Tuesday, 28 July 2026
Hard News Team

เชิงประจักษ์ ลดค่าไฟ 4 บาท เหลือ '3.2' บาท Technology ไทย ล้ำสมัย พิสูจน์จริง : เพิ่ม Yield Solar เก่า 8% ลดค่าไฟฟ้า20% คืนทุน 1 ปี

“บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด” นำล้ำเทคโนโลยี ติดตั้งหม้อแปลง AI Low Carbon รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ (NiA) ช่วยโลกลดคาร์บอน ลดโลกร้อน “เจริญชัย-Erdi-CMU-KMUTT” พร้อมตี Journal IEEE ประเทศญี่ปุ่น

บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด ขอขอบคุณ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด ที่ช่วยสนับสนุนส่งเสริมสินค้าไทยซึ่งสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NiA) บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) สาขาลำพูน ทำการติดตั้งหม้อแปลง AI Transformer (หม้อแปลง Low Carbon) ขนาด 2000 kVA. ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา โดยบริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้ MOU ลงนามความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่ม MOU ได้ร่วมวิจัยเกี่ยวกับ Platform บริหารจัดการพลังงานสะอาดสูงสุด (Platform AI บริหารจัดการ Solar กับ Energy Storage  ด้วยหม้อแปลง IoT (Low Carbon) ประโยชน์สูงสุดและเสถียรภาพ พร้อมทำ AI Net Zero Go To Near Zero, AI Cut Peak Demand, AI Saving, AI Sustainability, AI Increase old Solar 6-8% และประหยัดค่าไฟฟ้าใช้งานจริงและพิสูจน์จริง ได้มีการประชุมและรายงานผลเบื้องต้น จากการวิเคราะห์หลังติดตั้งหม้อแปลง AI พบว่าสามารถลดการใช้พลังงานได้ประมาณ 20.28% และการเพิ่มผลผลิตโซลาร์เก่า 6-8% โดยมีระยะเวลาคืนทุนราว 11 เดือน ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนในเชิงกราฟและข้อมูลอื่นๆ เป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพื่อให้การวิเคราะห์ในเชิงวิชาการมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ทางบริษัทและกลุ่มพันธมิตรเล็งเห็นว่า ข้อมูลของบริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด มีผลลัพธ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพื่อให้การวิเคราะห์ในเชิงวิชาการมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และเพื่อระบุปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จในการขอความอนุเคราะห์ตีพิมพ์ Journal วารสาร IEEE (16th International Conference on Power, Energy, and Electrical Engineering (CPEEE 2026) to be held in Osaka, Japan during March 6-8, 2026.)  เพื่อเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และเป็นหนึ่งในบริษัทฯ ที่มีข้อมูลเป็นที่น่าสนใจ เพื่อนำมาวิเคราะห์ผลเชิงลึก ให้เป็นเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนในทางประสิทธิภาพเชิงกราฟและข้อมูลอื่นๆ 

‘ตชด.’ เพื่อนร่วมรบที่ยืนแนวหน้าเคียงข้างทหารไทย หัวใจรวมเป็นหนึ่งเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน

เมื่อวันที่ (27 ก.ค.68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้ พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษาพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมพิเศษตามนโยบายเร่งด่วน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศนรด.ตร.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและบำรุงขวัญกำลังพล ณ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 21 ต.เฉนียง อ.เมือง จ.สุรินทร์ 

เพื่อยืนยันว่า…พวกเขาไม่ได้ยืนอยู่ลำพังในแนวหน้า

กำลังพล ตชด.21 คือด่านหน้าสำคัญในการดูแลความสงบเรียบร้อย
และร่วมปกป้องอธิปไตยไทยในพื้นที่ชายแดนติดกับกัมพูชา
ภายใต้สถานการณ์ที่ตึงเครียดและเปราะบาง

ตำรวจและทหาร ยืนอยู่บนสมรภูมิเดียวกัน
แตกต่างในเครื่องแบบ — แต่มีหัวใจเดียวกัน
คือหัวใจที่ยืนหยัดเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน

ตำรวจ ปส. ถล่มเครือข่ายยานรก ยึดยาบ้ากว่า 46.88 ล้านเม็ด ไอซ์ 1,408 กก. และคีตามีน 150 กก.รวบทั้งพระ นักบิน แก๊งส่งด่วน!

​เมื่อวันที่ (30 ก.ค.68) ณ บช.ปส. นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานแถลงผลการปฏิบัติงานด้านการปราบปรามยาเสพติดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาล ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ขับเคลื่อน แผนปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด ภายใต้ชื่อ “NO Drugs NO Dealers ผนึกกำลัง ชุมชนปลอดยาเสพติด” อย่างเป็นรูปธรรมในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเป็นหนึ่งในแผนสำคัญที่รัฐบาลได้ประกาศให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายปกครอง ฝ่ายความมั่นคง และภาคประชาชน ร่วมบูรณาการปฏิบัติการอย่างเข้มข้น เพื่อยุติปัญหายาเสพติดในทุกระดับ
​ผลงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติในรอบเกือบ 10 เดือนที่ผ่านมา (1 ต.ค. 67 – 30 ก.ค. 68) เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ โดยมีการดำเนินคดี 210,780 คดี จับผู้ต้องหา 211,529 คน รวมทั้งจับตามหมายจับ 5,411 ราย พร้อมดำเนินคดีในข้อหาสมคบ สนับสนุน 3,122 คดี และข้อหาฟอกเงินอีก 235 คดี ของกลางที่ตรวจยึดได้มีปริมาณมหาศาล ได้แก่ ยาบ้า จำนวน 851.66 ล้านเม็ด, ไอซ์ 41,137 กิโลกรัม, เฮโรอีน 1,209 กิโลกรัม, คีตามีน 5,512 กิโลกรัม, ยาอี 286,726 เม็ด ขณะเดียวกัน ยังสามารถ ยึดอายัดทรัพย์จากขบวนการค้ายาเสพติดได้ถึง 12,417 ล้านบาท
​นอกจากนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังเปิด “ปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายยาเสพติด” อย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ ตั้งแต่ มิ.ย.67 ถึง ก.ค.68 จำนวนรวมทั้งสิ้น 8 ครั้ง ผลจากการปฏิบัติการดังกล่าวสามารถปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายได้ 9,252 เครือข่าย,  ตรวจค้นเป้าหมาย 33,242 จุด, ศาลอนุมัติหมายจับ 2,316 หมาย, ดำเนินคดี 61,420 คดี,  จับกุมผู้ต้องหา 62,616 คน, จับตามหมายจับได้ 3,346 ราย พร้อมตรวจยึดของกลางเพิ่มเติมอีกจำนวนมหาศาล ประกอบด้วย อาวุธปืน 2,849 กระบอก, ยาบ้า 329,773,549 เม็ด, เฮโรอีน 1,432.53 กิโลกรัม, คีตามีน 1,926.77 กิโลกรัม, ไอซ์ 27,974.43 กิโลกรัม, ยาอี 108,259 เม็ด, มูลค่าทรัพย์สินที่ยึดได้ 4,580 ล้านบาท
​ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลจากนโยบายระดับสูงที่ขับเคลื่อนแบบบูรณาการ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ที่กำชับทุกหน่วยเร่งด่วนทำลายเครือข่ายตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. ในการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติของ บช.ปส.

นำโดย พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผบช.ปส. พร้อม รอง ผบช. และ ผบก.ในสังกัด ที่ลงพื้นที่จริง ลุยสืบสวน สกัดจับ ขยายผล จนถึงยึดทรัพย์ โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 1–30 ก.ค. 68 บช.ปส. ได้บูรณาการกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร, นบ.ยส.35,ป.ป.ส., ศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 2 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร, กรมการปกครอง และหน่วยข่าวกรองทางทหาร จับกุมเครือข่ายยาเสพติดรายสำคัญได้ถึง 19 คดี ผู้ต้องหา 45 คน พร้อมของกลาง ยาบ้า 46.88 ล้านเม็ด, ไอซ์ 1,408 กิโลกรัม และ คีตามีน 150 กิโลกรัม ดังนี้ ​บก.ปส.1 : บุกจับ “พระอาจารย์บี” ยึดยาบ้า 881,600 เม็ด ไอซ์ 12 กิโลกรัม ​เมื่อวันที่ 9 ก.ค.68 เวลา 05.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปส.1 สนธิกำลังเปิดปฏิบัติการลับกลางกรุง บุกจับ “พระอาจารย์บี” หรือ นายบรรณวัฒน์ พระลูกวัดชื่อดังย่านพระประแดง จว.สมุทรปราการ หลังพบพฤติกรรมใช้ผ้าเหลืองบังหน้า คุมเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ส่งยาทั่วกรุงเทพฯ สืบเนื่องจากการจับกุม นายชัยวัฒน์ พร้อมยาบ้าเกือบ 16,000 เม็ด และไอซ์ 732 กรัม เมื่อวันที่ 8 ก.ค.68 ที่ผ่านมา ซัดทอดว่าเป็นเครือข่ายของพระอาจารย์บี เจ้าหน้าที่จึงให้สายลับนัดส่งยาล็อตใหญ่ 40,000 เม็ด ที่หน้าร้านสะดวกซื้อ ตรงข้าม รพ.ศิครินทร์ เขตบางนา  เมื่อถึงจุดนัด พบ นายชูศักดิ์ ยืนอยู่ใกล้รถต้องสงสัย ฮอนด้า แจ๊ส สีขาว ทะเบียน 2 กด 4XX กทม. ตรวจค้นพบยาบ้า 780,000 เม็ด และไอซ์ 12 กก. ซุกซ่อนในรถ ผู้ต้องหารับว่าเป็นเพียงคนส่ง เจ้าของยาคือ "พระอาจารย์บี" จำวัดอยู่ที่โยธินประดิษฐ์ จว.สมุทรปราการ และสามารถจับกุมพระอาจารย์บี ได้ขณะซ้อนท้ายจักรยานยนต์ออกจากวัด  ตรวจค้นกุฏิพบเครื่องชั่งดิจิตอล 2 เครื่อง และไปตรวจค้นห้องพักของนายชูศักดิ์ในซอยบางนา–ตราด 46 เมื่อตรวจสอบต่อ พบยาบ้าอีก 101,600 เม็ด รวมของกลางยาบ้า 881,600 เม็ด, ไอซ์ 12 กก., รถยนต์ 1 คัน, โทรศัพท์ 3 เครื่อง, เงินสดกว่า 2.7 ล้านบาท, รถ จยย. 2 คัน และของกลางอื่นรวม 11 รายการ ตำรวจแจ้งข้อหาหนัก และอยู่ระหว่างขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการ พร้อมตรวจสอบทรัพย์สินที่ได้จากการค้ายาเสพติด เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

‘พีระพันธุ์’ ปะทะคารม ‘เดชอิศม์’ กลางวง ครม.ปมกฎหมายโซลาร์เซลล์ หลังเดชอิศม์มองว่ารวมศูนย์ให้อำนาจกระทรวง - รมว.พลังงานมากเกินไป ‘พีระพันธุ์’ ถามใครเขียนสคริปต์ให้

แหล่งข่าวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เปิดเผยว่าการประชุมครม.เมื่อวานนี้ (29 ก.ค.) ในการพิจารณาวาระ ครม.เรื่องร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พ.ศ. ....ได้มีการถกเถียงกันระหว่างนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และนายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย

โดยเมื่อถึงวาระการพิจารณาในเรื่องดังกล่าวนายเดชอิศม์ได้กดไมโครโฟนเพื่อพูดว่า กฎหมายนี้ตนเองมีความเห็นว่าประเด็นที่มีการเขียนไว้ในร่างกฎหมายว่าให้อำนาจกับกระทรวงพลังงานเพียงหน่วยงานเดียวในการอนุมัติ อนุญาต การติดตั้งโซลาร์เซลล์ในบ้านเรือนของประชาชน

รวมทั้งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดตามร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ถือว่าเป็นการรวมศูนย์ เหมือนกับการรวบอำนาจไว้ที่เดียว อาจจะทำให้มีประชาชนกังวลถึงความโปร่งใส และทำให้การตรวจสอบทำได้ยาก

จากนั้นนายพีระพันธุ์ ได้ขอชี้แจงให้ ครม.ฟังว่าร่างกฎหมายฉบับนี้นั้นต้องการให้การอนุมัติอนุญาตการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในบ้านเรือนนั้นสามารถทำได้โดยสะดวก

นายพีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า การตั้งคำถามของนายเดชอิศม์ นั้นฟังดูเหมือนข้อมูลที่ฝ่ายค้านใช้ ซึ่งตนเองก็ไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนเขียนสคริปต์ข้อมูลนี้มาให้

ส่วนในเรื่องที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ให้อำนาจกับรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ก็ถือเป็นเรื่องปกติเพราะกฎหมายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับกระทรวงพลังงาน ถ้าเป็นกฎหมายในเรื่องที่เกี่ยวกับมหาดไทย ก็ต้องให้อำนาจกับรัฐมนตรีมหาดไทยเหมือนกัน

ว่าที่ทูตสหรัฐฯ เตือนไทย!! สงครามกับ ‘กัมพูชา’ อาจกระทบความสัมพันธ์อเมริกา ชี้ใช้กำลังไม่ใช่ทางออก

(30 ก.ค. 68) ฌอน โอนีลล์ (Sean O'Neill) ว่าที่เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ออกโรงเตือนว่า ความขัดแย้งหรือการใช้กำลังกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กรณีชายแดนไทย–กัมพูชา อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ พร้อมย้ำว่าสงครามไม่ใช่คำตอบของปัญหา

โอนีลล์แสดงจุดยืนดังกล่าวระหว่างการพิจารณาแต่งตั้งโดยวุฒิสภาสหรัฐฯ โดยระบุว่าสหรัฐฯ ต้องการเห็นความสงบสุขในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเน้นว่าการทูตและความร่วมมือคือแนวทางที่ควรยึดถือ มากกว่าการเผชิญหน้าทางทหาร

ทั้งนี้ ทางการสหรัฐฯ ยังแสดงความกังวลต่อเหตุการณ์รุนแรงชายแดนไทย–กัมพูชา และเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายลดความตึงเครียดโดยเร็ว พร้อมสนับสนุนกระบวนการเจรจาและการหยุดยิงทันทีเพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียเพิ่มเติม

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ มอบทุนการศึกษาให้กับบุตรข้าราชการตำรวจ จำนวน 2,323 ทุน เพื่อสนับสนุนส่งเสริมการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

(30 ก.ค.68) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานพิธีมอบทุนการศึกษาให้กับบุตรข้าราชการตำรวจ ของสมาคมแม่บ้านตำรวจ ประจำปีพุทธศักราช 2568 โดยมี คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ , พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ , พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ , พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รองจเรตำรวจแห่งชาติ , พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ คุณศิริเพ็ญ ตั้งทวีสุโข นวลมา กรรมการบริหารสมาคแม่บ้านตำรวจ ในฐานะที่ปรึกษาโครงการทุนการศึกษาบุตรข้าราชการตำรวจ ร่วมพิธี ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

คุณศิริเพ็ญ ตั้งทวีสุโข นวลมา กรรมการบริหารสมาคแม่บ้านตำรวจ ในฐานะที่ปรึกษาโครงการทุนการศึกษาบุตรข้าราชการตำรวจ กล่าวว่า ทุนการศึกษาบุตรข้าราชการตำรวจเป็นโครงการของสมาคมแม่บ้านตำรวจ ซึ่งคุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ มีนโยบายสานต่อโครงการอย่างต่อเนื่อง ในการดำเนินการเพื่อสนับสนุนส่งเสริมการศึกษาของบุตรข้าราชการตํารวจที่เรียนดี ประพฤติดี และบุตรข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ ตลอดจนเป็นการสร้างขวัญกําลังใจให้กับบุตรข้าราชการตํารวจให้ได้รับโอกาสในการศึกษา และเพื่อเป็นความภูมิใจของครอบครัวข้าราชการตำรวจ

ทั้งนี้ ทุนการศึกษาบุตรข้าราชการตำรวจของสมาคมแม่บ้านตำรวจ แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่
ประเภทที่ 1 ทุนการศึกษาบุตรข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ ทุนละ 50,000 บาท จำนวน 23 ทุน ในวันนี้มีผู้แทนเข้ารับมอบทุน จำนวน 5 ทุน
ประเภทที่ 2 ทุนการศึกษาบุตรข้าราชการตำรวจประพฤติดี ทุนละ 3,000 บาท จำนวน 2,200 ทุน ในวันนี้มีผู้แทนเข้ารับมอบทุน 17 ทุน
ประเภทที่ 3 ทุนพิเศษ โดยมูลนิธิมาดามแป้ง ทุนละ 10,000 บาท จำนวน 100 ทุน โดยมีการจัดสรรให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรภาค 1 - 9 ในวันนี้มีผู้แทนเข้ารับมอบทุน 5 ทุน

พิธีมอบทุนการศึกษาแก่บุตรข้าราชการตำรวจในครั้งนี้ ทางสมาคมแม่บ้านตำรวจคำนึงถึงความสะดวกในเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ตลอดจนเวลาปฏิบัติราชการของผู้ปกครอง จึงคัดเลือกผู้แทนที่เป็นหน่วยใกล้เคียงสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้แทนเข้ารับมอบทุนในวันนี้ รวม 27 ทุน จากทั้งหมด 2,323 ทุน สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมพิธีในวันนี้ สมาคมแม่บ้านตำรวจจะได้ดำเนินการส่งมอบทุนให้กับผู้ได้รับทุนต่อไป

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอขอบคุณสมาคมแม่บ้านตำรวจที่ดำเนินโครงการมอบทุนการศึกษาให้กับบุตรข้าราชการตำรวจที่เรียนดี ประพฤติดี มาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง รวมทั้งขอขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโครงการทุกภาคส่วน ซึ่งโครงการมอบทุนการศึกษาให้กับบุตรข้าราชการตำรวจเป็นการสนับสนุนครอบครัวข้าราชการตำรวจ ตามนโยบายที่ได้กำหนดไว้ พร้อมขอให้บุตรข้าราชการตำรวจทุกคนที่ได้รับทุนการศึกษาตั้งใจศึกษาเล่าเรียน เพราะการศึกษาทำให้ได้พัฒนาตนเองและประกอบอาชีพตามที่มุ่งหวังไว้ รวมทั้งทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด และเรียนรู้ความรับผิดชอบ เพื่อให้ประสบความสำเร็จ เป็นความภาคภูมิใจของพ่อแม่ปกครอง และเป็นพลังเยาวชนที่มีคุณภาพของสังคมในอนาคต

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวฝากถึงบุตรข้าราชการตำรวจว่า ในปัจจุบันนี้ขอให้ติดตามสถานการณ์ชายแดนและเป็นกำลังใจให้กับตำรวจและทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ และขอให้มีจิตสำนึกในการเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า และพระบรมวงศ์ทุกพระองค์ ที่ทรงมีพระเมตตาต่อปวงชนชาวไทย รวมทั้งทหารและตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน พร้อมขอให้เด็กและเยาวชนหันหลังหลีกเลี่ยงที่จะเข้าใกล้ยาเสพติดทุกวิถีทาง รวมทั้งเตือนเรื่องการใช้โซเชียล ขอให้เล่นอย่างมีคุณภาพ สร้างสรรค์ อย่าคล้อยตามโดยไม่วิเคราะห์หรือไม่มีเหตุผลโดยเด็ดขาด

มาเลเซียขยับหมากเงียบ สงครามพรมแดนเปิดพื้นที่ลงทุน จับตาช่องว่างทุนไทยในกัมพูชา!! จากบทไกล่เกลี่ยเปิดทางสู่ผู้เล่นเศรษฐกิจ

(30 ก.ค. 68) ขณะที่มาเลเซียได้รับเสียงชื่นชมจากนานาชาติในบทบาทผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา แต่ในอีกด้านหนึ่งรัฐบาลมาเลเซีย และภาคเอกชนกลับเดินเกมคู่ขนาน ด้วยการเร่งขยายบทบาททางเศรษฐกิจในกัมพูชา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่นักลงทุนไทยต้องถอนตัวออกมา

จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์กัมพูชา การลงทุนจากไทยมีมูลค่ากว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ครอบคลุมทั้งอาหาร เกษตร อุตสาหกรรม และค้าปลีก ทว่าความขัดแย้งชายแดนที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 40 รายและผู้อพยพอีกหลายแสนคน ส่งผลให้บริษัทใหญ่หลายแห่ง เช่น Carabao Group และ President Foods ต้องระงับกิจการชั่วคราว สูญเสียรายได้รวมกันหลายร้อยล้านดอลลาร์

จุดผ่านแดน 7 แห่งถูกปิดลง ทำให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก การค้าชายแดนไทย-กัมพูชาหดตัวกว่า 65% ภายในสัปดาห์เดียว ในสภาพที่เศรษฐกิจหยุดชะงัก กัมพูชาจำเป็นต้องมองหาพันธมิตรรายใหม่ และมาเลเซียกำลังก้าวเข้ามาแทนที่ด้วยความพร้อมและประสบการณ์

บริษัทมาเลเซียหลายแห่งเริ่มขยับ เช่น Axiata Group ที่เป็นเจ้าของเครือข่ายมือถือ Smart Axiata ในกัมพูชา, Gamuda และ IJM Corporation ที่เร่งเสนอแผนฟื้นฟูถนน-โรงพยาบาลที่เสียหายจากการสู้รบ รวมถึง Petronas ซึ่งกำลังศึกษาพื้นที่พลังงานใหม่ใกล้ชายแดนที่คาดว่ามีทรัพยากรธรรมชาติมูลค่ามหาศาล

ในภาคการท่องเที่ยว บริษัท Berjaya Corporation ของมาเลเซียก็เริ่มเจรจากับทางการเสียมราฐเพื่อพัฒนาโรงแรม รีสอร์ต และโครงการอสังหาริมทรัพย์รองรับการฟื้นตัวหลังความขัดแย้ง โดยอาศัยจังหวะที่คู่แข่งอย่างไทยต้องชะลอหรือถอนตัว

แม้มาเลเซียจะไม่ใช่ผู้เล่นที่ดังที่สุดในสมรภูมินี้ แต่การเดินเกมอย่างสุขุม มีระยะห่างทางการทูตจากทั้งจีนและสหรัฐ ทำให้มาเลเซียสามารถขยับตัวได้ยืดหยุ่นกว่า และในขณะที่ทุนไทยยังรอความชัดเจนทางความมั่นคง เพื่อนบ้านรายนี้อาจกลายเป็นผู้ครองพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจของกัมพูชาในระยะยาว

‘กองทัพบก’ ประณามเขมรไม่หยุดยิงตามข้อตกลง ลั่น หากยังละเมิดต่อเนื่องจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด

(30 ก.ค. 68) เมื่อเวลา 09.30 น. พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก(ทบ.) ได้อ่านแถลงการณ์กองทัพบก เรื่อง การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงโดยกองทัพกัมพูชา มีใจความว่า ตามที่รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาได้ตกลงร่วมกันในการประกาศหยุดยิง เพื่อยุติการปะทะทางทหารบริเวณแนวชายแดน โดยข้อตกลงดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 24.00 นาฬิกา ของวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 นั้น

กองทัพบกขอยืนยันว่า ฝ่ายไทยได้ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด โดยได้ระงับการใช้กำลังทุกรูปแบบ และลดกิจกรรมทางทหารในพื้นที่ เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดบรรยากาศแห่งสันติภาพ ความไว้เนื้อเชื่อใจ และความร่วมมือที่สร้างสรรค์ระหว่างทั้งสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม กองทัพบกได้รับรายงานจากหน่วยในพื้นที่ว่า ในวันที่ 29 ถึง 30 กรกฎาคม 2568 กองทัพกัมพูชาได้กระทำการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอีกครั้ง โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. พื้นที่ช่องอานม้า จังหวัดศรีสะเกษ
ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 เวลา 21.30 นาฬิกา กองทัพกัมพูชาใช้อาวุธปืนเล็กยิงเข้าใส่แนวกำลังฝ่ายไทย เป็นเหตุให้เกิดการปะทะจนถึงเวลา 22.00 นาฬิกา จึงยุติ

2. พื้นที่เขาพระวิหาร บริเวณภูมะเขือและห้วยตามาเรีย จังหวัดศรีสะเกษ
ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 22.00 นาฬิกา กองทัพกัมพูชาใช้อาวุธปืนเล็กยิงอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับใช้อาวุธยิงสนับสนุนประเภทเครื่องยิงลูกระเบิด ฝ่ายไทยจึงจำเป็นต้องใช้สิทธิตามหลักสากลในการตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง การยิงจากฝ่ายกัมพูชายังคงเกิดขึ้นเป็นระยะจนถึงช่วงเช้า วันที่ 30 กรกฎาคม 2568

3. พื้นที่ผามออีแดง จังหวัดศรีสะเกษ
ในวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 เวลา 05.17 นาฬิกา ตรวจพบการยิงเครื่องยิงลูกระเบิดจากฝั่งกัมพูชา เข้ามาในเขตแดนประเทศไทยอย่างชัดเจน

การกระทำของกองทัพกัมพูชาในครั้งนี้ ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างร้ายแรง นับเป็นครั้งที่สองภายหลังจากที่ข้อตกลงมีผลบังคับใช้ และสะท้อนถึงพฤติกรรมที่ไม่เคารพต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ ตลอดจนเป็นการบ่อนทำลายความพยายามในการคลี่คลายสถานการณ์ด้วยสันติวิธี อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความไว้วางใจที่ควรมีระหว่างสองประเทศ

กองทัพบกขอประณามการกระทำอันไม่รับผิดชอบของกองทัพกัมพูชาอย่างถึงที่สุด และขอแจ้งให้ทราบว่า ฝ่ายไทยจะยังคงดำรงตนอยู่บนหลักแห่งความอดกลั้น สันติภาพ และมนุษยธรรมอย่างสูงสุด อย่างไรก็ดี หากมีการละเมิดต่อเนื่อง กองทัพบกจะดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสมและจำเป็นอย่างเด็ดขาด เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทยโดยไม่ละเว้น
จึงเรียนมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

อัปเดตสถานการณ์แผ่นดินไหว–สึนามิรอบมหาสมุทรแปซิฟิก หลายประเทศสั่งอพยพ หลังแผ่นดินไหว 8.8 นอกชายฝั่งรัสเซีย

(30 ก.ค. 68)  เกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.8 นอกชายฝั่งรัสเซีย ทางตะวันออกไกล ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์รุนแรงที่สุดเป็นอันดับ 6 ในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้หลายประเทศรอบมหาสมุทรแปซิฟิกประกาศเตือนภัยสึนามิและสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

ในญี่ปุ่น เริ่มมีคลื่นสึนามิขนาดประมาณ 40 เซนติเมตรพัดเข้าสู่ชายฝั่งฮอกไกโด โดยยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่มีคำสั่งอพยพสำหรับพื้นที่ชายฝั่งฝั่งแปซิฟิกซึ่งอาจเผชิญคลื่นสูงถึง 3 เมตร รวมถึงการอพยพเจ้าหน้าที่จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ

สหรัฐฯ โดยเฉพาะรัฐฮาวายและแคลิฟอร์เนีย ได้ออกประกาศเตือนประชาชนให้อยู่ห่างชายหาดและพื้นที่ลุ่มต่ำ ขณะที่ผู้ว่าการรัฐฮาวายเรียกร้องให้ประชาชนตั้งสติและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด โดยผู้เชี่ยวชาญจากแคลิฟอร์เนียประเมินว่าไม่มีแนวโน้มเกิดความเสียหายร้ายแรงในทวีปอเมริกา

ด้านรัสเซีย รายงานว่ามีผู้บาดเจ็บเล็กน้อยหลายรายในเขตตะวันออกไกล ขณะที่เมืองท่าซีเวโรคูริลสก์ได้รับผลกระทบจากคลื่นสึนามิที่ไหลทะลักเข้าท่วมบางพื้นที่ของเมือง

ศูนย์สำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ระบุว่าแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดจากการเคลื่อนตัวตามแนวรอยเลื่อนในมหาสมุทรแปซิฟิก และยังคงต้องจับตาว่าอาฟเตอร์ช็อกหรือสึนามิลูกอื่นจะตามมาอีกหรือไม่

‘พีระพันธุ์’ แย้มข่าวดี! ค่าไฟงวด ก.ย.-ธ.ค. 68 มีแนวโน้มลดลงได้อีกคาดอยู่ที่ 3.95 บาท/หน่วย

(30 ก.ค.68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยเกี่ยวกับแนวโน้มค่าไฟงวดสุดท้ายของปี (งวดเดือน กันยายน-ธันวาคม 2568) ว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดอัตราเป้าหมายของค่าไฟฟ้าไว้ไม่เกิน 3.99 บาทต่อหน่วย สำหรับงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2568 และงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2568 ซึ่งสามารถทำได้ที่ 3.98 บาทต่อหน่วย ในงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2568 นั้น ตนได้หารือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อหาแนวทางที่จะปรับลดค่าไฟสำหรับงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายของปี 2568 ให้ต่ำลงไปอีก เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน เพราะค่าก๊าซมีแนวโน้มลดลง และมีเงินบางส่วนที่สามารถนำมาช่วย กฟผ. ในส่วนนี้ได้ ล่าสุดมีข้อสรุปจาก กฟผ. ว่า สามารถปรับลดค่าไฟให้ต่ำลงมาได้อีกตามแนวทางที่หารือกับตน โดยน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่ง กฟผ. จะมีหนังสือแจ้ง กกพ. เพื่อกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับงวดสุดท้ายของปีให้เป็นตามอัตราดังกล่าวต่อไป 

“นอกจากจะสามารถเสนอให้ ครม. อนุมัติกฎหมายส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในการประชุม ครม. เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ที่ผ่านมาแล้ว ผมกำลังพยายามผลักดันให้มีการปรับลดค่าไฟฟ้าลงอีก ซึ่งจากการหารือกับ กฟผ. ก็ได้ข้อสรุปว่า มีแนวทางที่สามารถดำเนินการได้ โดยอาศัยว่าราคาก๊าซธรรมชาติเหลวในตลาดโลกปรับตัวลดลง และการนำเงินส่วนที่ กฟผ. กันไว้บางส่วน มาเป็นส่วนลดค่าไฟฟ้าเพิ่มเติม ซึ่งเชื่อว่าประชาชนน่าจะได้รับข่าวดีในเร็ว ๆ นี้” นายพีระพันธุ์กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top