Thursday, 30 July 2026
Hard News Team

‘ลิซ่า’ ติดโผ 1 ใน 33 คนมีสไตล์แห่งปี 2025 จาก New York Times ในฐานะแฟชั่นไอคอนระดับโลก

(4 ก.ค.68) ลิซ่า ลลิษา มโนบาล หรือ 'ลิซ่า BLACKPINK' ศิลปินสาวไทยระดับโลก ติดอันดับ The Most Stylish People of 2025, So Far จาก The New York Times กลายเป็นหนึ่งในไม่กี่คนจากเอเชียที่ได้รับเลือกให้เป็นบุคคลผู้มีสไตล์โดดเด่นแห่งปี

ลิซ่าถูกยกย่องในฐานะแฟชั่นไอคอนที่สะกดสายตาผู้คนทั่วโลก ไม่ว่าจะบนเวที บนจอ หรือบนพรมแดง ซึ่งนอกจากการติดโผบุคคลที่มีสไตล์ที่สุดในปีนี้แล้ว ลิซ่ายังถูกกล่าวถึงในพาร์ทของ 'ลาบูบู้' เทรนด์อาร์ตทอยขนนุ่มพาสเทลที่เหล่าคนดังระดับโลกนิยมสะสม สะท้อนรสนิยมแฟชั่นและอิทธิพลของลิซ่าในหลากหลายมิติ

จากทั้งหมด 33 รายชื่อที่ The New York Times คัดเลือก ลิซ่าคือหนึ่งในชื่อที่โดดเด่นที่สุดของปี 2025 จนถึงตอนนี้ พร้อมสร้างหมุดหมายใหม่ในฐานะตัวแทนเอเชียที่โลกต้องจับตา

DSI จับกุมแม่ทีมแชร์ลูกโซ่ ‘แม่มณี’ คาสุวรรณภูมิ เตรียมบินฉลองวันเกิดแต่เจอหมายจับฉ้อโกง

เมื่อวานนี้ (3 ก.ค.68) เจ้าหน้าที่ DSI ร่วมกับตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จับกุมนางสาวปานหทัย (หรือนริศรา สงวนนามสกุล) หนึ่งในแม่ทีมแชร์ลูกโซ่ 'แม่มณี' ได้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ขณะกำลังเดินทางออกนอกประเทศ เพื่อฉลองวันเกิด โดยเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีฉ้อโกงประชาชน

คดีนี้เกี่ยวข้องกับการชักชวนให้ประชาชนร่วมลงทุนผ่านเฟซบุ๊ก โดยเสนอผลตอบแทนสูงถึง 93% ต่อเดือน หรือมากกว่าร้อยละ 3,000 ต่อปี ซึ่งเกินกว่ากฎหมายกำหนด มีผู้หลงเชื่อร่วมลงทุนกว่า 1,100 ราย รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 200 ล้านบาท

หลังจับกุม เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหา และสิทธิตามกฎหมาย พร้อมบันทึกภาพและเสียงตลอดกระบวนการ จากนั้นส่งตัวให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ดำเนินการฝากขังตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ คดีแชร์แม่มณีถือเป็นหนึ่งในคดีฉ้อโกงประชาชนรายใหญ่ของไทย ซึ่งมีผู้ร่วมกระทำความผิดรวม 31 คน โดยมีนางสาววันทนีย์ หรือ 'แม่มณี' เป็นหัวหน้า เครือข่ายใช้สื่อออนไลน์หลอกลวงประชาชน ด้วยการโฆษณาผ่านเฟซบุ๊กและการไลฟ์สด เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการระดมทุน

(สุรินทร์) มณฑลทหารบกที่ 25 เปิดบ้านทหารใหม่ ผลัดที่ 1/68 'Open House อบอุ่นใจ ประทับใจ' 

(4 ก.ค.68) ที่หน่วยฝึกทหารใหม่ ร้อยมณฑลทหารบกที่ 25 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน ตำบลนอกเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 มอบหมายให้ พันเอก นรินทร์ นิตยสุทธิ์  เสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 25 เป็นประธานในพิธีเปิดบ้านทหารใหม่ (Open House) ผลัดที่ 1/68 เพื่อต้อนรับญาติทหารใหม่ 

โดยมี คุณ ปาริฉัตร ปะกิระตา รองประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 25 และสมาชิกสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขามณฑลทหารบกที่ 25 พันเอก พรพิเชษฐ์ เกตุพันธ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน, พันโท บรรลือ พูดเพราะ ผู้บังคับหน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหาร เข้าร่วมพิธี โดยมีกิจกรรม ประกอบไปด้วย การชี้แจงด้านสิทธิกำลังพลแก่ทหารใหม่ ให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้ทราบ ชมการแสดงของทหารใหม่ มณฑลทหารบกที่ 25 ศิลปะแม่ไม้มวยไทย 

เพื่อให้ญาติทหารใหม่ได้รับชมพัฒนาการ และความภาคภูมิใจในการเป็นทหารรับใช้ชาติ  และกิจกรรมพบปะญาติทหารใหม่ การแนะนำการรับสมัครทหารออนไลน์ การสอบเข้ารับราชการชั้นประทวนและสัญญาบัตร และขอขอบคุณครอบครัวทหารใหม่ ที่ไว้วางใจให้มณฑลทหารบกที่ 25 ได้ดูแลฝึกฝนทหารใหม่ ต่อจากนี้คุณคือทหารเต็มตัวพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของประเทศชาติ พิทักษ์รักษาราชบัลลังก์ และช่วยเหลือประชาชน อย่างสุดความสามารถต่อไป


 

‘ใบตองแห้ง’ วิเคราะห์จุดยืน ปชน. ต่อกรณีนายกฯ ชั่วคราว ชี้ เป็นการช่วย พท.ใช้ต่อรองพรรคร่วม หาก ‘อิ๊งค์’ ถูกสอย

(4 ก.ค. 68) นายอธึกกิต แสวงสุข หรือ ใบตองแห้ง คอลัมนิสต์การเมือง โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก ตอบโต้นายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข อดีตบรรณาธิการประชาไท กรณีพรรคประชาชนตั้งเงื่อนไขสนับสนุนนายกรัฐมนตรีชั่วคราว ว่า ถามชูวัสว่า อ่านจุดยืนพรรคประชาชนแล้ว ตีความได้อย่างไรว่า เขาจะโหวตให้อนุทินเป็นนายก ความหมายมันชัดเจนว่า ถ้าแพทองธารโดนสอย แล้วไม่สามารถตั้งนายกใหม่ได้ พรรคประชาชนก็พร้อมจะโหวตให้นายกที่รับเงื่อนไขของพรรคประชาชน เพื่อเป็นนายกชั่วคราวก่อนยุบสภา

มีตรงไหนบอกว่า ต้องเป็นอนุทินเท่านั้น ถ้าพรรคเพื่อไทยดันชัยเกษม แล้วเสียงไม่พอ ก็เข้าเงื่อนไขนี้ คือมาเจรจากับพรรคประชาชนได้ โหวตให้ เพื่อปูทางแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วนำไปสู่การยุบสภา

เป็นนักวิเคราะห์การเมือง ควรถอยออกมาจากการหน้ามืดตามัวกับพรรคใดพรรคหนึ่ง ถ้าดูเงื่อนไขที่พรรคระชาชนเสนอ แล้วถอยออกมามองมุมกว้าง เขา 'ปลดล็อก' ให้พรรคเพื่อไทยด้วยซ้ำ

เพราะถ้าแพทองธารถูกสอย พรรคร่วมรัฐบาลอาจเล่นตัว ถูกอำนาจอนุรักษ์กดดัน ม็อบกดดัน ไม่โหวตให้ชัยเกษม เพื่อปูทางไปสู่ตู่ หรือนายก ม.5 (ป่านนี้ยังอ่านเกมไม่ออกเหรอ)

ข้อเสนอของพรรคประชาชน มันเป็นเงื่อนไขให้เพื่อไทยเอาไปต่อรอง กับพรรคร่วม กับอำนาจอนุรักษ์ ได้ว่า ถ้าไม่ยอมให้ชัยเกษมเป็นนายกจะรับเงื่อนไขพรรคประชาชนนะ แล้วก็อาจจะตั้งรัฐบาลได้ โดยไม่ต้องพึ่งพรรคประชาชน

ที่จริงยังเป็นเงื่อนไขต่อรองกับอำนาจอนุรักษ์ได้ว่า ถ้าแพทองธารถูกสอย เพื่อไทยจะรับเงื่อนไขพรรคประชาชนเป็นนายกเพื่อยุบสภา คิดผิดคิดใหม่ได้นะ รักษาดีลให้อยู่ต่อดีกว่า

เพื่อไทยได้ประโยชน์เต็มๆ โดยอาจไม่ต้องทำตามข้อเสนอของพรรคประชาชนด้วยซ้ำ แค่เอาข้อเสนอนี้ไปต่อรอง อย่าเล่นกรูนะ อย่าล้มดีล ไม่งั้นจับมือพรรคส้มยุบสภา (เผลอๆพ่อแม้วเอาไปใช้เจรจาแล้วละ)

พรรคส้มได้อะไรเหรอ ไม่ได้หรอก แต่อย่างน้อยก็ขัดขวางความพยายามนำไปสู่ทางตัน ของฝ่ายตรงข้าม แต่พวกแบกกลับมองแต่ว่าพรรคส้มจ้องเล่นเกมการเมืองเกมอำนาจ ทำลายคู่แข่งโดยไม่เลือกวิธีการ เหมือนพรรคตัวเอง ภาษานิยายกำลังภายในเขาเรียกว่า ใช้จิตใจคนต่ำช้าวัดจิตใจวิญญูชน

กระทรวงศึกษาญี่ปุ่นอัดฉีดทุนวิจัย 839 ล้าน ดึงนักวิจัยสหรัฐฯ!! เสริมแกร่งมหาวิทยาลัยในประเทศ

(4 ก.ค. 68) กระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่นประกาศให้เงินสนับสนุนแก่มหาวิทยาลัยภายในประเทศที่มีแผนรับนักวิจัยจากต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายดึงดูดบุคลากรคุณภาพสูงจากสหรัฐฯ ที่เริ่มลดงบวิจัยและจำนวนบุคลากรภายใต้นโยบายรัดเข็มขัดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ญี่ปุ่นตั้งเป้าพัฒนาแวดวงวิชาการภายในประเทศ โดยสนับสนุนการรับนักวิจัยฝีมือดีจากต่างประเทศ รวมถึงนักวิจัยชาวญี่ปุ่นในต่างแดน เพื่อเสริมความสามารถด้านการวิจัยและนวัตกรรม

รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณรวม 3.3 พันล้านเยน หรือประมาณ 23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 839.5 ล้านบาท) ในช่วงเวลา 3 ปี เริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณนี้ เพื่อช่วยเหลือด้านการเงินให้กับสถาบันที่ผ่านการคัดเลือก

เงินสนับสนุนนี้สามารถนำไปใช้จ่ายค่าจ้างนักวิจัย ค่าทำวิจัย และค่าอุปกรณ์ในห้องทดลอง โดยจะใช้เงินบางส่วนจากกองทุนมหาวิทยาลัยที่มีอยู่แล้ว โดยทางกระทรวงจะคัดเลือกแผนงานจากแต่ละมหาวิทยาลัยที่ยื่นสมัคร และจะประกาศผลภายในเดือนกันยายน พร้อมระบุว่าหากเห็นว่าจำเป็น อาจมีมาตรการเพิ่มเติมในอนาคตเพื่อส่งเสริมวงการวิจัยของประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ผบช.สตม. ตรวจเยี่ยมติดตามสถานการณ์ ตม.จว. พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวานนี้ (3 ก.ค.68) พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. พร้อม พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รอง ผบช.สตม. พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ ผบก.ตม.3 และ พล.ต.ต.วริศร์สิริภ์ ลีละสิริ ผบก.ตม.4 ได้เดินทางตรวจเยี่ยม ตม.จว.ศรีษะเกษ และ ตม.จว.สุรินทร์ ในพื้นที่ บก.ตม.4 เพื่อมอบนโยบายและติดตามผลการปฏิบัติงานพร้อมสร้างขวัญกำลังในการปฏิบัติหน้าที่ให้แก่ข้าราชการตำรวจ ตม.ในพื้นที่ ในการนี้ ผบช.สตม. ได้ร่วมประชุมติดตามสถานการณ์และรับฟังบรรยายสรุปจากหัวหน้า ตม.จังหวัด พร้อมทั้งฝ่ายทหารและหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่ในวันพรุ่งนี้ ผบช.สตม.และคณะจะเดินทางต่อไปยัง ตม.จว.จันทบุรี และ ตม.จว.สระแก้ว เพื่อตรวจเยี่ยม ตม.จว.ชายแดนในพื้นที่ บก.ตม.3 ต่อไป

พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ได้เน้นย้ำการปฏิบัติงานในพื้นที่พรมแดนซึ่งนอกจากความเข้มงวดในการตรวจบุคคลและยานพาหนะในการเข้า-ออกราชอาณาจักรตามกฎหมายและมาตรฐานขั้นตอนการปฏิบัติของ สตม.แล้ว ยังจะต้องแสวงหาความร่วมมือและบูรณาการการปฏิบัติกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงดำเนินการตามแนวทางการปฏิบัติของศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) โดยการตรวจอนุญาตบุคคลผ่านแดน ในกรณีเพื่อการศึกษาหรือเจ็บป่วยที่มีความจำเป็นต้องรักษาพยาบาล ให้พิจารณาดำเนินการตามหลักสิทธิมนุษยธรรมสากล พร้อมทั้งประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด

ผบช.สตม. ยืนยันความพร้อมการปฏิบัติงานของด่าน ตม.จังหวัดชายแดน และ สตม. ในภาพรวม โดยช่วงครึ่งปีแรก มค. - มิ.ย.68 สถิติคนต่างด้าวเดินทางเข้าราชอาณาจักรมีจำนวน 23,885,529 ราย สัญชาติที่เดินทางเข้ามาในไทยสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย จีน และลาว โดย สตม. ได้ดำเนินการมาตรการเข้มงวดคัดกรองคนต่างด้าวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง มุ่งเน้นความมั่นคงและรักษาความปลอดภัยให้แก่ประชาชน เฉพาะในห้วง 5 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค. - พ.ค.) มีการปฏิเสธคนต่างด้าวที่มีลักษณะต้องห้ามเข้าราชอาณาจักรจำนวน 25,850 ราย และจับกุมดำเนินคดีคนต่างด้าวที่กระทำความผิดในราชอาณาจักรอีกจำนวน 27,564 ราย        

สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่นๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า - ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี 11120 หรือติดต่อตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดในพื้นที่ หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

‘ชาเวซ จูเนียร์’ โดนตำรวจสหรัฐฯ จับฐานอยู่เกินวีซ่า อึ้ง!! ปูมหลังพัวพันแก๊งยาเม็กซิโก-ค้าอาวุธข้ามชาติ

(4 ก.ค. 68) ฮูลิโอ เซซาร์ ชาเวซ จูเนียร์ อดีตนักมวยแชมป์โลกชื่อดังชาวเม็กซิโก บุตรชายของ ฮูลิโอ เซซาร์ ชาเวซ ตำนานมวยโลกชื่อดัง ถูกเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จับกุมที่เมืองลอสแอนเจลิส เพราะอยู่ในประเทศเกินเวลาวีซ่า และให้ข้อมูลเท็จในการขอเป็นผู้พำนักถาวรในอเมริกา เจ้าหน้าที่ระบุว่าเขาเป็นบุคคลที่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของสังคม และเตรียมส่งตัวกลับเม็กซิโก ซึ่งที่นั่นเขายังมีคดีเกี่ยวข้องกับแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติรออยู่

ชาเวซถูกจับเมื่อวันพุธ ขณะกำลังขี่สกู๊ตเตอร์อยู่ใกล้บ้านพักในย่าน Studio City เมืองลอสแอนเจลิส ทนายความของเขาบอกว่า มีเจ้าหน้าที่หลายคนเข้ามาจับกุม และเชื่อว่าข้อกล่าวหาที่ชาเวซได้รับ เป็นเพียงการสร้างกระแสเพื่อทำให้สังคมหวาดกลัว ขณะที่ครอบครัวของชาเวซออกแถลงการณ์สนับสนุนเขา พร้อมย้ำว่าขอให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีอย่างเป็นธรรม โดยไม่ถูกกดดันจากภายนอก

ขณะที่ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า ชาเวซเดินทางเข้าประเทศในเดือนสิงหาคม 2023 ด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว ซึ่งหมดอายุไปแล้วตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2024 หลังจากนั้นเขาพยายามขออยู่ในอเมริกาแบบถาวร โดยอ้างว่าแต่งงานกับหญิงชาวอเมริกัน ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับแก๊งค้ายาเสพติดรายใหญ่นามว่า คาร์เทลซินาโลอา (Sinaloa Cartel)  นอกจากนี้ ทางการเม็กซิโกยังออกหมายจับชาเวซในข้อหาค้ายาและค้าอาวุธ ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2023 อีกด้วย

ชาเวซเคยมีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและอาวุธหลายครั้ง เขาเคยถูกจับในปี 2012 เพราะขับรถขณะเมาสุรา และถูกจับอีกครั้งในปี 2024 ฐานครอบครองปืนผิดกฎหมาย หลังจากนั้นเขาถูกสั่งให้เข้ารับการบำบัดยาเสพติด ปัจจุบันยังมีคดีเกี่ยวกับอาวุธที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฯ

หลังจากชาเวซถูกจับ ชาวเม็กซิโกมีความเห็นที่แตกต่างกัน บางคนคิดว่าเรื่องนี้มีเบื้องหลังทางการเมือง และเชื่อว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจอยู่เบื้องหลังการจับกุมนี้ ขณะที่บางคนมองว่าไม่แปลก เพราะชาเวซมีพฤติกรรมที่มีปัญหามานาน ถึงแม้เขาจะเคยเป็นนักมวยฝีมือดีและเคยประสบความสำเร็จในวงการ แต่ชีวิตส่วนตัวที่เต็มไปด้วยปัญหาก็ทำให้เขาตกต่ำมาตลอดอาชีพการชก

ทั้งนี้ ฮูลิโอ ซีซาร์ ชาเวซ จูเนียร์ เพิ่งพ่ายคะแนนแบบหมดรูปให้กับ เจค พอล ยูทูบเบอร์ที่ผันตัวไปชก ในการแข่งขันไฟต์พิเศษรุ่นครุยเซอร์เวต ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ที่ผ่านมา

‘ดร.เอ้ สุชัชวีร์’ ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ยัน ไม่มีความขัดแย้ง ขอไปมุ่งขับเคลื่อนด้านการศึกษา

(4 ก.ค. 68) ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า 

แถลงการณ์ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์
ณ วันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568
วันนี้ ผมได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็น “สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์” ต่อทั้งนายทะเบียนพรรคการเมือง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และนายทะเบียนพรรคประชาธิปัตย์ มีผลตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป

ผมขอขอบพระคุณพรรคประชาธิปัตย์ หัวหน้าพรรค คณะกรรมการบริหารพรรค และสมาชิกพรรคทุกท่าน สำหรับโอกาสอันทรงคุณค่า ที่ได้ให้ผมเป็นส่วนหนึ่งของพรรคการเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน

ตลอดระยะเวลาที่เป็นสมาชิกพรรค ผมได้รับเกียรติและประสบการณ์อันล้ำค่า ซึ่งได้หล่อหลอมผมให้เติบโตขึ้น ทั้งในด้านความคิดและจิตใจ เป็นบทเรียนสำคัญที่ผมจะจดจำตลอดไป

การตัดสินใจก้าวออกจากพรรคในครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากความขัดแย้ง แต่เกิดจากอุดมการณ์ที่ผมยึดมั่นมาตลอดชีวิตว่า "การศึกษา คือ รากฐานที่มั่นคงที่สุดของการพัฒนาประเทศ" ด้วยปณิธานอันแน่วแน่ และผ่านการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน ผมตัดสินใจที่จะอุทิศศักยภาพทั้งหมดที่มี เพื่อมุ่งมั่นขับเคลื่อนการปฏิรูป “การศึกษาไทย” ให้เป็นกลไกหลักในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศในระยะยาว

ในฐานะนักวิชาการ นักบริหาร วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผมมีความมุ่งมั่นที่จะนำทักษะ ประสบการณ์ และองค์ความรู้ทั้งหมด มาสานต่อภารกิจนี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน

ผมยังคงยึดมั่นใน 'อุดมการณ์ประชาธิปไตย' และจะเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชน สังคมและประเทศชาติ พร้อมเป็นพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษา และร่วมสร้างสรรค์การเมืองไทยให้ดีขึ้นกว่าเดิม
ผมขอขอบพระคุณทุกกำลังใจเสมอมา เรามาร่วมกันทำให้ประเทศไทยก้าวใหม่ ไปด้วยกันนะครับ

Forbes จัดอันดับทำเนียบ 50 มหาเศรษฐีไทย ประจำปี 68

Forbes จัดอันดับทำเนียบ 50 มหาเศรษฐีไทย ประจำปี 68 ‘เฉลิม อยู่วิทยา’ รักษาแชมป์ผู้มั่งคั่งที่สุดในไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ขณะที่ ‘สารัชถ์ รัตนาวะดี’ ขยับขึ้นเป็นอันดับ 3 เป็นครั้งแรก หลังกลุ่ม GULF ควบรวม INTUCH

(3 ก.ค. 68) นิตยสาร Forbes เผยการจัดอันดับทำเนียบ 50 มหาเศรษฐีไทย ประจำปี 2568 พบว่า เศรษฐกิจของไทยเติบโตช้ากว่าที่คาดไว้ ท่ามกลางความตึงเครียดด้านการค้าและความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เพิ่มมากขึ้น แม้ว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจะช่วยชดเชยการร่วงลง 14% ของดัชนีตลาดหุ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่การเพิ่มขึ้นอย่างมากของความมั่งคั่งของสามอันดับแรก ช่วยผลักดันให้มูลค่าทรัพย์สินรวมเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 11 เป็น 170,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

โดยรวมแล้ว มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ที่อยู่ในลิสต์เพิ่มขึ้น โดยผู้ที่มูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากที่สุดในแง่ตัวเงินคือครอบครัวกระทิงแดง (Red Bull) ที่นำโดย นายเฉลิม อยู่วิทยา ซึ่งครองอันดับ 1 ติดต่อกันเป็นปีที่สอง ทรัพย์สินของพวกเขาพุ่งขึ้นแตะสถิติใหม่ที่ 4.45 หมื่นล้านเหรียญ เนื่องจากรายได้ประจำปีของยักษ์ใหญ่เครื่องดื่มชูกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 1.12 หมื่นล้านยูโร (1.29 หมื่นล้านเหรียญ) ในปี 2024 จากยอดขายเกือบ 1.3 หมื่นล้านกระป๋องทั่วโลก

พี่น้องเจียรวนนท์ แห่งกลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ ยังคงรักษาอันดับเศรษฐีอันดับสองของประเทศไว้ได้ โดยมีมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 23% เป็น 3.57 หมื่นล้านเหรียญ กลุ่มนี้เดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลต่อเนื่อง ล่าสุดจับมือกับ BlackRock ลงทุน 1 พันล้านเหรียญ เพื่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ และบริษัทย่อยด้านฟินเทค Ascend Money ก็เพิ่งได้รับอนุมัติให้จัดตั้ง Virtual Bank

นายสารัชถ์ รัตนาวะดี มหาเศรษฐีด้านพลังงานและโทรคมนาคม ขยับขึ้นสองอันดับ มาครองอันดับสามเป็นครั้งแรกด้วยทรัพย์สิน 1.2 หมื่นล้านเหรียญ หลังจากควบรวมกิจการระหว่าง Gulf Energy Development กับ Intouch Holdings และนำบริษัทที่ควบรวมแล้วเข้าจดทะเบียนในชื่อ Gulf Development เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

ด้าน นายเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าพ่อน้ำเมา มูลค่าทรัพย์สินแทบไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ที่ 1.05 หมื่นล้านเหรียญ ส่งผลให้ตกมาอยู่อันดับสี่ โดยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เขาได้โอนหุ้นบางส่วนให้ลูกทั้งห้าคน แต่ในฐานะผู้ก่อตั้งกลุ่ม ทรัพย์สินยังคงถูกนับรวมในชื่อของเขา

สำหรับตระกูล จิราธิวัฒน์ ซึ่งอยู่ในธุรกิจค้าปลีก มูลค่าทรัพย์สินลดลง 13% เหลือ 8.6 พันล้านเหรียญ ท่ามกลางบรรยากาศการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ซบเซา โดยเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว กลุ่มได้พันธมิตรใหม่ คือ กองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะของซาอุดีอาระเบีย (PIF) ที่เข้าซื้อหุ้น 40% ในร้านค้าปลีกหรู Selfridges จาก Signa Holdings ของออสเตรีย (ซึ่งกลุ่ม Central ยังคงถือหุ้น 60%)

ในปีนี้มีมหาเศรษฐีทั้งหมด 19 ราย ที่มูลค่าทรัพย์สินลดลง โดย ประยุทธ มหากิจศิริ เจ้าพ่อกาแฟ มูลค่าทรัพย์สินลดลงอย่างเห็นได้ชัดหลังจากบริษัทร่วมทุนระหว่าง PM Group กับเนสท์เล่ สิ้นสุดลง

นอกจากนี้มหาเศรษฐี 2 ท่าน ที่เสียชีวิตหลังการจัดอันดับครั้งก่อน ได้แก่ นายวานิช ไชยวรรณ ประธานกิตติมศักดิ์ของไทยประกันชีวิต และ นายพงษ์ศักดิ์ วิทยากร ผู้ร่วมก่อตั้งโรงพยาบาล Bangkok Dusit Medical Services ซึ่งต่อมาได้ขยายธุรกิจดูแลสุขภาพภายใต้ Principal Capital โดยทรัพย์สินของทั้งสองตระกูลถูกจัดอันดับภายใต้ชื่อครอบครัว ไชยวรรณ และ วิทยากร

แม้เกณฑ์มูลค่าทรัพย์สินขั้นต่ำเพื่อเข้าลิสต์จะลดลงเหลือ 420 ล้านเหรียญ จาก 550 ล้านเหรียญในปีที่แล้ว แต่ก็มีเศรษฐี 4 รายที่หลุดจากการจัดอันดับ โดยผู้ที่หายไปอย่างน่าจับตาคือ นายสมโภชน์ อาหุนัย เจ้าพลังงานหมุนเวียน หลังจากบริษัท Energy Absolute เผชิญปัญหาทางการเงิน

สำหรับ 10 อันดับแรก มหาเศรษฐีไทย ประจำปี 2568 มีดังต่อไปนี้
1. นายเฉลิม อยู่วิทยา และครอบครัว ทรัพย์สิน 4.45 หมื่นล้านเหรียญ หรือ 1.44 ล้านล้านบาท
2. นายพี่น้องเจียรวนนท์ ทรัพย์สิน 3.57 หมื่นล้านเหรียญ หรือ 1.16 ล้านล้านบาท
3. นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ทรัพย์สิน 1.2 หมื่นล้านเหรียญ หรือ 3.90 แสนล้านบาท
4. นายเจริญ สิริวัฒนภักดี และครอบครัว ทรัพย์สิน 1.05 หมื่นล้านเหรียญ หรือ 3.41 แสนล้านบาท
5. ครอบครัวจิราธิวัฒน์ ทรัพย์สิน 8.6 พันล้านเหรียญ หรือ 2.79 แสนล้านบาท
6. ครอบครัวไชยวรรณ ทรัพย์สิน 4.2 พันล้านเหรียญ หรือ 1.36 แสนล้านบาท
7. นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา และครอบครัว ทรัพย์สิน 3.5 พันล้านเหรียญ หรือ 1.14 แสนล้านบาท
8. นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ทรัพย์สิน 3.4 พันล้านเหรียญ หรือ 1.10 แสนล้านบาท
9. เสถียร เสถียรธรรมะ ทรัพย์สิน 2.6 พันล้านเหรียญ หรือ 8.44 หมื่นล้านบาท

10. นายพรเทพ พรประภา และครอบครัว ทรัพย์สิน 2.2 พันล้านเหรียญ หรือ 7.14 หมื่นล้านบาท

Foxconn ถอนวิศวกรจีนออกจากอินเดียกว่า 300 คน สะเทือนแผน Apple ขยายฐานผลิต iPhone

(3 ก.ค. 68) Foxconn ผู้ผลิต iPhone รายใหญ่ของ Apple สั่งวิศวกรและเจ้าหน้าที่ชาวจีนกว่า 300 คน ที่ประจำโรงงานในอินเดียเดินทางกลับประเทศ สร้างอุปสรรคสำคัญต่อเป้าหมายของ Apple ที่ต้องการย้ายฐานการผลิตมายังอินเดีย โดยยังไม่มีคำอธิบายชัดเจนเกี่ยวกับเหตุผลของการถอนตัวครั้งนี้

แหล่งข่าวระบุว่า การถอนทีมงานชาวจีนจะไม่กระทบต่อคุณภาพสินค้าโดยตรง แต่จะลดประสิทธิภาพการทำงานของสายพานผลิต โดยเฉพาะกระบวนการฝึกอบรมพนักงานท้องถิ่นและการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากจีนมายังอินเดีย ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น

สถานการณ์เกิดขึ้นในช่วงที่ Apple กำลังเตรียมเพิ่มกำลังผลิต iPhone 17 และสร้างโรงงานแห่งใหม่ในอินเดีย Foxconn ได้แจ้งรัฐบาลอินเดียล่วงหน้าเกี่ยวกับการถอนพนักงาน แต่ไม่ได้เปิดเผยเหตุผล ขณะนี้บริษัทเริ่มปรับเครื่องจักรที่ใช้ซอฟต์แวร์ภาษาจีนให้รองรับพนักงานอินเดีย รวมถึงนำแรงงานจากไต้หวันและเวียดนามมาเสริมกำลัง

ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนและอินเดีย ซึ่งแม้จะมีการเจรจาระดับสูงเมื่อไม่นานมานี้ แต่ยังไม่มีเที่ยวบินตรงระหว่างสองประเทศ และอินเดียยังคงจำกัดวีซ่าให้พลเมืองจีน พร้อมแบนแอปพลิเคชันจีนหลายรายการ ขณะเดียวกันจีนยังคงห้ามส่งออกปุ๋ยบางประเภทมายังอินเดีย

ทั้งนี้ Apple มีแผนผลิต iPhone ส่วนใหญ่สำหรับตลาดสหรัฐฯ ในอินเดียภายในปี 2026 ท่ามกลางแรงกดดันจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ แต่การผลิตในสหรัฐฯ ยังมีข้อจำกัดเรื่องค่าแรงสูง และจีนอาจสกัดไม่ให้วิศวกรย้ายฐานไปช่วยผลิตในสหรัฐฯ ได้อีกด้วย ซึ่งยิ่งทำให้ Apple ต้องพึ่งอินเดียมากขึ้นในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top