Wednesday, 29 July 2026
Hard News Team

เปิดประวัติ ‘พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ’ หรือ โฟม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน คนใหม่ ที่ไม่ได้มีดีแค่เป็นหลานชาย ‘สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ’ เท่านั้น

ภายหลังจากได้เห็นโฉมหน้า คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ในรัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หรือ นายกฯ อิ๊งค์ 1/2  ซึ่งมีทั้งรัฐมนตรีหน้าเก่าและหน้าใหม่ ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และหนึ่งในรัฐมนตรีหน้าใหม่ที่ได้รับการจับตามองอย่างมาก นั่นก็คือ นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน 

ที่ผ่านมามีชาวเน็ตจำนวนมาก รวมถึงเพจดังอย่าง CSI LA ได้ตั้งคำถามว่า เหตุใด พงศ์กวิน จึงได้นั่งตำแหน่งนี้ นั่นอาจเป็นเพราะนอกจากจะเป็นรัฐมนตรีหน้าใหม่ และอยู่ในตำแหน่งที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญแล้ว การที่มีนามสกุล ‘จึงรุ่งเรืองกิจ’ ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เป็นที่น่าจับตามองมากขึ้นไปอีก เพราะเป็นหลานชายของ ‘สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ’ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม อีกทั้งยังเป็นลูกพี่ลูกน้องกับธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าอีกด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ความรู้ความสามารถ ให้ลึกถึงรายละเอียดจะพบว่า พงศ์กวิน นั้นมีความรู้เต็มเปี่ยม ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา ในระดับปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมโยธา จากวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จาก คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต

ไม่เพียงเท่านั้นก่อนเข้าสู่ถนนสายการเมือง พงศ์กวิน ผ่านทั้งงานด้านการบริหารธุรกิจมาแล้ว ในตำแหน่งประธานกรรมการและกรรมการบริษัท อาทิ บริษัท จีเดค จำกัด บริษัท ไออีซี กรีน เอนเนอร์ยี่ จำกัด บริษัท ไออีซี บิซิเนส พาร์ทเนอร์ส จำกัดและบริษัท ไออีซี สระแก้ว 1 จำกัด

หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากบทบาทนักธุรกิจ จึงได้ตัดสินใจเข้ามาทำงานด้านงานการเมืองของ ตามรอย ‘สุริยะ’ ผู้เป็นอา โดยเริ่มต้นด้วยการเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ เมื่อ พ.ศ. 2561 ก่อนที่ในปีถัดมาในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2562 ได้สมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคพลังประชารัฐ และได้รับเลือกตั้ง 

ตลอดระยะเวลา 4 ปี ในบทบาท สส. ต้องยอมรับว่า พงศ์กวิน เป็น สส.ที่มุ่งมั่นในบทบาทที่ตนเองดูแล มีความตั้งใจ ขยันทำงาน โดยเฉพาะงานฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นทั้งวิปรัฐบาล, รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกีฬา สภาผู้แทนราษฎร เรียกได้ว่าติดอันดับ ‘ตัวท็อป’ ที่มาประชุมสภาผู้แทนราษฎร ไปทุกแมตช์ ยกมือแทบจะทุกรอบ ไม่เคยพลาด จนคำว่า ‘ดาวรุ่ง’ ในเชิงของ สส.ภาพลักษณ์ดี ติดอยู่ในสายตาบรรดาคนการเมือง

แม้ว่าในการเลือกตั้งปี 2566 ในสีเสื้อพรรคเพื่อไทย จะไม่ได้รับการเลือกตั้ง เพราะอยู่ในลำดับที่ 93  แต่ต่อมาก็ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมให้กับสุริยะผู้เป็นอา และล่าสุด พงศ์กวิน ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในรัฐบาลนายกแพทองธาร ชินวัตร แทน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ที่ลาออกตามมติพรรคภูมิใจไทยไปก่อนหน้า

ถึงชั่วโมงนี้ หลายคนโดยเฉพาะชาวเน็ต ยังคงมีข้อกังขาว่า การได้นั่งในตำแหน่ง รมว.แรงงาน ของ พงศ์กวิน ในครั้งนี้ หลักๆ คงโฟกัสไปที่การมีนามสกุลดังอย่าง ‘จึงรุ่งเรืองกิจ’ และก็คงห้ามความคิดใครไม่ได้ด้วย แต่หากมองด้วยใจเป็นกลาง โดยปราศจากอคติ ก็ควรเปิดโอกาสและให้เวลากับ รัฐมนตรีใหม่ป้ายแดง อย่าง พงศ์กวิน ได้พิสูจน์ฝีมือสร้างผลงาน ทำงานให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งอาจจะทำได้ดีกว่า คนที่เคยนั่งเก้าอี้ตัวนี้ก็ได้

ทรัมป์ย้ำเส้นตาย!! ขึ้นภาษีนำเข้า 1 ส.ค. ส่งผลกระทบไทย โดนภาษีสหรัฐฯ 36%

(9 ก.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันอังคารว่า จะไม่มีการขยายเส้นตายวันที่ 1 สิงหาคมนี้ สำหรับการบังคับใช้ภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นกับหลายประเทศ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยแสดงท่าทีว่าจะมีความยืดหยุ่นในกำหนดการดังกล่าว

ตั้งแต่เดือนเมษายน สหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสินค้าในอัตรา 10% กับหลายประเทศ แต่มีบางประเทศที่ถูกกำหนดให้เสียภาษีเพิ่มเป็นพิเศษ ซึ่งถูกเลื่อนมาแล้วหลายรอบ แต่ล่าสุดทรัมป์ยืนยันว่าจะเริ่มเก็บจริงวันที่ 1 สิงหาคมนี้ และจะไม่เลื่อนอีกแล้ว

ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social ว่า “จะไม่มีการต่อเวลาอีก” และระบุว่าประเทศต่าง ๆ จะเริ่มจ่ายภาษีตามหนังสือแจ้งเตือนที่รัฐบาลส่งออกไป โดยบางประเทศจะถูกเก็บภาษีในอัตราสูงถึง 30-40 เปอร์เซ็นต์ เช่น อินโดนีเซีย บังกลาเทศ ไทย และมาเลเซีย ส่วนญี่ปุ่นและเกาหลีใต้จะถูกเก็บในอัตรา 25%

ในจดหมายถึงผู้นำประเทศต่าง ๆ ทรัมป์เตือนว่า หากมีการตอบโต้ สหรัฐฯ อาจตอบกลับด้วยมาตรการภาษีที่รุนแรงขึ้น แต่ก็เปิดช่องให้ต่อรอง โดยระบุว่า หากประเทศใดพร้อมปรับนโยบายการค้า สหรัฐฯ “อาจพิจารณาปรับแก้จดหมายนี้”

จนถึงตอนนี้ สหรัฐฯ มีข้อตกลงเกิดขึ้นเพียงกับไม่กี่ประเทศ เช่น อังกฤษ เวียดนาม และการลดภาษีตอบโต้กับจีน โดยทรัมป์ย้ำว่า มาตรการขึ้นภาษีนี้มีเป้าหมายเพื่อให้การค้าระหว่างประเทศเป็นธรรมกับสหรัฐฯ มากขึ้น

'มทภ.2' ลั่นไทยมีกระสุนเต็มแม็ก ป้องอธิปไตย ฝากบอก 'ฮุนเซน-ฮุนมาเนต' รักษาสุขภาพด้วย

มทภ.2 ยืนยัน ไทยมีกระสุนเต็มแม็ก พร้อมรักษาอธิปไตย ขอฮุนเซน-ฮุนมาเนต รักษาสุขภาพ พร้อมฝากรัฐบาล 2 ประเทศ เร่งสางปมชายแดนไทย-กัมพูชา

(9 ก.ค. 68) ที่ฐานอนุพงศ์ อ.น้ำยืน จ. อุบลราชธานี พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่จังหวัดสุรินทร์ศรีสะเกษ - อุบลราชธานี นำสิ่งของพระราชทานมามอบให้ ทหารที่มาปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน พร้อมฝากให้กำลังพลปฏิบัติหน้าที่ด้วยความปลอดภัยดูแลสุขภาพตามที่ผู้บัญชาการทหารบก ย้ำ เนื่องจากอยู่ในช่วงหน้าฝนขอให้ผู้บังคับบัญชาดูแลความเป็นอยู่ของกำลังพล 

แม่ทัพภาคที่ 2 ระบุถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และประเด็นการสร้างรั้วแนวปราสาทตาเมือนธมว่า ต้องทำความเข้าใจร่วมกันทั้งสองฝ่ายในเรื่องของเขตแดนให้ตรงกัน เพราะถ้าสร้างอาจจะเกิดความขัดแย้งขึ้นได้ ถ้ายังไม่ได้ทำความเข้าใจกัน จึงต้องให้ระดับสูงพูดคุยกันก่อน จนเกิดความเข้าใจกันหากจะสร้างโดยทันทีนั้นอาจเกิดความขัดแย้งได้ 

ขณะนี้ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาได้พูดคุยกันมาตลอด โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดความไม่เข้าใจกันก็ต้องพูดคุยกัน เพื่อไม่ให้นำไปสู่ความรุนแรง ซึ่งบางครั้งเกิดความไม่เข้าใจกันเรื่องเส้นทางลาดตระเวน หรือทหารเปลี่ยนผลัดใหม่ก็ต้องทำความเข้าใจจนทุกวันนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น 

ทั้งนี้ผู้บังคับหน่วยระดับกองพันกองร้อย ของทั้งสองฝ่ายก็ประสานพูดคุยกันจนทำให้สถานการณ์ดีขึ้นแล้วขณะนี้รอสัญญาณความพร้อมในการประชุมคณะกรรมการชายแดนระดับภูมิภาคหรือ RBC ไทย-กัมพูชา จากผู้นำทางฝ่ายกัมพูชา เพราะในส่วนของไทยโดยเฉพาะ โดยส่วนตัวในฐานะ ประธาน RBC มีความพร้อมทุกวัน หากจะประชุมวันพรุ่งนี้ก็พร้อมเสมอ

"เรารอแค่ทางกัมพูชาเป็นหลัก หากแจ้งกลับมาพรุ่งนี้ก็พร้อม หรือวันนี้ก็พร้อม เพราะเป็นประธานเอง ไม่ยากอะไร"

แม่ทัพภาคที่ 2 ยังกล่าวถึงกรณีที่กัมพูชาลาดตระเวนและมีการประชาสัมพันธ์เรื่องกระแสรักชาติของกัมพูชา ว่า ถือเป็นเรื่องปกติ และทางไทยเองก็เชิญชวนให้ประชาชน มาเที่ยวชมปราสาทตลอดแนวชายแดนไทยกัมพูชา มีหลายปราสาทตั้งแต่ผามออีแดงจังหวัดศรีสะเกษ โดยยืนยันว่า 3 ปราสาท 1 พื้นที่ที่เป็นประเด็นคนไทยสามารถมาได้ทั้งหมด เพราะเป็นเขตของไทยอยู่แล้ว

ขณะเดียวกันขอขอบคุณประชาชนที่ได้ร่วมกันมาท่องเที่ยวปราสาท ซึ่งกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานไว้นานแล้ว โดยเฉพาะปราสาทตาเมือนธม รวมถึงปราสาทที่อยู่ใกล้เคียง ก็สามารถมาเที่ยวชมกันได้

แม่ทัพภาคที่ 2 ยังย้ำถึงกรณีที่จะครบวาระเกษียณในเดือนตุลาคมนี้ว่า ไม่มีปัญหา เพราะเชื่อมั่นผู้บังคับบัญชาที่จะคัดเลือกผู้มีความรู้ ความสามารถ มาเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 คนต่อไป จึงไม่เป็นห่วง

สำหรับนโยบายปราบปรามคอลเซนเตอร์-สแกมเมอร์ จะส่งผลเพิ่มความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดนหรือไม่ แม่ทัพภาคที่ 2 ย้ำว่า เรื่องนี้เป็นนโยบายรัฐบาล และความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา แต่ปัจจุบันปัญหานี้ลดไปได้มาก หมายเลขโทรศัพท์ แปลกปลอมลดลง มีความเข้มงวด ในมาตรการเข้า-ออกด่าน และขอย้ำว่า กำลังตามแนวชายแดนก็ตอบสนองนโยบายรัฐบาล โดย ผบ.ทบ.รับนโยบายจากกระทรวงกลาโหม และหน่วยในพื้นที่พร้อมปฏิบัติตาม หากเป็นคำสั่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย 

พร้อมย้ำว่า ไม่กังวลประเด็นเสถียรของภาพรัฐบาล เพราะทหารทำหน้าที่อยู่แล้ว  และต้องดูแลความมั่นคงของประเทศ ส่วนการเมืองก็เป็นระบบต้องแก้ไขตามระบอบประชาธิปไตย และในส่วนของทหารพร้อมทำงานแม้ว่าจะเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีเป็นใคร และขอให้เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีนโยบายชัดเจนและทำเพื่อประเทศชาติ ซึ่งทหารก็พร้อมจะตอบสนองอยู่แล้ว 

แม่ทัพภาคที่ 2 ย้ำว่า จากสถานการณ์ช่องบก 28 พฤษภาคม 2568 จนถึงวันนี้ สถานการณ์ดีขึ้นโดยมีการปรับกำลังที่ช่องบก รวมถึงมีมาตรการด่าน เป็นการเสริมการทำงาน ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นเป็นลำดับ 

พร้อมยอมรับว่า สถานการณ์จะดีขึ้นอีกหรือไม่ ยังขึ้นอยู่กับนโยบายของผู้นำกัมพูชาได้ว่า จะทำให้สถานการณ์ในพื้นที่ดีขึ้นได้หรือไม่ เพราะฝ่ายไทยไม่มีปัญหาใดๆ โดยเฉพาะในประเด็น 3 ปราสาทกับหนึ่งพื้นที่ ที่ทางกัมพูชาได้ยื่นเรื่องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาล หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทหารก็จะควบคุมพื้นที่อยู่เช่นเดิม  

ส่วนจะมีประเด็นอะไรฝากถึงสมเด็จฮุนเซนและฮุนมาเนต หรือไม่ แม่ทัพภาคที่ 2 ย้ำว่า อยากให้ดูแลสุขภาพ และยังต้องการให้รัฐบาลทั้ง 2 ประเทศ แก้ปัญหาให้ลุล่วงไปด้วยดี เพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของพี่น้องประชาชนทั้งไทยและกัมพูชา 

ส่วนกรณีที่กองทัพไทยขอการสนับสนุนกระสุนจาก 'จัสแมก' จนมีการวิเคราะห์กันว่า ไทยมีกระสุนไม่เพียงพอ พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า ไม่น่าจะใช่เรื่องจริง แต่มีการให้ข่าวที่ค่อนข้างคลาดเคลื่อน โดยยืนยันว่า ทุกวันนี้มีเพียงพออยู่แล้ว พร้อมที่จะปกป้องประเทศชาติ พร้อมย้ำว่า ไทยมีกระสุนเต็มแม็ก

ไทย–Interpol ผนึกกำลังไล่ล่าเครือข่ายโกง ล้างบางแก๊งคอลเซ็นเตอร์–ค้ามนุษย์ในกัมพูชา

(9 ก.ค. 68) รัฐบาลไทยเดินหน้ายุทธการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการค้ามนุษย์ ล่าสุด พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผอ.ศปอส.ตร. ได้เข้าพบผู้บริหารตำรวจสากล (Interpol) ที่ฝรั่งเศส เพื่อหารือและยกระดับความร่วมมือ พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลเครือข่ายอาชญากรรมในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีฐานปฏิบัติการในกัมพูชา

Interpol ยืนยันสนับสนุนไทยเต็มที่ ทั้งเครื่องมือ ข้อมูล วิเคราะห์ และการวางแผนปฏิบัติการ รวมถึงส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมทำงานใน “ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์” ที่ไทยจัดตั้งขึ้น หวังผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านการปราบปรามในระดับภูมิภาค

สำหรับทาง Interpol ซึ่งมีสมาชิก 196 ประเทศ จะทำหน้าที่ประสานข้อมูลผู้กระทำผิดข้ามชาติ สนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายในประเทศต่างๆ โดยไทยจะเป็นแกนกลางเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับกัมพูชา และประเทศที่ได้รับผลกระทบจากอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้

ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าลดอาชญากรรมลงอย่างน้อย 50% ภายใน 3 เดือน และไม่ให้ไทยถูกใช้เป็นทางผ่านอีกต่อไป ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบ และสร้างความมั่นคงด้านความปลอดภัยให้กับประชาชนทั้งในประเทศและภูมิภาค

เยอรมนีโวยจีนเล็งเลเซอร์ใส่เครื่องบิน ระหว่างภารกิจลาดตระเวนในทะเลแดง

(9 ก.ค. 68) รัฐบาลเยอรมนีเรียกตัวเอกอัครราชทูตจีนเข้าพบ หลังกล่าวหากองทัพเรือจีนใช้เลเซอร์เล็งเป้าไปยังเครื่องบินเยอรมนี ที่ร่วมภารกิจของสหภาพยุโรป (EU) ในทะเลแดง โดยกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนีระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่าการกระทำดังกล่าว “ไม่อาจยอมรับได้” เพราะเป็นการเสี่ยงต่อชีวิตเจ้าหน้าที่และขัดขวางภารกิจ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ขณะเครื่องบินของเยอรมนีกำลังบินลาดตระเวนตามภารกิจปกติในทะเลแดง โดยภารกิจนี้เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ ASPIDES ของสหภาพยุโรป ที่มีหน้าที่คุ้มกันเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศ ซึ่งเครื่องบินที่ถูกรบกวนเป็นเครื่องบินสำรวจแบบพิเศษ เรียกว่า MSP ให้บริการโดยบริษัทเอกชน แต่มีทหารเยอรมันร่วมปฏิบัติการอยู่บนเครื่องด้วย

โฆษกกระทรวงกลาโหมเยอรมนีเผยว่า เรือรบจีนที่พบในพื้นที่หลายครั้งก่อนหน้านี้ได้ยิงเลเซอร์ใส่เครื่องบินดังกล่าวโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ทำให้ต้องยุติภารกิจกลางทางและนำเครื่องลงจอดฉุกเฉินที่ฐานในจิบูตี แม้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่ถือเป็นพฤติกรรมที่อันตราย

จนถึงขณะนี้ ทางการจีนยังไม่ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ ด้านเยอรมนีได้กลับมาใช้เครื่องบินสำรวจ MSP ปฏิบัติภารกิจตามปกติอีกครั้ง และย้ำว่าข้อมูลที่ได้จากระบบนี้มีความสำคัญต่อการช่วยเหลือพันธมิตรในการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ เหตุการณ์ลักษณะนี้ถือว่าไม่ค่อยเกิดขึ้นระหว่างประเทศในยุโรปกับจีน

‘อิ๊งค์’ โต้กลับ ‘อนุทิน’ ใส่สีปม ‘สีจิ้นผิง’ ท้วงไทย ทำกาสิโนทำนักท่องเที่ยวจีนลด 90% ย้อนพ้น มท.1 ไม่นานทำลืมสาเหตุ

(9 ก.ค. 68) เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 9 ก.ค.ที่รัฐสภา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.วัฒนธรรม ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน แสดงท่าทีต่อนโยบายเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ของรัฐบาล และเตือนไทย 3 ครั้ง ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ว่า ในระหว่างการเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ได้หารือกับนายสี จิ้นผิง และมีคำแนะนำในเรื่องดังกล่าว ซึ่งเรารับฟังและอธิบายให้ฟังว่าเราเน้นเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ไม่ได้เน้นกาสิโน เพราะจะมีกาสิโนแค่ประมาณ 10% และเห็นว่าทาง สิงคโปร์และมาเก๊า ทำเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์แล้วประสบความสำเร็จ จึงมองว่าหากทุกประเทศที่ใกล้กัน มีเอ็นเตอร์เมนท์คอมเพล็กซ์เหมือนกัน จะเป็นคู่แข่งกันอยู่แล้ว ส่วนการที่เอามาเล่าอีกรูปแบบหนึ่งก็มีการใส่สีตีไข่ แต่จริงๆ แล้วเป็นเพียงคำแนะนำของจีน และเราพร้อมรับฟัง

ผู้สื่อข่าวถามว่านายอนุทิน ระบุชัดว่า นายสีจิ้น ผิง เตือนไทยถึง 3 ครั้งว่าหากไทยยังไม่ถอย จะกระทบกับนักท่องเที่ยวจีน ที่จะเข้ามาในประเทศไทยซึ่งหายไปกว่า 90% น.ส.แพทองธาร ย้อนถามกลับว่า เกิดขึ้นแล้วใช่หรือไม่ที่นักท่องเที่ยวหายไป 90% และกล่าวต่อว่า “ท่านอดีต มท.1 ออกไปได้ไม่นาน ลืมซะแล้วว่าเหตุผลที่นักท่องเที่ยวจีนไม่เดินทางมาเที่ยวไทย เป็นเพราะเรื่องความปลอดภัย และเกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทยอย่างไร ที่ไม่มาเพราะเป็นเรื่อง ความปลอดภัย ที่นักท่องเที่ยวจีนไม่เข้ามาไทย และความจริงแล้วตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนในช่วงโลว์ซีซั่น ลดลงประมาณ 30% แต่เรามีนักท่องเที่ยวจากยุโรปเข้ามาเติมมากขึ้น พร้อมยอมรับว่านักท่องเที่ยวจีนลดลงจริง เพราะมีมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ และจริงๆแล้วมีปัญหาหลายเรื่อง ทั้งเรื่องปัญหาคอลเซ็นเตอร์ การตัดน้ำ ตัดไฟ ที่เมื่อจะตัดก็ตัดยาก ต้องสั่งแล้วสั่งอีก ไม่ทราบว่าได้จดเรื่องนี้หรือไม่ แต่ยืนยันว่าไม่ใช่อย่างนั้น“

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่นายอนุทิน ระบุว่าหากไทย ไม่ยอมถอยนโยบายเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ จีนจะมีการปรับมาตรการเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวที่ จะเข้ามาในไทย นายสีจิ้นผิง พูดจริงหรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า นายสี จิ้นผิงได้พูดเรื่องนี้ขึ้นมาก่อนที่เราจะอธิบายว่าไม่ได้สนับสนุนกาสิโน และหากประเทศไหนมีกาสิโน ก็จะดูว่านักท่องเที่ยวจีน ที่จะเข้าไปประเทศจะเป็นอย่างไร ไม่ได้บอกว่าจะมีการปรับมาตรการ และเราได้ถามกลับไปว่ามีข้อแนะนำหรือข้อกำหนดอย่างไรหรือไม่ เพราะเราไม่ได้ปิดประตูและพร้อมรับฟังคำแนะนำว่ามีนโยบายต่อการท่องเที่ยวอย่างไร ที่จะเป็นประโยชน์กับเรา ซึ่งทำแบบนี้กับทุกประเทศ ว่ามีอะไรที่จะเอื้อเฟื้อกันได้ อะไรที่จะปรับกันได้ ขอคุยล่วงหน้าก่อน เมื่อนายสี จิ้นผิง พูดเรื่องนี้เราก็อธิบายต่อว่าเราจะทำเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์เหมือนที่มาเก๊าและสิงคโปร์ทำ หากทำสำเร็จ จะมีการจ้างงาน เกิดขึ้นมากมาย นี่เป็นขั้นตอนของการพูดคุยกัน และการต่างประเทศ ก็มีบันทึกอยู่ แต่เมื่อนำมาเขียนแบบนี้ใส่สีเข้าไป ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ใช่

เมื่อถามว่าร่างกฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ จะแค่ถอนร่างหรือชะลอออกไป น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ขอให้เป็นไปตามมติของสภาผู้แทนราษฎร บางเรื่องตนขอไม่ตอบ เพราะไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่นายกฯเกรงว่าหากพูดอะไรไปจะเป็นการไม่เคารพอำนาจศาล แต่ที่ตอบเรื่องของประเทศจีน เพราะตอนนั้นทำหน้าที่นายกฯ

เมื่อถามว่าตั้งข้อสังเกตหรือไม่ว่าเหตุใด นายอนุทิน จึงมาเปิดเผยเรื่องนี้ ในวันที่จะมีการพิจารณาถอนร่างเอ็นเตอร์เทนท์คอมเพล็กซ์ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ขอให้พี่น้องประชาชนตั้งข้อสังเกตได้เลย เพราะก่อนหน้านี้ที่เคยคุยกัน ก็ทราบอยู่แล้วว่ามีเรื่องของการติดขัดในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ที่ไม่อยากให้ทำเป็นกฎหมายพิเศษ อยากให้เป็นแค่คำชี้แจงหรือสเตจเมนท์คอมเพล็กซ์ ที่ไม่มีกาสิโน จึงถามว่าแบบนี้ใครจะมาลงทุน และเมื่อทำเป็นเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ กระทรวงมหาดไทยอาจจะมีติดขัดอะไรหรือไม่ เพราะสามารถออก พ.ร.บ. การพนัน แยกไปได้ และมีการพูดถึงเรื่องนี้อยู่แล้ว ว่าหากมีการออกเป็นกฎหมายพิเศษเอนเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ เลยจะขัดข้องหรือไม่ ตนก็ไม่ทราบเหมือนกัน

ภปค. เตือนกฎหมายใหม่อนุญาตให้ขายเหล้าเบียร์วันพระใหญ่ได้แค่ในสนามบินนานาชาติ  สถานบริการและโรงแรมที่จดทะเบียนเท่านั้น

รวมทั้งประเทศ 17,015 แห่ง นอกนั้นยังคงห้ามขายทั้งหมด ส่วนสถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการในพื้นที่ท่องเที่ยง และกิจกรรมพิเศษระดับนานาชาติ ต้องรอกฎหมายลูกกำหนดพื้นที่ก่อน หวั่นอาสาหบูชา – เข้าพรรษา คนสับสน เสี่ยงผิดกฎหมาย  
 
​ด้วยเมื่อวันที่ (9 พ.ค. 68) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กําหนดวันห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2568 “ห้ามผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา และวันออกพรรษา ยกเว้นการขายในกรณี ดังต่อไปนี้ (1) การขายในอาคารที่ให้บริการแก่ผู้โดยสารภายในสนามบินที่ให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ (2) การขายในสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ (3) การขายในสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการที่ตั้งอยู่ใน พื้นที่หรือบริเวณที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกําหนด โดยคําแนะนําของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (4) การขายในโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม (5) การขายในสถานที่ซึ่งใช้จัดกิจกรรมพิเศษระดับชาติหรือนานาชาติ และมีคนจํานวนมาก ไปทํากิจกรรมร่วมกันตามรายชื่อสถานที่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกําหนด โดยคําแนะนําของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

นายธีรภัทร์ คหะวงศ์ ภาคีเครือข่ายป้องกันและลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ภปค.) กล่าวว่า ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องการกำหนดวันห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับล่าสุด ยังไม่ได้เปิดให้ขายเหล้า-เบียร์ ได้เป็นการทั่วไปในวันพระใหญ่ โดยอนุญาตให้ขายได้เพียงในอาคารผู้โดยสารของสนามบินระหว่างประเทศ ขายในสถานบริการที่จดทะเบียนถูกต้องตาม พ.ร.บ.สถานบริการ ขายในสถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องออกประกาศเพิ่มเติมในภายหลัง ขายในโรงแรมที่จดทะเบียนตามกฎหมายโรงแรม และขายในกิจกรรมพิเศษระดับชาติที่มีคนจำนวนมากซึ่งจะต้องมีการออกประกาศเพิ่มเติม หากไม่เป็นไปตามข้อยกเว้นดังกล่าวและมีการฝ่าฝืนยังคงต้องรับโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในประกาศฉบับนี้ยังกำหนดให้ผู้ขายตามข้อ 3 ต้องจัดให้มีการคัดกรองและมาตรการที่จําเป็น เพื่อการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม ความปลอดภัยของประชาชน และการจํากัดการเข้าถึง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเด็กและเยาวชนไว้ด้วย  

“ปัจจุบันมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน จะด้วยเจตนาหรือไม่ก็ตาม ทำให้ผู้ประกอบการหรือประชาชนทั่วไปเข้าใจไปว่ามีการปลอดล็อคให้ขายเหล้าเบียร์ในวันพระใหญ่ทั้งหมดได้แล้ว ซึ่งไม่เป็นความจริง ในจำนวนจุดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีใบอนุญาตขาย กว่า 580,000 แห่ง นั้น จะถูกอนุญาตให้ขายได้เพียงบางจุดเท่านั้น อาทิ ในสนามบินนานาชาติ ซึ่งรวมทั้งประเทศมี 15 แห่ง  สถานบริการที่จดทะเบียนทั้งประเทศมีไม่ถึง 2,000 แห่ง  และโรงแรมที่จดทะเบียนอีกประมาณ 15,000 แห่ง 

ดังนั้นจุดผ่อนปรนที่อนุญาต ขายในตอนนี้มีเพียงแค่ 3% จากจำนวนใบอนุญาตขายทั้งหมด  สรุปคือโดยรวม 97% ยังคงห้ามขาย  ทั้งสิ้น ณ ปัจจุบัน  สำหรับร้านเหล้าผับบาร์หรือสถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการ ในพื้นที่ท่องเที่ยวตามข้อ 3 และสถานที่จัดกิจกรรมพิเศษ ตามข้อ 5 ต้องรอกฎหมายลูกออกมาก่อน  ตอนนี้ยังไม่สามารถขายได้จนกว่าจะมีอนุบัญญัติออกมาว่ามีพื้นที่ใดบ้าง หวั่นเกิดความสับสนในวันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา  10-11 กรกฎาคมที่ถึงนี้ จึงอยากให้น่วยงานที่รับผิดชอบชี้แจงให้ชัดเจน” นายธีรภัทร์ กล่าว

‘ธีระชัย’ ฟันธง 2 แคนดิเดตชิงผู้ว่าแบงก์ชาติยังไม่เหมาะ ชี้ ‘วิทัย’ ไร้ประสบการณ์ศก. มหภาค –‘ดร.รุ่ง’ ติดกรอบ ธปท.

(9 ก.ค. 68) นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคฝ่ายเศรษฐกิจ พรรคพลังประชารัฐ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กถึง แคนดิเดตชิงผู้ว่าแบงก์ชาติ ว่า มีสื่อต่างประเทศถามความเห็นผมเกี่ยวกับ 2 คนสุดท้ายที่เข้าชิงตำแหน่งผู้ว่าแบงก์ชาติ คือ ดร.รุ่ง มัลลิกะมาส ปัจจุบันรองผู้ว่าการ ธปท. กับนายวิทัย รัตนากร ปัจจุบันผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ผมให้ความเห็นไปแต่ปรากฏว่าไม่นำไปเผยแพร่ ผมจึงเห็นสมควรเผยแพร่ในที่นี้

ผมชื่นชมผลงานของทั้งสองคน แต่กังวลว่าทั้งสองคนยังน่าจะยังไม่มีความเหมาะสมในบริบทของเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มจะพาให้เศรษฐกิจไทยเผชิญความยากลำบากมากขึ้น

นายวิทัยจบการศึกษาภายในประเทศ และปริญญาโทจาก Drexel University ซึ่ง Wall Street Journal จัดคุณภาพเป็นอันดับ 54 ของมหาวิทยาลัยสหรัฐ ส่วน Forbes จัดเป็นอันดับ 146

นายวิทัยมีประสบการณ์สูงในการบริหารสถาบันการเงินภาครัฐ และได้ผ่านการประสานงานกับรัฐมนตรีคลังและภาคการเมืองมามากมาย 

แต่ขาดประสบการณ์ด้านนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและการมองภาพรวมของประเทศ นอกจากนี้ ยังอาจก่อให้เกิดความกังวลต่อนักวิเคราะห์สากลในแง่ขาดความเป็นอิสระจากอิทธิพลการเมืองได้ด้วย

ดร.รุ่งจบการศึกษาจาก Harvard และ MIT ซึ่งทั้งสองแห่งคุณภาพอยู่ระดับ Top ten ของสหรัฐ จึงมีความเด่นในด้านความรู้ที่จะแสดงในทุกเวทีโลก 

ดร.รุ่งมีประสบการณ์สูงในการทำงานที่ ธปท. ด้านนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและการมองภาพรวมของประเทศ แต่ก็คงจะเดินหน้าตามแนวทางที่ ธปท. กระทำมาตลอด 

ซึ่งผมเกรงว่าอาจจะไม่ทำให้ประเทศได้ประโยชน์สูงสุดในโจทย์ยากที่รออยู่ข้างหน้า
ผมมีความเห็นว่า ธปท. ดำเนินนโยบายสถาบันการเงินที่มีการแข่งขันน้อยเกินไป เป็นเทรดิชันมานาน 
ทำให้ขาดแรงกดดันการกระจายสินเชื่อลงไปสู่ SME และขาดแรงกดดันที่จะบีบส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยรับกับดอกเบี้ยจ่ายให้แคบลง

ในด้านการดำเนินนโยบายการเงิน ผมก็เห็นว่า ธปท. ทำนโยบายตึงเกินไปอันเป็นการตีกรอบแคบให้เศรษฐกิจไทย 
ปัญหาคือ ถึงแม้ ธปท. ยึดหลักนโยบายการเงินที่กำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อ แต่ใช้เครื่องมือบริหารโปร่งใสเพื่อให้เข้าเป้าหมายดังกล่าวเพียงเครื่องมือเดียวคืออัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยมิได้ถูกบังคับให้ต้องแถลงเป้าหมายปริมาณเงินที่สมควรเพิ่มในแต่ละปี 

รวมทั้งมีการบริหารค่าเงินบาทที่แข็งเกินคู่แข่งในหลายภูมิภาค
ผมอ้างอิงข้อมูลของ ส.สตีฟ แฮงคี้ ซึ่งสอนอยู่ที่ ม.จอห์น ฮอบกิ้นส์ ในสหรัฐ ซึ่งคำนวณว่า ธปท. เพิ่มปริมาณเงินในอัตราต่ำเพียง 2.86% ต่อปีเท่านั้น จึงทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำไป และอัตราเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจริง จึงขยับขึ้นแทบไม่ถึงกรอบขั้นต่ำ คือ 1% ต่อปี 

ทั้งนี้ กรณี ธปท. ต้องการจะให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นจากระดับต่ำมากในปัจจุบัน ให้ขึ้นไปจนถึง 1% ต่อปี นั้น ธปท. จะต้องเพิ่มปริมาณเงินเข้าระบบให้สูงกว่า 2.86% ต่อปีอีกมาก โดยคำนวณว่า จะต้องเพิ่มปริมาณเงินมากถึง 5.44% ต่อปี

ส่วนกรณี ธปท. ต้องการดันให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นไปแตะเพดานด้านสูงในกรอบ คือ 3% ต่อปี ธปท. จะต้องเพิ่มปริมาณเงินมากถึง 7.44% ต่อปี 

เป็นอันว่า อัตราเพิ่มปริมาณเงินของ ธปท. ที่ 2.86% ต่อปี นั้น ต่ำเกินไปอย่างหายห่วง
การอัดฉีดเงินเข้าระบบต่ำเช่นนี้ ถือได้ว่าช่วยให้ ธปท. ทำงานง่าย เมื่อกดอัตราเงินเฟ้อเอาไว้ต่ำ ก็คือระบบการเงินมีเสถียรภาพสูง 

แต่เศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ประชาชนย่อมได้ประโยชน์จากการทำงานของ ธปท. ไม่เต็มที่
ในด้านนโยบายสถาบันการเงิน ผมเคยเรียกร้องหลายครั้งทั้งต่อกระทรวงการคลัง และ ธปท. ให้กระตุ้นให้ระบบแบงค์แข่งขันกันมากขึ้น เพื่อกดดันให้แบงค์ต้องหันไปสนใจลูกค้ารายย่อย SME 
แต่มีการดำเนินการเรื่องนี้น้อยมาก

ในด้านนโยบายการเงิน ล่าสุด ผมมีคำแนะนำ ให้ รมว.คลัง กำหนดให้ ธปท. ใช้อัตราเพิ่มประมาณเงินเป็นเครื่องมือเสริมในการบริหารนโยบายการเงิน คือใช้ควบคู่ไปกับดอกเบี้ยนโยบายซึ่งเป็นอีกเครื่องมือหนึ่ง 

โดยให้ ธปท. กำหนดอัตราเพิ่มปริมาณเงิน ซึ่งจะมีผลทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นไปถึงระดับกึ่งกลางของกรอบ 1-3 % ต่อปี เสนอต่อ รมว.คลัง แจ้งต่อ ครม. เพื่อรับทราบ 

และกำหนดให้ ธปท. ต้องรายงานอัตราเพิ่มปริมาณเงินที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละเดือน เปรียบเทียบกับเป้าหมายดังกล่าว รวมทั้งเปิดเผยตัวเลขต่อสาธารณะ

ด้วยวิธีนี้ อัตราเงินเฟ้อจะเคลื่อนเข้าสู่ระดับกึ่งกลางของกรอบ 1-3 % ต่อปี ได้อย่างชัดเจน ปริมาณเงินจะมีเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงระดับการขยายตัวของเศรษฐกิจ 

และเนื่องจากการเพิ่มปริมาณเงินเป็นสิ่งที่ ธปท. สามารถควบคุมได้ 100% จึงจะเป็นวิธีการประสานงานระหว่าง ธปท. กับกระทรวงการคลังที่จะเกิดประสิทธิผลอย่างแท้จริง 

แทนที่จะเป็นดังเช่นปัจจุบัน ที่ ธปท. รายงานต่อ รมว.คลัง เพียงว่าอัตราเงินเฟ้อไม่ได้ขึ้นไปถึงระดับต่ำสุด 1% ต่อปี โดย ธปท. ไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างจริงจัง

นอกจากนี้ ควรเปลี่ยนแปลงการบริหารค่าเงินบาท จากปัจจุบันที่ ธปท. เป็นผู้ดูแลแต่เพียงองค์กรเดียว ให้เปลี่ยนเป็น ธปท. พิจารณาร่วมกับกระทรวงการคลัง 

อันเป็นแนวทางที่ดำเนินการอยู่ในหลายประเทศ 
เพราะสำหรับ ธปท. นั้น การที่เงินบาทแข็งค่าขึ้น จะทำงานได้ง่าย เพราะจะมีผลดีในแง่กดให้อัตราเงินเฟ้อต่ำลง เสถียรภาพดีขึ้น 

แต่ในเวลาเดียวกัน จะไม่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในสภาวะปัญหาสงครามเศรษฐกิจการค้าที่กำลังเกิดขึ้น

ผมย้ำอีกครั้งว่า แคนดิเดททั้งสองคนเป็นบุคลากรคุณภาพคับแก้วชั้นนำของประเทศ แต่ยังมีข้อกังวลว่า จะไม่ตอบโจทย์ยากที่รออยู่ข้างหน้า

โจทย์ข้างหน้า ธปท. จะต้องไม่ลอยตัวอยู่เหนือปัญหาประจำวัน แต่จะต้องลงไปคลุกฝุ่น จะต้องช่วยกันปลุกปล้ำ เอาประเทศชาติให้รอด 

ถึงแม้จะทำให้ผู้ว่าฯ ขาดโอกาสได้รางวัลใหญ่โต ด้านรักษาเสถียรภาพการเงิน แต่ประชาชนที่ปากท้องอิ่มขึ้น จะสรรเสริญ

จับตา!! สแกมเมอร์กัมพูชาปักหมุดเมืองใหม่ ตึกผุดรับฐานใหญ่ตรงข้ามจุดผ่านแดน ‘ช่องจอม’

(9 ก.ค. 68) ปราชญ์ สามสี โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า..หลังจากกัมพูชาถูกเปิดโปงจากนานาชาติว่ากลายเป็นศูนย์กลางของขบวนการสแกมเมอร์ ค้ามนุษย์ และหลอกลวงออนไลน์ ล่าสุดพบการเคลื่อนไหวใหม่ บริเวณชายแดนตรงข้ามจุดผ่านแดนช่องจอม จังหวัดสุรินทร์

ย้ายฐานหนีปราบปราม – สร้างเมืองใหม่รองรับแก๊งโกง
มีรายงานจากแหล่งข่าวด้านความมั่นคงว่า บริเวณฝั่งด่านโอร์เสม็ด จังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ซึ่งตรงข้ามกับด่านช่องจอมของไทย กำลังมีการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่หลายหลัง ทั้งที่พักและสำนักงาน โดยก่อสร้างคืบหน้าไปแล้วกว่า 90% รอบพื้นที่มีการล้อมรั้วเหล็กสูง และลวดหนามหีบเพลงแน่นหนา

อาคารเหล่านี้เชื่อว่าใช้รองรับการย้ายฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ จากเมืองปอยเปตและพื้นที่ 'ชเวโก๊กโก่' ในเมียนมา ที่ถูกปราบปรามอย่างหนัก โดยมีนายทุนจีนอยู่เบื้องหลังและควบคุมการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด

ตำรวจไซเบอร์ไทยเดินหน้า – ลุยกวาดล้างเครือข่าย 'ก๊ก อาน'
เช้าวันเดียวกัน กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือ 'ตำรวจไซเบอร์' ของไทย ได้บุกค้นเครือข่ายของ นายก๊ก อาน ซึ่งเป็นบุคคลใกล้ชิดของสมเด็จฮุน เซน และมีบทบาทสำคัญในการเปิดบัญชีม้าสนับสนุนขบวนการคอลเซ็นเตอร์ในเมืองปอยเปต ส่งผลให้มีการออกหมายจับตามมาทันที

ขนของเข้าพื้นที่ – เตรียมโครงสร้างพื้นฐานเต็มรูปแบบ
แม้บริเวณชายแดนฝั่งตรงข้ามด่านช่องจอมจะค่อนข้างเงียบเหงา เนื่องจากมีมาตรการควบคุมผู้เดินทางเข้า-ออก โดยเฉพาะนักพนัน แต่ยังคงมีการขนส่งวัสดุก่อสร้างเข้าไปอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานอื่น เช่น โรงไฟฟ้า และปั๊มน้ำมัน ซึ่งสะท้อนถึงการเตรียมความพร้อมระยะยาวในการตั้งถิ่นฐานของเครือข่ายผิดกฎหมาย

หมายเหตุ: พื้นที่บริเวณด่านโอร์เสม็ด-ช่องจอม นับเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เพราะอยู่ใกล้เมืองสุรินทร์ของไทย และเป็นจุดที่นักลงทุนเถื่อนจากปอยเปตสามารถย้ายข้ามมาได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อเครือข่ายถูกกวาดล้างจากทางการไทยหรือเมียนมา

กัมพูชากล่าวหา ‘แฮ็กเกอร์ไทย’ เจาะระบบรัฐฯ ชื่อกลุ่ม ‘BlackEye-Thai’ โจมตีต่อเนื่อง 2 สัปดาห์

(9 ก.ค. 68) กระทรวงโทรคมนาคมกัมพูชาออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ปฏิเสธข้อกล่าวหาจากฝ่ายไทยที่อ้างว่ากัมพูชาเกี่ยวข้องกับกลุ่มแฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือ โดยยืนยันว่า “รัฐบาลกัมพูชาไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับกลุ่มดังกล่าว”

แถลงการณ์ยังระบุว่า ข้อกล่าวหานี้เป็นความพยายามของไทยในการบ่อนทำลายภาพลักษณ์ของกัมพูชาบนเวทีระหว่างประเทศ และไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการกล่าวหาในลักษณะนี้

ในทางกลับกัน กัมพูชากล่าวหาว่ากลุ่มแฮ็กเกอร์จากไทยที่ใช้ชื่อว่า “BlackEye-Thai” ได้โจมตีระบบออนไลน์ของหน่วยงานรัฐบาลกัมพูชาอย่างต่อเนื่องตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ระบบความปลอดภัยสามารถรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความเสียหายเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย

ทั้งนี้ กัมพูชาเตือนประชาชนให้ระวังข่าวปลอมที่แพร่กระจายบนโซเชียลมีเดีย พร้อมเรียกร้องให้ใช้วิจารณญาณต่อข้อมูลที่อาจสร้างความเข้าใจผิด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top