียว (bolts) ให้มีขนาดหน้าตัดลดลงอย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถสลายพลังงานจากการสั่นไหวได้ก่อนที่จะเกิดความเสียหายต่อเสา โครงสร้างจึงสามารถฟื้นตัวได้โดยไม่ต้องรื้อถอนหรือซ่อมแซมในวงกว้าง ซึ่งเป็นการลดทั้งต้นทุนและเวลาสำหรับการก่อสร้างและการบำรุงรักษาในระยะยาว” นายปาณทัช ทองอู๋ เล่าถึงแนวคิดหลักของงานวิจัย

นายศิรวิทย์ เทียนทอง เสริมอีกว่า ระบบ HYSC ถูกพัฒนาขึ้นโดยอิงจากสถานการณ์จริงของอาคารพาณิชย์ขนาด 3 ชั้นในจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยประสบภัยแผ่นดินไหวในปี 2557 โดยในครั้งนั้นพบว่าอาคารส่วนใหญ่เกิดความเสียหายที่จุดต่อและไม่สามารถกลับมาใช้งานได้ทันที แม้โครงสร้างจะยังคงแข็งแรงอยู่ นวัตกรรมนี้จึงเป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของอาคารในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะอาคารที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ซึ่งอาจไม่สามารถใช้ระบบป้องกันแผ่นดินไหวที่มีต้นทุนสูงเช่นในต่างประเทศได้

“ตอนเราทดลองเทียบกับระบบเดิมที่ใช้อยู่ทั่วไป พบว่าระบบ HYSC ควบคุมความเสียหายให้อยู่แค่ตรงจุดต่อ ไม่ลามไปถึงเสาแบบระบบ Monolithic Shoe Connection (MOSC) ซึ่งเป็นระบบแบบเดิม และโครงสร้างยังสามารถคืนตัวได้หลังจากเกิดการเคลื่อนตัวทางข้างถึง ±4.5% ซึ่งระบบ MOSC ทำไม่ได้ ที่สำคัญคือ HYSC ดูดซับพลังงานได้มากขึ้น จากเดิมสลายพลังงานได้แค่ 12.5% เพิ่มเป็น 22.5% โดยที่ความแข็งแรงโดยรวมไม่ได้ลดลงเลย” นายนภัสกร วงษ์หิรัญ เสริมถึงผลการทดสอบที่เกิดขึ้น

ผศ. ดร.เอกชัย อยู่ประเสริฐชัย อาจารย์ที่ปรึกษา ได้กล่าวถึงอีกความสำคัญของนวัตกรรมนี้ว่า “สิ่งที่นักศึกษาได้เรียนรู้จากโครงการนี้ไม่ใช่แค่ทฤษฎีในตำรา แต่คือการนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาจริง ผ่านกระบวนการคิด ทดลอง และเรียนรู้จากความผิดพลาด ซึ่งนี่คือหัวใจของวิศวกรรมศาสตร์ และเป็นเป้าหมายของภาควิชาที่ต้องการสร้างบัณฑิตที่พร้อมทำงานจริงในภาคอุตสาหกรรม ที่สำคัญคือผลงานนี้แสดงให้เห็นว่า การออกแบบโครงสร้างที่รับแรงแผ่นดินไหวได้ดี ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีราคาแพงจากต่างประเทศเสมอไป แต่วิศวกรไทยควรมีทางเลือกในการออกแบบที่ยืดหยุ่น ใช้วัสดุในประเทศ ต้นทุนไม่สูง และเหมาะกับบริบทของพื้นที่เสี่ยงในประเทศไทย ซึ่งเป็นก้าวสำคัญสู่ความปลอดภัยและเป็นหลักประกันของคนไทยในอนาคต”

แม้งานวิจัยนี้ยังอยู่ในระดับการทดลองเชิงวิชาการ แต่ผลลัพธ์ที่ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการนำไปต่อยอดใช้จริงในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อภาครัฐและเอกชนเริ่มให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยทางโครงสร้างที่สามารถลดความเสียหายและความสูญเสียจากแผ่นดินไหวทั้งในด้านเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนไทย นวัตกรรมที่พัฒนาโดยนักศึกษาวิศวกรรมโยธา มจธ. ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การ “ออกแบบจุดเชื่อมต่อ” แต่คือการ “เชื่อมโยงสู่อนาคต” ที่ปลอดภัยของคนไทยจากภัยแผ่นไหวที่อาจเกิดขึ้นอีก

อ.ไชยันต์ ชี้ ปัญญาชนบางกลุ่มปฏิเสธชาตินิยมที่ขับเคลื่อนโดยชนชั้นนำในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชา

(10 มิ.ย.68) ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Chaiyan Chaiyaporn ระบุว่า “จากราชาชาตินิยม ถึง ปัญญาชน-ชาตินิยมผูกขาด” 

เรื่องชาตินิยมนี้ ปัญญาชนบางกลุ่มปฏิเสธชาตินิยมที่ขับเคลื่อนโดยชนชั้นนำในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชา เพราะชาตินิยมที่ยอมรับได้สำหรับพวกเขา คือ ชาตินิยมของมหาชน ที่จะต้องมีปัญญาชนอย่างพวกเขาเป็นผู้นำทางความคิดจิตวิญญาณเท่านั้น

รายงานพิเศษ 'RECON' รบพิเศษ แขนงการลาดตระเวนสะเทินน้ำสะเทินบกและจู่โจมนาวิกโยธิน พร้อมปฏิบัติภารกิจตลอดเวลา

แม้จะถูกต้านทานอย่างหนักจากศัตรูที่โหดเหี้ยม ภูมิประเทศและลมฟ้าอากาศจะเลวร้ายสักปานใดก็ตาม ก็หาทำให้ทหารหน่วยนี้เสียขวัญ จนเปลี่ยนความตั้งใจแต่อย่างใดไม่ เพราะเรายึดมั่นอยู่เสมอว่าภารกิจเหนือสิ่งอื่นใด แม้ชีวิต

คำปฏิญาณของ นักเรียนหลักสูตรการรบพิเศษ แขนงการลาดตระเวนสะเทินน้ำสะเทินบก และจู่โจม นาวิกโยธิน หรือ 'รีคอน' เป็นหลักสูตรการรบพิเศษที่ขึ้นชื่อว่า ทรหดอันดับต้น ๆ ของกองทัพไทย จนมีฉายาเป็นนักรบ 3 มิติ เพราะสามารถปฏิบัติการได้ทั้งน้ำ ฟ้า ฝั่ง และมักจะมีคำพูดอยู่เสมอว่า 'ซีล มีสัปดาห์นรก รีคอน มีนรกทุกสัปดาห์'

อุปสรรคครั้งนี้ คือไฟที่ร้อนระอุ เหล่า รีคอน ต้องฝ่าไป เมื่อในสถานการณ์จริงเกิดมีอุปสรรคแบบนี้ การปฏิบัติหน้าที่จริงจะมีทักษะในการฝ่าไป เพื่อปฏิบัติภาระกิจลุล่วงและปลอดภัย จงขอบคุณทุกช่วงเวลาที่ลำบากและเหนื่อยยาก เพราะเราจะได้รับใช้ชาติและตอบแทนคุณแผ่นดิน เมื่อถึงเวลา

ลักสูตรการรบพิเศษ แขนงการลาดตระเวนสะเทินน้ำสะเทินบกและจู่โจมนาวิกโยธิน หรือที่เรียกว่า 'RECON' จะเป็นหลักสูตรประจำหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ มีระยะเวลาในการฝึก 12 สัปดาห์ หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรเพิ่มขีดความสามารถให้กับกำลังพลของหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ซึ่งเป็นหลักสูตรที่มีชื่อเสียงและขึ้นชื่อว่า 'มีความโหดมาก' ตลอดการฝึกหลักสูตร เรียกได้ว่า 'นรกทุกสัปดาห์' แต่ก็ยังมีกำลังพลจากต่างเหล่าทัพให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ที่จะมาเข้ารับการฝึก เนื้อหาหลักสูตรแบ่งออกเป็น 3 ภาค คือ ภาคที่ตั้ง ภาคทะเล และภาคป่าภูเขา มีเนื้อหาหลักสูตร เน้นไปทางการลาดตระเวน ทั้งการเดินลาดตระเวนทางบกและการใช้เรือยางในการลาดตระเวนทางน้ำ มีพื้นที่รับผิดชอบในการปฏิบัติภารกิจตั้งแต่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 18 ฟุตขึ้นมาจนถึงชายฝั่ง มีปัญหาการฝึกหนักๆ ที่ขึ้นชื่อ ได้แก่ ปัญหา 60 ชั่วโมง ปัญหาภาคทะเล และปัญหา 72 ชั่วโมง เฉลี่ยผู้สำเร็จการศึกษา อยู่ที่ 50 - 60 เปอร์เซ็นต์

'สนธิ-จตุพร' ประกาศกร้าวไม่อ่อนข้อให้กัมพูชา พร้อมส่งสัญญาณให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาชายแดน

'สนธิ-จตุพร' ประกาศกร้าวไม่ขออ่อนข้อให้กัมพูชา ชู 6 มาตรการให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาชายแดน จี้ให้ยกเลิก MOU 43 ใช้แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ใน JBC

(10 มิ.ย. 68) ที่ศูนย์ร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต ในฐานะประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน พร้อมด้วยกลุ่มแนวร่วมที่สนับสนุน รวมถึงนักวิชาการและประชาชนผู้รักชาติรักแผ่นดินจำนวนมาก เช่น นายจตุพร พรหมพันธุ์ หม่อมหลวงวัลย์วิภา จรูญโรจน์ นายวีระ สมความคิด นายนิติธร ล้ำเหลือ นายพิชิต ไชยมงคล เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์ นายใจเพชร กล้าจน นายคมสัน โพธิ์คง นายประพันธ์ คูณมี ฯลฯ ทยอยเดินทางมารวมตัวเพื่อ แสดงจุดยืนปกป้องอธิปไตยกรณีความขัดแย้งตามแนวชายแดนกับกัมพูชา

ทั้งนี้ นายสนธิ และคณะ ได้ยื่นหนังสือผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ถึง น.ส.แพทองธาร นายกรัฐมนตรี เพื่อให้รัฐบาลดำเนินการปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเป็นรูปธรรม โดยบรรยากาศตั้งแต่ช่วงสาย มีบรรดาผู้สนับสนุนเดินทางมาร่วม อาทิ กลุ่มแนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมกับป้ายข้อความแสดงจุดยืนต่างๆ อาทิ การยกเลิก MOU43 และ MOU44 ที่ไม่จำเป็นต้องมี รวมถึงการเพิกถอน JC 2544

"ผมยืนยันถึงเวลาที่ต้องปกป้องอธิปไตยไทย และทำให้รัฐบาลชั่วช้า จะลงถนนตนไม่ขัดข้องถึงอายุ 78 ปี จะเป็นการลงครั้งสุดท้ายก่อนตายตนก็ยินดี และเชื่อว่าประชาชน หรือว่าทุกคนบนโต๊ะนี้ร่วมกับผมแน่ และขอฝากถึง นายกฯแพทองธาร นายภูมิธรรม นายทักษิณ ประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอย เรามาเตือนรัฐบาล ใครก็ตามที่มีเจตนาใช้แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ในการเจรจาทวิภาคี คือการสละอธิปไตย เป็นกบฏ 20 ปีที่ทำเรื่องนี้มา เรามีหลักฐานว่าความผิดสำเร็จแล้ว เราไม่อยากสิ้นชาติ สิ้นรัฐบาลไม่เป็นไร" นายสนธิ กล่าว

ด้านนายปานเทพ กล่าวว่า แม้มีสัญญาณว่ากัมพูชาจะถอยแต่เราไม่เชื่อ เราเชื่อว่าเป็นการถอยทางยุทธวิธี เพราะปัจจุบันเรายังไม่สามารถไว้วางใจได้ เรายังเห็นท่าทีของกัมพูชาเป็นปัญหาภัยคุกคามต่อความมั่นคงเศรษฐกิจของไทย อีกทั้ง กัมพูชายังประกาศว่าพื้นที่ ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด ปราสาทตาควาย และพื้นที่มอมเบย (สามเหลี่ยมมรกต) เป็นของกัมพูชาและจะนำเรื่องเข้าสู่การตัดสินที่ศาลโลก และกัมพูชายังยึดมั่นในพื้นที่มาตรา 1:200,000 ที่จัดทำโดยฝรั่งเศส ซึ่งเป็นการรุกล้ำฝ่ายไทยตั้งแต่ปี 2543 จนถึงปี 2547 มีการละเมิดข้อตกลงไปแล้ว 470 ครั้ง อีกทั้ง MOU 2543 สร้างความขัดแย้งให้กับไทย-กัมพูชา มา 25 ปี รวมทั้งกัมพูชายึดเส้นเขตไหล่ทวีปทางทะเลและสร้างสิ่งปลูกเพิ่มยื่นเข้ามาในอ่าวไทย ที่สำคัญกัมพูชาเป็นพื้นที่อาชญากรรมทำลายเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศไทยตลอดแนวชายแดน ไม่ว่าจะกาสิโน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ พนันออนไลน์ และการทำลายสัตว์ป่า ป่าไม้ตลอดแนวชายแดนของประเทศไทย ทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงเรียกร้องให้รัฐบาล ทำตาม 6 มาตรการ ดังนี้

มาตรการที่ 1 รัฐบาลไทยต้องไม่ยอมรับอำนาจศาลโลกหรือศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และไม่ยอมรับการที่กัมพูชานำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาไม่ว่ากรณีใดๆ ไม่ยอมรับอำนาจจากองค์กรอื่นหรือประเทศอื่นมาตัดสินในเรื่องอธิปไตยของประเทศไทย และใช้กลไกทวิภาคีเจบีซีเท่านั้น

มาตรการที่ 2 ไทยต้องประท้วงอย่างเป็นทางการต่อรัฐบาลกัมพูชาและทางสากล ว่า 3 ปราสาทและ 1 ดินแดน เป็นดินแดนอธิปไตยของราชอาณาจักรไทย มีการแบ่งเขตแดนเสร็จสิ้นแล้วระหว่างสยามและฝรั่งเศส ต้องแก้ไขคำพูดของ นายภูมิธรรม ว่าการรุกล้ำของกัมพูชาต้องแก้ไขที่เป็น โนแมนสแตน ทั้งที่เป็นแผ่นดินไทยของราชอาณาจักรไทยเท่านั้น

มาตรการที่ 3 ยกเลิกเอ็มโอยู 2543 เพื่อยกเลิกแผนที่มาตราส่วน 1:200,000

มาตรการที่ 4 ยกเลิกเอ็มโอยู 2544 ยกเลิกเส้นไหล่ทวีปของกัมพูชา และใส่เส้นมัธยะตามหลักสากล

มาตรการที่ 5 สั่งการและมีมติเพิ่มเติมอำนาจต่อรองให้คณะเจรจา ไม่ว่าจะปิดด่าน แก้ปัญหาชายแดนพนันออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อาวุธสงคราม ยาเสพติด ตัดไม้ทำลายป่า ต้องกดดันต่อด่านปอยเปรตและกาสิโนทั้งหมด

มาตรการที่ 6 หากสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เลวร้าย ไม่สามารถเจรจาได้ ภาคประชาชนสนับสนุนให้กองทัพไทยประกาศกฎอัยการศึก เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนที่มาจากความผูกพันทางเครือญาติของผู้นำการเมืองทั้งสองประเทศ หรือการสมยอมผลประโยชน์ส่วนตัวซึ่งกันและกัน โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ

ด้านนายวีระ กล่าวว่า หากใช้เอ็มโอยู 2543 ไปเจรจาเราจะแพ้กัมพูชา แค่เริ่มก็แพ้ และขอให้เปลี่ยนตัวหัวหน้าคณะเจรจาคือ นายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย อดีตเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงพนมเปญ ทำให้ตนถูกจำคุกที่ กรุงพนมเปญ ให้ยอมรับว่าเราเข้าไปในเขตกัมพูชาทั้งที่เป็นเขตของประเทศไทย กล่าวหาว่าเราเป็นสายลับ ไปโจรกรรมความลับในกัมพูชา ขอยืนยันถ้าไทยจะให้ นายประศาสน์ เป็นหัวหน้าคณะเจรจา ตนว่าประเทศเสียหาย และรัฐบาลแพทองธารต้องรับผิดชอบ เราถูกหลอก รัฐบาลหลอกประชาชน หลักฐานคือเมื่อวานกระทรวงกลาโหมกัมพูชากับ จอมพลสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโชฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ออกแถลงยืนยันว่ายังไม่ถอนทหารแค่ปรับกำลัง ประเทศไทยกลับออกข่าวว่ามีการถอนทหาร กัมพูชายอมแล้ว

จากนั้น นายสนธิ และแกนนำคนอื่นๆ ได้เดินออกมาพูดคุยกับมวลชน บริเวณด้านหน้าศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ เพื่อพูดคุยถึงข้อตกลงต่างๆ ที่ส่งให้นายกรัฐมนตรีแล้ว

สำหรับบริเวณด้านหน้า นายจตุพร กล่าวว่า ไทยเสียดินแดนมากกว่าที่เหลือ ช่วงรัชกาลที่ 9และรัชกาลที่ 10 พูดว่าจะไม่ยินยอมเสียแม้แต่ตารางนิ้วเดียว แต่รัฐบาลภายใต้การนำของ นายกฯแพทองธาร และนายทักษิณ เราเห็นเรื่องดินแดนเป็นเรื่องรอง แต่เรื่องหลักคือการแย่งตำแหน่งรัฐมนตรี การลงพื้นที่ของนายกฯ ตรงข้ามกับแหล่งปัญหาทุกเรื่อง จะเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามตะกร้อ "โนแมนแลนด์ แปลว่าแผ่นดินไม่มีเจ้าของ แต่แปลว่าชายที่ไม่มีแผ่นดินอยู่" เมื่อมีการยืนยันชัดเจนว่า 3 ประสาทจะนำขึ้นศาลโลก ไม่ประชุมในโต๊ะเจบีซี และประเทศไทยส่ง นายประศาสน์ ไปเจรจาเรื่องประสาท ความเป็นจริงการเจรจาต้องยกเลิกเพราะเจบีซีคือทุกสิ่งทุกอย่าง เราไม่ขอเจรจากับกัมพูชา

ด้านนายสนธิ กล่าวกับมวลชนว่า ตนได้ประกาศไปแล้วว่าเรื่องอะไรพอจะรับกันได้นั่นคือ อดทนกันได้ แต่ถ้าเรื่องอธิปไตยของชาตินั้นยอมกันไม่ได้เลย ถ้าพูดกันไม่รู้เรื่องก็ต้องแตกหักกัน ตนเชื่อว่าประเทศไทยคนไทยทั่วประเทศจะเข้ามาร่วมกับตนและพวกเรา ในเรื่องของการปกป้องอธิปไตยของชาติ เพราะว่าเรามีคนไทยใจเขมร แม้กระทั่งประธาน JBC ซึ่งรัฐบาลชุดนี้แต่งตั้ง ที่เป็นอดีตทูตไทยประจำกัมพูชา การเอาอดีตทูตไทยประจำกัมพูชามาเป็นประธาน JBC แสดงว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่จริงใจต่อการเจรจา เรามีข้อสรุปว่ากัมพูชายังไม่ได้ถอยจริง เรายื่นข้อเสนอ ว่าถ้ายังแก้ไขไม่ได้เราจะให้ทหารเข้ามาประกาศกฎอัยการศึกเพื่อจัดการกับกัมพูชา และคนไทยขายชาติซึ่งตนมีรายชื่อหมดแล้ว อย่าประมาทประชาชน พวกเราทำอะไรมีเหตุมีผลตลอดเวลา เราไม่รับอำนาจศาลโลก เราไม่ได้คลั่งชาติจะไปรบกับใคร แต่ตนคิดว่าคนไทยไม่กลัวกัมพูชา และทหารไทยไม่กลัวทหารกัมพูชา

"วันนี้เราประสานงานกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะกลุ่มจตุพร พรหมพันธุ์ ผม และอาจารย์ปานเทพ ร่วมมือเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ แล้วไล่ฮุน เซนให้ลงนรกไป" นายสนธิ กล่าว

ชีวิตจริงของผู้ออกข้อสอบ ‘เกาเข่าจีน’ ต้องตัดขาดจากโลก นาน 1 เดือนเต็ม

(10 มิ.ย. 68) ก่อนการสอบ “เกาเข่า” หรือสอบเข้ามหาวิทยาลัยของจีนจะเริ่มขึ้นในแต่ละปี ซึ่งมีกลุ่มคนสำคัญที่ต้อง “หายตัวไปจากโลก” นานถึงหนึ่งเดือนเต็ม และไม่ใช่อาชญากร แต่คือ “ผู้ออกข้อสอบ” ซึ่งต้องรับหน้าที่สำคัญในการออกข้อสอบให้เป็นธรรม ปลอดการรั่วไหล ยุติธรรมที่สุดสำหรับนักเรียนหลายสิบล้านคนทั่วประเทศ พวกเขาเหล่านี้ต้องเซ็นสัญญารักษาความลับ และถูกนำตัวไปกักบริเวณทันทีแบบลับๆ

ในช่วงกักตัว ผู้ออกข้อสอบจะถูกยึดโทรศัพท์ ห้ามใช้คอมพิวเตอร์ และตัดขาดจากอินเทอร์เน็ตโดยสิ้นเชิง แม้แต่ครอบครัวก็ไม่สามารถติดต่อได้ พวกเขาอาจบอกได้เพียงว่า “ไปทำงานนอกสถานที่” เพื่อปิดบังจุดประสงค์ที่แท้จริง ความเงียบงันและการตัดขาดนี้เป็นมาตรการที่เข้มงวดเพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อสอบ ซึ่งถือเป็น “วาระแห่งชาติ” ของจีน โดยที่ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ยังไม่เคยเกิดข้อสอบรั่วแม้แต่ครั้งเดียว

ผู้ออกข้อสอบต้องทำงานภายใต้การจับตาของกล้องวงจรปิดตลอด 24 ชั่วโมง ร่างข้อสอบผิดพลาดเล็กน้อยก็ต้องเผาทิ้งทันที พวกเขายังต้องเตรียมข้อสอบ 2 ชุด ทั้งชุดจริงและชุดสำรอง โดยแม้แต่ตัวผู้ออกข้อสอบเองก็ไม่รู้ว่าจะเลือกใช้ชุดไหน การมีระบบสำรองเช่นนี้ทำให้สามารถรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น โรคระบาด หรือเหตุฉุกเฉินได้ทันท่วงที

เพื่อหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน มีข้อห้ามชัดเจนว่า ผู้ออกข้อสอบจะต้องไม่มีญาติหรือบุตรหลานที่สอบเกาเข่าในปีเดียวกัน และห้ามสอนนักเรียนระดับ ม.6 โดยเด็ดขาด บางคนถึงขั้นถอนตัวจากหน้าที่ออกข้อสอบด้วยตนเอง เช่น ศาสตราจารย์รายหนึ่งที่ขอยกเลิกการเป็นผู้ออกข้อสอบ เนื่องจากบุตรชายจะเข้าร่วมสอบในปีนั้น ข้อมูลยังเผยว่า กว่า 90% ของผู้ออกข้อสอบต้องยอมถูกโยกย้ายตำแหน่งชั่วคราว เพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้ตั้งใจ

แม้ผู้ออกข้อสอบจะดูเหมือนมีอำนาจในการกำหนดอนาคตของนักเรียน แต่พวกเขาเองก็ต้องรับผิดชอบต่อคุณภาพของข้อสอบ หากข้อสอบยากเกินไปจนคะแนนเฉลี่ยต่ำลง กระทรวงศึกษาธิการจะเรียกทีมออกข้อสอบมาหารือทันที เช่นในปี 2021 ที่ข้อสอบคณิตศาสตร์บางมณฑลยากเกินไป ทีมออกข้อสอบต้องออกมาขอโทษต่อสาธารณชน และแนวข้อสอบก็ถูกปรับในปีถัดมา เพื่อความสมดุล

เบื้องหลังข้อสอบที่ยุติธรรม คือการเสียสละเสรีภาพ ความสะดวกสบาย และแม้แต่โอกาสในหน้าที่การงานของกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่ยอม “หายตัวไป” เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสเริ่มต้นอย่างเท่าเทียม ผู้ออกข้อสอบไม่ได้แข่งขันเพื่อชื่อเสียงหรือผลตอบแทน แต่คือผู้พิทักษ์ “ความฝัน” ที่ซ่อนอยู่ในกระดาษคำตอบของนักเรียนจีนทุกคน

‘เอกนัฏ’ ให้คำมั่นรวมไทยสร้างชาติ “ต้องไปต่อ” ยันไม่มีสัญญาณปรับ ครม. - สส. ทุกคนยังอยู่กับพรรค

‘เอกนัฏ’ ให้คำมั่น พรรครวมไทยสร้างชาติ “ต้องไปต่อ” ย้ำไม่มีสัญญาณปรับ ครม.-สส. ทุกคนยังอยู่กับพรรค ชี้สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติทางการเมือง หากใครมีสิ่งใดไม่พอใจมาคุยกันได้

(10 มิ.ย.68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยถึงกระแสข่าวที่เกิดขึ้นกับพรรคในขณะนี้ว่า ตนขอแยกออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก คือ ส่วนของรัฐบาลที่มีกระแสการปรับรัฐมนตรีของพรรคออกจากรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรี(ครม.) ซึ่งส่วนนี้ตนยืนยันว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณใด ๆ จากนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการปรับ ครม. และนายกรัฐมนตรี ก็ยังให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี ทั้งนี้ตนทราบดีว่าในทางการเมืองไม่มีอะไรแน่นอน ไม่มีใครรู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไร หรือมีการปรับสิ่งใดบ้าง จึงไม่เคยอยากจะประเมินว่าจะได้ดำรงตำแหน่งถึงเมื่อใด แต่สิ่งที่ต้องประเมินและเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การทำหน้าที่ของตนในวันนี้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนยึดถือปฏิบัติมาเสมอและจะยังคงทำต่อไปในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่จะมุ่งมั่นทำงานเพื่อประเทศและคนไทย ตามแนวคิด “ทำทันที ทำทุกวินาที ไม่ยอมจนกว่าจะสำเร็จ”

ทั้งนี้ขอย้ำว่า ตนจะไม่ทำงานหรือบริหารสิ่งใดจากข่าวลือต่าง ๆ แต่จะยึดจากข้อเท็จจริงที่ออกมา พร้อมเชื่อว่าสิ่งที่ตนและนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ทำมาเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองและได้รับการสนับสนุนจากทั้งคนไทยและรัฐบาล

ในส่วนกระแสข่าวของพรรค นายเอกนัฏ กล่าวว่า พรรคมีกลไกของพรรคอยู่แล้วในการจัดการปัญหาภายในต่าง ๆ อย่างไรก็ดีสิ่งสำคัญ คือ การยึดมั่นในอุดมการณ์ที่มีมาตลอดของพรรคให้คงอยู่ต่อไป ส่วนประเด็นข่าวที่ว่า มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) ของพรรคบางคนไม่พอใจผู้ใหญ่ภายในพรรค ทั้งยังมีปัญหาระหว่างกัน ตนมองว่า เรื่องที่เกิดขึ้นมาจากการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน ที่นำเอาภาพเพียงภาพเดียวอันเป็นภาพงานเลี้ยงของ สส. พรรคที่มีแกนนำพรรคที่ไม่พอใจพรรคในปัจจุบันพยายามรวมตัวกลุ่ม สส. ผ่านงานเลี้ยงเพื่อสร้างกระแสข่าว ซึ่งตนย้ำว่า ภาพดังกล่าวมีคนแค่ 15 คน แต่มีการตัดต่อแต่งภาพเพิ่มเติมอีก 8 คน และมีการใส่ข้อมูลที่ไม่ใช่เรื่องจริง โดยเฉพาะการย้ายออกจากพรรครวมไทยสร้างชาติ มาเล่นเป็นประเด็นทางการเมือง ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่ได้มีประโยชน์ต่อประเทศหรือคนไทย แถมยังทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายการเมืองมาขึ้นด้วยซ้ำ แต่ตนก็เข้าใจดีว่าเรื่องเช่นนี้เป็นเรื่องปกติทางการเมืองที่ต้องยอมรับ

นายเอกนัฏ กล่าวต่อว่า ในทางกลับกัน ตนได้นัด สส. ของพรรคทานข้าวร่วมกันเกือบทุกสัปดาห์ เพียงแต่ไม่ได้มีการส่งภาพให้สื่อมวลชนหรือนำลงสื่อสังคมออนไลน์ เพราะตนมองว่า ไม่ได้มีนัยสำคัญใด ๆ สิ่งสำคัญ คือ การให้ข่าวตามความเป็นจริงมากกว่า

ส่วนกับนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค ที่มีกระแสข่าวย้ายออกไปรวมกับพรรคการเมืองใหม่นั้น ตั้งแต่เกิดเหตุตนก็ไม่ได้คุยกับนายสุชาติ อีกเลย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็คุยกันตามปกติมาตลอด ตนก็ยังแปลกใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับคุณสุชาติ แต่ก็พอเข้าใจได้ว่าอาจมาจากความคิดและแนวทางที่แตกต่างกัน ซึ่งตนก็คงว่าสิ่งใดไม่ได้ เพียงแต่ขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามกติกาก็พอ

นายเอกนัฏ ย้ำด้วยว่า ที่ผ่านมาตนรับฟังความเห็นของ สส. ทุกคนมาตลอด ทั้งยังเปิดโอกาสให้สอบถาม ร่วมเสนอแนะและบอกเล่าปัญหาต่าง ๆ ทั้งผ่านจากการนัดกินข้าวประจำสัปดาห์ของตน และจากการนัดประชุมพรรคต่าง ๆ พร้อมกล่าวว่า หากตนบกพร่องสิ่งใดก็ให้มาพูดคุยกันได้ เพื่อปรับเปลี่ยนทุกอย่างให้ดีขึ้น แต่ถ้านำมาเล่นเป็นเกมการเมืองหรือต่อรองเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ตนมองว่าไม่ใช่เรื่องดีและไม่ควรทำ

ส่วนสถานการณ์จำนวน สส. ของพรรคในปัจจุบัน นายเอกนัฏ ย้ำว่า พรรคยังมี สส. อยู่ครบ 36 คน และ สส.ทุกคนยังยืนยันว่าจะอยู่กับพรรค ไม่ย้ายไปที่ใด ทั้งนี้ตนไม่อยากนำประเด็นนี้มาเป็นประเด็นหลัก เพราะปัจจุบันปัญหาของประเทศก็มีให้แก้ไขมากมายอยู่แล้ว ทั้งเรื่องสงครามการค้า, เรื่องปัญหาด้านอุตสาหกรรม ตนจึงไม่ต้องการนำเรื่องเหล่านี้มาทำให้ปวดหัว แต่ย้ำว่า สส. ทุกคนสามารถมาพูดคุยกับตนได้เหมือนเดิม

“สุดท้ายนี้ตนขอให้คำมั่นกับคณะผู้บริหาร สส. และสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติทุกคนว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ จะเดินหน้าไปต่อด้วยอุดมการณ์เดิมอันมั่นคงที่แน่นอนของพรรค ไม่ว่าจะเกิดอุปสรรคหรือสิ่งใด ๆ พรรคก็จะเดินหน้าต่อไป เพื่อประเทศชาติและคนไทยทุกคนจนกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้จะสำเร็จลุล่วงในที่สุด” นายเอกนัฏ กล่าวทิ้งท้าย

มุกดาหาร​ -​นรข.เขตนครพนม โดย สน.เรือมุกดาหาร ตรวจยึดสุกรโดยไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร

(10 มิ.ย.68) ที่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านทรายทอง ต.บางทรายน้อย อ.หว้านใหญ่ จว.มุกดาหาร พิกัด 48QVD 72728 41154 หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขงจังหวัดมุกดาหาร สกัดจับ ขบวนการลักลอบส่งออกสุกร โดยไม่ผ่านพิธีทางศุลกากร จำนวน 1 ตัว และกรงเหล็ก จำนวน 4 กรง

โดย​ น.ท.รุ่งเรือง มาสุทธิ หน.สน.เรือมุกดาหาร ได้รับแจ้งจากสายลับ จะมีการลักลอบลำเลียงขนสินค้าผิดกฎหมายข้ามไปยังฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน จึงได้จัดชุดลาดตระเวนทางน้ำและทางบก เข้าตรวจสอบตามข่าวที่ได้รับแจ้ง ต่อมาเมื่อเวลา​ 06.45 น. ชุดลาดตระเวนทั้งสองไปถึงพื้นที่ตรวจพบชายฉกรรจ์ประมาณ 6 คน กำลังลำเลี้ยงสุกรลงไปบริเวณท่าน้ำเมื่อกลุ่มดังกล่าวพบเห็นเจ้าหน้าที่จึงทิ้งของกลางและใช้ความชำนาญพื้นที่หลบหนีเข้าไปตามภูมิประเทศหลังจากนั้นชุดลาดตระเวณทางบกและทางน้ำได้เข้าตรวจสอบพบว่าเป็นสุกรอยู่ในกรง จำนวน 1 ตัว และพบกรงเปล่าสำหรับบรรจุสุกร จำนวน 3 กรง จึงได้ทำการตรวจยึดและนำของกลางกลับมายัง สน.เรือมุกดาหาร เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย​ต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top