Wednesday, 29 July 2026
Hard News Team

‘อิน-เอม’ 2 พี่น้องนักเรียนไทย คว้ารางวัลเหรียญทอง จากผลงานวิชาการระดับนานาชาติ ASIACHEM2025

สมาคมเคมีแห่งประเทศไทยฯ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ The 20th Asian Chemical Congress (20 ACC )หรือ ASIACHEM2025 จาก Federation of Asian chemical societes (FACS) เพื่อสื่อสารเกี่ยวกับความรับผิดชอบทางด้านวิทยาศาสตร์เคมีในสังคม โดยมีเป้าหมายนำไปสู่ความยั่งยืนของโลก ภายใต้ชื่องาน 

สำหรับงานดังกล่าวทาง สมาคมเคมีแห่งประเทศไทยฯ ได้รับสิทธิ์ให้เป็นเจ้าภาพจาก The Federation of Asian Chemical Societies (FACS) และเจ้าภาพร่วมคือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย ศาสตราจารย์ ดร.สุภา หารหนองบัว เป็นประธานคณะกรรมการจัดการประชุม ระหว่างวันที่ 23-27 มิถุนายน 2568 ภายใต้หัวข้อการประชุมหลักคือ “Responsible Chemical Sciences for World Sustainability” ณ Berkeley Hotel Pratunam กรุงเทพฯ วัตถุประสงค์ของงานประชุมเพื่อมุ่งเน้นสื่อสารถึงความรับผิดชอบด้านวิทยาศาสตร์เคมีของสังคม เพื่อความยั่งยืนของโลก การประชุมจะครอบคลุมสาขาวิชาเคมีและมีเนื้อหาพิเศษที่สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญของเครือข่ายเคมีทั่วโลก เป็นการประชุมที่รวบรวมผู้เข้าร่วมจากทั่วทุกภูมิภาคและทั่วโลก 

ภายในงานนี้ นาย อริณชย์ ทองแตง (อิน) และ นางสาว อริสา ทองแตง (เอม) นักเรียน year 12 และ 11 จากโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพเข้าร่วมการประกวด 20th Asian Chemical Congress (20ACC), ASIACHEM2025 ในหัวข้อ Living Carbonomics: Tracking Footprint and Storage Dynamics Above and Below Ground ซึ่งปรากฏว่า ผลงานดังกล่าวได้รับรางวัลระดับเหรียญทอง พร้อมกับสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยได้อีกครั้ง

อาเซอร์ไบจานย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับอิหร่าน ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาว่าร่วมมือกับอิสราเอล

(27 มิ.ย. 68) รัฐบาลอิหร่านเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีอาเซอร์ไบจาน อิลฮาม อาลีเยฟ ได้ปฏิเสธข่าวลือที่ระบุว่าอิสราเอลใช้พื้นที่ทางอากาศของอาเซอร์ไบจาน เพื่อโจมตีอิหร่านในช่วงสงคราม 12 วันระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อ 13 มิ.ย. และสิ้นสุดด้วยการหยุดยิงเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

คำปฏิเสธดังกล่าวมีขึ้นระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน (Masoud Pezeshkian) ของอิหร่าน กับประธานาธิบดีอิลฮัม อาลีเยฟ (Ilham Aliyev) ของอาเซอร์ไบจาน โดยเปเซชเคียนได้ขอให้อาเซอร์ไบจานตรวจสอบกรณีที่มีรายงานว่าอิสราเอลใช้โดรนและเครื่องบินเบาโจมตีเป้าหมายในอิหร่านผ่านน่านฟ้าของอาเซอร์ไบจาน

ในบทสรุปการสนทนาจากฝ่ายอิหร่าน ระบุว่า อาลีเยฟปฏิเสธข้อมูลดังกล่าว และยืนยันว่า รัฐบาลอาเซอร์ไบจานจะไม่ยินยอมให้ประเทศใดใช้พื้นที่หรือทรัพยากรของตนเพื่อโจมตีประเทศที่เป็นมิตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิหร่านที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้น

ทั้งนี้ อาเซอร์ไบจานเคยแถลงอย่างเป็นทางการตั้งแต่ต้นสงครามว่า จะไม่อนุญาตให้มีการใช้ดินแดนหรืออากาศยานจากประเทศตนในการโจมตีอิหร่าน ท่ามกลางความกังวลที่สะสมมานานของเตหะรานต่อบทบาทของอิสราเอล ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านอาวุธรายสำคัญของบากู

‘ดร.อานนท์’ แนะหากต้องรบกับเขมรจริง ควรตีประจันตคีรีเขตกลับคืนมาเป็นของไทย ชี้ คนพื้นที่พูดภาษาไทย ทรัพยากรทางทะเลเพียบ ส่วนด้านพระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณปล่อยไป เหตุคนคุณภาพต่ำคุยกันไม่รู้เรื่อง

(27 มิ.ย.68) รศ. ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง สาขาวิชาพลเมืองวิทยาการข้อมูล (Citizen data sciences) คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) โพสต์เฟซบุ๊กว่า ถ้ารบกันจริง ๆ อยากให้ไทยตีเอาประจันตคีรีเขตกลับคืนมาเป็นของไทย เพราะเป็นพื้นที่ที่ประชากรพูดภาษาไทย มีทรัพยากรทางทะเลมากมหาศาล ทำให้ขยายน่านน้ำของไทยออกไป ปกครองง่ายกว่าเพราะพูดภาษาไทยเป็นส่วนใหญ่ แก้ปัญหาข้อพิพาทเกาะกูดไปได้หมดสิ้น น้ำมันปิโตรเลียมในอ่าวไทยก็เป็นของเราทั้งหมด ทางออกทะเลของเขมรก็จะแคบลง

ส่วนมณฑลบูรพา คือ พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ นั้น แม้พื้นที่กว้างกว่า แต่ไม่มีทรัพยากรอะไร ประชากรพูดภาษาเขมร สื่อสารกันยาก ประชากรการศึกษาต่ำ คุณภาพประชากรไม่ค่อยดี เอามาเป็นของไทยก็เป็นภาระประเทศไทย ไม่สมควรรบเพื่อเอากลับคืนมาครับ ไม่มีประโยชน์เท่าไหร่

‘ทหารพราน’ รวบชาวไทยลอบข้ามแดนไป-กลับกัมพูชา สองจุดตรวจจับได้ 43 ราย เผยจุดหมายปอยเปตทั้งสิ้น

เมื่อวันที่ (25 มิ.ย.68) เจ้าหน้าที่กองร้อยทหารพราน ฉก.อรัญประเทศ คุมเข้มแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะบริเวณด่านคลองลึก จ.สระแก้ว ตรวจพบกลุ่มบุคคลลักลอบข้ามแดนใกล้บ้านผ่านศึก ต.ผ่านศึก อ.อรัญประเทศ จึงประสานผู้นำท้องถิ่นเข้าตรวจสอบและจับกุมได้ทั้งหมด 33 คน เป็นชาย 20 หญิง 12 และเด็กชาย 1 คน ทั้งหมดเป็นชาวไทยที่เดินทางกลับจากกรุงปอยเปต กัมพูชา

กลุ่มดังกล่าวให้การว่าเคยทำงานอยู่ในฝั่งกัมพูชา แต่ต้องการเดินทางกลับไทยเนื่องจากสถานการณ์ระหว่างประเทศที่ไม่แน่นอน พยายามเลี่ยงด่านตรวจโดยอ้อมออกจากเส้นทางหลักและข้ามตามช่องทางธรรมชาติ ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่พบผู้ใดเป็นคนนำพากลุ่มเหล่านี้

ในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่อีกชุดในพื้นที่ อ.ตาพระยา ตรวจพบบุคคลต้องสงสัยเดินเท้าตามแนวสวนปาล์มใกล้เขตแดนไทย-กัมพูชา เมื่อเข้าตรวจสอบพบว่าเป็นชาวไทย 13 คน (ชาย 6 หญิง 7) พยายามลักลอบออกนอกประเทศเพื่อกลับไปเก็บของที่พักฝั่งกัมพูชา โดยมีนายหน้าคนไทยประสานให้ชาวกัมพูชามารับ ก่อนทั้งหมดถูกจับกุมระหว่างทาง

เจ้าหน้าที่ทหารได้ส่งตัวผู้กระทำผิดทั้งหมดให้ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมย้ำว่า จากเหตุการณ์จับกุมทั้งสองกรณี รวมถึงกรณีอื่นที่ผ่านมา พบว่าชาวไทยที่ลักลอบผ่านแดนผิดกฎหมายล้วนมีจุดหมายอยู่ที่กรุงปอยเปต ทั้งขาเข้าและขาออก เจ้าหน้าที่จึงยังคงวางกำลังเข้มแนวชายแดนเพื่อสกัดการลักลอบอย่างต่อเนื่อง

ตรวจการบ้าน ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ จาก 22 เดือนในตำแหน่ง รมว.พลังงาน

หลังจากที่ 'พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค' ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2566 ก็ได้ทำการสังคายนาโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ อันเป็นการพลิกโฉมพลังงานไทยในภาพรวมทั้งระบบเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับพี่น้องประชาชนคนไทย โดยมีการช่วยเหลือประชาชนโดยการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน ค่าก๊าซหุงต้ม รวมทั้งการกำกับการบริหารจัดการแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยให้สามารถดำเนินการได้ตามแผนการผลิต นอกจากนั้นแล้ว มีการบริหารให้โรงแยกก๊าซธรรมชาติใช้ก๊าซในราคา Pool Gas (ราคาเฉลี่ยจากทุกแหล่งที่มา) ซึ่งได้ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสามารถลดลงได้ มีการออกแบบนโยบายและนำไปสู่การปฏิบัติด้วยแนวทาง 'รื้อ-ลด-ปลด-สร้าง' เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่ความยั่งยืน อันเป็นการสร้างระบบราคาเชื้อเพลิงพลังงานที่เป็นธรรมให้พี่น้องประชาชนคนไทย โดยแนวทางดังกล่าวมีนิยามพอสังเขปดังนี้ :

- รื้อ : รื้อ...ระบบการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง โดยกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันต้องแจ้ง 'ต้นทุน' ให้กับหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแล
- ลด : ลด...ภาระค่าน้ำมันเชื้อเพลิงรายวัน โดยกำหนดราคาขายปลีกให้สอดคล้องและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง 
- ปลด : ปลด...พันธนาการ 'น้ำมันแพง' ที่ประชาชนต้องแบกรับจากภาวะขึ้นลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก
- สร้าง : สร้าง...ระบบราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นธรรมและยั่งยืน ส่วนหนึ่งคือการสร้างกลไกที่เรียกว่า SPR (Strategic Petroleum Reserve หมายถึง ระบบสำรองน้ำมันและก๊าซเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานและสร้าง เสถียรภาพราคาเชื้อเพลิง)

แนวทาง 'รื้อ-ลด-ปลด-สร้าง' ขับเคลื่อนด้วยกระบวนการบันได 5 ขั้น ซึ่งเริ่มขึ้นแล้ว อันได้แก่ :

ขั้นที่ 1 ดำเนินการสำเร็จแล้ว ‘ตรึงราคาพลังงาน’ : ใน 6 เดือนแรกของการกำกับดูแลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน “พีระพันธุ์” ได้สั่งการให้เร่งรัดเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ด้วยการตรึงราคาพลังงานเชื้อเพลิง ทั้งค่าไฟฟ้า น้ำมัน และก๊าซหุงต้ม พร้อมทั้งหาช่องทางในการปรับรื้อระบบเพื่อแก้ไขปัญหาที่หมักหมมมานานไม่ต่ำกว่า 40 ปี โดยเฉพาะปัญหาเรื่องราคาน้ำมัน โดยใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนแรก ในการศึกษาปัญหาและค้นหาวิธีการที่จะรู้ต้นทุนราคาน้ำมันที่กระทรวงพลังงานไม่เคยรู้ และทุกฝ่ายบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่มีทางทำได้! เพราะไม่มีอํานาจ และจะมีอํานาจได้ก็ต้องแก้ไขกฎหมายหลายฉบับเพื่อให้รู้ต้นทุนราคาน้ำมันที่แท้จริงของผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิง 

ขั้นที่ 2 ดำเนินการสำเร็จแล้ว “แก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง” : หลังจากได้ศึกษากฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันทั้งหมด เพื่อให้รู้ต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง จนพบช่องทางที่แฝงอยู่ในกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีอยู่ในปัจจุบัน นำมาสู่การดำเนินงาน 'บันไดขั้นที่ 2' โดย 'พีระพันธุ์' ได้ลงนามประกาศกระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2567 'รื้อ' ระบบการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง โดยกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันต้องแจ้งต้นทุนให้กับหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลทุกวันที่ 15 ของเดือน ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 51 ปี มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 14 มีนาคม พ.ศ. 2567 จึงทำให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 15 เมษายน พ.ศ. 2567 เป็นต้นมา

ขั้นที่ 3 อยู่ในระหว่างการดำเนินการ 'รื้อระบบการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง' โดย 'พีระพันธุ์' ได้สั่งให้มีการ “รื้อระบบการปรับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง” โดยผู้ค้าต้องแจ้งให้กระทรวงพลังงานทราบก่อน และให้ผู้ค้าปรับราคาขายปลีกน้ำมันได้เพียงเดือนละหนึ่งครั้ง ไม่ใช่ปรับราคากันทุกวันเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน  โดยจะนำระบบ Cost Plus ซึ่งเป็นระบบที่คิดราคาตามต้นทุนที่แท้จริง เข้ามาใช้แทนการอ้างอิงราคาน้ำมันต่างประเทศ และมีอีกหลายเรื่องที่เป็นประโยชน์กับประชาชน รวมไปถึงเรื่องของการจำหน่ายก๊าซหุงต้มด้วย ให้ปรับราคาได้ตามความเป็นจริงตามที่ราคาตลาดโลกสูงกว่าราคาต้นทุนเฉลี่ยของผู้ค้าน้ำมันในงวดเดือนนั้น ๆ  ณ วันที่มีการปรับราคานั้น เพื่อ 'ลด' ภาระค่าน้ำมันเชื้อเพลิงรายวันที่ไม่มีความเสถียรแน่นอนเป็นการกำหนดราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงให้สอดคล้องและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงให้พี่น้องประชาชนคนไทยได้บริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการขนส่ง ผู้ให้บริการสาธารณะกุศล รวมไปถึงสหกรณ์การเกษตร การประมง สามารถจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงมาใช้ได้เอง

ขั้นที่ 4 อยู่ระหว่างการเตรียมดำเนินการ 'ปรับระบบสำรองน้ำมัน' โดย 'พีระพันธุ์' ได้สั่งให้มีการศึกษาข้อมูลของประเทศต่าง ๆ เพื่อเตรียมจัดทำระบบสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคงของประเทศ หรือ SPR อย่างเร่งด่วน โดยจะนำระบบนี้มารักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับที่รัฐบาลสามารถควบคุมราคาได้เอง เพราะ SPR จะช่วยให้ไทยมีความมั่นคงทางพลังงานน้ำมันเชื้อเพลิงมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในระยะสั้นจากปัจจุบันผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นผู้จัดเก็บน้ำมันสำรองเพื่อการพานิชย์ซึ่งปริมาณที่จัดเก็บสามารถรองรับการใช้งานในประเทศเพียงไม่เกิน 30 วันเท่านั้น กรณีฉุกเฉินหรือเกิดวิกฤตน้ำมันเชื้อเพลิง เช่นกรณีหากเกิดสงครามระหว่างอิสราเอล-อิหร่านขึ้นจะไม่ทำให้มีผลกระทบกับพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งราคาและ Supply น้ำมัน และระบบ SPR นี้สามารถใช้เพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับที่รัฐบาลกำหนดได้เองโดยไม่กระทบจากราคาน้ำมันในตลาดโลก (ทำให้ปัญหาการขึ้นลงของราคาน้ำมันในตลาดโลกเป็นเรื่องระหว่างรัฐกับผู้ค้าน้ำมัน โดยประชาชนผู้บริโภคไม่ต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง) รัฐบาลโดยกระทรวงพลังงานจะเป็นผู้ถือครองน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองให้เพียงพอต่อการใช้งานได้นานขึ้นเป็น 50-90 วันเป็นไปตามมาตรฐานของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ทั้งยังเป็นการ ‘ปลด’ พันธนาการชีวิตของพี่น้องประชาชนคนไทยที่ต้องรับผลกระทบจากภาวะขึ้นลงของราคาน้ำมันในตลาดโลกได้อย่างสิ้นเชิง เป็นการเปลี่ยนกองทุนน้ำมันฯ ที่ใช้เงินและสร้างหนี้สาธารณะ ให้กลายเป็นน้ำมันสํารองซึ่งเป็นทรัพย์สินของประเทศแทน

ขั้นที่ 5 อยู่ในระหว่างการเตรียมดำเนินการ 'สร้างพลังงานยุคใหม่' โดย 'พีระพันธุ์' ได้สั่งให้มีการศึกษาข้อมูลของประเทศต่าง ๆ เพื่อเตรียม 'สร้าง' ระบบราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นธรรมและยั่งยืนเพื่อพี่น้องประชาชนคนไทย ด้วยการนำผลสรุปการศึกษารวบรวมมาพิจารณาในการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงใหม่ทั้งหมด โดยประกอบด้วย กฎหมายสร้างระบบสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคงของประเทศ และกฎหมายกำกับกิจการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง รวมทั้งเพิ่มกฎหมายอีกหนึ่งฉบับคือกฎหมายส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าจากพลังแสงอาทิตย์ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้ประชาชนอย่างยั่งยืน เพื่อให้สามารถดำเนินการตามขั้นตอนที่ 3 และ 4 ให้สำเร็จลุล่วงอย่างมั่นคงและมีต่อเนื่องความยั่งยืน

ณ วันนี้ แนวทาง รื้อ-ลด-ปลด-สร้าง ระบบพลังงาน ตามเป้าหมายบันได 5 ขั้นของ 'พีระพันธุ์' ได้ดำเนินการผ่านมาแล้ว 2 ขั้น และกำลังเร่งดำเนินการในขั้นที่ 3 (ซึ่งกำลังใกล้จะสำเร็จแล้ว) และขั้นที่ 4 ได้ดำเนินการไปพร้อมกับการเตรียมการในขั้นที่ 5 เพื่อให้ประเทศไทยมีความมั่นคงด้านพลังงาน  และเพื่อให้พี่น้องประชาชนคนไทยได้ใช้พลังงานเชื้อเพลิงในราคาที่เป็นธรรม ไม่ต้องแบกภาระความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก ในขณะที่ผู้ประกอบธุรกิจน้ำมันก็จะได้รับการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม สร้างความเป็นธรรมเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย

ดังนั้น สิ่งต่าง ๆ ที่ 'พีระพันธุ์' ทำมาเป็นประโยชน์อย่างมากมายกับ “ประเทศชาติและพี่น้องประชาชนคนไทย” แต่เป็นเรื่องที่ขัดผลประโยชน์ของ “กลุ่มทุนพลังงาน” จนทำให้ “พรรครวมไทยสร้างชาติ” ต้องแตกเป็นก๊ก แบ่งเป็นฝ่าย ซึ่งพี่น้องประชาชนคนไทยหากได้คิดพิจารณา ใคร่ครวญ อย่างละเอียดและถี่ถ้วนแล้ว น่าจะได้สังเกตเห็นและมองออกว่า 'พีระพันธุ์' ในตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน” นั้นทำเพื่อ “ประเทศชาติและพี่น้องประชาชนคนไทย” อย่างเต็มที่ และเป็นโอกาสเดียว ด้วยเหตุที่ไม่เคยมี “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน” ได้พยายาม “คิดและทำ” แบบนี้มาก่อนเลย หากภารกิจเพื่อ “ประเทศชาติและพี่น้องประชาชนคนไทย” ของ 'พีระพันธุ์' ไม่สำเร็จเสร็จสิ้นในรัฐบาลชุดนี้แล้ว “ประเทศชาติและพี่น้องประชาชนคนไทย” ก็จะตกเป็น “เบี้ยล่าง” ของ “กลุ่มทุนพลังงาน” ตลอดไป

สตูล จัดการฝึกป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรณีสึนามิ (C-MEX 25) เตรียมความพร้อมและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ 

(27 มิ.ย. 68) ที่โรงเรียนบ้านหาดทรายยาว ตำบลตันหยงโป อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล นายคณิต คงช่วย รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล พร้อมด้วย นางสาววิภารัตน์ อร่ามเรือง หัวหน้ากลุ่มงานยุทธศาสตร์และการจัดการ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสตูลและหัวหน้าส่วนราชการ ทหาร และน้องๆนักเรียน เข้าร่วมกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับภัยสึนามิ และการซักซ้อมขั้นตอนเตรียมความพร้อม อาทิ การทดสอบระบบวิทยุสื่อสาร และโดรนสำหรับสำรวจความเสียหาย 

ทั้งนี้การฝึกซ้อมแผนฯ มีประโยชน์ในการเตรียมความพร้อมและลดความสูญเสียจากภัยพิบัติสึนามิ โดยช่วยให้ผู้คนเข้าใจวิธีรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน  ปฏิบัติตามขั้นตอนการอพยพที่ถูกต้อง และสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นได้ทันท่วงที ทั้งยังเป็นการสร้างความตระหนักและเข้าใจ การซ้อมแผนช่วยให้ผู้คนในพื้นที่เสี่ยงภัยเข้าใจถึงลักษณะของสึนามิ สัญญาณเตือนภัย และวิธีการอพยพที่ถูกต้อง ลดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน การซ้อมแผนสึนามิมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเตรียมความพร้อมและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติสึนามิ ช่วยให้ผู้คนสามารถเอาตัวรอดและช่วยเหลือผู้อื่นได้เมื่อเกิดเหตุการณ์จริง

‘ฮุน เซน’ ปูดแผน ‘ทักษิณ’ ป่วยทิพย์หลอกคนไทย ลั่น!! เห็นกับตาไม่มีอาการป่วย แต่เมื่อถ่ายรูปกลับสวมเฝือก

(27 มิ.ย. 68) สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะเกี่ยวกับอดีตนายกรัฐมนตรีไทย นายทักษิณ ชินวัตร โดยระบุว่า ทักษิณแกล้งป่วยหลายโรคเพื่อหลบเลี่ยงโทษทางกฎหมาย 

รายงานจากเฟรชนิวส์และพนมเปญโพสต์ระบุว่า ในการปราศรัยที่จังหวัดพระวิหาร ฮุนเซนกล่าวว่า เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2567 เขาเข้าพบนายทักษิณ ซึ่งขณะนั้นดูปกติดี ไม่มีอาการป่วยใด ๆ แต่เมื่อถ่ายรูปกลับสวมเฝือกคอและชุดผู้ป่วย เพื่อหลอกสายตาประชาชนและเจ้าหน้าที่ฝั่งไทย

ฮุนเซนยังเปิดเผยว่า ความสัมพันธ์ส่วนตัวตลอด 30 ปีกับทักษิณต้องสิ้นสุดลง เพราะรู้สึกถูกดูหมิ่นจากแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ซึ่งเขากล่าวว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาออกมาเปิดเผยความจริงทั้งหมด

นอกจากนี้ ฮุนเซนยังตั้งคำถามต่อรัฐบาลไทยว่า หากเชื่อว่ากัมพูชารุกล้ำดินแดนจริง เหตุใดจึงไม่ดำเนินการอย่างเป็นทางการผ่านศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ พร้อมเรียกร้องให้ไทยแสดงความชัดเจนในเวทีสากล ไม่ใช่กล่าวหาเพียงลอย ๆ

ทรัมป์รับประกัน! รัสเซียจะไม่บุกยุโรปในยุคตน สวนทาง ‘นาโต’ ที่เร่งจัดสรรงบเตรียมรับศึกใหม่

(27 มิ.ย. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวในการประชุมนาโตที่กรุงเฮกเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.ว่า รัสเซียจะไม่โจมตีกลุ่มนาโต ตราบใดที่เขายังดำรงตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยอมรับว่า รัสเซียอาจต้องการขยายอิทธิพลไปไกลกว่ายูเครนในอนาคต 

แม้จะไม่ปฏิเสธความเสี่ยงจากมอสโก ซึ่งทรัมป์ลดทอนน้ำหนักภัยคุกคามของรัสเซีย โดยระบุว่าประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ไม่ได้ร้ายกาจหรืออันตรายอย่างที่หลายประเทศเชื่อ แต่เป็นแค่คนที่มีมุมมองหรือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานการณ์โลก ซึ่งคำพูดนี้สวนทางกับความกังวลของหลายประเทศในยุโรปที่เริ่มเตรียมรับมือกับความเป็นไปได้ของสงครามเต็มรูปแบบระหว่างรัสเซียกับนาโต

ท่าทีที่เบาลงของทรัมป์มีขึ้นในช่วงที่สถานการณ์ระหว่างรัสเซียกับยุโรปเริ่มตึงเครียดมากขึ้น เพราะไม่นานก่อนหน้านั้น ประธานาธิบดียูเครน โวโลดีมีร์ เซเลนสกี เพิ่งเปิดเผยว่า หน่วยข่าวกรองของยูเครนพบหลักฐานว่ารัสเซียกำลังวางแผนโจมตียุโรปอีกระลอก ขณะที่ประธานาธิบดีปูตินก็เพิ่งประกาศชัดว่า “ยูเครนทั้งหมดเป็นของรัสเซีย” ยิ่งทำให้หลายฝ่ายกังวลว่ารัสเซียอาจไม่หยุดแค่ยูเครน

ทั้งนี้ ท่ามกลางกระแสคุกคามที่เพิ่มขึ้น ประเทศสมาชิกนาโตจึงเห็นพ้องร่วมกันในการเพิ่มงบกลาโหม โดยตั้งเป้าให้แต่ละประเทศจัดสรรงบประมาณด้านความมั่นคงอย่างน้อย 5% ของ GDP ภายในปี 2035 ด้านผู้นำใหม่ของนาโต มาร์ค รุตเต้ (Mark Rutte) ยังเน้นย้ำให้ทุกฝ่ายมีท่าทีสมจริงต่อภัยจากรัสเซียและจีน ขณะที่เยอรมนีก็เตือนว่า รัสเซียอาจทดสอบความเหนียวแน่นของพันธมิตรนาโตนอกเหนือจากยูเครนในเร็ว ๆ นี้

‘กฟภ.’ ยัน ไม่ได้งดจำหน่ายไฟฟ้าให้กัมพูชา แต่ฝั่งเขมรไม่ได้ใช้ไฟจากไทยเลยทั้ง 8 จุด

(27 มิ.ย.68) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.-PEA) ชี้แจงกรณี PEA ไม่ได้งดจำหน่ายไฟฟ้าให้กับราชอาณาจักรกัมพูชา ระบุว่า ตามที่เกิดเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงบริเวณแนวชายแดนไทย - กัมพูชา ซึ่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) มีสัญญาจำหน่ายไฟฟ้าให้กับราชอาณาจักรกัมพูชาจำนวน 8 จุดซื้อขายไฟฟ้านั้น สถานะปัจจุบัน (26 มิถุนายน 2568 เวลา 20.00 น.) PEA ยังมิได้ดำเนินการงดจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ราชอาณาจักรกัมพูชาแต่อย่างใด ทั้งนี้จากข้อมูล

การตรวจสอบการใช้ไฟฟ้าตามจุดซื้อขายทั้ง 8 จุด นั้น ราชอาณาจักรกัมพูชา มิได้มีการใช้พลังงานไฟฟ้าจาก PEA โดยมีหน่วยการใช้ไฟฟ้าเป็น 0 ทั้ง 8 จุดซื้อขายไฟฟ้า ดังนี้

1.เทศบาลบ้านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว → อำเภอปอยเปตจังหวัดบันเตียเมียนเจย วงจรที่ 1 และ วงจรที่ 2
2.  อำเภอกาบเชิง (ช่องจอม) จังหวัดสุรินทร์ → บ้านโอเสม็ด จังหวัดอุดรมีชัย 
3.  บ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด → บ้านหาดทรายยาว จังหวัดเกาะกง
4.  บ้านซับตารี อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี → อำเภอพนมปรึก จังหวัดพระตะบอง
5.  บ้านสวนส้ม อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี → บ้านโอลั๊ว อำเภอกร็อมเรียง จังหวัดพระตะบอง
6.  บ้านเขาดิน อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว → อำเภอสำเภาลูน จังหวัดพระตะบอง
7.  บ้านแหลม อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี → อำเภอกร็อมเรียง จังหวัดพระตะบอง
8.  บ้านหนองปรือ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว → อำเภอมาลัย จังหวัดบันเตียเมียนเจย

สำหรับเงื่อนไขการงดจำหน่ายไฟฟ้าและยกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้า PEA สามารถดำเนินการได้ดังนี้
1. คู่สัญญาซื้อขายไฟฟ้าหรือตัวแทนรัฐ (สถานทูตกัมพูชา รัฐกัมพูชา) ทำหนังสือขอยกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและงดจำหน่ายไฟฟ้า

2. สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ มีหนังสือแจ้ง PEAให้ดำเนินการงดจำหน่ายไฟฟ้าและยกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้า

3. ไม่ดำเนินการตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า เช่น ไม่ชำระค่าไฟฟ้าภายในเวลาที่กำหนด หรือ หลักประกันการใช้ไฟฟ้าไม่ครบถ้วน เป็นต้น

ทัพเรือภาคที่ 1 บูรณาการความร่วมมือด้านกิจการมวลชนและประชาสัมพันธ์ร่วมกับ กอ.รมน.

พลเรือโท อาภา ชพานนท์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 / ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 1 (ศรชล.ภาค 1) ให้การต้อนรับ พลตรี ธนาธิป สว่างแสง รองผู้อำนวยการสำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พร้อมคณะ ในโอกาสเดินทางมาประสานความร่วมมือด้านการประชาสัมพันธ์และกิจการมวลชนในพื้นที่ความรับผิดชอบของ กอ.รมน.ภาค 1

การพบปะในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการการดำเนินงานด้านข้อมูลข่าวสาร การใช้มวลชนเป็นสื่อกลางในการสร้างการรับรู้ รวมถึงการแลกเปลี่ยนแนวทางการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่าง ทัพเรือภาคที่1 กอ.รมน. ศรชล.ภาค 1 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการประชาสัมพันธ์ทั้งทางบกและทางทะเล ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี

ในช่วงบ่าย คณะฯ ได้เดินทางเยี่ยมชมการสาธิตการตรวจค้นเรือต้องสงสัย โดยชุดตรวจค้นจากเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง ต.996 จากกองเรือปฏิบัติการ ทัพเรือภาคที่ 1 ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของ ทัพเรือภาคที่1 ในการรักษาความมั่นคงทางทะเล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top