Tuesday, 28 July 2026
Hard News Team

GULF ลุยลงทุนโรงไฟฟ้าลม-แดด รวม 4.2 หมื่นลบ. กำลังการผลิตรวม 746 MW พร้อมเข้าซื้อ 'บลูสกายวินด์ฯ' 50%

เมื่อวันที่ (9 ก.ค.68) บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ [GULF] เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติอนุมัติให้กลุ่มบริษัทย่อยของบริษัทฯ ดำเนินการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนภายใต้กลุ่มบริษัท กัลฟ์ รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์จี จำกัด (GRE) ที่มีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ระหว่างปี 2569 – 2570 จำนวน 11 โครงการ กำลังการผลิตตามสัญญารวม 746.6 เมกกะวัตต์ (MW) โดยโครงการดังกล่าวได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement) กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นระยะเวลา 25 ปีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 42,000 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดดังนี้

1) โครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (solar farms) 4 โครงการ กำลังการผลิตตามสัญญารวม 244.6 MW

2) โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (solar farms with battery energy storage systems) 2 โครงการ กำลังการผลิตตามสัญญารวม 126.0 MW

3) โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม (wind farms) 5 โครงการ กำลังการผลิตตามสัญญารวม 376.0 MW

การพัฒนาโครงการดังกล่าวข้างต้นเป็นไปตามแผนของบริษัทฯ ที่จะมุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงาน

หมุนเวียนภายใต้กลุ่มบริษัทฯ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)

ทั้งนี้ บริษัทได้รับคัดเลือกให้ดำเนินโครงการพลังงานหมุนเวียน และได้มีการเข้าลงทุนในโครงการของบริษัทพันธมิตร ภายใต้แผนรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565 – 2573 สำหรับกลุ่มที่ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง ของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)

ลงทุน 'บลูสกาย วินด์' 50%

พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังเผยอีกว่า เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 บริษัท กัลฟ์ รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์จี จำกัด (GRE) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 100 ได้เข้าลงทุนในบริษัท บลู สกาย วินด์ พาวเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (BSWPH) ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นโดยบริษัท เดอะ บลู เซอร์เคิล (ไทยแลนด์) จำกัด (TBCT) และบริษัท อินฟินิท กรีเนอร์จี จำกัด (Infinite) ในสัดส่วนเท่ากันที่ 50% โดย GRE เข้าซื้อหุ้น 50% ใน BSWPH จาก Infinite คิดเป็นมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 375,000 บาท

ทั้งนี้ GRE ได้ดำเนินการโอนหุ้นแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อยส่งผลให้ในปัจจุบัน GRE และ TBCT ถือหุ้นใน BSWPH ในสัดส่วนเท่ากันที่ 50%

BSWPH ถือหุ้นในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม จำนวนรวม 5 โครงการในประเทศไทย กำลังการผลิตตามสัญญารวมทั้งสิ้น

436.5 เมกะวัตต์ และมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ระหว่างปี 2570-2573 โดยจะมีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าจากโครงการดังกล่าว

มุกดาหาร​ -​นรข.มุกดาหาร ยึดอาโวคาโดเถื่อนกว่า 4 ตัน คนขับเรือไหวตัวทันกระโดดน้ำหนี

เมื่อวานนี้ (11ก.ค.68) หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง เขตนครพนม (นรข.เขตนครพนม) โดย นาวาโท รุ่งเรือง มาสุทธิ หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร ได้จัดชุดลาดตระเวนทางน้ำ ออกตรวจการณ์บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง พื้นที่ชุมชนศรีบุญเรือง ตำบลศรีบุญเรือง อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร

ในเวลาต่อมา ชุดปฏิบัติการลาดตระเวนสามารถใช้กล้องตรวจการณ์กลางคืน (Night Vision) ตรวจพบเรือเหล็กติดเครื่องยนต์ มีบุคคลขับขี่ 1 คน พร้อมสิ่งของต้องสงสัยจำนวนมากบรรทุกใส่ลังพลาสติกอยู่ภายในเรือ กำลังแล่นเรือข้ามแม่น้ำโขงจากฝั่งแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว เข้ามาที่ริมฝั่งจังหวัดมุกดาหาร

เจ้าหน้าที่จึงทำการปิดระยะเข้าใกล้เพื่อขอตรวจสอบ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่แสดงตัว คนขับเรือได้อาศัยความมืดกระโดดน้ำว่ายหลบหนีขึ้นฝั่งอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่จึงเข้าทำการตรวจสอบเรือลำดังกล่าว พบผลไม้อาโวคาโดบรรจุในลังพลาสติกจำนวน 170 ลัง น้ำหนักประมาณลังละ 25 กิโลกรัม คิดเป็นน้ำหนักรวมประมาณ 4,250 กิโลกรัม จึงได้ทำบันทึกการตรวจยึดและนำของกลางส่งด่านศุลกากรมุกดาหารเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นักเศรษฐศาสตร์ ม.โคลัมเบียเผย สหรัฐฯ ไม่เพิ่มงบช่วยยูเครน ทรัมป์กลัวเสียฐานเสียง!! ชี้คนอเมริกันไม่อินกับสงคราม

(11 ก.ค. 68) เจฟฟรีย์ แซกส์ (Jeffrey Sachs) นักเศรษฐศาสตร์อเมริกันชื่อดัง และผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Sputnik ว่า สหรัฐฯ ไม่น่าจะเพิ่มการส่งอาวุธหรือเงินช่วยเหลือแก่ยูเครนแล้ว เนื่องจากประชาชนอเมริกันส่วนใหญ่ รวมถึงผู้สนับสนุนโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่สนใจสงครามในยูเครน

แซกส์ระบุว่า สงครามยูเครนเป็นเรื่องที่กลุ่มอำนาจเบื้องหลังรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นผู้ผลักดันตั้งแต่ต้น ไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ให้การสนับสนุน แม้ทรัมป์จะประกาศว่าจะส่งอาวุธเพิ่มเติมให้ยูเครนเมื่อวันจันทร์ แต่เขาก็ยังไม่ชี้แจงว่าจะส่งอาวุธประเภทใด และไม่ยืนยันว่าจะส่งขีปนาวุธแพทริออท (Patriot) ตามที่ยูเครนเรียกร้องหรือไม่

สำนักข่าว Axios รายงานเพิ่มเติมในวันอังคารว่า ทรัมป์ได้ให้คำมั่นว่าจะส่งขีปนาวุธแพทริออท 10 ลูกไปยังยูเครนทันที และจะช่วยหาช่องทางส่งยุทโธปกรณ์จากแหล่งอื่นเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนยูเครนของสหรัฐฯ ก็กำลังเผชิญแรงต้านในสภาคองเกรสและจากประชาชนส่วนหนึ่งที่มองว่าเงินภาษีควรใช้แก้ปัญหาภายในประเทศมากกว่าขยายบทบาทในสงครามต่างแดน

ผู้นำบูร์กินาฟาโซ เมินคำเชิญเยือนสหรัฐฯ บอกไม่มีเวลาสำหรับมารยาททางการทูต

(11 ก.ค. 68) มีรายงานว่า ร้อยเอกอิบราฮิม ตราโอเร่ (Ibrahim Traoré) ประธานาธิบดีและผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งบูร์กินาฟาโซ วัย 37 ปี ปฏิเสธคำเชิญอย่างเป็นทางการจากทำเนียบขาวในการเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา โดยให้เหตุผลว่า เขากำลังมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชน และไม่อาจสละเวลาให้พิธีการทางการทูตได้ในขณะนี้

กระทรวงการต่างประเทศของบูร์กินาฟาโซแถลงว่า ตราโอเร่ได้แสดงความเคารพต่อคำเชิญจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมกล่าวขออภัยที่ไม่สามารถเดินทางมาเยือนได้ โดยย้ำว่าหน้าที่หลักในเวลานี้คือการดูแลและปกป้องชาวบูร์กินาฟาโซ

แม้ไม่มีการยืนยันจากฝั่งสหรัฐฯ เกี่ยวกับคำเชิญดังกล่าว แต่สื่อโซเชียลในแอฟริกาได้นำเสนอข่าวนี้ในวงกว้าง และสะท้อนภาพของตราโอเร่ในฐานะผู้นำหนุ่มผู้ไม่ยอมอ่อนข้อให้กับชาติตะวันตก

สำหรับ ตราโอเร่ถูกจับตามองจากนานาชาติในฐานะผู้นำสายแข็ง ที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับรัสเซีย โดยหลายสื่อตะวันตกขนานนามเขาว่า 'ลูกรักปูติน' จากท่าทีต่อต้านฝรั่งเศสและความร่วมมือทางทหารกับมอสโกอย่างใกล้ชิดในช่วงปีที่ผ่านมา

BYD–Chery เบิกเงินรัฐผิดเกณฑ์กว่า 1.8 พันล้าน สองยักษ์รถยนต์ไฟฟ้าจีนเสี่ยงโดนเรียกคืนเงินอุดหนุน

(11 ก.ค. 68) รายงานตรวจสอบจากกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน ระบุว่า บริษัท Chery และ BYD สองบริษัทผลิตรถยนต์สัญชาติจีน เบิกเงินอุดหนุนจากรัฐบาลสำหรับรถยนต์พลังงานสะอาดอย่างไม่ถูกต้อง รวมมูลค่ากว่า 53 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1.88 พันล้านบาท) คิดเป็นเกือบ 60% ของยอดเบิกผิดทั้งหมดในช่วง 5 ปีจนถึงปี 2020

การตรวจสอบพบว่ารถยนต์ 21,725 คันไม่ควรได้รับเงินอุดหนุนตามโครงการสนับสนุนรถพลังงานทางเลือก โดยในจำนวนนี้เป็นของ Chery จำนวน 7,663 คัน และ BYD จำนวน 4,973 คัน ขณะที่เอกสารการตรวจสอบไม่ได้ระบุบทลงโทษชัดเจน แต่รัฐบาลจีนเคยระบุว่ารถที่ไม่ผ่านเกณฑ์จะต้องคืนเงินอุดหนุน

แม้กระทรวงฯ และทั้งสองบริษัทจะยังไม่ออกมาแสดงความเห็นใด ๆ แต่หากต้องคืนเงินอุดหนุนจริง ก็อาจยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้กับอุตสาหกรรมรถยนต์จีน ที่ตอนนี้กำลังเจอปัญหาหนัก ทั้งผลิตเกินความต้องการ และแข่งขันตัดราคารุนแรง จนกระทบกำไรของผู้ผลิต อีกทั้งยังสร้างความตึงเครียดกับตัวแทนจำหน่ายและซัพพลายเออร์

ทั้งนี้ จีนเคยให้เงินอุดหนุนรถยนต์พลังงานสะอาดระหว่างปี 2009–2022 เพื่อเร่งให้ประชาชนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า ปลั๊กอินไฮบริด และฟิวเซลล์ โดยปัจจุบันยอดขายรถกลุ่มนี้แซงรถน้ำมันแบบเดิมในแต่ละเดือนแล้ว รัฐบาลจึงเตรียมคุมเข้มนโยบายราคา และทยอยยกเลิกสายการผลิตที่ล้าสมัยเพื่อสร้างสมดุลในระยะยาว

'ปิยบุตร' โวยนักการเมืองขี้ขลาด รังเกียจนิรโทษคดี ม.112 เพราะยังไม่มี 'ใบอนุญาต'

(11 ก.ค. 68) - นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า

เหตุที่บรรดานักการเมืองและพรรคการเมืองจำนวนมากตั้งข้อรังเกียจกับการนิรโทษกรรมในความผิดการแสดงออกทางการเมือง โดยรวมความผิดตามมาตรา 112 ไปด้วยนั้น

ไม่มีเหตุผลอื่นใดหรอก นอกจาก ยังไม่มี 'ใบอนุญาต' ให้ทำ จึงเกรงว่า หากทำลงไปแล้วจะถูกยึด 'ใบอนุญาต' ที่ให้เป็นรัฐบาล หรือตัดโอกาสการได้ 'ใบอนุญาต' ให้เป็นรัฐบาล

ลองถ้ามีปาฏิหาริย์ มี 'ใบอนุญาต' ให้นิรโทษกรรมขึ้นมาสิ ขี้คร้านจะกลับลำ 360 องศา จนคนดูงงไปตาม ๆ กัน

ปัญหาที่ควรขบคิดพิจารณาต่อไป

ถ้าสัมพันธภาพทางอำนาจตามการเมืองความเป็นจริงนี้บอกเราว่า นิรโทษกรรมความผิดตามมาตรา 112 โดยพลการไม่ได้ ต้องมี 'ใบอนุญาต' เสียก่อน บรรดาพรรคการเมืองและนักการเมืองได้พยายามหา 'ใบอนุญาต' เพื่อนิรโทษกรรมคดี 112 นั้นแล้วหรือยัง?

แล้วเหตุใด การตรากฎหมายฉบับหนึ่งซึ่งเป็นอำนาจนิติบัญญัติของสภาผู้แทนราษฎร กลับต้องมี 'ใบอนุญาต' เสียก่อน

ตกลงแล้ว สภาของผู้ที่รวมตัวกันแล้วอ้างเป็นผู้แทนของราษฎร เป็น 'ผู้แทน' ของ 'ใคร' กันแน่?

นักการเมืองและพรรคการเมืองไทยในยุคนี้ ขี้ขลาดขี้กลัวกว่านักการเมืองและพรรคการเมืองไทยในอดีตมาก

‘พีระพันธุ์’ เดินหน้าปลดล็อกโซลาร์-ปลดภาระค่าไฟ เตรียมชงร่างกม. ส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์เข้าครม. เดือนนี้

‘พีระพันธุ์’ พร้อมปลดล็อก ‘โซลาร์รูฟท็อป’ ชงร่างกฎหมายส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เข้า ครม. เดือนนี้ เตรียมจำหน่ายอินเวอร์เตอร์ราคาถูกฝีมือคนไทย มั่นใจลดค่าไฟได้เห็นผล!

(11 ก.ค.68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงความก้าวหน้าเกี่ยวกับการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนว่า ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานได้ดำเนินการใน 3 แนวทางเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้มากขึ้น โดยแนวทางแรก คือ ให้นำค่าใช้จ่ายติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานโซลาร์ไปหักลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา แนวทางที่ 2 คือ การอำนวยความสะดวกในการติดตั้ง 'โซลาร์รูฟท็อป' ภายใต้ร่างกฎหมายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเตรียมเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีภายในเดือนกรกฎาคมนี้ ส่วนแนวทางที่ 3 ก็คือ การจัดหาอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในราคาที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ด้วยการแสวงหาความร่วมมือจากพันธมิตรภาคธุรกิจ รวมทั้งการพัฒนาอุปกรณ์อินเวอร์เตอร์ราคาถูกฝีมือคนไทย ซึ่งขณะนี้อุปกรณ์ต้นแบบได้ผ่านการรับรองมาตรฐานแล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนของกระบวนการผลิต

นายพีระพันธุ์ได้ระบุถึงสาระสำคัญของร่างกฎหมายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ว่า กฎหมายฉบับนี้จะช่วยอำนวยให้การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากโซลาเซลล์ หรือ โซลาร์รูฟท็อป เป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็วขึ้น โดยเปลี่ยนจากระบบ 'ขออนุญาต' เป็นระบบ 'แจ้งเพื่อทราบ'  

ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสามารถดำเนินการติดตั้งได้เลย โดยปฏิบัติตามระเบียบที่ทางการได้ประกาศไว้ และเมื่อดำเนินการติดตั้งเรียบร้อยแล้วก็แจ้งให้ทางการทราบ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐสามารถดำเนินการตรวจสอบได้ในภายหลัง  ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยประหยัดเวลาและความซับซ้อนในการขออนุญาตติดตั้งได้อย่างมาก

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังกล่าวถึงแนวทางการจัดหาอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในราคาถูกกว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ตนได้เดินทางไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเจรจาขอความร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อนำมาจำหน่ายให้ประชาชนคนไทยในราคาพิเศษ และเพื่อหาโรงงานรองรับการผลิตอุปกรณ์อินเวอร์เตอร์ฝีมือคนไทย ซึ่งขณะนี้เครื่องต้นแบบได้ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. เรียบร้อยแล้ว และกำลังเข้าสู่ขั้นตอนการผลิตเพื่อจำหน่ายให้ประชาชนในราคาต่ำเมื่อเทียบกับราคาในท้องตลาด

สำหรับอุปกรณ์อินเวอร์เตอร์ราคาถูกที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงพลังงานนี้ เป็นผลงานนวัตกรรมของ ‘ครูน้อย’ หรือ นายทวีชัย ไกรดวง จากจังหวัดสกลนคร ผู้ซึ่งสามารถคิดค้นและพัฒนาอินเวอร์เตอร์ต้นแบบ ที่ใช้ร่วมกับแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าในบ้านได้สำเร็จ โดยอินเวอร์เตอร์รุ่นแรกที่จะผลิตออกจำหน่ายนี้ เป็นระบบ On-Grid ขนาด 5 กิโลวัตต์  ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้ไฟในบ้านมาตรฐานทั่วไป และสามารถช่วยลดค่าไฟจากระบบไฟฟ้าปกติอย่างเห็นผล ซึ่งผ่านการทดสอบสำคัญครบ 3 ด้าน ทั้งด้านความปลอดภัยในการเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้า (Grid Code) ด้านการป้องกันฝุ่น น้ำ ความร้อน และไฟฟ้ารั่ว (Safety Test)  และด้านการป้องกันสัญญาณรบกวนที่กระทบอุปกรณ์อื่นในบ้าน (EMC Test)  

“การดำเนินงานของกระทรวงพลังงานครั้งนี้จะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ได้มากขึ้น ทั้งในบ้านที่อยู่อาศัย ไปจนถึง บริษัท ห้างร้าน สถานประกอบการ และอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม และสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประชาชนมากขึ้นด้วย” นายพีระพันธุ์กล่าว

‘ดร.เอ้’ เชื่อความจริงใจช่วยไทยคุยสหรัฐฯได้ พร้อมเดินหน้าขอใช้การศึกษาเชื่อมความสัมพันธ์

ดร. สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกสภามหาวิทยาลัย CMKL University มหาวิทยาลัย AI แห่งแรกของไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า ...

"ก้าวใหม่ ไทย-สหรัฐ เราต้องไปด้วยกัน" 
4 หมุดหมาย เปลี่ยน 'เหินห่าง' เป็น 'ใกล้ชิด' ไทยได้ประโยชน์

"นโยบายเพิ่มภาษีนำเข้า" ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กระทบเศรษฐกิจไทยรุนแรง และยังสะท้อนความสัมพันธ์ที่ 'เหินห่าง' กับไทย 

แต่สหรัฐกลับไป 'ใกล้ชิด' กับ 'เวียดนาม' ที่ได้รับการเอื้ออย่างมาก ทั้งด้านภาษี ด้านการลงทุนอุตสาหกรรมไฮเทค และด้านสนับสนุนการศึกษา

เราต้องยอมรับว่า ระดับความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา มีความสำคัญยิ่ง ต่อทั้งการเมือง เศรษฐกิจ ความมั่นคง และการศึกษาของประเทศไทย มากกว่าประเทศใดในโลก

เมื่อ 'ความใกล้ชิด' เปลี่ยนเป็น 'ความเหินห่าง' ประเทศไทยต้องทำอย่างไร คงเหลือทางเดียว คือ การพบปะ พูดคุย แสดงความจริงใจ ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายเดียว 

ผมเชื่อมั่น อเมริกาพอคุยได้ เพราะความสัมพันธ์ไทย-อเมริกัน ลึกซึ้ง ยาวนาน คนอเมริกันรักคนไทย นโยบายเปลี่ยน แต่ความสัมพันธ์อย่าให้เปลี่ยน

การเดินทางของผมในฐานะ 'นายกสภามหาวิทยาลัย' และทีมผู้บริหารของ CMKL University 'มหาวิทยาลัย AI แห่งแรกของไทย' เพื่อ 'ยกระดับความสัมพันธ์' ใกล้ชิด กับสหรัฐ ทางด้านการศึกษา ด้านงานวิจัยด้าน AI และด้านวิศวกรรมการชีวการแพทย์ และด้านการบริหารอุตสาหกรรม คือ 'เป้าหมาย'

หมุดหมายแรก เราจะเดินทางไปมหาวิทยาลัย Claremont หนึ่งในสุดยอดมหาวิทยาลัย ใกล้กับเมืองลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอเนียร์ เพื่อโน้มน้าว 'คณะบริหารธุรกิจ Drucker School of Management' สุดยอดด้านการบริหารองค์กรของโลก ที่ก่อตั้งโดย ศาสตราจารย์ปีเตอร์ ดรักเกอร์ 'บิดาแห่งศาสตร์บริหารยุคใหม่' ให้มาตั้งฐานในประเทศไทยเป็นครั้งแรก เพื่อสอน 'เด็กไทย' ให้เป็นผู้ประกอบการชั้นยอด และเพื่อสอน SME ไทยให้ 'ก้าวทันโลก' แข่งขันได้

หมุดหมายที่ 2 เราบินต่อไปยังเมือง "ซานฟรานซิสโก" เพื่อสร้างความร่วมมือกับ สถาบัน QB3 - California Institute for Quantitative Biosciences จากวิสัยทัศน์ "ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอเนียร์" ก่อตั้งเพื่อ "รวมพลัง 3 มหาวิทยาลัยระดับโลก" ในรัฐแคลิฟอเนียร์ สร้างงานวิจัย สู่อุตสาหกรรม สู่ startup 

เด็กได้ทุนเรียนหนังสือ มหาวิทยาลัยได้ผลงาน นักลงทุนได้ผลตอบแทน สุดยอดมาก ผมตั้งใจ จะนำโมเดลนี้ มาใช้ที่ 'ประเทศไทย' ให้เด็กไทย "เรียนฟรี มีงานทำ มีธุรกิจ"

หมุดหมายที่ 3 เราเดินทางต่อไปยัง 'กรุงวอชิงตัน ดีซี' เพื่อหารือกับ 'กองทุนฟูลไบรท์' ที่ให้ทุนเด็กทั่วโลกได้เรียนที่สหรัฐ แม้วันนี้รัฐบาลทรัมป์ตัดงบไปเยอะ แถมยังให้ทุนเด็กไทยน้อยลง เปรียบเทียบกับเวียดนามที่มีเด็กไปเรียนอเมริกามากที่สุด เป็นอันดับ 5 แล้ว

ผมตั้งใจจะขอการสนับสนุนให้นักศึกษาไทยมากกว่าเดิม และให้กองทุนผลักดันให้รัฐบาลสหรัฐ ส่งเสริมให้เด็กไทย มีโอกาสเข้าเรียนใน 'มหาวิทยาลัยชั้นนำ' ได้มากกว่าเดิม ได้กลับมารับใช้ประเทศไทย

หมุดหมายที่ 4 เยือน  Carnegie Mellon University มหาวิทยาลัยท็อปของโลกด้าน AI ที่เมืองพิตส์เบิร์ก ที่ผมดึงมาตั้งที่ประเทศไทยเป็นครั้งแรกในอาเซียน ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2560 ในชื่อมหาวิทยาลัย CMKL เพื่ออัปเดตงานวิจัยด้าน AI ระดับโลก และขอให้ยังคงรับเด็กไทยไปเรียนด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ AI และสาขาอื่นๆ ในระดับปริญญาตรี โท และเอก

ภารกิจสร้างความสัมพันธ์ 'ด้านการศึกษา' 'ด้านงานวิจัย-นวัตกรรม' และ 'ด้านพัฒนา SME ไทย' กับสหรัฐอเมริกาครั้งนี้ สำคัญมาก เพราะอาจเป็น 'จุดเปลี่ยน' ให้สหรัฐกลับมาสนใจ สนับสนุน และมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับไทยเหมือนอดีต 

ผมหวังว่า "ความสำเร็จ" จากการเดินทางของผมและทีมในครั้งนี้ จะเกิด "ผลประโยชน์" ต่อการ "สร้างคนไทย" ให้มีโอกาส ได้ยกระดับทักษะ การศึกษา ด้านเทคโนโลยีมูลค่าสูง สู่การต่อยอดเป็น "เศรษฐกิจใหม่" ให้ไทยรอดและเติบโตได้ ในโลกของการแข่งขันที่รุนแรงที่สุดนี้

ขอกำลังใจจากคนไทยทุกคน ด้วยนะครับ

ยูเนสโกขึ้นบัญชี 'พระปรางค์วัดอรุณ' สู่มรดกโลกเบื้องต้น ไทยมีลุ้น!! ขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลกอย่างสมบูรณ์

(11 ก.ค. 68) ยูเนสโก (UNESCO) รับรองการเสนอชื่อ 'พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม: สถาปัตยกรรมชิ้นเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์' เข้าสู่บัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ของไทย อย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2568 ตามจดหมายจาก เออร์เนสโต ออตโตเน (Ernesto Ottone) ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายวัฒนธรรมของยูเนสโก

การอยู่ในบัญชี Tentative List ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการเสนอชื่อสถานที่เข้าสู่การเป็น 'แหล่งมรดกโลก' อย่างสมบูรณ์ โดยยูเนสโกระบุว่า เอกสารที่ไทยส่งมานั้นสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลก และแสดงถึงความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์และจัดการแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม

สำหรับ บัญชี Tentative List คือรายชื่อสถานที่ที่ประเทศสมาชิกมีแผนจะเสนอชื่อให้เป็นมรดกโลกในอนาคต โดยหากไม่มีชื่ออยู่ในบัญชีนี้ จะไม่สามารถยื่นเสนอขอขึ้นทะเบียนได้ในภายหลัง จึงถือเป็นก้าวแรกที่มีความหมายยิ่งต่อการอนุรักษ์มรดกของชาติ

ทั้งนี้ พระปรางค์วัดอรุณนับเป็นสัญลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นของกรุงเทพฯ และเป็นหนึ่งในโบราณสถานสำคัญที่สะท้อนถึงความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมของไทยในยุครัตนโกสินทร์ การได้รับการรับรองครั้งนี้จึงถือเป็นความภาคภูมิใจของประเทศ และเป็นโอกาสในการผลักดันคุณค่าไทยสู่สายตาโลก

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีแหล่งในบัญชีรายชื่อเบื้องต้นของยูเนสโก รวมทั้งสิ้น 7 แห่ง แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทวัฒนธรรม 6 แห่ง ประเภทธรรมชาติ 1 แห่ง

ประเภทวัฒนธรรม ได้แก่ 1. กลุ่มปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ และเขตรักษาพันธุ์ค้างคาวพลาย 2. อนุสาวรีย์ สถานที่ และภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมของเชียงใหม่ 3. พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม 4. พระธาตุพนมและบริเวณโดยรอบ 5. สงขลาและชุมชนริมทะเลสาบที่เกี่ยวข้อง 6. วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช และ ประเภทธรรมชาติ ได้แก่ 7. เขตอนุรักษ์ธรรมชาติทะเลอันดามันของประเทศไทย

กองทัพรัสเซียยึด ‘แหล่งลิเธียมสำคัญ’ ในยูเครน กระทบดีลแร่หายากสหรัฐฯ–เคียฟ ที่เพิ่งลงนาม

(12 ก.ค. 68) กองทัพรัสเซียยึดหมู่บ้านเชฟเชนโก (Shevchenko) ในภูมิภาคโดเนตสค์ ทางตะวันออกของยูเครนได้สำเร็จ หลังจากสู้รบกับกองกำลังยูเครนอย่างหนัก โดยพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งแร่ลิเธียมขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในทรัพยากรแร่ที่มีมูลค่าสูงที่สุดของยูเครน

แหล่งลิเธียมนี้อยู่ชานหมู่บ้านเชฟเชนโกฝั่งตะวันออก มีพื้นที่ราว 100 เอเคอร์ หรือประมาณ 250 ไร่ และอยู่ในระดับความลึกที่สามารถทำเหมืองในเชิงพาณิชย์ได้ โดยนักวิเคราะห์หลายฝ่ายแสดงความกังวลว่า การที่รัสเซียควบคุมพื้นที่นี้ อาจส่งผลกระทบต่อข้อตกลงแร่ธาตุระหว่างยูเครนและสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่งลงนามกันเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

สำหรับข้อตกลงดังกล่าวให้สิทธิพิเศษแก่สหรัฐฯ ในการเข้าลงทุนด้านน้ำมัน ก๊าซ และแร่หายากของยูเครน และตั้งเป้าเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูประเทศหลังสงคราม อย่างไรก็ตามการที่ยูเครนสูญเสียแหล่งแร่สำคัญ อาจทำให้เงื่อนไขและมูลค่าของข้อตกลงดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป

ด้าน มิคาอิโล แชร์นอฟ (Mykhailo Zhernov) ผู้อำนวยการบริษัทพัฒนาเหมืองแร่โลหะและแร่ธาตุสำคัญ Critical Metals Corp ของสหรัฐฯ ซึ่งเคยถือสิทธิการสำรวจแหล่งแร่แห่งนี้ ระบุว่า “หากรัสเซียยึดพื้นที่มากขึ้น ก็จะควบคุมทรัพยากรมากขึ้นเช่นกัน” 

ขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายรัสเซียเผยว่า แหล่งแร่ลิเธียมนี้คือเหตุผลหนึ่งที่ยูเครนส่งทหารจำนวนมากมาปกป้องพื้นที่ และหากสถานการณ์เอื้ออำนวย รัสเซียก็พร้อมจะพัฒนาแหล่งแร่แห่งนี้ต่อไป และจนถึงขณะนี้ รัฐบาลยูเครนยังไม่มีแถลงการณ์ใดๆ ต่อการเสียหมู่บ้านเชฟเชนโกและแหล่งลิเธียมแห่งนี้ให้กับรัสเซีย 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top