Wednesday, 26 June 2024
Hard News Team

“ราเมศ” เตือนผู้ชุมนุมกดดันศาล อย่าใช้กฎหมู่ เหนือกฎหมาย  อัดส.ส.อยู่ในเหตุการณ์ควรห้ามปราบ จี้ศาลฯดำเนินการตามกฎหมาย หากปล่อยไว้ต่อไปใครไม่พอใจผลพิจารณาก็ยกพวกมาคุกคามอีก

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564 นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการชุมนุมที่ศาลอาญา รัชดา เมื่อวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมาของแนวร่วมกลุ่มราษฎร เพื่อยื่นเรียกร้องศาลอนุญาตให้ประกันตัวแกนนำและแนวร่วมกลุ่มราษฎรว่า การกระทำดังกล่าวของผู้ชุมนุม ไม่ถือว่าเป็นการเรียกร้องที่ชอบกฎหมาย แกนนำและผู้ชุมนุมทราบกระบวนการต่างๆของศาลดี ว่าศาลต้องทำหน้าที่ตามกฎหมาย อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง เพื่อนำมาชั่งน้ำหนักออกมาเป็นดุลพินิจที่จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ประกันตัว หากจำเลยหรือผู้ต้องหาที่จะขอประกันตัวได้ประกันตัวมาแล้วหลายต่อหลายครั้งแต่กลับไม่ใช้โอกาสในการใช้ชีวิตในสังคม กลับเดินหน้าทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า การอนุญาตให้ประกันตัว ศาลย่อมนำข้อเท็จจริงต่างๆเหล่านี้ประกอบการตัดสินใจด้วย และการที่ผู้ชุมนุมเปิดปราศรัยที่หน้าบันไดศาล โดยมีถ้อยคำมุ่งหมายโจมตี ศาลอย่างชัดเจน 

“ที่น่าสลดใจคือมี ส.ส.อยู่ในบริเวณใกล้ๆนั้นด้วย ซึ่งควรจะห้ามปราม และไม่ควรสร้างพฤติกรรมที่บุกไปประชิดถึงบริเวณหน้าบันไดศาล ซึ่งถือว่าอยู่ในบริเวณศาล การกล่าวปราศรัยด้วยถ้อยคำที่คุกคามศาล ผู้ชุมนุมต้องระวัง ควรให้อยู่ในกรอบของกฎหมายบ้านเมือง อย่าชุมนุมด้วยเจตนาทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบันตุลาการ  ควรให้ทนายความเตรียมหลักฐานต่อสู้คดี โดยยึดหลักที่กฎหมายกำหนด หากใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย บ้านเมืองก็วุ่นวายไม่จบสิ้น” นายราเมศ กล่าว

 
นายราเมศกล่าวต่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สำนักงานศาลยุติธรรมควรดำเนินการตามกฎหมายเพื่อไม่ให้เกิดตัวอย่างที่ไม่ดีในบ้านเมือง หากปล่อยให้ทำได้ ต่อไปใครไม่พอใจผลการพิจารณาของศาลก็ยกพวกมากดดัน ข่มขู่ คุกคาม ก็จะเกิดความวุ่นวายไม่จบสิ้น การกระทำดังกล่าวถือเป็นการกระทำความผิดฐานละเมิดศาลอย่างชัดเจน และเทียบเคียงได้ชัดว่าเป็นการกระทำที่ไม่ต่างจากกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงร่วมวางพวงหรีดหน้าศาลแพ่งรัชดาฯ และชูป้ายข้อความ วิจารณ์การทำหน้าที่ของศาลแพ่ง แต่กรณีนี้ชัดเจนกว่ามาก

แรปเปอร์สาว มิลลิ เจ้าของเพลงดัง​ 'พักก่อน'​ ออกมาพูดถึงนักเคลื่อนไหวทางการเมือง พร้อมติดแฮชแท็ก #saveเพนกวิน จนชาวเน็ตแห่รีทวิตต่อเนื่อง

แรปเปอร์สาว “มิลลิ หรือ มินนี่-ดนุภา คณาธีรกุล”เจ้าของเพลงดังอย่าง #พักก่อน ออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง​ โดยโลกโซเชี่ยลอย่างทวิตเตอร์ ได้มีการรีทวิตของนักร้องสาวคนดังหลังจากที่เธอได้ออกมาเคลื่อนไหวพร้อมกับติดแฮชแท็ก #saveเพนกวิน

ส่งผลให้แฮชแท็ก และประเด็นของเพนกวิน นักเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น ถูกพูดถึงมากในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาก และมีกระแสแรงขึ้น เมื่อศาลมีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวเป็นครั้งที่ 9

และนั่นก็ทำให้สาวมิลลิ ได้ออกมาทวิตผ่านทวิตเตอร์ของเธออีกครั้งว่า “พี่คะ ทำไมหนูหมดหวังในความยุติธรรมขนาดนี้ มันจะไม่มีเหลือเลยจริง ๆ​ หรอคะ #saveเพนกวิน”

ข้อความดังกล่าว​ ทำให้คนในโลกออนไลน์ต่าง ออกมาร่วมแสดงความเห็น พร้อม ๆ กับการรีทวิต อย่างต่อเนื่อง อาทิ...

"ไม่ใช่ไม่เหลือ ก่อนหน้านี้ก็ได้รับการปล่อยมาหลายครั้งแล้วไม่ใช่หรือ ทำไมถึงจำไม่ได้ แต่คราวนี้ไม่ปล่อย ไม่ให้ประกันตัว เพราะศาลนี้คือ ศาลสลิ่ม ต้องเข้าใจตรงนี้ด้วย!"

"จึ้งหวะ ดาราในวงการควรออกมาดูมิลลี่เป็นตัวอย่างนะ"

"คือความหวังทั้งหมดในวันนี้ มันพังแบบ สามเสาหลักค้ำ มันพังลงเพราะมือของตัวศาลเอง"

"นี่คือประเทศไทยจริง ๆ​ หรือในยุคนี้...เปลี่ยนแปลงไปมาก"

"ศาลให้ประกันหลายครั้ง แต่ทำผิดเงื่อนไขเองซ้ำ ๆ ซาก ๆ เองหรือต้องให้ศาลตัดสินตามใจพวกคุณ"


ทึ่มา: https://www.komchadluek.net/news/ent/465303

ภาพ : https://www.instagram.com/phuckitol/

ธนาคารแห่งประเทศไทย จับมือธนาคารกลางสิงคโปร์ จับ PromptPay - PayNow โอนเงินระหว่างประเทศแบบเรียลไทม์ เป็นคู่แรกของโลก

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงการเปิดตัวการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินรายย่อยระหว่างประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์ โดยธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโลก ได้แก่ ระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ของประเทศไทย และระบบเพย์นาว (PayNow) ของประเทศสิงคโปร์ ว่า การเชื่อมโยงระบบในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือและการทำงานอย่างเข้มแข็งของทุกฝ่าย ทั้ง ธปท. และธนาคารกลางสิงคโปร์ ผู้ให้บริการระบบการชำระเงินสมาคมธนาคาร และธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการ

ทั้งนี้ ในระยะแรก ผู้ใช้บริการของธนาคารพาณิชย์ที่ร่วมให้บริการ จะสามารถโอนเงินระหว่างประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์ได้ในจำนวนไม่เกิน 1,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือ 25,000 บาท ต่อวันผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารพาณิชย์ที่ร่วมให้บริการ โดยใช้หมายเลขโทรศัพท์มือถือของผู้รับโอน และไม่จำเป็นต้องใส่ข้อมูลอื่นเหมือนบริการโอนเงินระหว่างประเทศทั่วไป เช่น ชื่อ-นามสกุล และรายละเอียดของบัญชีผู้รับโอน บริการนี้จะช่วยให้ผู้โอนสามารถโอนเงินได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และทำได้ทุกที่ทุกเวลาเสมือนกับการโอนเงินภายในประเทศด้วยหมายเลขโทรศัพท์ผ่านพร้อมเพย์หรือเพย์นาว โดยการโอนใช้เวลาประมาณ 1-2 นาที เร็วกว่าการโอนเงินระหว่างประเทศส่วนใหญ่ในปัจจุบันซึ่งใช้เวลาเฉลี่ย 1-2 วัน

นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการได้ตกลงร่วมกันให้ค่าธรรมเนียมการโอนเงินและอัตราแลกเปลี่ยนของพร้อมเพย์-เพย์นาว ถูกกว่าการโอนเงินในรูปแบบปัจจุบันและแข่งขันกับบริการโอนเงินระหว่างประเทศอื่นในตลาดได้ โดยผู้ใช้บริการจะเห็นค่าธรรมเนียมและอัตราแลกเปลี่ยนก่อนตัดสินใจโอนเงิน โดย ธปท. และ MAS มีความตั้งใจที่จะขยายผลของการบริการพร้อมเพย์ - เพย์นาว ทั้งการเพิ่มจำนวนธนาคารที่ให้บริการ และการขยายวงเงินการโอนเพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจในอนาคต

"ธปท. มีความตั้งใจที่จะยกระดับการเชื่อมโยงการชำระเงินระหว่างประเทศผ่านความร่วมมือกับประเทศอาเซียนและประเทศอื่น ๆ โดยได้พัฒนาบริการชำระเงินระหว่างประเทศผ่านคิวอาร์โค้ดกับประเทศญี่ปุ่น ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งบริการจากความร่วมมือของ MAS และ ธปท. นี้ จะช่วยแก้ปัญหาที่มีมานานในการโอนเงินระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งเรื่องระยะเวลานานในการทำธุรกรรม และต้นทุนที่สูง ในระยะต่อไป ธปท. จะยังคงผลักดันนวัตกรรมการชำระเงินระหว่างประเทศและโครงสร้างพื้นฐานที่จะยกระดับการบูรณาการทางการเงิน เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืนของประเทศและภูมิภาคอาเซียน" นายเศรษฐพุฒิ กล่าว

นายระวี เมนอน กรรมการผู้จัดการ MAS กล่าวว่า พร้อมเพย์ - เพย์นาว เป็นความพยายามริเริ่มร่วมกันที่ทำให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินและภาคธนาคารมีศักยภาพรองรับการเชื่อมโยงการชำระเงินระหว่างประเทศอย่างไร้รอยต่อ เพื่อเป็นอีกทางเลือกสำหรับลูกค้ารายย่อย โดย MAS และ ธปท. มีเป้าประสงค์ร่วมกันที่จะต่อยอดการเชื่อมโยงระหว่างประเทศไปสู่ระดับอาเซียนต่อไป


ที่มา : https://www.bot.or.th/Thai/PressandSpeeches/Speeches/Gov/SpeechGov_29Apr2021.pdf

เทพไท เชียร์ บิ๊กตู่ ตัดสินใจถูกต้อง ยกเลิกคำสั่งแบ่งพื้นที่ให้ รมต.  เตือน ระวังสนิมเกิดจากเนื้อในเหล็ก

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีตส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ Facebook ส่วนตัว ข้อความว่า การที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจยกเลิกคำสั่ง สำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 85 / 2564 เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้ การมอบหมายงานให้รัฐมนตรีแต่ละท่าน ลงพื้นที่ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 242 / 2563 และคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 85 / 2564 จะก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากท่าทีของ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ส่งสัญญาณผ่านสื่อมวลชนอย่างชัดเจนว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่พอใจการมอบหมายงานให้รัฐมนตรี ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 85 / 2564 ดังนั้นการยกเลิกคำสั่ง และชะลอการทำทำหน้าที่ของรัฐมนตรีในพื้นที่จังหวัดต่างๆไว้ก่อน จะไม่เป็นการซ้ำเติมปัญหาของรัฐบาล ที่กำลังถูกรุมเร้าอย่างหนักหน่วง จากวิกฤติโควิด-19 และแรงกดดันทางการเมืองจากทุกภาคส่วนที่มีต่อรัฐบาล ถ้ายังยืนยันคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 85/2564 ต่อไปอีก ก็จะไม่เป็นผลดีต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างแน่นอน 

เพราะในอดีตที่ผ่านมารัฐบาลจะอยู่หรือไปนั้น ไม่ได้เกิดจากแรงกดดัน หรือฝีมือของพรรคฝ่ายค้าน แต่จะเกิดจากสนิมเนื้อใน เกิดจากปัญหาภายในของรัฐบาลเอง ซึ่งปัญหาที่ทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้ที่สำคัญที่สุด ก็คือ ความขัดแย้งหรือความแตกแยกระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล และปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลเอง ไม่ว่ารัฐบาลชุดใดก็ตามถ้าไม่มีปัญหา2เรื่องนี้ ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะทำให้รัฐบาลต้องล้มได้ ไม่เคยมีรัฐบาลชุดใดถูกล้ม จากอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้าน หรือการเรียกร้องให้ลาออกเลย และในรัฐบาลชุดนี้ก็เช่นเดียวกัน ยังมองไม่เห็นช่องทางใด ที่จะทำให้รัฐบาลชุดนี้ต้องออกไป นอกจากความขัดแย้ง แตกแยกระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง 

จึงขอสนับสนุนการตัดสินใจของพลเอกประยุทธ์ในครั้งนี้ที่ตัดสินใจ ตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ให้รอยร้าวระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลบานปลาย ขยายวงกว้างมากยิ่งขึ้น จนรัฐบาลไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินต่อไปได้

การบินไทยเดินหน้าคัดกรองพนักงานต่อรอบ 3 หลังไม่เข้าเป้า  สั่งขยายเวลายื่นเออร์รี่ ถึง 13 พ.ค.64  หวังลดให้เหลือ 1.5 หมื่นคน  

วันที่ 30 เมษายน 2564 บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) แจ้งว่า ตามที่บริษัท ได้ปรับปรุงโครงสร้างองค์กรใหม่เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินงาน และจะประกอบกิจการภายใต้โครงสร้างองค์กรใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไป ซึ่งภายใต้โครงสร้างองค์กรใหม่ดังกล่าวมีพนักงานคงเหลือประมาณ 14,000 ถึง 15,000 คน ตามความเหมาะสมกับแผนธุรกิจของการบินไทยในอนาคตนั้น

ล่าสุดบริษัทได้ ทำการกลั่นกรองพนักงานสู่โครงสร้างองค์กรใหม่ เป็นครั้งที่ 2เสร็จสิ้น ปรากฎว่า มีพนักงานสนใจและแสดงความจำนงเข้าสู่กระบวนการกลั่นกรองครั้งนี้ 3,500 คน ผ่านการพิจารณากลั่นกรอง 1,500 คน ส่วนอีก 2,000 คนไม่ผ่านการพิจารณาทั้งนี้ยังพบว่ายังคงมีตำแหน่งที่ว่างเหลืออยู่อีกกว่า 500 ตำแหน่ง เนื่องจากไม่มีผู้แสดงความจำนงเข้าสู่บางตำแหน่ง หรือไม่มีผู้แสดงความจำนงที่มีคุณสมบัติเหมาะสม รวมทั้งผู้ผ่านการกลั่นกรองสละสิทธิ์

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ จึงจัดให้มีกระบวนกลั่นกรองสู่โครงสร้างองค์กรใหม่ ครั้งที่ 3 โดยจะเปิดให้พนักงานสามารถแสดงความจำนงผ่านระบบ ตั้งแต่วันที่ 1-2 พฤษภาคม 2564 และจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านการกลั่นกรองครั้งที่ 3 ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 ทั้งนี้ พนักงานที่ผ่านการกลั่นกรองครั้งที่ 3 จะเริ่มทำงานวันที่ 15 พฤษภาคม 2564

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ขยายเวลาโครงการร่วมใจจากองค์กร (Mutual Separation Plan) แผน B (MSP B) และโครงการร่วมใจจากองค์กรแผน C (MSP C) เพื่อให้พนักงานสมัครใจเข้าร่วมโครงการฯ โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน – 13 พฤษภาคม 2564 ประกาศผลวันที่ 14 พฤษภาคม 2564รายงานข่าวแจ้งว่าขณะนี้ บริษัทฯได้เปิดคัดเลือกบุคลากรเข้าทำงานใหม่ จำนวน 2 ครั้งแล้ว ล่าสุดมีพนักงานที่ผ่านการคัดเลือกได้เข้าทำงานในบริษัทรวมแล้ว 10,800 คน แบ่งเป็น ครั้งที่ 1 จำนวน 9,300 คน และครั้งที่ 2 จำนวน 1,500 คน

‘คมนาคม’ ทำอะไรอยู่!! ‘ก้าวไกล’ แซะภาพ ‘รถเมล์คนแน่น’ ว่อนเน็ต ตอกย้ำ!! ‘ต้องเพิ่มเที่ยวรถ-รักษาระยะห่างระหว่างคน’

สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อด้านคมนาคม และรองเลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวว่า จากกรณีที่มีกระแสในโลกออนไลน์เรื่องรถเมล์คนแน่นมาก ดังที่บางคนระบุพร้อมโชว์ภาพว่า…

“แน่นไปจนถึงบันไดประตูรถเมล์เลยค่ะ ชีวิตมีความเสี่ยงมากค่ะ กลัวจะติดเชื้อโควิดค่ะ ให้ภาพเล่าเรื่องดีกว่านะคะ เพราะมันสวนทางกับที่ทาง ศบค. หรือทางรัฐบาล อยากให้รักษาระยะห่าง Social Distancing มากเลยค่ะ...คือตอนแรกที่ดิฉันขึ้นรถเมล์ โชคดีที่ได้ขึ้นต้นทางค่ะ จึงได้นั่งและบนรถก็ยังโล่งอยู่ แต่ต่อมาคนเริ่มทยอยขึ้นรถเมล์คันนี้เพิ่มเยอะขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากพวกเราทุกคนต่างก็อยากเดินทางกลับบ้านเพื่อนอนพักผ่อนเช่นเดียวกัน หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยมากจากการทำงาน จึงจำเป็นต้องขึ้นรถเมล์คันเดียวกันดังกล่าว คนบนรถเบียดกันจนดิฉันนึกถึงเพลงของวงซาซ่าอยู่เพลงหนึ่งคะ ชื่อเพลง ‘เลือกได้ไหม?’...แล้วฉันเลือกอะไรได้มั้ย เลือกให้เธอไม่ไปได้หรือเปล่า?” 

จากกรณีดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเพราะได้เคยเตือนไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแล้ว แต่ท่านไม่ฟัง ท่านต้องเข้าใจเสียใหม่ว่า ขสมก. เป็นบริการสาธารณะ อย่ามองเรื่องกำไรหรือขาดทุน ในกรณีนี้ต้องเพิ่มความถี่เพื่อรักษาระยะห่างระหว่างคน ไม่ใช่ลดเพื่อรักษาระยะห่างระหว่างรถ และนี่เป็นหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในฐานะรัฐมนตรีที่ต้องกำกับดูแลไม่ให้ไปซ้ำเติมสถานการณ์ทางสาธารณสุขและบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชน ท่านต้องทำหน้าที่ของตัวเองบ้าง

“ต้องเข้าใจหัวอกประชาชนบ้างว่ายังมีอีกหลายคนที่ไม่สามารถหยุดอยู่บ้านเฉย ๆ แล้วมีเงินใช้ได้ และไม่ได้ร่ำรวยพอที่จะซื้อรถยนต์ส่วนตัว เรียกแท็กซี่ หรือขึ้นรถไฟฟ้าราคาแพง อย่าลืมว่าโควิดรอบนี้รัฐบาลที่ท่านนั่งร่วมอยู่ ผ่านมาหนึ่งเดือนแล้วมีแต่คำสั่งบังคับให้ประชาชนทำนั่นทำนี่ แต่มาตรการเยียวยาช่วยเหลือกลับไม่มีให้เห็นออกมาเลย”

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ สุรเชษฐ์ ได้เคยแสดงความเห็นในเฟซบุ๊กถึงกรณี ขสมก. ปรับลดเที่ยววิ่งรถโดยสารทุกประเภท เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 โดยระบุว่า การลดเที่ยววิ่ง เป็นการลด ‘ความถี่’ ของการให้บริการ ทำให้ผู้ใช้บริการต้องรอนานขึ้น ส่วนการที่รถโล่งขึ้นก็เป็นเรื่องที่ควรจะเป็นอยู่แล้วในช่วงโควิด เพราะเป็นการรักษาระยะห่างระหว่างคน รัฐมนตรีควรเข้าใจว่า รถเมล์เป็นบริการสาธารณะที่รัฐควรอุดหนุนโดยไม่ลดระดับการให้บริการความถี่ ซึ่งก็คือการใช้เงินภาษีอุดหนุนผู้มีรายได้น้อยโดยตรง นอกจากนี้ เขายังแนะนำว่า เมื่อรัฐบาลไม่เห็นหัวประชาชน ประชาชนก็ต้องดูแลตัวเอง โดยแนะนำให้ใช้ ‘Via Bus’ แอปติดตามรถเมล์บนมือถือที่อย่างน้อยก็ทำให้ประชาชนเดินทางอย่างมีความหวังขึ้น เพราะสามารถทราบพิกัดรถเมล์แบบเรียลไทม์ได้ด้วย GPS


ที่มาภาพ: Drama-addict

ศบค. หวั่น ผู้ป่วยกทม.อาการหนัก สวนทางติดเชื้อลด เผย นายกฯ หนุนศูนย์แรกรับฯ เล็ง เปิดเพิ่มสี่มุมเมือง แจง 3 ช่องทางลงทะเบียนวัคซีน “หมอทวีศิลป์”ขออภัย ผู้ได้รับผลกระทบจากข้อกำหนดเข้ม แจง ทำตามสถิติหมอ

วันที่ 30 เมษายน 2564 นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ศบค.แถลงว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อ กทม.ที่ลดลงเหลือ 417 รายในวันที่ 30 เม.ย.นี้ ต้องมาดูว่าลดลงจริงหรือไม่ เพราะถ้าดูจำนวนผู้ป่วยที่มีอาการหนัก ใส่ท่อช่วยหายใจ เสียชีวิต รวมถึงผู้ป่วยในโรงพยาบาล ผู้ป่วยที่อาการรุนแรงยังคงเพิ่มอยู่ นี่คือวิกฤต ดังนั้นจำเป็นต้องลดตัวเลขผู้ติดเชื้อลง และถ้าไปดูการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีประวัติเชื่อมโยงกับสถานบันเทิงในรอบเดือน เม.ย. พบว่ามีทั้งสิ้น 7,755 ราย อยู่ใน กทม.ถึง 6,828 ราย อยู่ต่างจังหวัด 831 ราย อยู่ระหว่างสอบสวนโรค 68 ราย จำนวนคนที่มีภูมิลำเนา 831 รายนี้หรือไม่ที่ไปแพร่เชื้อในช่วงสงกรานต์ ทั้งนี้ในที่ประชุมอีโอซี กระทรวงสาธารณสุข มีการรายงานตัวเลขการค้นหาเชิงรุกใน กทม. ตั้งแต่วันที่ระหว่าง 5-29 เม.ย. มีการค้นหาทั้งในสถานประกอบการ สถานบันเทิง ประชาชนเดินเข้ามา ตลาด ชุมชน รวมทั้งสิ้น 28,022 ราย พบเชื้อ 1,273 ราย คิดเป็นร้อยละ 4.54 และการลงพื้นที่ตรวจเชิงรุกเฉพาะชุมชนต่างๆ ระหว่างวันที่ 27-30 เม.ย. ตรวจไปแล้วทั้ง 5,300 ราย เฉพาะชุมชนคลองเตยตรวจไปแล้ว 1,000 ราย พบติดเชื้อแล้วถึง 67 ราย ดังนั้นจำนวนผู้ติดเชื้อจากการค้นหาเชิงรุกตรงนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่นายกรัฐมนตรีในฐานะผอ.ศบค. และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะผอ.ศปก.ศบค.มองว่าสิ่งที่เราต้องทำอย่างเร่งด่วนคือ เรื่องคู่สายต่างๆ รวมถึงการใช้ศูนย์กีฬานิมิตรบุตรในการคัดแยกผู้ป่วย การค้นหาเชิงรุกต้องทำโดยเร็ว ต้องบูรณาการกับฝ่ายรักษาและฝ่ายควบคุมโรค ต้องช่วยกัน เรามีเวลาไม่นาน ต้องจัดการให้ได้ 

เมื่อถามว่า ศูนย์แรกรับและส่งต่อผู้ป่วยที่ศูนย์กีฬานิมิตบุตรทำงานอย่างไร ถ้าประชาชนรู้ว่าติดเชื้อไปสถานที่ดังกล่าวได้เลยหรือไม่ นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า เจตนาของการตั้งศูนย์ดังกล่าว เนื่องจากมีประชาชนที่ติดเชื้อโทรศัพท์หาเตียงไม่ได้ ไม่มีที่ไป บางคนเริ่มมีอาการจึงเขามาตรวจที่ศูนย์นี้เพื่อคัดแยก หากมีอาการหนักมากจะส่งต่อไปให้โรงพยาบาล อีกทั้งศูนย์ดังกล่าวยังระดมบุคลากรทางการแพทย์เพื่อดูแลผู้ป่วยที่มีอาการแต่ไม่หนักมากได้ด้วย เพื่อให้การดูแลเบ็ดเสร็จในที่เดียว วันนี้เปิดวันแรก มีการสนับสนุนจากภาคเอกชน เปิดสายด่วน 02-0791000 จำนวน 40 คู่สาย ใครที่รอการแอดมิด ไม่มีคนติดต่อไป สามารถโทรศัพท์เข้ามาได้เลย นายกฯระบุว่าถ้ามีความต้องการจำนวนมากและจำเป็นให้เปิดไปเลยสี่มุมเมือง เราต้องหาเคสให้ได้ และมีเตียงรองรับ การดำเนินการตรงนี้ทำภาคส่วนช่วยกัน เป็นนโยบายการรวมศูนย์การให้บริการ
 
เมื่อถามว่า ขณะนี้คนสับสนเรื่องการลงทะเบียนจองคิววัคซีน และแอปพลิเคชั่นหมอพร้อมที่จะมีการเปิดลงทะเบียนวันแรกในวันที่ 1 พ.ค. หมอจะยังพร้อมใช่หรือไม่ นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า เป็นความท้าทายของกระทรวงสาธารณสุขในการจัดการแอปพลิเคชั่นดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตาม การลงทะเบียนรับวัคซีนดำเนินได้ 3 ทาง คือ ไปที่โรงพยาบาลที่ตัวเองมีสิทธิการรักษา หรือบอก อสม.ให้ลงทะเบียนให้ หรือลงทะเบียนที่แอปพลิเคชั่นหมอพร้อมสำหรับคนที่มีสมาร์ทโฟน เพื่อลดการเดินทาง แต่อย่างไรก็ตาม การเริ่มลงทะเบียนวันที่ 1 พ.ค.ผ่านแอปพลิเคชั่นหมอพร้อมถือเป็นระบบใหม่ ซึ่งทุกระบบถ้าทุกคนเข้าไปใช้พร้อมกันจะเป็นปัญหา ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องรีบลงทะเบียนทันที เพราะไม่ได้เปิดให้ลงทะเบียนวันเดียว สามารถทยอยลงทะเบียนได้ 
 
ผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อกำหนดฉบับที่ 22 ที่จะมีผลบังคับใช้หลังเที่ยงคืนวันนี้ สามารถให้ข้ามจังหวัดได้หรือไม่ นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า ไม่ได้เป็นการประกาศห้าม แต่เป็นการขอความร่วมมือให้งดเดินทาง เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญในการจำกัดเป้าหมายในการเดินทาง แต่ขณะเดียวกัน ในส่วนของด่านตรวจเองต้องไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน โดยจะทำเพียงสอบถามความจำเป็นของประชาชน แต่ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นมีใบยืนยันความจำเป็นจากอำเภอเพื่อยืนยันว่ามีธุระ ย้ำว่าเป็นการขอความร่วมมือประชาชนว่าถ้าไม่จำเป็นให้เลื่อนการเดินทางไปก่อน เพราะยังมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 อยู่ 
 
จากที่แถลงเรื่องข้อกำหนดฉบับที่ 22 เมื่อวันที่ 29 เม.ย.นั้น มีทั้งคำชมจากผู้ที่อยากให้ปิดเสียที กับอีกฝั่งที่เป็นก้อนอิฐซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากข้อกำหนดดังกล่าว เพราะกิจการเขาย่ำแย่อยู่แล้ว แม้ตนไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจเรื่องนี้ แต่อยู่ในบรรยากาศของการพิจารณา ยืนยันว่าเรารับฟังทุกเสียง ชุดข้อมูลต่างๆ ที่นำมาประกอบการตัดสินมีสถิติอ้างอิงที่เป็นจริง อย่างกรณีร้านอาหาร ตนเห็นใจ แต่หากไปดูตัวเลขผู้ติดเชื้อที่มีความเชื่อมโยงกับร้านอาหารที่มีจำนวนมากเราก็ต้องยอมรับ พูดง่ายๆ คือ หมอสั่ง เหมือนคนเป็นโรคเบาหวานแล้วหมอให้ลดของหวาน หรือคนเป็นโรคความดันให้ลดของเค็ม ทุกฝ่ายฟังข้อมูลที่แพทย์เป็นผู้เสนอขึ้นมาทั้งสิ้น แตกต่างจากการระบาดเมื่อต้นปี 63 ที่เรายังไม่มีข้อมูลอะไรจนต้องปิดทั้งหมด แต่ครั้งนี้เรามีข้อมูลในการทำงาน ซึ่งสาธารณสุขมีเก็บข้อมูลชุดนี้มาตลอด อย่างไรก็ตาม คงไม่มีอะไรดีที่สุด แต่เราพยายามจะทำให้ดีที่สุด ขอให้อดทนและเดินไปด้วยกัน ผลกระทบต่อครอบครัวและธุรกิจต้องขออภัยอย่างสูง ซึ่งนายกฯได้ให้ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบโควิด-19 (ศบศ.) ให้ช่วยหามาตรการเยียวยา ผลจะเป็นอย่างไรขอให้ติดตาม และ 14 วันนี้เราจะสู้ไปด้วยกัน 

"บิ๊กป้อม"  ช่วยชาวสวนปาล์ม ประชุม กนป. เร่งขับเคลื่อนโครงการเพิ่มมูลค่าปาล์มน้ำมัน  เน้น 6 ผลิตภัณฑ์  สั่งขยายเวลาส่งออก  ลดผลผลิตส่วนเกิน  มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร ควบคู่ ระวัง โควิด-19 มาตรการ สธ. "DMHTT"

เมื่อ 30 เมษายน 2564  พล.ต.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผช.โฆษกประจำรอง นรม. เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ได้เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ(กนป.) ครั้งที่1/2564  ผ่านระบบ vedeo conference ทางไกล โดยมี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รอง นรม./รมว.พณ. เข้าร่วมประชุม  ณ  ห้องประชุม 301  ตึกบัญชาการ 1  ทำเนียบรัฐบาล

ที่ประชุมได้รับทราบ ความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงสร้างราคาผลปาล์มน้ำมัน และ น้ำมันปาล์ม ซึ่ง พล.อ.ประวิตร ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กวดขันให้โรงงาน และลานเทรับซื้อผลปาล์มดิบ ตามโครงสร้างราคา อย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการกดราคา และเร่งรัดการติดตั้งเครื่องมือวัดปริมาณน้ำมันปาล์ม เพื่อบริหารจัดการ และควบคุมสต็อกน้ำมันปาล์ม  จากนั้น กนป.ได้เห็นชอบ แผนปฏิบัติการฟื้นฟูสภาพป่าในพื้นที่ เขตป่าสงวนแห่งชาติ จ.กระบี่,จ.ตรัง และจ.สุราษฎร์ธานี  และเห็นชอบมาตรการขับเคลื่อน การเพิ่มมูลค่าปาล์มน้ำมัน และน้ำมันปาล์ม โดยเน้น6 ผลิตภัณฑ์เป้าหมาย ที่สำคัญคือ 1)สารหล่อลื่นพื้นฐาน 2)น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพ 3)ผงซักฟอกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (สารตั้งต้นMES) 4)น้ำมันหล่อลื่นและจาระบีชีวภาพ 5)พาราฟิน และ 6)สารกำจัดศัตรูพืช/แมลง  

ซึ่งจากการคาดคะเนของ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร มีแนวโน้มปริมาณผลผลิตน้ำมันปาล์ม ห้วง เม.ย.-มิ.ย.64 อาจทำให้ปริมาณสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบสูงขึ้น ขณะที่ความต้องการ การใช้ยังไม่ปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติ ส่งผลทำให้ราคาปาล์มน้ำมัน และน้ำมันปาล์ม ปรับลดลง ที่ประชุม จึงได้พิจารณาเห็นชอบ ขยายระยะเวลาส่งออก จากเดิม มี.ค.64 เป็น ก.ย.64 และขยายเวลาโครงการ จาก ส.ค.64 เป็น ธ.ค.64

พล.อ.ประวิตร ยังได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติตามมติ กนป. อย่างเคร่งครัด เพื่อประโยชน์ ของเกษตรกรที่จะได้รับ อย่างเป็นธรรม  ทั่วถึง และยกระดับคุณภาพชีวิตชาวสวนปาล์ม ให้ดียิ่งขึ้น และขอให้เจ้าหน้าที่ รวมทั้งเกษตรกร ทุกคนใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง จาก โควิด-19 ภายใต้มาตรการ ของ สธ. "D-M-H-T-T" อยู่ห่างไว้ ใส่แมสกัน หมั่นล้างมือ ตรวจวัดอุณหภูมิ ใช้แอป "ไทยชนะ"

ศปฉ.ปชป. รายงานความคืบหน้าสถานการณ์ความช่วยเหลือผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ไม่มีเตียง ระหว่างวันที่ 25-30 เมษายน 2564 ช่วยได้แล้ว 90 ราย

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564 พรรคประชาธิปัตย์-- นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะหัวหน้าทีมผู้รับผิดชอบประสานข้อมูลผู้ติดเชื้อเพื่อการส่งต่อ รายงานความคืบหน้าการช่วยเหลือผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 ได้ให้เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาล จากศูนย์ประสานงานสถานการณ์ฉุกเฉิน โควิด-19 พรรคประชาธิปัตย์ (ศปฉ.ปชป) ระหว่างวันที่ 25-30 เมษายน 2564 ดังนี้

รับเรื่องไป 100 ราย
ช่วยเหลือไป  90 ราย 
--โรงพยาบาล 40 ราย (มีผู้ป่วยหนัก 2 ราย รอย้าย ICU)
--รอรถโรงพยาบาลมารับ 3 ราย
--มีรถมารับแล้ว 2 รายรอแจ้งพิกัดปลายทาง
--โรงพยาบาลสนาม 10 ราย
--Hospitel  35 ราย (ส่งแล้ว 23 อยู่ระหว่างรอรถมารับ 12 ราย)
ทั้งนี้ กลุ่มที่ช่วยได้มากที่สุดช่วง 1-2 วันนี้คือคลัสเตอร์ใหม่ที่ลาดปลาเค้า ที่พบผู้ติดเชื้อไม่มีอาการหลายรายจากการตรวจเชิงรุก ซึ่งทีมงานของศูนย์ฯ ได้ประสาน Hospitel ให้แล้วเป็นแบบกลุ่มใหญ่ อยู่ระหว่างการเตรียมเอกสารและส่งผู้ติดเชื้อไปเข้ารับการรักษา

โดยเคสอื่น ๆ ที่เหลือขณะนี้พรรคได้รับข้อมูล ประสานงานกลับไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วทุกราย และส่งต่อข้อมูลไปยังกระทรวงสาธารณสุขเพื่อจัดสรรตามมาตรการต่อไป

หากต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมสามารถแจ้งผ่านมาที่ผู้ประสาน ศปฉ.ปชป ได้ที่กล่องข้อความใน       เฟซบุ๊ก facebook.com/DemocratPartyTH ทวิตเตอร์ twitter.com/democratTH หรือ BLUE HOUSE ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ และช่วยเหลือประชาชนพรรคประชาธิปัตย์ 02 828 1010 

ด้วยความห่วงใยและปรารถนาดีจาก ศูนย์ประสานงานสถานการณ์ฉุกเฉิน โควิด-19 พรรคประชาธิปัตย์ (ศปฉ.ปชป) 

#ประชาธิปัตย์ #COVID19 #เราไม่ทิ้งกัน

“รองโฆษกรัฐบาล“ เผย รัฐบาล ไร้ขัดแย้ง ยัน รมต.เห็นด้วยโอนอำนาจ รมต.ให้ ”บิ๊กตู่” แก้โควิด

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564 นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา เห็นชอบการกำหนดอำนาจรัฐมนตรีตามกฎหมาย ใน 31 พระราชบัญญัติ ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ยืนยันไม่ใช่ควบรวมอำนาจของนายกรัฐมนตรีและไม่ได้ลดบทบาทของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ก่อนมีมติครม.ดังกล่าว ได้หารืออย่างรอบด้านอย่างรัดกุม เพื่อให้คำสั่งเกี่ยวกับการแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 เป็นไปด้วยความรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงสุด จะต้องมีการมอบอำนาจ 31 พ.ร.บ.ให้นายกรัฐมนตรี ซึ่งรัฐมนตรีทุกคนเห็นด้วยว่าจะช่วยให้การแก้ไขปัญหามีความคล่องตัวมากขึ้น ถือเป็นการลดช่องว่างในการแก้ไขปัญหาได้เป็นอย่างดี

"ในการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค.เมื่อวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ยืนยันต่อที่ประชุมว่า ไม่ได้ต้องการรวบอำนาจ แต่เพื่อความรวดเร็วในการทำงาน นายกฯ มีอำนาจเพียงการสั่งการตามหน้าที่และความรับผิดชอบ ส่วนการดำเนินงาน ยังเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข เปิดใจว่า ไม่เคยรู้สึกว่านายกฯ รวบอำนาจแต่อย่างใด การทำงานร่วมกันเป็นเวลาเกือบ 2 ปี เป็นไปด้วยดี มีการพูดคุยหารือกันโดยตลอด และยังจะทำงานร่วมกันต่อไป เพื่อแก้ไขสถานการณ์นี้ให้ได้โดยเร็ว" นางสาวไตรศุลี กล่าว

นางสาวไตรศุลี กล่าวว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี  ชี้แจงในที่ประชุมครม.ว่าการมอบอำนาจรัฐมนตรี เฉพาะส่วนตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่เกี่ยวกับคณะกรรมการอื่น ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ เพื่อแก้ไขปัญหาทำงานความล่าช้ารวมถึงแก้ไขปัญหาข้อสั่งการข้ามกระทรวง ทั้งนี้ภาพรวมการทำงานของรัฐบาลมีเอกภาพ นายกฯและรัฐมนตรี ได้ประสานงานกันตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น จากข้อสั่งการตามระบบบริหารราชการ โทรศัพท์ และ แอปพลิเคชันไลน์ เป็นต้น ซึ่งการระดมทุกสรรพกำลังเพื่อแก้ไขสถานการณ์วิกฤต ให้ประเทศไทยผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความยากลำบากโดยเร็ว ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า การดำเนินงานของรัฐบาลมุ่งสร้างประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนว่าแนวทางการแก้ไขสถานการณ์ของรัฐบาล จะช่วยให้สถานการณ์นี้คลี่คลายได้


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top