Thursday, 6 August 2026
Hard News Team

'จุรินทร์' ย้ำ ปชป.รู้หน้าที่พรรคร่วมรัฐบาล ไม่ห่วงศึกอภิปรายทั่วไป พร้อมแจงทุกคำถาม ยัน แก้ของแพงคลี่คลายแล้ว

ที่ทำเนียบรัฐบาล  นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการเตรียมความพร้อมชี้แจงในการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติที่จะมีขึ้นในวันที่ 17-18 ก.พ.นี้ ว่า  รัฐมนตรีทุกคนทราบหน้าที่ดีอยู่แล้วในช่วยกันตอบในการอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 ขณะที่ฝ่ายค้านสามารถเสนอข้อคิดเห็นมาได้ หากเกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีคนไหน รัฐมนตรีคนนั้นก็มีหน้าที่ชี้แจงทำความเข้าใจ

ส่วนนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้พูดในภาพรวม สำหรับกระทรวงพาณิชย์ก็พร้อมตอบหากมีคำถามอะไร เรื่องราคาสินค้านั้น โดยตอนนี้กระทรวงพาณิชย์ได้เข้าไปกำกับควบคุมดูแล และเมื่อพบการกระทำความผิด ก็ได้ไปดำเนินคดี ทำให้สถานการณ์คลี่คลายขึ้นแล้ว

'นายกฯ' เชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมเวียนเทียนวิถีใหม่ New Normal ในวันมาฆบูชา พร้อมกำชับให้วัดดำเนินการปฏิบัติตามมาตรการ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดในชุมชน

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เชิญชวนให้พุทธศาสนิกชนร่วมเวียนเทียน ออนไลน์ ในวันมาฆบูชา 2565 ในรูปแบบวิถีใหม่ New Normal ซึ่งเป็นการทำบุญวิถีใหม่ ปลอดภัยจากโควิด-19  และยังอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่ไม่สามารถเดินทางไปทำกิจกรรมที่วัดให้ร่วมทำบุญในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา โดยร่วมเวียนเทียนออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ www.เวียนเทียนออนไลน์.com สามารถเลือกสถานที่เวียนเทียน ทั้งวัดในประเทศไทย และวัดไทยในต่างประเทศ ซึ่งจะเปิดระบบให้ประชาชนสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ระหว่างวันที่ 14-17 กุมภาพันธ์ 2565 เวลาตั้งแต่ 11.09 น. เป็นต้นไป 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปทำบุญเวียนเทียนที่วัด ซึ่งในส่วนกลางกรมศาสนากำหนดจัดที่วัดสระเกศ ส่วนภูมิภาคให้จัดตามบริบทของแต่ละพื้นที่ อาทิ การทำบุญตักบาตร ทำวัตรสวดมนต์ เจริญจิตภาวนา ฟังพระธรรมเทศนา สักการะพระบรมสารีริกธาตุ เวียนเทียน ฯลฯ ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19 ของสาธารณสุขในแต่ละพื้นที่ และขอให้วัดดำเนินการปฏิบัติตามมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค จัดเวียนเทียนเป็นรอบๆ หรือกำหนดจุดยืนประกอบพิธีตามความเหมาะสม เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดในชุมชน ป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดในกลุ่มคลัสเตอร์ใหม่ในอนาคต ขณะเดียวกันก็ขอวิงวอนให้พุทธศาสนิกชนที่ไปวัดปฏิบัติตามมาตรการ Universal Prevention อย่างเคร่งครัดด้วย

"วราวุธ" ลั่น​ ชทพ.หนุนรัฐบาล​ เลือดสุพรรณ​ ลงเรือลำเดียวกันแล้ว​ ต้องส่งให้ถึงฝั่ง​ ย้ำ​ ชทพ.ไม่เคยเกเร

นายวราวุธ​ ศิลปอาชา​ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม​  (ทส.)​ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนา​ (ชทพ.)​ ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมการอภิปรายทั่วไปตามมาตรา​ 152  ในวันที่​  17-18​ ก.พ.​ ว่า ตนและทส.ทำงาน​มาโดยตลอด​ แต่ในการทำงานแต่ละกรมอาจจะมีข้อติดขัดอะไรบ้าง ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีหากจะมีการชี้แจงให้ประชาชนได้ทราบ ส่วนตัวตนทำงานตลอด จึงไม่ได้ทำการบ้านอะไรเป็นพิเศษ​ ขณะที่​ พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์โอชา​ นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม​ ก็ไม่ได้กำชับอะไร​ ต่างคนต่างทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในแต่ละบทบาทแต่ละกระทรวง

เมื่อถามถึงกรณีที่นายกฯระบุว่าต้องการให้พรรคร่วมรัฐบาลช่วยกัน นายวราวุธ กล่าวว่า ในบทบาทของทส.​ หากมีอะไรที่เกี่ยวข้องก็ยินดีที่จะตอบ และการอภิปรายครั้งนี้บางครั้งใครมีข้อมูลอะไรในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลก็จะช่วยกันทำงาน

เมื่อถามถึงกรณี ทส.จะถูกอภิปรายเรื่องเหตุน้ำมันรั่วที่​ จ.ระยอง​ นายวราวุธ​ กล่าวว่า​ ก็ยินดีที่จะชี้แจงให้กับประชาชนรับทราบ ว่าในส่วนของทส. ได้ดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง และถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหน่วยงานอื่น หรือกระทรวงอื่นเราก็จะไม่ก้าวก่าย ปล่อยให้เจ้ากระทรวงเป็นผู้ชี้แจงต่อไป

เมื่อถามว่า​ แม้ครั้งนี้จะไม่มีการลงมติ​ แต่​ 12​ เสียง​ ชทพ.ยังหนุนรัฐบาลอยู่หรือไม่​ นายวราวุธ​ กล่าวว่า เราอยู่กับรัฐบาลตั้งแต่เริ่มยันจบ เราทำงานร่วมกัน​ ลงเรือด้วยกันแล้ว​ เราก็ส่งเรือให้ถึงฝั่ง​ ชทพ.ไม่เคยเกเร​ ตั้งแต่สมัยนายบรรหาร​ ศิลปอาชา​ อดีตนายกฯ และตอนนี้ยังเป็นเช่นนั้น เราทำงานในฐานะคนที่อยู่เรือลำเดียวกัน

ฉะเชิงเทรา-คณะขับเคลื่อนโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกจังหวัดฉะเชิงเทรา เยี่ยมชม  โรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน บริษัท อมิตาเทคโนโลยี(ประเทศไทย)จำกัด

ที่ บริษัท อมิตา เทคโนโลยี(ประเทศไทย)จำกัด นิคมอุตสาหกรรม ฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้ ดร.โอกาส เตพละกุล ปธ.คกก.ขับเคลื่อนโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกจังหวัดฉะเชิงเทรา นำคณะขับเคลื่อนโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกจังหวัดฉะเชิงเทรา เยี่ยมชม  โรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน บริษัท อมิตา เทคโนโลยี(ประเทศไทย)จำกัด

โดยมี นางสาวกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานผู้บริหารโครงการนิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้, นายชาญยุทธ ฉายาวัฒนะรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อมิตา เทคโนโลยี(ประเทศไทย)จำกัด กล่าวให้การตอนรับ พร้อมพาเยี่ยมชมโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนและระบบกักเก็บพลังงาน จะเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) และการนำพลังงานหมุนเวียนที่มีเสถียรภาพเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

สมุทรปราการ- “ดร.ยงยุทธ” สส.พลังประชารัฐ ผู้ก่อตั้งโรงเรียน PWS จับมือ ผู้ประกอบการมอบทุนการศึกษา”ร้อยโรงงาน ร้อยดวงใจ หนึ่งโรงเรียน”

ที่โรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา สังกัดเทศบาลตำบลแพรกษา ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชารัฐ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา (PWS) พร้อมด้วย นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา ประธานในพิธี นำคณะผู้บริหารโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา และคณะครูร่วมให้การต้อนรับผู้ประกอบการ นักธุรกิจ ที่เดินทางมาร่วมมอบเงินสนับสนุนการศึกษา เพื่อไว้เป็นทุนการศึกษาให้กับทางโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา (PWS) ภายใต้กองทุน “ร้อยโรงงาน ร้อยดวงใจ หนึ่งโรงเรียน” และช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่เรียนดีแต่ฐานะยากจน อีกทั้ง ยังครบรอบ 10 ปี วันคล้ายวันสถาปนาโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา PWS ประจำปี การศึกษา 2565 อีกด้วย 

โดยในปีนี้ ทางโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา มีผู้ประกอบการ นักธุรกิจร่วมมอบทุนสนับสนุนการศึกษาเป็นจำนวนมากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี ถือเป็นวันคล้ายวันสถาปนาโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 จนถึงปัจจุบันรวมเวลา 10 ปี ประกอบกับที่ผ่านมาทางผู้บริหารเทศบาลตำบลแพรกษา ร่วมกับทางโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา ได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุน”ร้อยโรงงาน ร้อยดวงใจ หนึ่งโรงเรียน” เพื่อให้ บริษัท ห้างร้าน ได้ทำกิจกรรม CHR ร่วมกับทางโรงเรียน

‘อ.ยักษ์’ เผยการทรงงานเพื่อคนไทยของ ‘ในหลวง ร.10’ ทุ่มทรัพย์ส่วนพระองค์มหาศาล แต่น้อยคนนักที่จะรู้ 

เป็นอีกหนึ่งคลิปที่มีการแชร์กันในโลกออนไลน์ โดยช่อง YouTube KU Radio Thailand ได้เผยแพร่คลิปการบรรยายของ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือ อาจารย์ยักษ์ ผู้น้อมนำแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่สู่ความพอเพียง ในหัวข้อ ‘การบูรณาการศาสตร์พระราชาศาสตร์กลและศาสตร์ชุมชน’ ไว้เมื่อ 9 ก.พ.ปีที่แล้ว โดยจากบรรยายดังกล่าวได้มีการสรุปไว้ว่า…

การ #ทรงงานในปัจจุบัน ของในหลวง ร.10 ที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยทราบมาก่อน

จากคลิปวิดีโอเกี่ยวกับการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ การทำโคกหนองนา มาเรื่อยๆ จนมีโอกาสได้มาดูคลิปนี้ของ อ.ยักษ์ วิวัฒน์ ศัลยกำธร

คลิปนี้ อ.ยักษ์ บรรยายเรื่อง ‘การบูรณาการศาสตร์พระราชา ศาสตร์สากล และศาสตร์ชุมชน’ บรรยายไว้เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2564 ความยาวเกือบ 3 ชม. 

อ.ยักษ์ เล่าถึงการทรงงานของในหลวง และการถวายงานต่อในหลวง ร.10 คร่าวๆ ดังนี้

>> อ.ยักษ์ ท่านเริ่มด้วยการพูดถึงในหลวง ร.10 ว่าวัยรุ่นในยุคนี้ไม่ค่อยชอบท่านเท่าไหร่ แม้กระทั่งคนในรุ่น อ.ยักษ์ เองก็ได้ยินเรื่องข่าวลือต่างๆ นานา มาด้วยเหมือนกัน แต่พอได้มาเห็นการทรงงานของท่านมาเป็น 10 กว่าโครงการ หมด ‘เงินส่วนพระองค์’ มา #หลายหมื่นล้านจนอาจจะถึงแสนล้านด้วยซ้ำ ซึ่งเงินตรงนี้คนละส่วนกับงบประมาณแผ่นดินของทางราชการนะครับ และทุกโครงการล้วนทำเพื่อประชาชน

>> ในทุกๆ วันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าแผ่นดินจะทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษให้กับนักโทษบางส่วน ซึ่งมีอยู่ครั้งหนึ่งมีนักโทษที่จะได้รับอภัยโทษมีประมาณ 3 หมื่นกว่าคน แล้ว ร.10 ท่านยังไม่ลงพระปรมาภิไธย (วีโต้) และท้วงติงไปว่าถ้าปล่อยออกไปตอนนี้จะดีหรือ เพราะตอนนี้คนตกงานกันเยอะ บริษัทก็ปิด วิศวกร หมอ และทุกๆ คนลำบากกันหมด แล้วคนที่ออกจากเรือนจำ เป็นคนคุก ออกไปแล้วจะไปหากินได้อย่างไร ท่านจึงพระราชทานแนวทางมาให้ว่าให้ฝึกอบรมเกษตรทฤษฎีใหม่ในเรือนจำดู (แบบที่ท่านทำที่ราบ 11)

>> อ.ยักษ์และทีมงานเป็นผู้เขียนแบบถวาย ดำเนินงานฝึกอบรม ตรงนี้อาจารย์เล่าว่าในระหว่างที่ทำงานถวายท่านเนี่ย ท่านจะให้ทำรายงานถวายทุกวัน เช้า-เย็น ต้องมีภาพและวิดีโอ ซึ่งค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้มาเบิกกับท่าน ท่านรู้ว่ากรมราชทัณฑ์ไม่มีงบประมาณตรงนี้ ท่านไม่อยากให้ไปกระทบกับงบประมาณของรัฐบาล ท่านให้มาเบิกกับท่านทุกอย่าง 

>> ท่านให้เปิดพร้อมกันทั้งหมดทั่วประเทศ 137 ศูนย์ฝึก ใช้เวลาแค่ 1 สัปดาห์ ซึ่งทำสำเร็จ และยังมีการฝึกอบรมต่อเนื่องอยู่ในปัจจุบัน (อ.ยักษ์ บอกแกทำศูนย์ฝึกมา 20 ปี ได้แค่ 40 ศูนย์)

>> #จุดน่าสังเกตคือ ในทุกๆ ภาพวาดฝีพระหัตถ์พระราชทาน ล้วนออกมาในช่วงเวลาที่งานมีความคืบหน้าไปในแต่ละขั้นตอน ซึ่ง อ.ยักษ์ ได้อธิบายในคลิปอย่างละเอียดในแต่ละรูป

>> ร.10 ท่านไม่ประสงค์จะให้ประชาสัมพันธ์ ใครจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา ใครจะว่าร้ายอย่างไรก็ปล่อยเขา อ.ยักษ์ บอกตรงนี้คงเป็นวิบากของท่าน เพราะทำดีแต่คนก็ยังด่า ยังเข้าใจแบบผิดๆ

>> ร.10 ท่านบอกว่าต้องทำโมเดลให้ออกมาทำตามง่าย เข้าใจไม่ยาก ให้ทำแบบ Kiss คือ keep it simple, stupid (ตรงนี้ผมไปค้นหาที่มา พบว่าทฤษฎีนี้มาจาก U.S. Navy ครับ) ท่านบอกว่าท่านตามเสด็จพ่อกับแม่ท่านมา (ร.9, พระพันปี) ท่านไม่เห็นเคยได้ยินแบบที่ข้าราชการหรือนักวิชาการเอาไปเขียนเลย ท่านบอก ร.9 เนี่ยท่านให้ทำแบบง่ายๆ เข้าใจง่ายๆ ชาวบ้านสามารถทำตามได้ (บางทีข้าราชการนำหลักการของท่านไปตีความและถ่ายทอดมาจนผิดเพี้ยนและเข้าใจยาก)

>> นอกจากนี้ อ.ยักษ์ ยังได้สรุปคร่าวๆ เกี่ยวกับโครงการที่ ร.10 ท่านทำ #บางโครงการ ดังนี้…

1.) ตั้งโรงเรียนจิตอาสาฝึกอบรม (เข้าใจว่าในวัง) เพราะท่านเห็นว่าระบบราชการในปัจจุบันนี้สู้กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ได้ 

2.) ระดมคนที่ผ่านการฝึกอบรมจิตอาสามาตั้งศูนย์ฝึกที่ราบ 11 ในพื้นที่ 200 กว่าไร่

3.) จัดโครงการ 8 วิธีแบบง่ายๆ ส่งจิตอาสาไปช่วยภาครัฐสู้กับภัยแล้ง

4.) นำนักเรียนจิตอาสารุ่นที่ 2 ไปร่วมมือกับเครือข่ายชาวบ้าน ไปทดลองทำป่าต้นน้ำที่ต้นน้ำน่าน ทำไว้เป็นต้นแบบ และให้ไปช่วยเหลือกันทั่วประเทศเพื่อฟื้นฟูป่าต้นน้ำ

5.) คนตกงานกันมากหลังจาก COVID-19 โดยให้นำฟาร์มตัวอย่างของพระพันปีหลวงไปรองรับคน พันกว่าคนใน 30 ฟาร์ม โดยภายใน 1 เดือนแรกต้องให้มีกินให้ได้ จะปลูกถั่วงอก ผักบุ้ง หรืออะไรก็ได้ และต้องมีเหลือไปฝากพ่อกับแม่ หรือว่าว่าเอาไปแจกจ่ายให้กับคนที่ตกงานและไม่มีโอกาสได้เข้ามาอยู่ในฟาร์ม ยังไม่ให้ขาย ค่อยขายตอนรอต่อยอดไปเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม เอาไปแปรรูป ท่านอยากให้มีบริษัทในชุมชน ประมาณนี้

6.) 137 ศูนย์ฝึกในเรือนจำ

7.) ไปพัฒนาโรงเรียนแบบ PBL - Project-Based learning (แนวคิดของ John Dewey) เป็นการเรียนรู้จากปัญหาจริง โดยเริ่มจากโรงเรียนมัธยมในจังหวัดน่านก่อน โดยเน้นจาก (1.) เปิดห้องเรียนเอาปัญหาจากภายในมาศึกษา (ครอบครัว,ชุมชน) ไม่ใช่ศึกษาแต่ปัญหาของต่างประเทศ (2.) ใช้การเรียนแบบ active learning แก้ปัญหาร่วมกันทั้ง ครู พ่อแม่ และนักเรียน (3.) เปลี่ยนวิธีการประเมิน จากที่เคยใช้ KPI มาใช้ OKR, Competency Assessment (การประเมินสมรรถนะ) 

8.) พระราชทานที่ดินในพระตำหนักอาคารทรงไทย (ที่ๆ ร.5 นั่งทอดปลาทู) ทำโครงการกตัญญูต่อ ร.5 และต่อพระราชบิดา (ร.9) - พระราชมารดา โดยจะนำเอาองค์ความรู้ที่ ร.9 ทำมาตลอดกว่า 70 ปี มาย่อให้เข้าใจง่ายๆ แบบ Kiss - keep it simple, stupid

‘ก.อุตฯ’ ผนึก ‘พลังงาน’ ปั้นขยะเป็นไฟฟ้าใช้ในภาคอุตฯ พร้อมหนุนตั้งโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะ ลดการฝังกลบ

กระทรวงอุตสาหกรรม จับมือ กระทรวงพลังงาน ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจความร่วมมือการบริหารจัดการขยะอุตสาหกรรมเพื่อผลิตไฟฟ้า (Waste-to-Energy) และการส่งเสริมการผลิตการใช้พลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงานในภาคอุตสาหกรรม โดยมีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม แสดงความยินดีในความร่วมมือในครั้งนี้ นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน และนายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ชี้แจงแนวทางการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับกระทรวงพลังงานลงนามในบันทึกความเข้าใจการบริหารจัดการขยะอุตสาหกรรมเพื่อผลิตไฟฟ้า (Waste-to-Energy) และการส่งเสริมการผลิตการใช้พลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงานในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีระยะเวลาความร่วมมือ 4 ปี มีวัตถุประสงค์เพื่อการบริหารจัดการขยะอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ และได้พลังงานไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ เพื่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของประเทศ สร้างมูลค่าจากขยะอุตสาหกรรม สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายด้านการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ที่เน้นในการพัฒนา 3 ด้าน คือ เศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) หรือโมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่มีความต้องการให้ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุดในทุกกระบวนการ และสอดคล้องกับนโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมให้เป็นอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) อุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Industry) และนโยบายไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด รวมทั้งการส่งเสริมการผลิต การใช้พลังงานทดแทน และการอนุรักษ์พลังงานในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะนำไปสู่ความยั่งยืนทางพลังงานของประเทศ

นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้วางแผนการดำเนินงาน (Roadmap) กำหนดเป้าประสงค์ (Achievement Target) และเป้าความสำเร็จย่อยเป็นระยะ ๆ (Milestone) โดยมีคณะกรรมการร่วมฯ ขับเคลื่อนการดำเนินงานตามบันทึกความร่วมมือเพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ในปี ค.ศ. 2065 โดยได้มอบหมายให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลธุรกิจอุตสาหกรรมรวมถึงวัตถุอันตรายด้านการผลิต สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย ตามกรอบของกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ เป็นผู้ดำเนินงาน

นายวันชัย พนมชัย อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวต่อว่า กรอ. จะเร่งดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจ โดยสนับสนุนข้อมูลพื้นที่ที่มีศักยภาพสำหรับการตั้งโรงไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรม และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับขยะอุตสาหกรรมในประเทศไทย เช่น ปริมาณ ประเภท และคุณสมบัติของขยะอุตสาหกรรม รวมทั้งข้อมูลผู้ประกอบกิจการขยะอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการปรับเปลี่ยนมาใช้พลังงานทดแทนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อสนับสนุนให้ขยะอุตสาหกรรมเข้าสู่ระบบการจัดการที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยได้สำรวจปริมาณขยะอุตสาหกรรมที่มีค่าความร้อนที่เหมาะสมสำหรับนำมาเป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตไฟฟ้า เช่น เศษพลาสติก เมื่อทราบปริมาณและพื้นที่เป้าหมายแล้ว จะนำมาวางแนวทางความเป็นไปได้ในการตั้งโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะอุตสาหกรรมต่อไป

‘บางขุนเทียน’ จัดกิจกรรมวันวาเลนไทน์ เปิดพื้นที่ให้คู่รัก LGBTQ+ จูงมือจดแจ้งคู่สมรส 

วันวาเลนไทน์ 14 ก.พ. 65 ของสำนักงานเขตบางขุนเทียน จัดงาน ”บางขุนเทียนแสงเทียนแห่งรัก" เปิดให้คู่รักชายหญิงเข้าจดทะเบียนสมรส นอกจากนี้ยังมีความพิเศษ คือ ได้เปิดให้คู่รักเพศทางเลือก LGBTQ+ ได้มาจดทะเบียนสมรสเช่นกัน โดยทุกคู่จะได้รับทะเบียนสมรสที่เรียกว่า ใบรับการแจ้งคู่ชีวิต พร้อมของที่ระลึกเป็นหลอดไฟเพื่อนำเป็นสัญลักษณ์ในการส่องสว่างชีวิตของคนทั้งคู่ 

คู่แรกที่ได้จดแจ้งชีวิตคู่อย่าง น.ส.ณัฐรดา ฉิมช้าง ชาวไทย กับ MISS SHANNON DENISE BATES ชาวอเมริกัน บอกว่า การแต่งงานเพศทุกเพศสำคัญไม่ว่าจะเพศอะไร สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่มีการแบ่งแยก การจดทะเบียนในวันนี้ถือว่าเป็นการเริ่มต้นนำร่องทางกฎหมาย ซึ่งจะช่วยให้ชีวิตคู่สมบูรณ์ขึ้น เช่นในกรณีเจ็บป่วย เราไม่สามารถเซ็นยินยอมให้รักษาได้ เพราะโรงพยาบาลไม่ยินยอม ต้องไปตามครอบครัวมาเซ็นยินยอม ซึ่งถ้าข้อกฎหมายนี้ผ่าน เราก็สามารถให้เขาที่คอยอยู่กับเรามีสิทธิเซ็นยินยอมได้ แต่ถ้ายังไม่มีการเริ่มก็ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ 

สวนนงนุช ผุดกิจกรรมกระตุ้นท่องเที่ยวพัทยา จัดพิธีจดทะเบียนสมรสบนหลังช้าง รับวาเลนไทน์

สวนนงนุชพัทยา อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี จัดพิธีจดทะเบียนสมรส บนหลังช้าง 14 กุมภา วันวาเลนไทน์ ประจำปี 2565 ให้กับคู่บ่าวสาวจำนวน 9 คู่ โดยมี นักท่องเที่ยวร่วมเป็นสักขีพยานคับคั่ง

โดยภายในงานทางสวนนงนุชพัทยา ได้จัดขบวนแห่ขันหมากขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ โดยนำคู่สมรส 9 คู่แรก นั่งบนหลังช้าง เพื่อร่วมขบวนแห่ขันหมาก เข้าสู่บริเวณจัดงาน ณ สวนลอยฟ้า สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับคู่บ่าวสาวที่มาร่วมงาน ซึ่งในปีนี้มีคู่รักมาร่วมจดทะเบียนคู่รักบนหลังช้าง กว่า 50 คู่ 

รัฐบาลเคาะงบพัฒนาจังหวัด-ภาค 4 หมื่นล้าน

นายเอนก มีมงคล รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ในการประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการบูรณาการนโยบายพัฒนาภาค (ก.บ.ภ.) และคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.น.จ.) ที่มี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรม.กลาโหม เป็นประธาน วันที่ 14 ก.พ.2565 ได้เห็นชอบเห็นชอบแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด พ.ศ. 2566 – 2570 

ทั้งนี้ในการพัฒนาตามแผนนั้น กำหนดแนวทางไว้ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 และแผนพัฒนาของแต่ละภาค เช่น ภาคเหนือ เน้นการพัฒนาตามแผนล้านนา ครีเอทีฟ การแก้ปัญหาความยากจน ภาคอีสานเน้น เรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจกลุ่มลุ่มน้ำโขง การท่องเที่ยว และภาคใต้ เน้นการท่องเที่ยว เกษตร และระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เป็นต้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top