Wednesday, 29 July 2026
Hard News Team

ตำรวจผู้ดีล่าตัวคนร้ายสวมโม่ง แทงดับพ่อลูกอ่อน หวังปล้น!! Rolex ราคากว่า 5 แสน แต่ไม่สำเร็จ

(11 ก.ค. 68) เกิดเหตุชายหนุ่มชื่อ นายบลู สตีเวนส์ (Blue Stevens) วัย 26 ปี ถูกแทงเสียชีวิตกลางกรุงลอนดอน บริเวณด้านหน้าคาสิโนหรูใกล้โรงแรมพาร์ค ทาวเวอร์ โฮเทล และห้างสรรพสินค้าฮาร์วีย์ นิโคลส์ ในย่านไนท์บริดจ์ โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 9 ก.ค. ที่ผ่านมา เวลา 21.30 น. ขณะที่ สตีเวนส์ กำลังเดินกลับไปที่รถยนต์กับแฟนสาวหลังรับประทานอาหารค่ำ ตำรวจเชื่ออาจเป็นการพยายามชิงนาฬิกา Rolex Datejust 36mm Oystersteel and Gold มูลค่ากว่า 12,000 ปอนด์ (ราว 552,000 บาท)

สำหรับ สตีเวนส์ เป็นพ่อลูกสอง และเป็นหลานชายของนักมวยชื่อดัง เลส สตีเวนส์ (Les Stevens) เจ้าของเหรียญทองแดง ในการแข่งขันกีฬาเครือจักรภพ (Commonwealth Games) ปี 1970 ซึ่งผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า คนร้ายซึ่งสวมโม่งปกปิดใบหน้าและขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า เข้าจู่โจมหมายปล้นนาฬิกาขณะเขากำลังจะขึ้นรถ BMW โดยเจ้าตัวพยายามต่อสู้ ก่อนถูกแทงเข้าที่หน้าอก เสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที

พยานผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า “เขาพยายามต่อสู้กลับ แต่คนร้ายแทงเขาเข้าตรงหน้าอก เลือดไหลเยอะมาก เขาหมดสติทันที” แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยแพทย์ฉุกเฉินจะมาถึงจุดเกิดเหตุภายในเวลาไม่ถึง 4 นาที แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตเขาไว้ได้ แฟนสาวของเขา เทย์ลา มารี พยายามปั๊มหัวใจช่วยชีวิตด้วยตัวเอง แต่ไม่สำเร็จ เธอกลับมาที่จุดเกิดเหตุในวันถัดมา พร้อมวางดอกไม้และเขียนข้อความอาลัยว่า “คุณเอาหัวใจฉันไปด้วย” 

ด้านเจ้าหน้าที่ระบุ พบว่านายสตีเวนส์ยังสวมนาฬิกา Rolex อยู่ในขณะเกิดเหตุ ขณะที่ครอบครัวและเพื่อนสนิทจำนวนมากเดินทางมาร่วมไว้อาลัยที่หน้าโรงแรม โดยระบุว่าสตีเวนส์เป็นคนอารมณ์ดี รักลูกมาก และเพิ่งพาแฟนไปทานมื้อค่ำสุดหรูก่อนจะถูกทำร้ายจนเสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ตำรวจยังจับตัวคนร้ายไม่ได้ เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดและสอบปากคำพยาน โดยมี 2 ประเด็นหลักที่ต้องสืบสวนคือ คนร้ายอาจพยายามปล้นนาฬิกา Rolex หรืออาจตั้งใจมาลงมือสังหารโดยเฉพาะ

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังนายกเทศมนตรีลอนดอน ซาดิก ข่าน (Sadiq Khan) ให้คำมั่นว่าจะกวาดล้างอาชญากรรมในเมือง โดยเฉพาะคดีแทงและจี้ปล้น ขณะที่ผู้คนในพื้นที่แสดงความหวาดกลัว และนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ข้อมูลว่าเริ่มมีคำเตือนไม่ให้นำเครื่องประดับมีค่าติดตัวขณะเดินในลอนดอนยามค่ำคืน

‘หมอธานี’ ยกย่องพระอัจฉริยภาพ ‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’ ทรงงานด้วยพระองค์เองพัฒนายารักษามะเร็งมุ่งเป้าจนสำเร็จ

เมื่อวันที่ (21 พ.ย.66) นพ.ธานี ธานียวรรณ อาจารย์แพทย์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวถึงพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถ ใน ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงงานด้านเภสัชกรรมด้วยพระวิริยะอุตสาหะ และพระปณิธานอันแน่วแน่ตลอดหลายปี จนเกิดเป็นคุณูปการสำคัญต่อวงการสาธารณสุข คือ ยาเม็ดรักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้าตำรับแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย 'อิมครานิบ 100 / IMCRANIB 100'

โดยนพ.ธานี ระบุว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากๆ เพราะการที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญทางวิทยาศาสตร์อย่างมาก ถึงขนาดที่ลงมาทรงงานและนำทีมนักวิจัยด้วยพระองค์เอง ทั้งนี้ ยังไม่เห็นมีประเทศใดในโลกที่เป็นเช่นนี้ มีเพียงประเทศไทยเท่านั้น

และที่สำคัญทุกขั้นตอนของการผลิตยาประเภทนี้ ในทุกขั้นตอนเป็นเรื่องที่ยากมาก ทั้งการต้องใช้เงินทุนวิจัยและพัฒนาจำนวนมาก และยังต้องประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ อีกทั้ง ยังในแต่ละขั้นตอนยังผิดพลาดไม่ได้ เพราะหากเกิดความผิดพลาดหมายถึงชีวิตมนุษย์ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างมากสำหรับประเทศไทย

ปูตินดัน ‘ตลาดซื้อขายสินค้าเกษตร BRICS’ เลิกพึ่งตลาดโลก ซื้อขายด้วยเงินท้องถิ่น ตัดวงจรเก็งกำไร

(11 ก.ค. 68) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ประกาศผ่านการประชุมวิดีโอในเวที BRICS Summit 2025 ที่นครรีโอ เดอ จาเนโร เมื่อ 6 ก.ค. ที่ผ่านมาว่า กำลังผลักดันให้จัดตั้ง “ตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรของ BRICS” หรือเรียกว่า Grain Exchange ซึ่งเน้นซื้อขายธัญพืช เช่น ข้าว ข้าวโพด และถั่วเหลือง โดยไม่มีพ่อค้าคนกลางหรือนายหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงการเก็งกำไรจากตลาดโลกที่ราคาผันผวนสูง

ปูตินระบุว่า แนวคิดนี้จะช่วยให้ประเทศสมาชิกสามารถตกลงปริมาณและราคาซื้อขายกันโดยตรง เช่น อียิปต์ไม่ต้องพึ่งตลาดซื้อขายโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนอีกต่อไป แต่จะสามารถแลกเปลี่ยนกับประเทศที่มีสินค้าส่วนเกินในเครือข่าย BRICS ได้โดยตรง ส่งผลให้ได้ราคาที่ยุติธรรมและมั่นคงกว่า

ในภาพรวม ปูตินย้ำว่า BRICS ควรสร้างระบบเศรษฐกิจที่เป็นธรรมและพึ่งพาตนเอง โดยเฉพาะการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการค้าระหว่างกัน พร้อมเผยว่า BRICS ครอบคลุมพื้นที่โลกกว่า 1 ใน 3 และประชากรเกือบครึ่งโลก อีกทั้งมีขนาดเศรษฐกิจถึง 40% ของโลกในเชิงกำลังซื้อ

แม้ไม่มีผู้นำจีนและรัสเซียเข้าร่วมการประชุมด้วยตัวเอง แต่เวทีนี้ยังสะท้อนว่า BRICS กำลังเดินหน้าเชิงโครงสร้างทั้งในมิติการลงทุน เทคโนโลยี โลจิสติกส์ และการเงิน โดยปูตินระบุว่า การเพิ่มการลงทุนข้ามพรมแดนภายในกลุ่มเป็นภารกิจเร่งด่วน และ 'Grain Exchange' คือหนึ่งในก้าวสำคัญที่จะสร้างเศรษฐกิจหลายขั้วที่ยุติธรรม

‘อิหร่าน’ ลั่นจะไม่ยอมอ่อนข้อให้ ‘อิสราเอล’ ผู้รุกราน หลังก่อสงครามทำลายการเจรจานิวเคลียร์ ‘อิหร่าน-สหรัฐฯ’

(10 ก.ค. 68) นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน เปิดเผยว่า สงครามของอิสราเอลได้ทำลายการเจรจาทางการทูต แต่สหรัฐฯ สามารถฟื้นฟูได้ ความมุ่งมั่นของอิหร่านในการดำเนินการอย่างมีความรับผิดชอบเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามเต็มรูปแบบในระดับภูมิภาค ซึ่งไม่ควรถูกตีความอย่างผิด ๆ ว่าเป็นความอ่อนแอของอิหร่าน

“ในการประชุมเพียง 5 ครั้งตลอดเวลา 9 สัปดาห์ สตีฟ วิทคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ และผมประสบความสำเร็จมากกว่าที่ผมทำได้ในสี่ปีของการเจรจานิวเคลียร์ที่ล้มเหลวกับรัฐบาลไบเดน เราอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพื่อจัดการกับความกังวลของสหรัฐฯ ที่ว่า ในสักวันหนึ่ง อิหร่านอาจเบี่ยงเบนเป้าหมายจากโครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติภาพ เราจึงได้หารือกันอย่างละเอียดและตรงไปตรงมา รวมถึงเกี่ยวกับอนาคตของการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่าน มีแนวคิดมากมายสำหรับทางออกที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ซึ่งนำเสนอโดยทั้งสองฝ่ายและโดยโอมาน.

ที่สำคัญไม่แพ้กัน เรายังมุ่งเน้นไปที่การยุติการคว่ำบาตรและการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ ในความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่กว้างขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจมูลค่าล้านล้านดอลลาร์ อิหร่านเปิดรับความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจะกระตุ้นเศรษฐกิจอิหร่านและตอบสนองภารกิจสำคัญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมอเมริกันที่กำลังล่มสลาย เช่น ภาคพลังงานนิวเคลียร์

สถานการณ์กำลังดูดีขึ้น มีการแลกเปลี่ยนข้อความกันอย่างมากมาย แต่เพียง 48 ชั่วโมงก่อนการประชุมสำคัญครั้งที่ 6 อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีประเทศของข้าพเจ้าโดยไม่มีการยั่วยุ นอกจากโรงงานนิวเคลียร์ที่ได้รับการคุ้มครองแล้ว บ้านเรือน โรงพยาบาล โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญของเรา และแม้แต่เรือนจำก็ถูกทิ้งระเบิด นอกจากนี้ยังมีการลอบสังหารนักวิชาการและครอบครัวอย่างขี้ขลาดอีกด้วย นี่เป็นการทรยศต่อการทูตอย่างร้ายแรง ขณะที่การเจรจาระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น การโจมตีอย่างไม่ยั้งคิดนี้ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจน นั่นคือ อิสราเอลต้องการความขัดแย้งมากกว่าการแก้ไขปัญหา

อิสราเอลอ้างอย่างเท็จว่า การโจมตีทางอากาศมีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ในความเป็นจริง ในฐานะผู้ลงนามในสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ อิหร่านได้มุ่งมั่นมาโดยตลอดที่จะดำเนินโครงการนิวเคลียร์อย่างสันติภายใต้การเฝ้าระวังของสหประชาชาติ เช่นเดียวกับประเทศที่มีเกียรติใด ๆ ที่ถูกโจมตี อิหร่านได้ต่อต้านการรุกรานอย่างดุเดือด จนกระทั่งอิสราเอลต้องพึ่งพาให้ประธานาธิบดีทรัมป์ช่วยยุติสงครามที่อิสราเอลเริ่มต้นขึ้นก่อน

อิหร่านเคยถูกกระทำอย่างผิด ๆ มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่บัดนี้มีความระมัดระวังมากขึ้นเป็นสองเท่า ความมุ่งมั่นของเราที่จะปฏิบัติอย่างมีความรับผิดชอบเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามเต็มรูปแบบในระดับภูมิภาค ไม่ควรถูกตีความผิดว่าเราอ่อนแอ เราสามารถเอาชนะการโจมตีใด ๆ ต่อประชาชนของเราในอนาคต และหากวันนั้นมาถึง เราจะเปิดเผยศักยภาพที่แท้จริงของเรา เพื่อขจัดภาพลวงตาเกี่ยวกับอำนาจของอิหร่าน

แน่นอนว่า ความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ถูกบ่อนทำลาย ไม่ใช่โดยอิหร่าน แต่โดยพันธมิตรที่ดูเหมือนจะเป็นของอเมริกา นี่ยังไม่รวมถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญของสหรัฐอเมริกาที่ปล่อยให้ตัวเองถูกหลอกล่อให้บ่อนทำลายกฎหมายระหว่างประเทศและสนธิสัญญาสันติภาพ (NPT) ด้วยการโจมตีของตนเอง

แม้ว่าในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา อิหร่านจะได้รับข้อความที่ระบุว่าสหรัฐฯ อาจพร้อมที่จะกลับเข้าสู่การเจรจา แต่เราจะเชื่อมั่นในการมีส่วนร่วมต่อไปได้อย่างไร อิหร่านได้ลงนามข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับสมบูรณ์กับ 6 ประเทศในปี 2558 รวมถึงสหรัฐอเมริกา ซึ่งวอชิงตันได้ยกเลิกข้อตกลงนี้ไปเพียงฝ่ายเดียวในอีกสามปีต่อมา และหลังจากตกลงที่จะเจรจาครั้งใหม่ด้วยความสุจริตใจ เราก็ได้เห็นความปรารถนาดีของเราได้รับการตอบแทนด้วยการโจมตีจากกองทัพที่มีอาวุธนิวเคลียร์ของสองประเทศ

อิหร่านยังคงให้ความสนใจในการทูต แต่เรามีเหตุผลที่ดีที่จะมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเจรจาต่อไป หากมีความปรารถนาที่จะแก้ไขปัญหานี้โดยสันติ สหรัฐฯ ควรแสดงความพร้อมอย่างแท้จริงสำหรับข้อตกลงที่เป็นธรรม วอชิงตันควรทราบด้วยว่า การกระทำของอิหร่านในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาได้เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ไป

ชาวอิหร่านจะไม่มีวันยอมจำนน อิหร่านมีอารยธรรมเก่าแก่นับพันปีที่เอาชนะการรุกรานนับครั้งไม่ถ้วน และมีความแข็งแกร่งมากขึ้นในทุกครั้ง เราปรารถนาสันติภาพมาโดยตลอด แต่เรากลับเป็นผู้กำหนดเสมอว่า การรุกรานประชาชนของเราจะสิ้นสุดลงเมื่อใดและอย่างไร ดังที่การคำนวณผิดพลาดของอิสราเอลได้พิสูจน์ให้เห็น ชาวอิหร่านมักจะรวมตัวกันต่อต้านผู้รุกรานอย่างพร้อมเพรียงกัน

การเจรจาภายใต้เงาของสงครามนั้นไม่มั่นคงโดยเนื้อแท้ และการเจรจาท่ามกลางภัยคุกคามไม่เคยเกิดขึ้นจริง การทูตจะประสบความสำเร็จได้ต้องสร้างขึ้นบนพื้นฐานความเคารพซึ่งกันและกัน และไม่สามารถอยู่รอดจากการก่อวินาศกรรมอย่างต่อเนื่องโดยบุคคลที่สาม ซึ่งหวาดกลัวการหาข้อยุติได้ ชาวอเมริกันสมควรได้รับรู้ว่าประเทศของพวกเขากำลังถูกผลักดันไปสู่สงครามที่หลีกเลี่ยงได้โดยสิ้นเชิงอย่างไร้เหตุผลสมควรโดยต่างชาติที่ไม่ได้แบ่งปันผลประโยชน์ของพวกเขา สำหรับวอชิงตัน พวกเขาควรรู้ว่าการรุกรานครั้งนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์และความสำเร็จของพวกเขามีค่าสำหรับเรามากกว่าที่เคย

คำสัญญาของทรัมป์ที่ว่า “อเมริกาต้องมาก่อน” กำลังถูกบิดเบือนไปเป็น “อิสราเอลต้องมาก่อน”
หลังจากได้เห็นการเสียสละชีวิตของชาวอเมริกันหลายพันคน และการสิ้นเปลืองเงินภาษีของประชาชนหลายล้านล้านดอลลาร์ในภูมิภาคของเรา ชาวอเมริกันดูเหมือนจะทนไม่ไหวแล้ว เส้นทางสู่สันติภาพต้องอาศัยการยอมรับในสหรัฐอเมริกาว่า การเจรจาอย่างเคารพซึ่งกันและกัน ไม่ใช่การบีบบังคับอย่างไม่ยั้งคิด เป็นหนทางเดียวที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน “ทางเลือกเป็นของอเมริกา ในที่สุดแล้วสหรัฐฯ จะเลือกใช้วิธีทางการทูตหรือไม่ หรือจะยังคงติดหล่มอยู่ในสงครามของผู้อื่นตลอดไป”

‘อินโดนีเซีย’ เล็งสั่ง J-10 จากจีนแทน Rafale ของฝรั่งเศส เหตุราคาถูกกว่า 3 เท่า แม้ต้องเสียความเป็นกลางในทะเลจีนใต้

อินโดนีเซียลุ้นรับข้อเสนอ J-10 จากจีน ราคาถูกกว่า Rafale ถึง 3 เท่า แต่เสี่ยงสูญเสียความเป็นกลางในทะเลจีนใต้ กระทบสมดุลภูมิรัฐศาสตร์อาเซียน

อินโดนีเซียกำลังเผชิญการตัดสินใจทางยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ เมื่อรัฐบาลจีนยื่นข้อเสนอขายเครื่องบินขับไล่ J-10 ให้จาการ์ตา ซึ่งหากข้อตกลงนี้สำเร็จ อินโดนีเซียจะกลายเป็นประเทศที่สามของโลกต่อจากจีนและปากีสถานที่มี J-10 ประจำการในกองทัพอากาศ

จุดขายหลักของ J-10C รุ่นล่าสุดคือราคาที่แข่งขันได้อย่างมากในตลาดโลก ด้วยราคาประมาณ 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเครื่อง เมื่อเทียบกับ Rafale ของฝรั่งเศสที่อินโดนีเซียสั่งซื้อ 42 ลำในปี 2022 ซึ่งมีราคาสูงถึง 120 ล้านดอลลาร์ต่อเครื่อง ความแตกต่างด้านราคาถึง 3 เท่านี้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในช่วงที่รัฐบาลต้องรัดเข็มขัดเพื่อสนับสนุนโครงการสวัสดิการขนาดใหญ่

กระแสความสนใจใน J-10 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังมีรายงานว่าเครื่องบินรุ่นนี้ของปากีสถานสามารถยิงเครื่องบินรบอินเดียตกหลายลำ รวมถึง Rafale รุ่นใหม่จากฝรั่งเศส ผลงานทางการรบนี้ส่งผลให้เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม รัฐมนตรีกลาโหมอินโดนีเซียประกาศเตรียมส่งนักบินไปฝึกและเยี่ยมชมโรงงานผลิต J-10 ที่เฉิงตู ประเทศจีน

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าการซื้อ J-10 อาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อความเป็นกลางและความน่าเชื่อถือของอินโดนีเซียในประเด็นทะเลจีนใต้ เนื่องจากจีนยังคงอ้างสิทธิ์ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของอินโดนีเซียผ่านเส้นประเก้าขีด การซื้ออาวุธจากจีนอาจทำให้สถานะความเป็นกลางของจาการ์ตาถูกตั้งคำถาม

ปัญหาด้านเทคนิคและความพร้อมรบก็เป็นข้อกังวลสำคัญ เนื่องจากอุปกรณ์และระบบของ J-10 อาจไม่สามารถใช้งานร่วมกับอาวุธและระบบสื่อสารมาตรฐาน NATO ที่อินโดนีเซียใช้อยู่เดิมได้ดีนัก ขณะที่ประเด็นความมั่นคงทางไซเบอร์และการสอดแนมยังเป็นข้อกังวลที่หลายประเทศไม่ไว้วางใจเทคโนโลยีทางทหารของจีน

ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ การตัดสินใจซื้อ J-10 อาจจุดชนวนให้เกิดการแข่งขันสะสมอาวุธในภูมิภาคอาเซียน โดยอาจกระตุ้นให้ประเทศเพื่อนบ้านเร่งจัดหาเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่เพื่อรักษาดุลอำนาจ เช่น ไทยที่เตรียมซื้อ Gripen จากสวีเดน ฟิลิปปินส์ที่เซ็นสัญญาซื้อ FA-50 จากเกาหลีใต้ และสิงคโปร์ที่กำลังรับมอบ F-35A จากสหรัฐฯ

พันธมิตรทางทหารเดิมของอินโดนีเซีย เช่น สหรัฐฯ ฝรั่งเศส และประเทศ NATO อื่นๆ อาจไม่พอใจหากจาการ์ตาเลือกซื้อ J-10 เพราะส่วนใหญ่ยังมองว่าจีนเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพภูมิภาค ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางทหารและการถ่ายทอดเทคโนโลยีในอนาคต นักวิเคราะห์เห็นตรงกันว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อบทบาทของอินโดนีเซียในสมการอำนาจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระยะยาว

(ข้อมูลเพิ่มเติม)
ไทย → Gripen จากสวีเดน
ฟิลิปปินส์ → FA-50 เกาหลีใต้
สิงคโปร์ → F-35A สหรัฐฯ

'เศรษฐา' เชื่อมือ ‘ทีมไทยแลนด์’ เจรจาภาษีทรัมป์ หวังสหรัฐฯ เคาะภาษีได้ 20% เท่าเวียดนาม

‘เศรษฐา’ เชื่อมือทีมไทยแลนด์ เจรจาภาษีทรัมป์ หวังลดอัตราภาษี 20% เท่าเวียดนาม ชี้หน่วยงานรัฐต้องจับมือเดินไปทิศทางเดียวกัน มั่นใจไทยมีระบบดูแลนักลงทุนอย่างเป็นธรรม

(10 ก.ค.68) เมื่อเวลา 12.00 น. ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีสหรัฐอเมริกาขยายเวลาเจรจาภาษีครั้งสุดท้ายเป็นวันที่ 1 ส.ค.นี้ ไทยจะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 36% หรือไม่ว่า ขณะนี้ไทยมีเวลาถึง 1 ส.ค. ส่วนตัวเชื่อว่านายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ และรมว.คลัง พร้อมทีมไทยแลนด์ จะต้องมีการหารือกันอย่างขะมักเขม้น เพื่อให้ไทยได้อัตราภาษีที่ดีขึ้น ซึ่งส่วนตัวได้มีการพบเจอกับปลัดกระทรวงพาณิชย์ และได้รับคำยืนยันว่าสู้อย่างเต็มที่

นายเศรษฐา กล่าวต่อว่า ส่วนตัวเชื่อว่ายังมีความหวัง เพราะไทยยังมีหลายอย่างที่ต้องให้กับทางสหรัฐฯ ได้อยู่ สิ่งที่ไทยมีแต้มต่อในการต่อรองลดภาษีนั้น จะต้องดูรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง จำนวนสินค้าในหมวดต่างๆ ตรงไหนที่ให้สหรัฐฯ แล้วไม่ต้องเสียภาษีที่มากมาย แต่สำคัญที่สุดทีมงานทุกกระทรวงไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือ BOI จะต้องมานั่งพูดคุยกัน มีสิ่งไหนที่เกี่ยวข้อง เสียงจะต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน อย่าให้เสียงแตกเพื่อให้สหรัฐฯ พอใจ 

นายเศรษฐา กล่าวว่า รวมทั้งยังมีอีกหลายเรื่อง เช่น นอนคาร์ริค (การหลีกเลี่ยงภาษี) ที่ไม่เกี่ยวข้องกับคาร์ริค (การเสียภาษีเงินได้) ขั้นตอนของศุลกากรที่ยังคงมีปัญหา การสวมสิทธิ์ต่างๆ เป็นเรื่องที่ไทยต้องให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม หากสหรัฐฯ ยังคงจัดเก็บภาษีไทยอยู่ที่ร้อยละ 36 สิ่งที่จะกระทบตามมาก็คือกลุ่มเป้าหมาย ที่อย่างน้อยอาจหารเข้าเวียดนามอย่างน้อยร้อยละ 20 และสหรัฐฯ จัดเก็บในอัตราที่สูงย่อมจะส่งปัญหา เพราะหลายอุตสาหกรรมที่ย้ายถิ่นฐานเข้ามาในประเทศไทย ก็หวังว่าไทยจะไม่เสียเปรียบเพื่อนบ้าน แต่แน่นอนว่าไทยยังมีข้อได้เปรียบอีกหลายข้อ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตที่ปลอดภัยและต้นทุนต่ำ หรือ low cost save living มีระบบภาษีที่ชัดเจนกว่า และมีระบบราชการที่ดูแลนักลงทุนอย่างเป็นธรรม ดังนั้นส่วนตัวเชื่อว่ามีหลายประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเลข แต่แน่นอนว่าตัวเลขต้องใกล้เคียงกันถึงจะมาพูดคุยกันได้ 

เมื่อถามว่าต้องมีการส่งเสริมกลุ่ม SME ซึ่งได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีของทรัมป์โดยตรงใช่หรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ หากนโยบายภาษีของทรัมป์ถ้าไม่ได้รับการผ่อนปรน ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องมีการช่วยเหลือกัน เชื่อว่าทีมงานจะศึกษาและดูแลเรื่องนี้อยู่ แต่สิ่งสำคัญคือตัวภาษี ที่จะต้องมีการลดให้เทียบเท่ากับเวียดนามเสียก่อน แต่ส่วนตัวเชื่อว่าไทยจะมีมาตรการอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อพิเศษดอกเบี้ยต่ำ 

เมื่อถามว่าหลายฝ่ายวิจารณ์ว่าการรับมือของรัฐบาลเกิดความล่าช้า นายเศรษฐา กล่าวว่า วันนี้ต้องรวมใจกันและเจรจาในวันที่ 1 ส.ค.นี้ ให้มีการลดภาษีลงให้ได้ อย่างน้อยให้ลดเหลือร้อยละ 20 เทียบเท่าเวียดนาม ส่วนตัวเชื่อว่าเป็นประเด็นที่อยู่ในใจทุกๆคนอยู่ ส่วนแผนงานรองรับอื่นๆ ก็ต้องตามมา อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้หากการเจรจาเป็นไปในเชิงบวก จะเป็นประเด็นที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ หากไม่เป็นไปตามที่หวังไว้ จะต้องมีการทำโรดโชว์ต่างๆ นำข้อดีของประเทศไทยไปเสนอต่างชาติ ช่วงที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปพบปะกับผู้ประกอบการ SME ซึ่งส่วนมากก็จะสะท้อนเรื่องของนักท่องเที่ยว แน่นอนว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวที่ตกลงไป ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง แต่เรื่องที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัย และนักท่องเที่ยวจะต้องได้รับการดูแลและความเป็นธรรม ส่วนมาตรการกระตุ้นถือเป็นขั้นตอนต่อไปที่จะต้องทำให้ดีขึ้น 

เมื่อถามถึงข้อมูลที่ระบุว่า ตัวเลขนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะของจีนที่ลดลงไปมากนั้น นายเศรษฐา กล่าวว่า ก็ต้องเอาไปเปรียบเทียบกับเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ก็ยังยืนยันว่าใกล้เคียงกัน แต่ถ้าเปรียบเทียบกับช่วงไฮซีซั่น ยอมรับว่าก็ตกลงไปพอสมควร

‘ดร.อักษรศรี’ ชี้เหตุผล เวียดนาม ไม่กลัวภาษีทรัมป์ เพราะรู้ว่า ตัวเองมีเสน่ห์อะไร พร้อมทั้งกล้าตั้งเป้า GDP ปีนี้โตถึง 8%

(10 ก.ค. 68) รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Aksornsri Phanishsarn ว่า  เวียดนาม ไม่กลัวภาษีทรัมป์ + รู้ว่า ตัวเองมีเสน่ห์อะไร นายกฯ ฟ่าม ยังเดินหน้ากล้าตั้งเป้า GDP ปีนี้โต 8 % ส่วนแถวนี้ ยังลุ้นระทึกจะโต 1% ได้ไหวมั้ย”

พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า ส่วนแถวนี้ รอลุ้นอย่างสิ้นหวังค่ะ ไทยแลนด์ไร้เสน่ห์ ในสายตาทรัมป์ เดี๋ยว 1 ส.ค. ภาษีทรัมป์เริ่มถล่มเศรษฐกิจไทย น่าจะน่วมหนัก หลายสำนักคาดการณ์ GDP ไทยจะโตไม่ถึง 1% (บางค่ายบอกว่า อาจจะติดลบ) ไทยโตต่ำสุดในอาเซียน !!

ส่วนทาง เวียดนาม ไม่กลัวภาษีทรัมป์ + รู้ว่า ตัวเองมีเสน่ห์อะไร นายกฯ ฟ่ามยังเดินหน้ากล้าตั้งเป้าโตปีนี้ 8 % นะคะ

ทั้งนี้ สองไตรมาสแรกของปี 2025 นี้ ในยุคทรัมป์ป่วนโลก เวียดนามก็โตต่อไป ตัวเลขครึ่งแรกของปีนี้ ยังโตได้ 7.52% !!

จับสัญญาณ ‘เครื่องบินรบสหรัฐฯ’ ในตะวันออกกลาง พบเคลื่อนไหวผิดปกติ คาดมาช่วยอิสราเอลโจมตีเยเมน

(10 ก.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘เจาะลึกตะวันออกกลาง’ โพสต์ข้อความว่า มีความเคลื่อนไหวของกองทัพมะกันผิดปกติในตะวันออกกลางและมหาสมุทรอินเดีย คาดว่ามะกันน่าจะมาช่วยอิสราเอลโจมตีเยเมนในอีกไม่ช้า

อิสราเอลไม่เคยรบกับใครแบบเดี่ยว ๆ จะต้องมีมะกันและยุโรปพ่วงด้วยเสมอ เหมือนคราวรบกับอิหร่าน ถ้ามะกันไม่เข้ามาขวาง คลังจรวดป้องกันมิสไซล์ของอิสราเอลเกลี้ยงแน่นอน ฐานทัพก็น่าจะโดนกวาดจนเกลี้ยง

และรอบนี้ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น หลายวันก่อนอิสราเอลถล่มท่าเรือเยเมน เยเมนสวนกลับทันควัน แถมยังจมเรือสินค้าที่จะลำเลียงข้าวของให้อิสราเอลไปถึง 2 ลำ

เนมันยาฮู ซึ่งยังอยู่ที่มะกันในขณะนี้ คงจะขอให้มะกันช่วยถล่มเยเมนอีกรอบ แล้วค่อยหาทางเปิดศึกรอบ 2 กับอิหร่าน เพราะรอบที่แล้วเนทันยาฮูพลาดท่า ถ้าไม่ได้แก้มือคงอายยันลูกบวช

ข่าวว่าผู้ดี MI6 (อังกฤษ) ก็จะมาแจมด้วย

ขณะที่ ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีด นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลาง โพสต์ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การเคลื่อนไหวของเครื่องบินรบสหรัฐในตะวันออกกลาง มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐอาจจะเตรียมพร้อมที่จะโจมตีอันศอรุลลอฮ์แห่งเยเมน หลังจากเรืออิสราเอลถูกจมสองลำ

พร้อมระบุด้วยว่า อิหร่านเตรียมความพร้อมขั้นสูงสุดหลังจากมีความเคลื่อนไหวของเครื่องบินรบสหรัฐ อังกฤษและอิสราเอล

CNN เปิดเทปลับ ‘ทรัมป์’ เคยขู่ ‘ปูติน-สี จิ้นผิง’ ลั่นจะถล่ม ‘มอสโก – ปักกิ่ง’ หากบุก ‘ยูเครน – ไต้หวัน’

เทปเสียงหลุดทรัมป์ขู่บอมบ์มอสโก-ปักกิ่ง CNN เปิดเทปลับ เผยทรัมป์เคยขู่ปูติน-สี จิ้นผิง จะ 'บอมบ์' เมืองหลวงหากบุกยูเครน-ไต้หวัน! ย้ำเด็ดขาดทุกนโยบาย ทั้งในและนอกประเทศ 

(10 ก.ค.68) สำนักข่าว CNN เปิดเผยเทปเสียงลับที่สะเทือนวงการการเมือง จากงานระดมทุนปี 2024 ที่เผยให้เห็นประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในมุมที่ไม่เคยเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยเล่าอย่างตรงไปตรงมาว่าเคยขู่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซีย หากรัสเซียบุกยูเครน สหรัฐฯ จะ 'ทิ้งระเบิดใส่มอสโก' ตามเสียงบันทึกจากงานระดมทุนที่จัดขึ้นในนิวยอร์กและฟลอริดา

ในเทปเสียงที่เปิดเผยครั้งนี้ ทรัมป์เล่าถึงการสนทนากับปูตินว่า "กับปูติน ผมบอกว่า 'ถ้านายบุกยูเครน ฉันจะบอมบ์มอสโกให้ยับเลยนะ ฉันไม่มีทางเลือก' ...เขาทำเหมือนไม่เชื่อ แต่สุดท้ายเขาเชื่อผม 10%" การเปิดเผยครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์การข่มขู่ที่ทรัมป์ใช้ในการจัดการกับผู้นำต่างชาติ

นอกจากรัสเซียแล้ว ทรัมป์ยังอ้างว่าเคยขู่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนในลักษณะเดียวกัน หากจีนคิดจะบุกไต้หวัน โดยบอกอย่างเด็ดขาดว่า "ถ้าทำ ฉันจะบอมบ์ปักกิ่ง" พร้อมกับเสริมอย่างภาคภูมิใจว่า "เขาคิดว่าผมบ้า" แต่สุดท้ายผลลัพธ์ก็คือ "เราไม่เคยมีปัญหา" สะท้อนถึงการใช้ภาพลักษณ์ที่คาดเดาไม่ได้เป็นเครื่องมือทางการทูต

คำพูดที่น่าตกใจเหล่านี้ถูกเปิดเผยในเทปเสียงที่นำไปใช้ประกอบการเขียนหนังสือ '2024' โดยนักข่าว Josh Dawsey, Tyler Pager และ Isaac Arnsdorf ทรัมป์ใช้ท่าทีแข็งกร้าวและการข่มขู่ผู้นำต่างชาติเป็นจุดขายหลักในการหาเสียง โดยอ้างเสมอว่าหากเขาเป็นประธานาธิบดี สงครามในยูเครนและความขัดแย้งในกาซาจะไม่เกิดขึ้น

ล่าสุดในการประชุมคณะรัฐมนตรี ทรัมป์ได้แสดงความไม่พอใจต่อปูตินอย่างเปิดเผยและชัดเจน โดยระบุว่า "ผมไม่พอใจปูตินเลย" และ "เราโดนเขาโยนเรื่องไร้สาระใส่มาเยอะมาก" การแสดงออกครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงท่าทีอย่างเด่นชัดจากการหลีกเลี่ยงการวิจารณ์ปูตินโดยตรงในอดีต สะท้อนถึงความผิดหวังจากการเจรจาที่ไม่คืบหน้า

ในส่วนของนโยบายภายใน เทปเสียงเผยให้เห็นท่าทีที่เด็ดขาดของทรัมป์ โดยระบุว่าหากได้เป็นประธานาธิบดี จะดำเนินการเนรเทศนักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหวประท้วง โดยเฉพาะกลุ่มที่แสดงการสนับสนุนปาเลสไตน์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วสหรัฐฯ "นักศึกษาคนไหนที่ประท้วง ผมจะไล่ออกนอกประเทศ ...ผมว่ามันจะหยุดทันที" ทรัมป์กล่าวอย่างมั่นใจ พร้อมกับย้ำกับผู้บริจาคว่า หากเขาได้รับเลือกตั้ง จะ "ย้อนกระแสขบวนการนี้กลับไป 25-30 ปี"

ในด้านการระดมทุน ทรัมป์ยังอวดเทคนิคและความสำเร็จในการโน้มน้าวผู้บริจาครายใหญ่ โดยเล่าถึงกรณีศึกษาที่มีผู้สนใจเสนอเงิน 1 ล้านดอลลาร์เพื่อได้โอกาสทานอาหารกลางวันกับเขา แต่ทรัมป์สามารถใช้เทคนิคการเจรจาต่อรองโน้มน้าวให้ผู้บริจาครายนั้นเพิ่มจำนวนเงินเป็น 25 ล้านดอลลาร์ได้สำเร็จ "คุณต้องกล้าขอ ...ต้องทำให้พวกเขาคิดในแบบที่คุณต้องการ" เขากล่าวอย่างภาคภูมิใจ

เทปเสียงจากงานระดมทุนปี 2024 ครั้งนี้เผยให้เห็นภาพที่ชัดเจนของทรัมป์ในมุมที่ตรงไปตรงมาและแข็งกร้าว ทั้งในด้านนโยบายต่างประเทศที่พร้อมใช้การข่มขู่และความรุนแรงต่อผู้นำมหาอำนาจโลก และนโยบายภายในที่เน้นความเด็ดขาดต่อผู้ที่คิดเห็นต่างทางการเมือง รวมถึงเทคนิคการระดมทุนจากผู้สนับสนุนระดับสูง ท่าทีและกลยุทธ์เหล่านี้สะท้อนถึงแนวทางการหาเสียงที่เน้นความเข้มแข็งและการใช้อำนาจต่อรองอย่างหนักในทุกเวทีและทุกระดับ

'เจริญชัย - ERDI-CMU - KMUTT' นำนวัตกรรม NIA หม้อแปลง AI Low Carbon ลดโลกร้อนลดค่าไฟจริง 20% เพิ่มปริมาณกำลังการผลิตโซลาร์ 6-8% คืนทุน 1 ปี

กลุ่มพันธมิตรพร้อมสนับสนุนการลุงทุน 0 บาท และคืนกำไร 100% AI Transformer Management Platform for Green Electricity Integration with battery พร้อม Workshop (Use Case)

เมื่อวันที่ (4 ก.ค.68) สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ERDI-CMU) จัดสัมมนาวิชาการในหัวข้อ “เสริมแกร่งอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการ ลดค่าไฟ สู่การลดอุณหภูมิโลก นวัตกรรม NIA แห่งอนาคต จากวิกฤติ สู่ทางรอด ด้วยพลังงาน AI แห่งอนาคต AI Transformer Management Platform for Green Electricity Integration with battery พร้อม Workshop (Use Case) ” ณ ห้องประชุมประเสริฐฤกษ์เกรียงไกร สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อเผยแพร่แนวทางการจัดการพลังงานยุคใหม่ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในสถานประกอบการทุกระดับ โดยไม่ต้องมีเงินลงทุนเริ่มต้น

กลุ่มพันธมิตรบริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกล้าธนบุรี , บริษัท บ้านปู เน็กซ์ อีโคเสิร์ฟ จำกัด และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ทุกองค์กรได้ให้ความรู้กับผู้ประกอบการที่เข้ารับฟังสัมมนาครั้งนี้ ผู้ประกอบการมีความสนใจด้านการลดคาร์บอนเป็นจำนวนมาก ตอบโจทย์ผู้ประกอบการทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ รวมทั้งช่องทางการลงทุนในรูปแบบต่างๆ ที่สามารถดำเนินการได้ การจัดหาแหล่งเงินทุน การสนับสนุนต่างๆ จากภาครัฐ การอนุรักษ์พลังงานอื่นๆ ที่เหมาะสมต่อสถานประกอบการ โรงงานอุตสาหกรรม โรงแรม โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น และเป็นการสนับสนุนแนวนโยบายของกระทรวงพลังงาน ในการรองรับความต้องการใช้พลังงานของไทยที่เพิ่มขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะการคำนึกถึงการลดภาวะโลกร้อน และพลังงานคาร์บอนต่ำซึ่งเป็นไปตามเทรนด์ที่หลายบริษัทชั้นนำระดับโลกมุ่งหาพลังงานสะอาด

นายประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์ กรรมการบริหาร (นวัตกรรม) บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด กล่าว ขอขอบคุณกลุ่มพันธมิตรทุกหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด ซึ้งทางบริษัทฯ ได้ร่วมบรรยายพร้อมยกตัวอย่าง  Use Case ของบริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) สาขาลำพูน ให้ทางผู้ประกอบการได้เห็นเป็น Case กรณีศึกษา บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) สาขาลำพูน ทำการติดตั้งหม้อแปลง AI Transformer (หม้อแปลง Low Carbon) ขนาด 2000 kVA. โดยบริษัทฯ ได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ร่วมวิเคราะห์พร้อมวิจัย Platform บริหารจัดการพลังงานสะอาดสูงสุด (Platform AI บริหารจัดการ Solar กับ Energy Storage  ด้วยหม้อแปลง IoT (Low Carbon) ประโยชน์สูงสุดและเสถียรภาพ พร้อมทำ AI Net Zero Go To Near Zero, AI Cut Peak Demand, AI Saving, AI Sustainability, AI Increase old Solar 6-8% จากการวิเคราะห์หลังติดตั้งหม้อแปลง AI พบว่าสามารถลดการใช้พลังงานได้ประมาณ 20.28% และการเพิ่มผลผลิตโซลาร์เก่า 6-8% โดยมีระยะเวลาคืนทุนราว 11 เดือน ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนในเชิงกราฟและข้อมูลอื่นๆ เป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพื่อให้การวิเคราะห์ในเชิงวิชาการมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น 

ภายในงาน ผศ.ดร.พฤกษ์ อักกะรังสี  ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและผู้แทนพิเศษ สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน และเปิดเวทีด้วยวิสัยทัศน์ด้านพลังงานสะอาดที่สถาบันฯ ได้พัฒนาและขับเคลื่อนมาโดยตลอด ต่อจากนั้น นายบัณฑิต ตั้งโภคานนท์ พลังงานจังหวัดลาพูน กล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ โดยเน้นย้ำถึงความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนในการผลักดันเป้าหมายสู่ Net Zero อย่างจริงจังและยั่งยืน และในงานสัมมนามีการบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วน อาทิ ผศ.ดร.อนวัช แสงสว่าง  อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีและผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศุภกิตติ์ โชติโก  หัวหน้าภาคประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวถึง “การปรับปรุงเพิ่มศักยภาพและความมั่นคงระบบไฟฟ้าการจ่ายพลังงาน ไฟฟ้าพลังงานสะอาดและ Solar (Saving Energy And Sustainable Energy) ด้วยหม้อแปลง AI Transformer Management Platform” , คุณวิศรุต จันทน์สุคนธ์ จากบริษัท บ้านปู เน็กซ์ อีโคเสิร์ฟ จำกัด ที่สนับสนุนโครงการลงทุน 0 บาท, คุณสถาปนา พรหมบุญ จาก BOI ภาคเหนือที่นำเสนอนโยบายสนับสนุนการลงทุนสูงถึง 50% และคุณประจักษ์  กิตติรัตนวิวัฒน์ กรรมการบริหาร (นวัตกรรม) บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด กล่าวถึง “นวัตกรรม NIA หม้อแปลง AI จากวิกฤติ สู่ทางรอด ด้วยพลังงาน AI แห่งอนาคต AI Transformer Management Platform for Green Electricity Integration with battery” 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top