Tuesday, 4 August 2026
Hard News Team

ศาลรธน. สั่ง 5 อดีตแกนนำกปปส. พ้น ส.ส. ต้องเลือกตั้งซ่อม 2 เขต - เลื่อนส.ส.บัญชีรายชื่อ

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ส่งคำร้องขอให้พิจารณาวินิจฉัยกรณี นายชุมพล จุลใส นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ นายอิสระ สมชัย นายถาวร เสนเนียม และ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ กรณีถูกศาลอาญามีคำพิพากษาลงโทษจำคุก ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.317/2564 เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง นายชุมพล นายอิสสระ และนายณัฏฐพล 5 ปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษา เป็นเหตุให้สมาชิกภาพ ส.ส.ของผู้ถูกร้องทั้ง 5 สิ้นสุดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (4) (6) และมาตรา 96 (2) หรือไม่

จากนั้นในเวลา 15.00 น. คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยว่า ตามรัฐธรรมนูญ 98 (6) เมื่อมีคำพิพากษาของศาล ทำให้สมาชิกภาพส.ส. ต้องสิ้นสุดลง โดยไม่ต้องรอให้คดีถึงที่สุดเสียก่อนนั้น กรณีผู้ร้องทั้ง 5 ยื่นข้อโต้แย้งนั้น ข้อโต้แย้งนั้น ฟังไม่ขึ้น

‘ดร.อนันต์’ เผย ข้อมูลใหม่ ‘โอไมครอน’ พบหลบภูมิคุ้มกันจาก ‘ไฟเซอร์’ ได้ 41 เท่า

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana ระบุว่า 

ผลการทดสอบไวรัสโอไมครอนตัวจริงกับซีรัมของผู้ที่รับวัคซีน Pfizer ครบ 2 เข็มทดสอบโดยทีมวิจัยจากแอฟริกาใต้ออกมาแล้วครับ เป็นไปตามคาด โอไมครอนหนีภูมิจาก PZ ได้ 41.4 เท่า หรือมากกว่า 10 เท่าเมื่อเทียบกับสายพันธุ์หนีภูมิเก่งอย่างเบตาที่รู้จักกัน (ภูมิโดยเฉลี่ยจาก 1300+ ลดลงเหลือ 32…) ทีมวิจัยพบว่า เมื่อเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่ได้รับวัคซีนอย่างเดียว กับผู้เคยติดเชื้อและได้รับวัคซีนด้วย ภูมิแบบ hybrid immunity แบบหลังจะสูงกว่าชัดเจน และมีมากเพียงพอที่จะยับยั้งการติดเชื้อโอมิครอนได้แม้จะตกมากเช่นเดียวกัน (เส้นสีเขียว)

เปิดประวัติและผลงานสำคัญ 'แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต' ผู้ก่อตั้งเสถียรธรรมสถาน

เป็นอีกหนึ่งความเศร้าเสียใจของคนไทย หลังจากเพจเฟซบุ๊ก ‘เสถียรธรรมสถาน Sathira Dhammasathan’ ได้ออกหนังสือแถลงการณ์เกี่ยวกับอาการป่วยของ ‘แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต’ ว่าแพทย์ตรวจพบเชื้อลุกลามของโรคมะเร็งที่กระเพาะอาหารระยะสุดท้าย หลังจากที่ก่อนหน้านี้เข้ารับการรักษาจนสามารถควบคุมอาการของโรคได้แล้ว กระทั่งล่าสุดเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่สอง แจ้งข่าวการถึงแก่กรรมของแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ในช่วงค่ำของวันที่ 7 ธ.ค. 64 สิริอายุ 68 ปี 1 เดือน 7 วัน

แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต นามเดิม ‘ศันสนีย์ ปัญญศิริ’ (ตุ๊กตา) เกิดเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2496 เป็นบุตรีของ นายเฉลียว จรัสศรี นายอำเภอ อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ นางจำลอง พรหมินทะโรจน์ ครูประจำโรงเรียนบางปะหัน (เชื่อมประชานุกูล) มีพี่สาว 1 คน ชื่อ สายสัมพันธ์ ปัญญศิริ หรือ ตุ๋มติ๋ม

>> เกียรติประวัติ
ในปี 2530 ได้ก่อตั้ง ‘เสถียรธรรมสถาน’ ขึ้นเพื่อเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างศานติ โดยมีพระธรรมนำทางในทุกช่วงวัย ตั้งแต่เกิดจนตายเพื่อสร้างสังคมให้อยู่เย็นเป็นสุข ทั้งยังสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งงานเชิงรุกและเชิงรับ อาทิ โครงการจิตประภัสสรตั้งแต่นอนอยู่ในครรภ์, โรงเรียนพ่อแม่, อารยตาราภาวนาวิชชาลัย, สาวิกาสิกขาลัย, โครงการเยาวชน บ่มเพาะ แตกหน่อ ต่อยอด เมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา, รางวัล International Tara Awards รางวัลสำหรับคนปลุกสังคมด้วย "หัวใจโพธิสัตว์", ISV Club (International Spiritual Volunteer Club), CSV Club (Community Spiritual Volunteer Club), ธรรมชาติบำบัด และการเยียวยาผู้ป่วยระยะสุดท้าย

ต่อมาในปีพ.ศ. 2551 ได้ก่อตั้ง สาวิกาสิกขาลัย มหาวิชชาลัยธรรมะเพื่อเยียวยาสังคมเพื่อส่งเสริมคนให้เป็นอริยชน รู้จักการใช้ปัญญาในการดำเนินชีวิต นำหลักพุทธธรรมไปช่วยเยียวยาผู้อื่นและสังคมโดยจัดกระบวนการศึกษาเรียนรู้เพื่อการบรรลุธรรมในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท

ในปีพ.ศ. 2560 ได้ก่อตั้ง ธรรมาศรม (Mindfulness Hospital) ที่มีนวัตกรรมแห่งการฉุดช่วยให้คนทุกช่วงวัยใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย สามารถบริหารเวลาได้อย่างมีคุณค่า ใช้เวลาร่วมกันอย่างประเสริฐสุดในขณะที่มีกันและกัน นอกจากนี้ยังได้จัดตั้ง กองทุนเสถียรธรรม โดยมี เสถียร เสถียรสุต เป็นประธาน และ แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต เป็นผู้อำนวยการ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแผ่ธรรมะแก่เพื่อนมนุษย์ทุกคนในรูปแบบต่าง ๆ เป็นต้น

แม่ชีศันสนีย์ มีบทบาททั้งในระดับชาติและระดับโลกมากมาย อาทิ เป็นคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.), ที่ปรึกษาคณะกรรมการกองทุน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), คณะที่ปรึกษาฝ่ายการวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม, คณะกรรมการอำนวยการ คณะกรรมการบริหาร และศูนย์อำนวยการบริหาร ‘ยุทธศาสตร์เมืองไทยแข็งแรง’ ตามยุทธศาสตร์แห่งชาติ ‘รวมพลังสร้างสุขภาพ’ กระทรวงสาธารณสุข

เป็นประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ภายใต้คณะกรรมการอำนวยการจัดงาน 100 ปีพุทธทาสภิกขุ กระทรวงศึกษาธิการ, ที่ปรึกษากรรมการอำนวยการโครงการโรงเรียนวิถีพุทธ กระทรวงศึกษาธิการ, คณะกรรมการกำกับทิศทาง ‘แผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ’ มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้เพื่อให้สุขภาพผู้หญิงได้รับความคุ้มครอง (สคส.)

คณะทำงาน คณะกรรมการการดำเนินงานโครงการวิสาขบูชา พุทธศักราช 2550 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, คณะอนุกรรมการอุปถัมภ์ คณะกรรมการการจัดงานวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลกมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สำนักนายกรัฐมนตรี

รองประธานกรรมการคณะกรรมการอำนวยการสนับสนุนความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อสร้างสังคมคุณธรรม สำนักนายกรัฐมนตรี

อนุกรรมการการพัฒนาและบูรณาการโครงการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ภายใต้คณะกรรมการฝ่ายโครงการและกิจกรรม ในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ

ประธานอนุกรรมการการพิจารณาคัคเลือก 100 ตัวแทนทำดีเพื่อพ่อ ในคณะกรรมการการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550, คกก.การจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, กรรมการกิตติมศักดิ์ มูลนิธิ ซาย มูฟเม้นท์

รองประธานอุปถัมภ์โครงการหุ้มทองคำยอดฉัตรพระมหาเจดีย์ พุทธคยา และคณะกรรมการอำนวยการความร่วมมือสร้างคนดีให้มีคุณธรรมโดยธรรมะ เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ภาคีเครือข่ายความร่วมมือสร้างคนดีให้มีคุณธรรมฯ วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2559 เป็นต้น

บทบาทระดับโลก อาทิ การเป็นประธานร่วมขององค์กร THE GLOBAL PEACE INITIATIVE OF WOMEN (GPIW ), UNDP นอกจากนี้ยังเป็นประธานการจัดการประชุมนานาชาติศากยธิดาเพื่อพุทธสาวิกา ครั้งที่ 12 (12th International Sakyadhita Conference on Buddhist Women) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 มิถุนายน 2554
 

‘สารัชถ์ รัตนาวะดี’ รวย 1.7 แสนลบ. ครองแชมป์เศรษฐีหุ้นไทย 3 ปีซ้อน

ตลาดหุ้นไทยฟื้นหลังโควิด-19 คลี่คลาย หนุนความมั่งคั่งเศรษฐีหุ้นไทยปี 2564 พุ่ง 3.3 แสนล้านบาท “สารัชถ์ รัตนาวะดี” ครองหุ้นกัลฟ์ ขึ้นแท่นแชมป์เศรษฐีหุ้นไทย 3 สมัย รวย 1.7 แสนล้านบาท “นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ” นั่งเศรษฐีหุ้นอันดับ 2 ถือหุ้นบางกอกแอร์เวย์ส-โรงพยาบาลกรุงเทพ/นนทเวช รวมมูลค่า 5.8 หมื่นล้านบาท “นิติ โอสถานุเคราะห์” ทายาทโอสถสภา โชว์พอร์ตหุ้นมูลค่า 5.6 หมื่นล้านบาท ติดอันดับ 3

วารสารการเงินธนาคาร ร่วมกับอาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำการจัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทยติดต่อกันปีนี้เป็นปีที่ 28 แล้ว โดยวัดจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ประเภทบุคคลธรรมดาในประเทศที่ถือหุ้นสูงสุด 10 อันดับแรกของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาด mai ตามการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นล่าสุดก่อนวันที่ 30 กันยายน 2564

สำหรับผลการจัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทยปี 2564 ในวารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนธันวาคม 2564 ปรากฏว่า แชมป์เศรษฐีหุ้นไทยปี 2564 ยังคงเป็นของ สารัชถ์ รัตนาวะดี กรรมการ รองประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ หรือ GULF ซึ่งเป็นการครองแชมป์ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 โดยถือหุ้นมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับ 1 รวม 173,099.73 ล้านบาท รวยเพิ่มขึ้น 57,809.73 ล้านบาท หรือ 50.14% ซึ่งสารัชถ์ เป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 1 ของ GULF ในสัดส่วน 35.55%

มูลค่าความมั่งคั่งของ สารัชถ์ เศรษฐีหุ้น 3 สมัย เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 ที่ได้ก้าวเข้ามาเป็นแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยเป็นปีแรก โดยสารัชถ์ ผู้ถือหุ้นมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับ 1 มีความมั่งคั่งรวม 120,959.99 ล้านบาท ต่อมาในปีที่ 2 ความมั่งคั่ง 115,289.99 ล้านบาท และทะยานสู่ 173,099.73 ล้านบาท ในปีนี้ จากราคาหุ้นของ GULF ที่ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อปี 2560

เศรษฐีหุ้นอันดับ 2 ได้แก่ นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ หรือหมอเสริฐ เจ้าของกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพและสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส โดยถือครองหุ้นมูลค่ารวม 58,217.83 ล้านบาท รวยเพิ่มขึ้น 8,138.52 ล้านบาท หรือ 16.25%

เศรษฐีหุ้นอันดับ 3 ในปีนี้ยังคงเป็นของ นิติ โอสถานุเคราะห์ นักลงทุนรายใหญ่ ทายาทอาณาจักรโอสถสภา โดยถือครองหุ้นมูลค่ารวม 56,253.16 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,071.53 ล้านบาท หรือ 16.75% จากการปรับตัวขึ้นของราคาหุ้นที่อยู่ในพอร์ตลงทุนที่มีชื่อนิติเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 10 อันดับแรกในปีนี้

เศรษฐีหุ้นอันดับ 4 ได้แก่ สมโภชน์ อาหุนัย เจ้าของ บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) กิจการธุรกิจพลังงาน จำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซล และจำหน่ายกระแสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หลังจากหล่นไปอยู่ในอันดับ 8 เมื่อปีที่แล้ว โดยมีมูลค่าหุ้น EA ที่ถือครองในสัดส่วน 23.21% มูลค่า 53,026.35 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18,613.93 ล้านบาท หรือ 54.09%

เศรษฐีหุ้นอันดับ 5 และ 6 ได้แก่ 2 เจ้าของ บมจ.เมืองไทยแคปปิตอล (MTC) หรือชื่อเดิมคือ เมืองไทยลิสซิ่ง โดย ดาวนภา เพ็ชรอำไพ ขึ้นมาอยู่ในอันดับ 5 จากอันดับ 6 เมื่อปีที่แล้ว โดยถือหุ้น MTC ในสัดส่วน 33.96% มูลค่า 41,940 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6,480 ล้านบาท หรือ 18.27% ส่วนชูชาติ เพ็ชรอำไพ ขึ้นจากอันดับ 7 มาอยู่อันดับ 6 โดยถือครองหุ้นรวมมูลค่า 41,631.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6,354.06 ล้านบาท หรือ 18.01%

เศรษฐีหุ้นอันดับ 7 ได้แก่ วนรัชต์ ตั้งคารวคุณ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท ทีโอเอ ทายาทคนโตของอาณาจักรสี TOA หล่นมาอยู่อันดับ 7 จากอันดับ 4 เมื่อปีที่แล้ว โดยถือครองหุ้นรวมมูลค่า 35,100.85 ล้านบาท ลดลง 6,112.30 ล้านบาท หรือ 14.83%

หลุด!! 'ธรรมนัส' นั่งหัวโต๊ะ ประชุมข้าราชการ โซเชียลข้องใจ!! หน้าที่ ส.ส. ใช่ไหม?

ตามที่ได้มีคลิปเผยแพร่ในโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นคลิปเหตุการณ์ที่ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส. และ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ประชุมกับข้าราชการที่จังหวัดน่าน และได้กล่าวในคลิปว่า... ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพรรคให้ดูแล 8 จังหวัดภาคเหนือนั้น

เนื้อหาในคลิปได้ทำให้โลกโซเชียลเกิดการตั้งคำถามถึงความเหมาะสมว่า...

ศาลฎีกาสั่งจำคุก ‘เปรมชัย’ 2 ปี 14 เดือน คดีล่าเสือดำ พร้อมชดใช้ค่าเสียหาย 2 ล้าน

8 ธ.ค. 64 - มีรายงานว่าศาลจังหวัดทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีนายเปรมชัย กรรณสูต อดีตประธานบริหารบริษัท อิตาเลี่ยนไทย ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ในคดีล่าเสือดำกับไก่ฟ้าหลังเทา ที่ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร เขตตะวันตก จ.กาญจนบุรี เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 61 ว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้นและไม่มีเหตุต่อการรอการลงโทษ แม้ต่อมาได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 โดย พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า แก้ไขเพิ่มเติม ปีพ.ศ. 2562 ให้ยกเลิกมาตรา 55 การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่มีความผิดในส่วนนี้ ตาม ป.อาญา มาตรา 2 คงจำคุกจำเลยที่ 1 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 2 คงจำคุก 2 ปี 9 เดือน จำเลยที่ 4 คงจำคุก 2 ปี 13 เดือน ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 2 ล้านบาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ แต่ให้ปรับแก้ไขดอกเบี้ยให้เป็นไปตามกฎหมายใหม่

ย้อนอดีต เมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2561 ปรากฏข่าวโด่งดัง เมื่อเจ้าหน้าที่ทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก ได้รับแจ้งว่าพบนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่ง ตั้งแคมป์พักในบริเวณจุดห้าม เมื่อเข้าไปตรวจสอบ พบนักล่าสัตว์ป่า เป็นก๊วนเจ้าสัว “นายเปรมชัย กรรณสูต” ประธานบริหารบริษัทอิตาเลี่ยนไทยฯ ในขณะนั้น

สิ่งที่เจ้าหน้าที่ฯ ต้องตกตะลึง คือบริเวณเต็นท์ที่พัก พบซากสัตว์ป่าคุ้มครอง คือ ไก่ฟ้าหลังเทา ซากเนื้อเก้ง พร้อมอาวุธปืนลูกกรดติดลำกล้อง 1 กระบอก ปืนไรเฟิลติดลำกล้อง 1 กระบอก และปืนลูกซองแฝด 1 กระบอก เครื่องกระสุนอีกมาก

ที่สำคัญและกลายเป็นคดีใหญ่คือ พบ “ซากเสือดำ” ถูกชำแหละ ถลกหนัง

เจ้าหน้าที่ฯ จึงทำการจับกุมทั้ง 4 ราย เพื่อส่งคดีไปที่ สภ.ทองผาภูมิ ท่ามกลางการต่อรองเพื่อไม่ให้ดำเนินคดี

ต้นสังกัด ดัน 'ลูกหนัง ศีตลา' ต่อ ย้ำชัด การกระทำของพ่อไม่เกี่ยวกับลูก

8 ธันวาคม 2564 Grand Line Group หรือ GLG ต้นสังกัดของวงรุกกี้เคป็อปน้องใหม่ H1-KEY ได้ออกแถลงการณ์พิเศษเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับ เมมเบอร์ชาวไทย ลูกหนัง ศีตลา วงษ์กระจ่าง

ก่อนหน้านี้ ชาวเน็ตชาวไทยจำนวนมาก รวมทั้งชาวเกาหลี และต่างประเทศ ต่างก็ออกมารณรงค์ต่อต้านการเดบิวต์ของ ลูกหนัง ศีตลา ในเกิร์ลกรุ๊ปที่กำลังจะมาถึง โดยมีประเด็นมาจาก บิดาผู้ล่วงลับของศีตลา เคยเข้าร่วมรณรงค์ต่อต้านประชาธิปไตยของประเทศไทย โดยแฟน ๆ ชาวไทย อ้างว่า บิดาของศีตลาเป็นชนชั้นนำที่สนับสนุนการปกครองของไทย ภายใต้ระบบเผด็จการทหาร

และนี่คือแถลงการณ์จาก Grand Line Group

“สวัสดี นี่คือ GLG เอเจนซีของ H1-KEY

ประการแรก เราต้องขอก้มศีรษะเพื่อขอโทษทุกคน ที่อาจได้รับความรู้สึกบาดเจ็บและขุ่นเคืองจากเหตุการณ์ล่าสุด เราปรารถนาสันติภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของชาติไทย

เราขอกล่าวว่า เนื่องจากความซับซ้อนของปัญหานี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ ศีตลา สมาชิก H1-KEY และบิดาผู้ล่วงลับของเธอ เคยมีส่วนร่วมของบิดาผู้ล่วงลับในกิจการต่าง ๆ เช่น การเมือง รัฐบาล เศรษฐกิจ และสังคมไทย จึงต้องใช้เวลา หน่วยงานที่จะเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างถี่ถ้วนและเราระมัดระวังในการจัดการกับเรื่องนี้

"แรมโบ้"สวนกลับแกนนำราษฎร โกหกโกอินเตอร์หลอกเด็ก “ลั่น”ยูเอ็นละเมิดอธิปไตยไทยไม่ได้ “ขี้”ถ้าแอมเนสตี้ไม่มีแผล ไม่ต้องกลัว “ขู่” ถ้าเจตนาร้าย ชักศึกเข้าบ้าน เคลื่อนไหวปลุกปั่นฝ่าฝืนกฎหมาย สมคบล้มล้างการปกครอง ปลายทางคือคุก

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีกลุ่มม็อบราษฎรแถลงเคลื่อนไหวยกเลิก ม.112 ต่อเนื่อง อีกทั้งนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข เตรียมฟ้องยูเอ็นว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ไม่เคารพสิทธิมนุษยนชน แต่กลับตนแสดงจุดยืนขับไล่องค์กรแอมเนสตี้ออกจากประเทศ และดำเนินคดี112 กับประชาชน ว่า การที่ตนประกาศขับไล่แอมเนสตี้ประเทศไทย นั้นยืนยันไม่มีใครมาสั่งให้ทำ นายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้สั่ง แต่เป็นเพราะองค์กรดังกล่าวสนับสนุนกลุ่มคนที่ทำผิดกฎหมายไทยซ้ำซาก ฝ่าฝืนคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญอันถือเป็นที่สุด มีผลผูกพันทุกองค์กร จาบจ้วงสถาบันรุนแรง แสดงตนเป็นปฏิปักษ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์ เสนอเลิกมาตรา 112 กดดันระบบยุติธรรมให้ยกเว้นดำเนินคดีกับจำเลยคดี 112 ที่เป็นแกนนำม็อบทำผิดซ้ำซาก ไม่ใยดีกับสิทธิและเสียงของคนไทยอีกหลายสิบล้านคนที่ทนไม่ไหวกับขบวนการจาบจ้วงสถาบันโดยใช้ข่าวปลอมสารพัดเรื่อง 

“แม้กระทั่งกรณีสนามม้านางเลิ้งที่กำลังดำเนินการเป็นสวนสาธารณะก็เคยถูกศาสดาของคนพวกนี้ใส่ร้ายป้ายสีสร้างความเกลียดชังต่อสถาบันมาอย่างต่อเนื่อง
ไล่ดูแถลงการณ์ ไล่ดูกิจกรรม ไล่ดูหน้าเว็บของแอมเนสตี้ แทบจะไม่ต่างจากเว็บของกลุ่มม็อบจาบจ้วงสถาบัน ถ้าแอมเนสตี้ประเทศไทยดำเนินการถูกต้อง ไม่มีแผล ไม่มีการซิกแซก ฝ่าฝืนกฎหมาย กฎระเบียบ ไม่ได้รับเงินต่างชาติมาทำกิจกรรม ไม่ได้รับใช้เพื่อผลประโยชน์ของใคร ไม่ว่าใครก็ทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องเกรง  แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เคยชี้แจงรายละเอียดว่ารายรับแต่ละปี เงินทุนที่นำมาดำเนินการมาจากไหน เท่าไหร่ มีแต่ปฏิเสธแบบเรื่อยเปื่อย

สาวญี่ปุ่นใจบุญ ทำข้าวกล่องแจกคนไทย เผยอยากตอบแทนน้ำใจคนไทยที่เคยช่วยเหลือ

หญิงสาวชาวญี่ปุ่นที่อาศัยในประเทศไทยแบ่งปันรสชาติจากบ้านเกิด แจกอาหารให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 สื่อญี่ปุ่นชี้ถึงแม้การฟื้นฟูเศรษฐกิจจะค่อยเป็นค่อยไป แต่ยังมีผู้ที่เดือดร้อนอีกมาก

โยชิฮาระ เอริโกะ หญิงสาวชาวญี่ปุ่นที่ทำธุรกิจในประเทศไทย ได้ทำ “โอยะโกะด้ง” หรือ ข้าวหน้าไก่แบบญี่ปุ่น แจกจ่ายให้กับชาวไทยที่เดือดร้อน เธอร่วมกับชาวญี่ปุ่นอีกราว 40 คนผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ทำโครงการช่วยเหลือตั้งแต่เดือนสิงหาคม มาแล้ว 2 ครั้ง โดยทำอาหารญี่ปุ่นแบบง่าย ๆ และนำสิ่งของไปแจกจ่ายให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19

คุณโยชิฮาระ บอกว่า “เธอใช้ชีวิตในประเทศไทย และเมื่อเผชิญความยากลำบากก็มีคนยื่นมือเข้าช่วยเหลือมากมาย แม้เวลาผ่านไปเธอก็ไม่เคยลืมถึงความช่วยเหลือที่เคยได้รับ และอยากจะตอบแทนกลับคืนบ้างไม่มากก็น้อย”

บริเวณถนนราชดำเนินที่เธอนำอาหารและสิ่งของไปแจก มีผู้ยากไร้ที่ใช้ท้องถนนเป็นที่หลับนอนหลายราย ในยามเช้า ผู้คนต่อแถวยาวเพื่อรับอาหารและสิ่งของ ข้าวหน้าไก่ 200 ชุด บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เครื่องดื่ม และขนม ถูกแจกจ่ายจนหมดภายในเวลาไม่ถึง 15 นาที

“คุณหญิงกัลยา” หารือสภาดิจิทัลฯ เตรียมเคลื่อนโครงการแบ่งปัน Smart Device เดินหน้าขยายความร่วมมือทุกภาคส่วน หลังนายกไฟเขียวให้กระทรวงศึกษาฯ ดำเนินการร่วมกระทรวงดีอี เร่งลดเหลื่อมล้ำ พบสังกัด สพฐ. ขาดแคลนกว่า 1.5 ล้านคน เตรียมจัดตั้งกองทุนเพื่อความยั่งยืน  

กระทรวงศึกษาธิการ (9 ธันวาคม 2564 )-ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์และนโยบายรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) และประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์โค้ดดิ้งแห่งชาติ, ดร.กวินเกียรติ นนธ์พละ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) ด้านการขับเคลื่อนการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และผู้ที่เกี่ยวข้องประชุมหารือร่วมกับสภาดิจิทัลฯ เตรียมเคลื่อนโครงการจัดหา Smart Device พร้อมเดินหน้าขยายความร่วมมือทุกภาคส่วน เตรียมดึงสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม กสทช. เข้าร่วม เร่งลดความเลื่อมล้ำ และเตรียมจัดตั้งกองทุนเพื่อความยั่งยืน

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า หลังจากเปิดตัวโครงการ Next Normal with Smart Devices ภายใต้แคมเปญนำร่อง “พี่ใหญ่ให้ยืม” ซึ่งถือเป็นการประกาศเจตนารมณ์ในการช่วยลดความเหลื่อมล้ำและบรรเทาผลกระทบความเดือดร้อนจากการขาดแคลนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้กับนักเรียนสำหรับใช้ในการเรียนออนไลน์ไปเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมานั้น ปรากฏกว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชนและภาคประชาสังคม ที่พร้อมจะให้การสนับสนุน โดยล่าสุดได้มีการหารือกับทางสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย ซึ่งยินดีที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ซึ่งทางโครงการฯ ก็จะขยายความร่วมมือไปในทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง อาทิ สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรม รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นต้น 

“ถ้าเราทำได้เร็ว เด็กก็มีโอกาสเร็วขึ้น อยากให้เริ่มต้นจากเครือข่ายที่เรามี ต้องขอขอบคุณสภาดิจิทัลฯ ที่ยินดีสนับสนุนโครงการนี้ ซึ่งเชื่อว่าทุกหน่วยงานพร้อมให้การสนับสนุนโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อเยาวชนอยู่แล้ว ซึ่งก็จะมีการขยายความร่วมมือไปยังหน่วยงาน หรือองค์กรอื่น ๆ ต่อไป เช่น สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรม กสทช. รวมถึงระชาชนทั่วไป เป็นต้น รวมไปถึงขณะนี้ก็ให้ทางโรงเรียนแจ้งไปยังสมาคมศิษย์เก่า สมาคมผู้ปกครองให้รับทราบถึงโครงการฯ เพื่อที่จะมาช่วยกันให้ได้มากที่สุด เป้าหมายคือเด็กทุกคนที่ขาดแคลนต้องมีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ใช้ในการเรียน” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top