Wednesday, 29 July 2026
Hard News Team

‘ดร.กอบศักดิ์’ ประเมินท่าที ‘ทรัมป์’ คาดรอบนี้ของจริง เชื่อ สหรัฐฯ เดินหน้าขึ้นภาษี 1 ส.ค. นี้ ไทยโดน 36%

‘ดร.กอบศักดิ์’ วิเคราะห์ท่าที ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ คาดรอบนี้ของจริง สหรัฐไม่ถอยเก็บภาษีตอบโต้แล้ว เดินหน้าขึ้นภาษี 1 ส.ค. นี้ ไทยโดน 36% 

(10 ก.ค.68) ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โพสต์เฟซบุ๊ก 'Kobsak Pootrakool' ระบุว่า ครั้งนี้ของจริง !!! รอบนี้นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ คงจะไม่มีการถอยเรื่องการเก็บภาษี Tariffs ที่ประกาศออกมา โดยที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะคนที่จะมากดดันให้ประธานาธิบดีสหรัฐเปลี่ยนใจได้หายไปมาก

1.ตลาดทุน-รอบนี้ตลาดทุนแทบจะไม่มีอาการเข่าอ่อนเช่นเดียวกับช่วงต้นเมษายน Dow Jones, S&P500, Nasdaq, ตลาดพันธบัตรสหรัฐ, ค่าเงินสหรัฐ, VIX และราคาทองคำปรับน้อยมาก ทั้ง ๆ ที่ตัวเลข Tariffs ที่ออกมาสำหรับประเทศส่วนใหญ่แทบจะไม่แตกต่างจากเมื่อ 2 เมษายนที่ผ่านมา ที่เป็นเช่นนี้เพราะตลาดรับข่าวไปมากแล้ว และสำหรับจีน ซึ่งเป็นคู่กรณีสำคัญนั้น สหรัฐคงได้รับบทเรียนไปมาก และมีสายตรงที่จะคุยกับทีมจีน

ทั้งนี้ การที่ดัชนีหุ้นสหรัฐอยู่ในระดับที่สูงกว่าช่วงเมษายนมาก หมายความว่า ประธานาธิบดีสหรัฐสามารถสบายใจเรื่องนี้ มีช่องให้ประกาศภาษีต่าง ๆ ที่ท่านต้องการ โดยไม่ต้องกังวลใจเช่นรอบที่แล้ว

2.ผู้ประกอบการสหรัฐ-การที่สหรัฐยอมถอย 90 วัน และยอมเก็บที่อัตรา 10% ได้ช่วยเปิดช่องในการหายใจให้กับภาคธุรกิจสหรัฐ จากเดิมทุกอย่างมากะทันหันมาก อัตราภาษีที่จะถูกเก็บก็สูงมาก ทำให้หลายธุรกิจปรับตัวไม่ทัน แต่ 90 วันที่ยอมชะลอไว้ได้เปิดช่องให้ทุกคนเร่งนำเข้า Raw Materials และสินค้าต่าง ๆ และหา Suppliers ใหม่ที่ไม่ใช่ผู้ผลิตจีน เพราะทุกคนรู้ว่าถ้ารอผลเจรจายังไงก็ไม่ได้ภาษีที่ดีกว่า 10% และจีนก็จะโดนภาษีสูงกว่าคนอื่น ๆ สั่งนำเข้าช่วง 90 วัน น่าจะได้ถูกที่สุดแล้ว

ทำให้ในปัจจุบันผู้ประกอบการสหรัฐน่าจะมีสต๊อกของวัตถุดิบและสินค้าพอที่จะไปถึงปลายปีนี้ หมายถึงว่าพออัตราของทุกประเทศประกาศออกมาหมดแล้ว ก็จะมีเวลา 5-6 เดือน ในการเลือก Suppliers ที่ถูกสุดสำหรับปี 2569 ความจำเป็นที่ต้องออกมากดดันประธานาธิบดีจากกลุ่มนี้จึงลดลงมาก

นอกจากนี้ การที่มีวัตถุดิบที่มีต้นทุนภาษีเพิ่มแค่ 10% ก็หมายความว่าแรงกดดันต่อเงินเฟ้อสหรัฐก็จะยังไม่มาก จนกระทั่งต้นปีหน้าไปแล้ว

3.ประชาชนสหรัฐ-การที่กฎหมาย One Big Beautiful Bill (OBBB) ผ่านสภาเรียบร้อย ก็มีนัยยะสำคัญเช่นกัน เพราะเมื่อช่วงเมษายนประชาชนมีแต่ด้านลบ จากภาษีนำเข้าที่ขึ้นมาก่อน เพราะทำได้เร็ว แต่การช่วยเหลือจากรัฐบาลด้วยการลดภาษี No tax on tips, No tax on overtime, No tax on Social Security benefits ตลอดจนความช่วยเหลืออื่น ๆ ที่จัดไว้ใน OBBB (รวมถึงการช่วยเหลือ SMEs และธุรกิจสหรัฐ) เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาผ่านสภา

“แต่เมื่อกฎหมายนี้เรียบร้อยแล้ว สำหรับประชาชนสหรัฐก็จะมีสองด้าน ด้านหนึ่งต้องจ่ายเงินเพิ่มจากสินค้าที่แพงขึ้น อีกด้านกระเป๋าตังค์ที่มีเงินมากขึ้น ที่ทำให้ผลกระทบต่อประชาชนลดลง ความยอมรับ การรับได้ก็จะมากขึ้น แรงกดดันต่อท่านประธานาธิบดีในส่วนนี้ก็จะลดลง”

4.การเมืองสหรัฐ-นอกจากภาคประชาชนที่นิ่งขึ้น ล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ Mr.Bessent ออกมาบอกว่า ตั้งแต่ต้นปีนี้สหรัฐเก็บภาษีจากการนำเข้าแล้วประมาณ 1 แสนล้านดอลลาร์ ทั้งปี 2568 จะมีภาษีที่เก็บได้จากการนำเข้ามากกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ มาช่วยปิดช่องว่างของการขาดดุลการคลัง และใช้ในการลดภาษีให้กับคนสหรัฐ

“ยิ่งเห็นเงินมากเช่นนี้ ท่านประธานาธิบดีก็คงยากที่จะถอยในเรื่องนี้ นอกจากนี้ ดีลต่าง ๆ ที่สหรัฐได้มา ที่เป็น 'Good Deals' ก็จะทำให้ความยอมรับก็จะมากขึ้นเช่นกัน ทั้งหมดรวมกันแล้วนำไปสู่ข้อสรุปเดียว “ครั้งนี้ของจริง”?? 1 สิงหาคม จะเป็นจุดเริ่มต้นของอัตรา Tariffs ใหม่สำหรับทุกประเทศ โอกาสที่จะชะลอรอบนี้น้อยมาก !!!”

ดร.กอบศักดิ์ชี้ว่า ในช่วงสัปดาห์ข้างหน้าคงจะเห็นตัวเลขครบทุกประเทศ ที่จะมากำหนด New Trade Landscape หรือโครงสร้างการค้าโลกใหม่ ว่าใครมีแต้มต่อ ใครจะได้เปรียบ ใครจะแข่งขันได้ดี ใครจะอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบ ซึ่งมีนัยยะอย่างยิ่งต่อระบบการค้าโลก ภาคส่งออกและภาคอุตสาหกรรมไทย ไม่นับ Tariffs อื่น ๆ ที่จะออกมาเพิ่มเติมสำหรับ BRICS สำหรับบางอุตสาหกรรมสำคัญ ที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะทำคิดขึ้นมาได้ และทำต่อไป

ผนึกกำลังประชาคมโลก ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์

(10 ก.ค.68) เวลา 13.30 น. ตามนโยบายของรัฐบาล ได้กำหนดนโยบายเร่งด่วนในการแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชนให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จตช. ในฐานะ ผอ.ศปอส.ตร./ผอ.ศตคม.ตร./ผอ.ฉก.๘๘/หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจ UNODC ต่อต้านอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ ดำเนินการชี้แจงสถานการณ์ปัญหาอาชญากรรมของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์ ในปัจจุบันให้ประชาชนทราบสถานการณ์ปัจจุบัน

สถานการณ์การหลอกลวงคนไทยของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ผ่านมา ยังมีที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ กัมพูชา เมียนมา และลาว เพื่อที่จะหลอกคนชาติไทยและชาติต่าง ๆ ทั่วโลก และเนื่องจากประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางการบินที่สำคัญในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มีเที่ยวบินจากทั่วโลกเข้ามาในประเทศ ประกอบกับการคมนาคมที่สะดวกในการเดินทางกลุ่มคนร้ายจึงอาศัยช่องว่างดังกล่าว เข้ามาในไทยในฐานะนักท่องเที่ยว เพื่อเดินทางไปยังบริเวณแนวชายแดนแล้วลักลอบข้ามไปยังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านของไทย หรือใช้ช่องทางดังกล่าว หลอกคนข้ามไปทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์

จากมาตรการการตัดไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และน้ำมัน ไปยังแนวชายแดนประเทศเมียนมาที่ติดกับประเทศไทย เพื่อกดดันให้มีการกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่ที่ปกครองโดยชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดนระหว่างประเทศเมียนมาและไทย ทำให้เกิดการกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเขตเมืองชเวโก๊ะโก๋ และเคเคพาร์ค ซึ่งพบคน ๓๖ สัญชาติ จำนวน ๘,๘๙๓ ราย แต่ยังพบว่าแต่ยังมีกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์อีกจำนวนหนึ่งหลบซ่อนและตั้งอยู่บริเวณทางตอนใต้ของเมืองเมียวดี ซึ่งจะต้องมีมาตรการในการดำเนินการอีกต่อไป

ในส่วนของประเทศกัมพูชา พบว่ามีการขยายตัวของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั้งที่หลอกคนไทยและคนชาติต่าง ๆ ทั่วโลก พบว่ามีการตั้งอยู่ในประเทศกัมพูชา จำนวน ๕๒ จุด ๑๐ จังหวัด โดยส่วนใหญ่ยังอยู่ในเมืองปอยเปต และมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วในเขตชายแดนติดกับทางประเทศเวียดนาม มีแก๊งชาวจีนเป็นผู้บริหารจัดการ ได้รับความคุ้มครองจากผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ในห้วงที่ผ่านพบว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์มีการขยายตัว จากประเทศกัมพูชาเช้ามาในประเทศไทยบางส่วน แต่ทางการไทยสามารถดำเนินการกวาดล้างจับกุมได้ โดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้มุ่งหลอกคนชาติอื่นไม่ใช่คนไทย อาทิ ออสเตรเลีย เวียดนาม เกาหลี จีน ยุทธศาสตร์ ศปอส.ตร. ร่วมกับ ฉก.๘๘ และ UNODC ได้ร่วมกำหนดยุทธศาสตร์ “ผนึกกำลังประชาคมโลก ปราบปราม แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์” โดยกำหนดยุทธศาสตร์ไว้ 5 ด้าน (I 2L AI)

๑. การทำลายโครงสร้างพื้นฐานของอาคาร (Infrastructure) ได้แก่ ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต
๒. การตัดเครือข่ายขบวนการนำพา (Logistics) ได้แก่ เพจโฆษณา หางาน เพจจัดหาบัญชีม้าและคริปโต แอพในการ ติดต่อหายานพาหนะ กลุ่มรถรับจ้าง กลุ่มนำพาข้ามแดน การซีลชายแดน กลุ่มจัดหาบัญชีม้าและคริปโต
๓. การบังคับใช้กฎหมายและยึดทรัพย์ (Law Enforcement) โดยมุ่งเน้นไปที่ เจ้าของอาคารคอลเซ็นเตอร์ ผู้บงการ ผู้บริหารจัดการ ผู้ให้ความคุ้มครอง
๔. การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการควบคุมป้องกันไม่ให้ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน หรือใช้ในการหลอกลวง เพื่อลักลอบข้ามผ่านแนวชายแดนไปทำงานที่แก๊งคอล เซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน
๕. ผนึกกำลังประชาคมโลก (International Community) ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์

โดยนำองค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ UNODC, INTERPOL, FBI และประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก มาร่วมปฏิบัติในศูนย์บริหารฉับพลันเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์ (War Room for Combatting Cyber Scam Syndicate) ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย โดยประเทศไทยจะเป็นผู้นำและศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยน ข้อมูล เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติงานร่วมกันในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ในประเทศกัมพูชา เมียนมา และลาวการค้นเครือข่าย ก๊ก อาน

จากปฏิบัติการครั้งนี้ ทำการเข้าค้นเครือข่าย “ก๊ก อาน” ๒๐ จุดในพื้นที่ ๓ จังหวัด (กรุงเทพ สมุทรปราการ ชลบุรี) สามารถอายัดเงินสด ๒๗ ล้านบาท รถยนต์หรู และเอกสารสำคัญ ยึดทรัพย์รวมมูลค่า กว่า ๑,๑๐๐ ล้านบาทและจะดำเนินการออกหมายจับผู้มีส่วนร่วมกระบวนการทั้งหมด

'อลงกรณ์' เปิดเวทีสุดยอดภูมิอากาศเอเชีย (Asia Climate Summit 2025) ระดมความร่วมมือระหว่างประเทศ พร้อมผนึกตลาดหลักทรัพย์จับมือสภาอุตสาหกรรมสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Economy)

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมและสิ่งแวดล้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษเปิดงาน การประชุมสุดยอดภูมิอากาศเอเชีย 2025 (Asia Climate Summit 2025)ภายใต้ธีม “การขยายแนวทางตลาดคาร์บอน : เสริมสร้างความก้าวหน้าและการเติบโต” (Scaling Market Solutions: Powering Progress and Growth)พร้อมประกาศความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านตลาดคาร์บอนของภูมิภาคอาเซียน

โดยนายอลงกรณ์กล่าวว่า "ประเทศไทยตระหนักถึงภัยคุกคามและความเร่งด่วนของวิกฤตสภาพภูมิอากาศถือเป็นวาระแห่งชาติ เรายืนยันพันธสัญญาอันแข็งแกร่งในการแก้ไขปัญหานี้ตามพันธกรณีความตกลงปารีสโดยมุ่งมั่นบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2065 ประเทศไทยยังคงขยายตลาดคาร์บอนที่สมัครใจในประเทศผ่านนวัตกรรมต่าง ๆ เช่น มาตรฐานการรับรองเครดิตคาร์บอน Premium T-VER นอกจากนี้ เรายังมีเป้าหมายที่จะเร่งพัฒนาความมีมาตรฐานสูงและความสามารถในการทำงานร่วมกันของตลาดคาร์บอนในอาเซียน โดยดึงเอาประสบการณ์และการขับเคลื่อนมาตรฐานคาร์บอนของ Premium T-VERขยายสู่อาเซียน“

ทั้งนี้นายอลงกรณ์ยังกล่าวถึง 4 ยุทธศาสตร์สำคัญของไทย 
1. เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกชัดเจน
1.1ลด CO2e 222 ล้านตัน ภายในปี 2030 (ตาม NDC)
1.2ยกระดับสู่ NDC 3.0 ตั้งเป้าลด CO2e 109.2 ล้านตัน ภายในปี 2035

2. ขับเคลื่อนกลไกคาร์บอนเครดิตระดับโลก
2.1มุ่งใช้ความร่วมมือภายใต้ข้อ 6 ของความตกลงปารีสโดยเฉพาะข้อ 6.2 เพื่อเพิ่มบทบาทของภาคเอกชน
2.2เน้นสร้าง "การลดเพิ่มเติม" (Additionality) นอกเหนือจาก
มาตรการอื่นๆภายในประเทศ
2.4สนับสนุนเทคโนโลยีและกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก

3. ยกระดับตลาดคาร์บอนภายในประเทศและอาเซียน
3.1ขยายตลาดคาร์บอนสมัครใจผ่านนวัตกรรม "T-VER พรีเมียม"
3.2เร่งพัฒนาตลาดคาร์บอนอาเซียนให้มีความน่าเชื่อถือสูงและทำงานร่วมกันได้ (High-Integrity & Interoperability)
3.3 ยินดีต้เปิดกว้างต้อนรับมาตรฐานสากลเช่น VERRA หรือ Gold Standard เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถหาช่องทางในการพัฒนาซื้อขายคาร์บอนเครดิตและพัฒนาตลาดคาร์บอนในประเทศไทย

4.  มาตรการเชิงรุกแบบครบวงจร
4.1 ตราพ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นรากฐานทางกฎหมายจัดตั้งกองทุนภูมิอากาศ ,ส่งเสริมมาตรการครอบคลุม: ETS ภาคบังคับ, ภาษีคาร์บอน, ตลาด T-VER, มาตรการจูงใจทางการเงิน
4.2สนับสนุนการลงทุนสีเขียว(Green Investment)ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายใต้แนวทางESGและการส่งเสริมพลังงานสะอาดลดโลกร้อนกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและภาคีภาคส่วนต่างๆ
4.3 เดินหน้าโครงการคาร์บอนสีน้ำเงิน (Blue Carbon) และคาร์บอนสีเขียว (Green Carbon)ทั้งในทะเล ชายฝั่งทะเลและบนบก "ยุทธศาสตร์การซื้อขายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบบูรณาการของไทยจะทำให้เราไม่เพียงบรรลุ NDC 2030 แต่จะก้าวขึ้นเป็น ผู้นำตลาดคาร์บอนระดับภูมิภาคภายในปี 2035โดยสนับสนุนการลงทุนที่ยั่งยืน(Sustainable Investment)และการเปลี่ยนผ่าน(Transformation)สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Economy) การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญสำหรับผู้เข้าร่วมในการอัปเดตแนวโน้มกฎระเบียบล่าสุด การเสริมสร้างความเชี่ยวชาญด้านตลาดคาร์บอนและสำรวจนวัตกรรมกลไกการเงินภูมิอากาศ

โดยผลลัพธ์จากการประชุมคาดว่าจะส่งผลอย่างมากก่อนการประชุม COP30 ที่บราซิลในปีนี้ ถ้อยแถลงเปิดงานโดยนายอลงกรณ์ซึ่งได้รับมอบหมายจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมและสิ่งแวดล้อมในครั้งนี้ สะท้อนวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการเป็นแกนนำขับเคลื่อนการแก้ไขวิกฤตภูมิอากาศผ่านกลไกตลาด และยกระดับความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียอย่างเป็นรูปธรรม

การประชุมสุดยอดภูมิอากาศเอเชีย 2025 (ACS 2025) จัดโดยสมาคมการค้าคาร์บอนระหว่างประเทศ (IETA)โดยการสนับสนุนของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE)เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพมหานครมีผู้เข้าร่วมงานกว่า200คนจากทั่วโลกรวมทั้ง นายเดิร์ก ฟอร์ริสเตอร์ ประธานและซีอีโอสมาคมการค้าคาร์บอนระหว่างประเทศ (IETA) ,ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) ,คุณอัสสเดช คงสิริ ประธานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และนายอาทิตย์ เวชกิจ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ด้านอนุรักษ์พลังงาน และ Grid Modernization สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร นายสมหมาย เอี่ยมสอาด รศ.ดร. ไพบูลย์ กวินเลิศวัฒนา ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมและสิ่งแวดล้อมฯลฯ.....

ทัพเรือภาคที่ 1 เตรียมความพร้อม “อุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยควบคุมด้วยรีโมทคอนโทรล”

เมื่อวานนี้ (9 ก.ค.68) ทัพเรือภาคที่ 1 นำอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยควบคุมด้วยรีโมทคอนโทรล จำนวน 2 ชุด ที่ได้รับมอบมาเตรียมความพร้อมการใช้งาน โดยทดสอบทดลองหลังจากที่นำไปตรวจเช็ค บำรุงรักษา และปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน โดยเฉพาะเกี่ยวกับการทำงานของมอเตอร์และแบตเตอรี่ ซึ่งได้ดำเนินการซ่อมบำรุงเสร็จเรียบร้อย และนำมาทดสอบการใช้งาน พร้อมทั้งทบทวนการใช้งานให้กับกำลังพล ด้วยการสาธิตและการใช้งานจริง โดยมีวิทยากรจากบริษัทฯ มาให้ความรู้และแนะนำ

วิธีการใช้งานอุปกรณ์ ในการนี้ พลเรือตรี พิสิฐ รังษีภาณุรัตน์ เสนาธิการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นผู้แทนผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เข้าร่วมชมการฝึกสาธิตการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล ณ ท่าเทียบเรือกองบัญชาการ กองเรือยุทธการ  และจะได้ส่งมอบให้กับเรือที่ปฏิบัติราชการทัพเรือภาคที่ 1 และศูนย์รักษาความปลอดภัยทางทะเล กองทัพเรือ เกาะช้าง เพื่อใช้งานในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่อไป

นับเป็นการเสริมขีดความสามารถในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเลให้กับกำลังพลทัพเรือภาคที่ 1 อย่างเป็นรูปธรรม อันจะสร้างความมั่นใจในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่มีอยู่ต่อไป

‘พีระพันธุ์’ เผยอินเวอร์เตอร์ฝีมือคนไทยผ่านมาตรฐานแล้ว พร้อมเร่งเดินหน้าผลิตล็อตแรก ช่วยลดค่าไฟให้ประชาชน

ไม่นานเกินรอ!! อินเวอร์เตอร์ฝีมือคนไทยผ่านมาตรฐานแล้ว พร้อมผลิตล็อตแรก ช่วยลดค่าไฟให้ประชาชน

‘พีระพันธุ์’ เดินหน้าแก้ปัญหาค่าไฟแพง ส่งเสริมนวัตกรรมฝีมือคนไทย ล่าสุด อินเวอร์เตอร์ต้นแบบสำหรับโซลาร์รูฟท็อป ที่พัฒนาโดย ‘ครูน้อย’ หรือ นายทวีชัย ไกรดวง ได้ผ่านการทดสอบมาตรฐานจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เรียบร้อยแล้ว เตรียมเดินหน้าผลิตล็อตแรก 10,000 ชุด เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน

จุดเริ่มต้นของโครงการนี้มาจากการที่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงพื้นที่ตรวจราชการที่จังหวัดสกลนคร และได้เห็นผลงานของ ‘ครูน้อย’ จึงผลักดันให้มีการพัฒนาต่อยอด จนสามารถยกระดับมาตรฐานได้สำเร็จ

ครูน้อย เป็นช่างไฟฟ้าคนไทยที่ทุ่มเททำงานด้านนวัตกรรมมาโดยตลอด แม้ไม่ได้จบการศึกษาด้านวิศวกรรมโดยตรง แต่ด้วยประสบการณ์และความตั้งใจ เขาสามารถคิดค้นอินเวอร์เตอร์ต้นแบบ ที่ใช้ร่วมกับแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าในบ้านได้สำเร็จ ถือเป็นตัวอย่างของคนไทยที่สามารถพัฒนานวัตกรรมได้เองในประเทศ

อินเวอร์เตอร์รุ่นนี้เป็นระบบ On-Grid ขนาด 5.5 กิโลวัตต์ ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ประมาณ 5,000 วัตต์ เพียงพอสำหรับการใช้ไฟในบ้านบางส่วน ช่วยลดค่าไฟจากระบบไฟฟ้าปกติอย่างเห็นผล นอกจากนี้ ยังผ่านการทดสอบสำคัญครบ 3 ด้าน คือ
• ความปลอดภัยในการเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้า (Grid Code)
• ทดสอบป้องกันฝุ่น น้ำ ความร้อน และไฟฟ้ารั่ว (Safety Test)
• ป้องกันสัญญาณรบกวนที่กระทบอุปกรณ์อื่นในบ้าน (EMC Test)

ทั้งนี้ เบื้องต้นกระทรวงพลังงานตั้งเป้าผลิตอินเวอร์เตอร์ลอตแรก 10,000 ชุด เพื่อลดต้นทุนการผลิต และให้ประชาชนสามารถซื้อใช้ในราคาถูกกว่าสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในครัวเรือน

นอกจากเทคโนโลยีอินเวอร์เตอร์  นายพีระพันธุ์ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกำลังเร่งผลักดันกฎหมายด้านพลังงานชุดใหม่ เพื่อลดขั้นตอนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ปรับโครงสร้างพลังงานให้โปร่งใส เป็นธรรม และลดการผูกขาด เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้มากขึ้น

ทั้งหมดนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแนวทาง “รื้อ-ลด-ปลด-สร้าง” ของนายพีระพันธุ์ เพื่อช่วยลดค่าครองชีพ และทำให้คนไทยมีทางเลือกในการผลิตไฟฟ้าใช้เองได้จริง

สบส. MOU สภากาชาดไทย ร่วมปฏิบัติการลดอุบัติการณ์การเกิดเบาหวาน

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข จับมือสภากาชาดไทย ลงนามความร่วมมือ ลดอุบัติการณ์เบาหวาน มุ่งส่งเสริมการป้องกันโรคเบาหวานเชิงรุก ด้วยการค้นหากลุ่มเสี่ยง และส่งเสริมให้ออกกำลังกายป้องกันภาวะดื้ออินซูลิน ด้วยแอปพลิเคชันสมาร์ท อสม. (Smart อสม.) และแอปเมต้ารีเวิร์ส (Meta Reverse) 

เมื่อวานนี้ (9 ก.ค.68) ณ โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ สยามสแควร์ ดร.นายแพทย์ภานุวัฒน์ ปานเกตุ อธิบดี กรม สบส. พร้อมด้วยนายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ ประธานอนุกรรมการฯ ขับเคลื่อนการรณรงค์ลดอุบัติการณ์เบาหวานในผู้มีน้ำหนักเกิน และผู้ที่เคยติดโควิด สภากาชาดไทย ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “การบูรณาการการขับเคลื่อนการรณรงค์ลดอุบัติการณ์เบาหวานในผู้มีน้ำหนักเกิน และผู้ที่เคยติดโควิด กับการขับเคลื่อนกิจกรรม อสม. ชวนคนไทยนับคาร์บและการคัดกรองโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) “NCDs ดีได้ด้วยกลไก อสม.” 

ดร.นายแพทย์ภานุวัฒน์ ปานเกตุ ให้สัมภาษณ์ว่า สถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ในประเทศไทย และทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน กรม สบส. จึงร่วมกับสภากาชาดไทย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ในวันนี้ขึ้น โดยทั้ง 2 ฝ่าย มีเป้าหมายร่วมกันในการลดการเกิดโรคเบาหวานในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน และผู้ที่เคยติดโรคโควิด โดยบูรณาการกิจกรรมออกกำลังกายป้องกันภาวะดื้ออินซูลินด้วยแอปพลิเคชันเมต้ารีเวิร์ส กับกิจกรรม อสม.ชวนคนไทยนับคาร์บ และการคัดกรองโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยกรม สบส. จะสนับสนุนให้ อสม. ร่วมลงพื้นที่ชุมชน ชักชวนประชาชนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) เกิน 23 หรือเคยติดโรคโควิด ร่วมกิจกรรมออกกำลังกาย และบันทึกผลการออกกำลังกายในแอปพลิชันสมาร์ท อสม. และเมต้ารีเวิร์ส อย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์เป็นเวลาอย่างน้อย 12 สัปดาห์ ควบคู่กับกิจกรรม อสม. ชวนคนไทยนับคาร์บ และการคัดกรองโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาวางแผนบูรณาการจัดกิจกรรมออกกำลังกายป้องกันภาวะดื้ออินซูลินในคนไทยอย่างยั่งยืน

ด้าน ดร.นายแพทย์อดิสรณ์ วรรธนะศักดิ์ รองอธิบดีกรม สบส. กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance) เป็นภาวะที่เซลล์ในร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ไม่ดี อาจด้วยกรรมพันธุ์ที่ถ่ายทอดมาในครอบครัว หรือปัจจัยเสี่ยงจากความอ้วน การมีไขมันสะสมที่หน้าท้อง การไม่ออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งทำให้ ระดับความดื้อต่ออินซูลินเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลต่อความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน การป้องกันมิให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินนั้น สามารถทำได้จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพให้เหมาะสม อาทิ การรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ การออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอเฉลี่ยอย่างน้อย 150 นาที ต่อสัปดาห์ หรือการรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด 

‘เคทีซี’ ผนึกค้าปลีกทั่วประเทศผุดแคมเปญ Mid-Year Sale ฝ่ากระแสเศรษฐกิจซบเซา มอบส่วนลด-เงินคืนสูงสุด 20%

(10 ก.ค.68) เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สนับสนุนการใช้จ่ายอย่างมีคุณค่า พร้อมแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายผู้บริโภคผ่านแคมเปญ 'Mid-Year Sale' โดยร่วมมือกับห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และแฟชั่นแบรนด์ทั่วประเทศ ท่ามกลางบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ยังคงท้าทาย เคทีซีพร้อมเดินหน้าส่งเสริมทุกการใช้จ่ายให้คุ้มค่าและคล่องตัว หวังกระตุ้นบรรยากาศจับจ่ายและเสริมสภาพคล่องให้กับระบบเศรษฐกิจค้าปลีกในช่วงกลางปี มอบสิทธิพิเศษให้สมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีรับส่วนลดหรือเครดิตเงินคืนสูงสุด 20% ผ่านการใช้คะแนน KTC FOREVER เท่ายอดใช้จ่าย

นายสรชัช ศรีลมูล ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภายใต้บริบทที่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายและยังมีความไม่แน่นอน รวมถึงราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น เคทีซีตระหนักถึงความสำคัญของการเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยเพื่อส่งสัญญาณเชิงบวกให้กับตลาดผ่านการบริโภคภายในประเทศ จึงร่วมมือกับห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และแฟชั่นแบรนด์ทั่วประเทศ เปิดตัวแคมเปญ Mid-Year Sale ให้ได้รับประสบการณ์การใช้จ่ายที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ในทุกมิติ เมื่อสมาชิกใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซี และใช้คะแนน KTC FOREVER เท่ายอดใช้จ่ายต่อเซลส์สลิป รับส่วนลดเพิ่มหรือเครดิตเงินคืนสูงสุด 20% โดยมีรายละเอียดดังนี้

สมาชิกที่มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซี ระหว่างวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 – วันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำที่ร่วมรายการ ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ทุกสาขา / ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ทุกสาขา / ห้างสรรพสินค้าในเครือเดอะมอลล์กรุ๊ป (เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ และเดอะมอลล์ ทุกสาขา, เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์, เอ็มสเฟียร์, พารากอน, สกายพอร์ต ดอนเมือง และบลูพอร์ต (เฉพาะโซนดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ และพาวเวอร์ มอลล์) / ห้างสรรพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะ / สยามดิสคัฟเวอรี่ และ ไอคอนสยาม เฉพาะในส่วนของพื้นที่โอเพ่น สเปซ และเคาน์เตอร์แบรนด์สินค้าที่ร่วมรายการ หรือช่องทางบริการสั่งซื้อสินค้าของห้างสรรพสินค้าที่ร่วมรายการ ได้แก่  Line Chat & Shop / Facebook Live และ Personal Shopper 1425 ของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลและห้างสรรพสินค้าโรบินสัน / Central Online Application และ www.central.co.th หรือ ช่องทาง M Chat & Shop ของห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ กรุ๊ป แลกคะแนนรับส่วนลดเพิ่มหรือเครดิตเงินคืนสูงสุด 20% (ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ktc.promo/midyear) รวมถึงสมาชิกที่มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีที่ร้านค้าลักชูรี่แบรนด์ (Luxury brands) ภายในโซน Luxe Galleries ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลชิดลม แลกคะแนนรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 20% (ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ktc.promo/chidlom-luxe)

สมาชิกที่มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซี ระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน 2568 – วันที่ 31 สิงหาคม 2568 ที่ศูนย์การค้าชั้นนำ ได้แก่ สยามพารากอน, ไอคอนสยาม, เซ็นทรัล เอ็มบาสซี, เซ็นทรัล ภูเก็ต และเกษรวิลเลจ เฉพาะร้านค้าลักชูรี่แบรนด์ในหมวด เสื้อผ้า, กระเป๋า, รองเท้า และนาฬิกา แลกคะแนนรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 18%  (ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ktc.promo/fashion-luxurybrands2025)

สมาชิกที่มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซี ระหว่างวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 – วันที่ 31 สิงหาคม 2568 ที่ร้านค้าแฟชันแบรนด์ที่ร่วมรายการ ได้แก่ Club 21, เครือ PP Group และเครือ Pacifica แลกคะแนนรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 18% และสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกที่มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีในเครือ Jaspal, เครือ CMG, เครือ H&M, เครือ RSH, ร้านแบรนด์ COS, ร้านแบรนด์ Pomelo, ร้านแบรนด์ Mango แลกคะแนนรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 18% หรือแลกคะแนนรับสิทธิ์ผ่อนชำระ 0% นานสูงสุด 10 เดือน (ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ktc.promo/fashion-eos2025)

สหรัฐฯ ใช้ช่องทาง ‘ไทย-เม็กซิโก’ นำเข้าแร่หายาก หลังจีนสั่งแบนส่งแร่ให้สหรัฐฯ ตั้งแต่ปลายปี 2567

จีนแบนแร่หายากไม่ให้ส่งเข้าสหรัฐฯ แต่สหรัฐฯ กลับหาช่องทางนำเข้าได้ โดยผ่านประเทศที่ 3 อย่างไทย และเม็กซิโก 

(10 ก.ค.68) สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่ามีแร่แอนติโมนี หรือพลวง ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตชิปคอมพิวเตอร์ และรถยนต์ นำเข้าสู่สหรัฐฯ มากเป็นผิดปกติ ผ่านประเทศที่ 3 อย่างไทย และเม็กซิโก ตั้งแต่จีนประกาศแบนการส่งชิปให้สหรัฐฯ เมื่อปลายปี 2024

จีนประกาศแบนการส่งแร่เหล่านี้ให้สหรัฐฯ ตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม เพื่อตอบโต้ที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการจำกัดการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์ไปให้จีนแต่บันทึกของศุลกากรสหรัฐฯ และการจัดส่งแสดงข้อมูลว่า มีบริษัทที่จีนเป็นเจ้าอย่างน้อยหนึ่งแห่งที่มีส่วนในการค้ากับสหรัฐฯ 

โดยข้อมูลการค้าแสดงให้เห็นเส้นทางใหม่ในการจัดส่งแร่ไปยังสหรัฐฯ ผ่านประเทศที่ 3 ตั้งแต่จีนแบนการส่งแร่ ทั้งสหรัฐฯ ยังนําเข้าพลวงออกไซด์ 3,834 เมตริกตันจากไทยและเม็กซิโก ในเดือนธันวาคม-เมษายน ซึ่งจำนวนนี้ ถือว่า เกือบมากกว่าการนำเข้าของ 3 ปีรวมกัน ทั้งไทยและเม็กซิโก ยังพุ่งเข้าสู่ 3 อันดับแรก ที่จีนส่งออกแร่พลวง ทั้งที่ในปี 2023 ก่อนการจำกัดการส่งออกนั้น ทั้งสองประเทศไม่ได้อยู่ในลิสต์ท็อป 10 

รอยเตอร์ได้เปิดเผยบริษัทในไทย ที่ชื่อว่าบริษัท Thai Unipet Industries ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Youngsun Chemicals ผู้ผลิตแอนติโมนีของจีนที่ตั้งอยู่ในไทย และเป็นบริษัทที่มียอดการค้าขายกับสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งข้อมูลพบว่า Thai Unipet จัดส่งแร่พลวงอย่างน้อย 3,366 ตันจากไทยไปยังสหรัฐฯ ตั้งแต่เดือนธันวาคม - พฤษภาคม ซึ่งเพิ่มถึงกว่า 27 เท่าของช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว ซึ่งเมื่อรอยเตอร์พยายามติดต่อไปยังบริษัทนี้เพื่อสอบถาม ก็ไม่ได้รับการตอบกลับทั้งยังได้รับแจ้งว่าเบอร์โทรนั้นไม่ถูกต้องด้วย 

รายงานของ RFC Ambrian ยังพบว่าประเทศไทยและเม็กซิโกต่างมีโรงหลอมพลวงเพียงแห่งเดียว และโรงงานนั้นได้เปิดตัวอีกครั้งในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทั้งยังไม่มีข้อมูลว่า มีประเทศใดขุดโลหะในปริมาณที่มากด้วย 

ทั้งจากสถิติยังพบว่า แม้จะถูกแบนจากจีน แต่การนำเข้าพลวง แกลเลียม และเจอร์เมเนียมของสหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมานั้นเทียบเท่า หรือมากกว่าก่อนจีนจะแบน แม้ว่าจะซื้อในราคาที่สูงกว่า ซึ่งมีการมองว่า การส่งแร่จากจีน ด้วยการผ่านประเทศที่ 3 นั้น เป็นวิธีหลีกเลี่ยงกฎระเบียบ 

แม้จีนจะแบนการส่งออกแร่หายากอย่าง 'พลวง' ให้สหรัฐฯ ตั้งแต่ปลายปี 2024 แต่สหรัฐฯ ยังนำเข้าแร่ผ่านประเทศที่ 3 อย่างไทยและเม็กซิโกได้ต่อเนื่อง ข้อมูลชี้ว่าบริษัทลูกของจีนในไทยมีบทบาทสำคัญในการส่งแร่ไปสหรัฐฯ มากขึ้นกว่าปีที่แล้วกว่า 27 เท่า

ด้านกระทรวงพาณิชย์ของจีนเอง ก็ได้กล่าวในเดือนพฤษภาคมว่ามีการดำเนินการในต่างประเทศที่ "สมรู้ร่วมคิดกับผู้ฝ่าฝืนกฎหมายในประเทศ" เพื่อหลบเลี่ยงข้อจํากัดการส่งออก ทั้งยังเริ่มเรียกร้องให้ต่อต้านการขนส่งและลักลอบขนย้ายแร่ธาตุ ซึ่งผู้ฝ่าฝืนอาจถูกโทษจำคุก โดยกฎหมายนี้บังคับใช้กับบริษัทจีนที่แม้ทำธุรกรรมในต่างประเทศก็ตาม 

จีน เป็นประเทศที่ครองอุปทานแร่อย่าง พลวง แกลเลียม และเจอร์เมเนียม ที่ใช้ในการผลิตชิป, สื่อสารโทรคมนาคมเซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีทางทหาร ซึ่งตั้งแต่กลางปี 2024 จีนเริ่มจำกัดการส่งแร่เหล่านี้ โดยกำหนดให้บริษัทที่ส่งแร่ไปสหรัฐฯ ต้องขอใบอนุญาตอย่างเป็นทางการ ก่อนจะห้ามส่งออกอย่างจริงจังในเดือนธันวาคม 

นอกจากการนำเข้าแล้ว ในเดือนเมษายนเอง โดนัลด์ ทรัมป์ได้ประกาศอนุมัติโครงการเหมืองแร่ 10 แห่งทั่วสหรัฐฯ หวังเพิ่มการผลิตแร่สำคัญอย่างทองแดง พลวง และแร่อื่น ๆ เพื่อหวังลดการพึ่งพาแร่จากจีนด้วย 

สธ. จัดงาน 'Wonder Thainess Wellness' สร้างการรับรู้อัตลักษณ์-บริการสุขภาพไทย หนุนนวดไทย สปาไทย สู่ Medical and Wellness Hub

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดงาน 'Wonder Thainess Wellness' สร้างการรับรู้ในอัตลักษณ์และบริการสุขภาพไทย พร้อมมอบรางวัลนวดไทยพรีเมียม ไทยสปาพรีเมียม มาตรฐานสถานประกอบการเพื่อสุขภาพไทย สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้บริการ เพิ่มขีดความสามารถให้พร้อมก้าวสู่การเป็น Medical and Wellness Hub

เมื่อวันที่ (8 ก.ค.68) ที่ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น จังหวัดนนทบุรี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดงาน 'Wonder Thainess Wellness' และมอบรางวัลนวดไทยพรีเมียมและไทยสปาพรีเมียม ประจำปี 2568 โดยมี นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ภานุวัฒน์ ปานเกตุ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วม

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในหมุดหมายการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของนานาประเทศ ทั้งในเชิงบำบัดรักษาทางการแพทย์ (Medical Tourism) และส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Tourism) โดยคาดการณ์ว่าในปี 2568 จะสามารถสร้างรายได้กว่า 6.9 แสนล้านบาท กระทรวงสาธารณสุขจึงได้จัดงาน 'Wonder Thainess Wellness' เพื่อเป็นหนึ่งกลไกในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสุขภาพ สร้างการรับรู้ เชิดชูอัตลักษณ์ไทย และความภาคภูมิใจในบริการสุขภาพแบบองค์รวม พร้อมกับการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศตามเทรนด์สุขภาพโลกที่เน้นเรื่อง เศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) และเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักในการก้าวสู่การเป็น Medical and Wellness Hub โดยเฉพาะสถานประกอบการ 'นวดไทย' และ 'สปาไทย' ซึ่งเป็นเสน่ห์และภูมิปัญญาไทย ที่มีชื่อเสียงระดับโลก 

“นวดไทย ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมด้านสุขภาพที่ล้ำค่า เป็นภูมิปัญญาไทยที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน จนได้รับการยอมรับและขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ จากองค์กรยูเนสโก ส่วนสปาไทยก็มีอัตลักษณ์ความเป็นไทยด้านบริการที่มีคุณภาพและโดดเด่น หากสามารถดึงศักยภาพของบริการสุขภาพเหล่านี้ออกมาใช้อย่างเต็มที่ จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และยกระดับบริการสุขภาพไทยสู่การเป็น Medical and Wellness Hub ได้” นายสมศักดิ์กล่าว

ด้านนายแพทย์ภานุวัฒน์ กล่าวว่า กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ได้พัฒนาเกณฑ์มาตรฐานอัตลักษณ์ความ เป็นไทย รางวัลไทยสปาพรีเมียม และรางวัลนวดไทยพรีเมียม โดยมีการประเมินรับรองและมอบรางวัลให้แก่ สถานประกอบการเพื่อสุขภาพที่ผ่านเกณฑ์เป็นประจำทุกปี มีระยะเวลาการรับรอง 3 ปี โดยในวันนี้ มีการมอบรางวัลนวด สปา เพื่อสุขภาพที่ผ่านการรับรองในปี 2567 จำนวน 270 รางวัล แบ่งเป็น นวดไทยพรีเมียม 222 รางวัล และ ไทยสปาพรีเมียม 48 รางวัล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการทั้งชาวไทยและต่างชาติ พร้อมต่อยอดสู่รางวัลคุณภาพ เวลเนสระดับชาติ (Thailand Wellness Awards: TIWA) ซึ่งจะมีการเปิดตัวในปี 2569 ต่อไป

สตูล จัดพิธีเปิดโครงการน้ำพระทัยพระราชทานส่วนภูมิภาค สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ 77 จังหวัด ประจำปี 2568

เมื่อวานนี้ (9 ก.ค.68) นายศักระ กปิลกาญจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการน้ำพระทัยพระราชทานส่วนภูมิภาค สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ 77 จังหวัด ประจำปี 2568 โดยมี ทันตแพทย์หญิงสุกีรติ กปิลกาญจน์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสตูล กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน ซึ่งจัดขึ้น ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ศาลากลางจังหวัดสตูล ตำบลพิมาน อำเภอเมืองสตูล

พิธีเปิดเริ่มเวลา 11.00 น. โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เปิดกรวยกระทงดอกไม้ถวายราชสักการะหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมกล่าวอาศิรวาท และร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ในเดือนกรกฎาคมและเดือนสิงหาคม 2568 โดยกิจกรรมประกอบด้วยการมอบอาหารกล่องปรุงสุกแก่ผู้สูงอายุ จำนวน 200 คน

โครงการ 'น้ำพระทัยพระราชทาน' ดำเนินการโดย สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งได้น้อมเกล้าฯ รับพระราชเสาวนีย์ใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 27 ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน โดยภายหลังเสร็จสิ้นพิธี ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ได้ร่วมมอบอาหารกล่องแก่ผู้สูงอายุในบรรยากาศที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยน้ำใจ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top