Tuesday, 28 July 2026
Hard News Team

‘ฮุนเซน’ โพสต์แจงดรามาครอบครัว วอนหยุดโยงภรรยาเป็น ‘ลูกเมียน้อย’ พ่อตา

(1 ส.ค. 68) สมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ยอมรับว่าไม่อยากใช้ช่องทางสาธารณะเพื่อพูดเรื่องส่วนตัวในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญปัญหา แต่จำเป็นต้องออกมาชี้แจง เพราะเกรงจะเกิดความเข้าใจผิดจากคำพูดของหลานสาวคนหนึ่งในวิดีโอที่เผยแพร่ในโซเชียล

ฮุน เซน ระบุว่าหญิงสาวในคลิปกล่าวว่าเป็นญาติของฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ซึ่งเป็นลูกชายของตน โดยอ้างถึงสายสัมพันธ์ทางครอบครัวที่อาจทำให้คนเข้าใจผิดว่า พ่อของภรรยาตนมีภรรยาสองคน ซึ่งไม่เป็นความจริง และถือเป็นการพาดพิงที่กระทบต่อเกียรติยศของครอบครัว

ฮุน เซน ยืนยันว่า ฮุน มาเนต เป็นบุตรชายตามสายเลือด และยังให้เกียรติญาติผู้ใหญ่ในครอบครัวอย่างเหมาะสม การกล่าวอ้างของหลานสาวในครั้งนี้ ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อฮุน มาเนต แต่ยังบั่นทอนความไว้วางใจที่ตนและภรรยา (บุน รานี) มีต่อหลาน ๆ คนอื่นด้วย

ท้ายโพสต์ ฮุน เซน วิงวอนให้หลานสาวหยุดพูดเรื่องนี้ในที่สาธารณะทันที เพราะไม่เพียงแต่ทำลายชื่อเสียงของตนและภรรยา แต่ยังลุกลามไปถึงพ่อแม่ของภรรยาตน ซึ่งเป็นคู่สมรสที่ซื่อสัตย์ต่อกันมาตลอดชีวิตอีกด้วย

ยะลา - บิ๊กโต้ง‘ ระดมกำลัง ปล่อยแถวปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด 'No Drugs No Dealers' สร้างชุมชนปลอดยาเสพติด-กระท่อม

(1 ส.ค. 68) ที่ บริเวณหน้าอาคารที่ทำการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา พลตำรวจโท ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ได้เป็นประธานปล่อยแถวเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด 'No Drugs No Dealers' พร้อมด้วย นายก้องสกุล จันทราช รองผู้ว่าราชการ จ.ยะลา ตามนโยบายสำคัญของรัฐบาลด้านการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด แผนปฏิบัติการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ดำเนินการเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด 'No Drugs No Dealers' ผนึกกำลัง ชุมชนปลอดยาเสพติด

ซึ่งทาง จังหวัดยะลา ตำรวจภูธรภาค 9 ตำรวจภูธรจังหวัดยะลา หน่วยเฉพาะกิจ สำนักงานป้องกันปราบปรามยาเสพติด ภาค 9 และกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 ได้บูรณาการ ความร่วมมือกัน เพื่อให้การปฏิบัติเป็นรูปธรรม ภายใน 3 เดือน มุ่งเน้นให้มีการ Re X-ray ค้นหาผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติด เข้าสู่กระบวนการบำบัด และดำเนินการจับกุม ผู้ค้ายาเสพติดทำการยึดทรัพย์สิน ผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ให้หมดสิ้นไปทุกราย 

สำหรับการปฏิบัติการในวันนี้ ได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ จากหน่วยงานต่าง ๆ ประกอบด้วย สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 9 ฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้งสิ้น จำนวน 200 นาย ในการเข้าปิดล้อมตรวจค้น จับกุมและยึดทรัพย์สิน เป้าหมายเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติด ในพื้นที่รับผิดชอบ

ทั้งนี้ พลตำรวจโท ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9  ได้เน้นย้ำภารกิจ เปิดปฏิบัติการ กวาดล้างยาเสพติด 'No Drugs No Dealers' วันนี้ ขอให้กำลังเจ้าหน้าที่ทุกนาย ช่วยกันปฏิบัติหน้าที่ ให้เต็มความสามารถเข้มแข็ง โดยยึดหลักปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด มีความอดทน อดกลั้น ในการปฏิบัติหน้าที่ อย่าได้ประมาท และให้ใช้ความระมัดระวังพยายามใช้ความละมุนละม่อม ความสุภาพ ในการปฏิบัติงาน โดยหลีกเลี่ยงการใช้กำลังอย่างที่สุด รวมทั้ง ให้ใช้ยุทธวิธี ดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา เน้นความปลอดภัย ของผู้ปฏิบัติงาน เป็นสำคัญ 

นราธิวาส-แม่ทัพภาคที่ 4 เยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจ จ.นราธิวาส เร่งขยายผลหาตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย

พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พร้อมคณะผู้บังคับบัญชาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่โรงพยาบาลสุไหงปาดี อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส เข้าเยี่ยมให้กำลังใจและติดตามอาการบาดเจ็บเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำลังตำรวจนราธิวาสที่บาดเจ็บจากการปฎิบัติหน้าที่ขณะตั้งจุดตรวจจุดสกัดบริเวณถนนสายสากอ-แว้ง เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา จำนวน 6 นาย ขณะนี้ทุกนายพ้นขีดอันตรายและอยู่ในความดูแลของทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด ดังนี้ 

1. ว่าที่ร้อยตำรวจตรี วุฒิชัน แน่นหน้าอก หูอื้อ รู้สึกตัวดี
2. ดาบตำรวจ จิระ จุลนิล มีบาดแผลบริเวณใบหู แก้ม ปวดหัว แน่นหน้าอก หูอื้อ รู้สึกตัวดี
3. ดาบตำรวจ มะซากี มามุ มีบาดแผลบนใบหน้า ปากเย็บ แน่นหน้าอก หูอื้อ รู้สึกตัวดี
4. ดาบตำรวจ กูมหาเดร์  กูเง๊าะ  มีอาการแน่นหน้าอก หูอื้อ รู้สึกตัวดีช่วยเหลือตัวเองได้
5. จ่าสิบตำรวจ ชายดี  เจ๊ะเปาะสู แน่นหน้าอก หูอื้อ รู้สึกตัวดี
6. สิบตำรวจตรี โมฮเซน อาลีโต๊ะมะ แน่นหน้าอก หูอื้อ รู้สึกตัวดี

ในการนี้ พลโท ไพศาล  หนูสังข์ ได้สอบถามอาการผู้บาดเจ็บ พร้อมมอบกระเช้าเยี่ยมให้กำลังใจ ขอให้ผู้บาดเจ็บทุกนายรักษาสุขภาพ ร่างกายและจิตใจให้เข้มแข็งโดยเร็ว ขอให้ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของทีมแพทย์พยาบาล พร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเรื่องสิทธิสวัสดิการให้เร็วที่สุด ยืนยันทุกภาคเร่งติดตามนำตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้เร็วที่สุด พร้อมฝากทีมแพทย์ พยาบาล ดูแลใส่ใจใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบบุคคลต้องสงสัยเคลื่อนไหวในพื้นที่ สามารถแจ้งได้ที่หมายเลขโทรศัพท์สายตรง แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 โทร 061-1732999 หรือเบอร์สายด่วน กอ.รมน.ภาค 4 สน. 1341 และหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘เฉลิมพร’ ชี้ทรัมป์เจรจาเก่ง!! ใช้จิตวิทยาต่อรองภาษี เปิดมาที่ 36-46% แล้วลดเหลือ 19% ทำคนไทยดีใจทั้งที่ยังขาดทุน

(1 ส.ค. 68) นายเฉลิมพร ตันติกาญจนากุล ผู้ดำเนินรายการด้านเศรษฐกิจและการลงทุน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Chalermporn Tantikarnjanarkul' ว่า…

“ใครจะว่าทรัมป์บ้า แต่เขาเจรจาเก่งมากนะครับ ถ้าให้ภาษี 19-20% แต่แรก รับรองไม่มีใครยอม แต่พอเปิด 36-46% แล้วลดมา 20% คนที่ได้ 19% เลยดีใจเหมือนได้กำไร ทั้งที่ขาดทุนกันหมด” 

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารใช้อำนาจภายใต้พระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act : IEEPA) ในการกำหนดภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ทั่วโลก (Reciprocal Tariff) 

โดยไทยโดนอัตราภาษี 19 % จาก 36 % และจะมีผลในอีก 7 วันหลังจากวันลงนามคำสั่ง จากเดิมที่กำหนดมีผล 1 ส.ค. 68

‘พิชัย’ ชี้ภาษีสหรัฐ 19% ยังช่วยไทยแข่งขันเวทีโลก พร้อมเตรียมมาตรการภาษี เงินอุดหนุน ซอฟต์โลน ดูแลผู้ประกอบการ เกษตรกร

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การประกาศ Tariff rate ที่ 19% สะท้อนถึงมิตรภาพและความเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นระหว่างไทย–สหรัฐฯ ช่วยให้ไทยยังคงแข่งขันได้ในเวทีโลก สร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน และเปิดประตูสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจ รายได้ และโอกาสใหม่ ๆ ให้กับประเทศไทย

ทั้งนี้ การทำงานยังไม่สิ้นสุด รัฐบาลตระหนักถึงผลกระทบต่อผู้ประกอบการและพี่น้องเกษตรกร จึงได้จัดเตรียมมาตรการรองรับอย่างรอบด้าน ทั้งงบประมาณ Soft Loan เงินอุดหนุน มาตรการภาษี และการปฏิรูปกฎระเบียบที่จำเป็น เพื่อยกระดับให้ไทยสามารถปรับตัวและก้าวสู่โลกเศรษฐกิจในอนาคตได้อย่างมั่นใจ

ผลการเจรจาครั้งนี้เป็นสัญญาณให้ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัว เดินหน้าสร้างเศรษฐกิจที่มั่นคง แข็งแกร่ง และพร้อมรับมือกับความท้าทายของโลกในอนาคต

"ขอบคุณทีมไทยแลนด์สำหรับความทุ่มเทและความพยายามอย่างเต็มที่ในสถานการณ์ที่ยากจะควบคุม แต่เรายังมีภารกิจอีกมากที่ต้องสู้ต่อไป เพื่อประเทศไทยของพวกเราทุกคน"

เตรียมเงินในกระเป๋าให้พร้อม! ได้เวลาอัปเกรดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านกับโปรโมชั่นที่แรงที่สุดในรอบปีที่ 'โซนมหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า'!

เรายกทัพเครื่องใช้ไฟฟ้าคุณภาพจากแบรนด์ชั้นนำ มาลดราคากระหน่ำสูงสุดถึง 60%! ให้คุณช้อปได้อย่างสบายใจ เพราะสินค้าทุกชิ้นมีมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) รับรองคุณภาพและความปลอดภัย 

อย่ารอช้า! มาช้อปของดีมีคุณภาพในราคาที่คุ้มกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว!
📍เจอกันที่ 'สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์' วันที่ 31 ก.ค. – 3 ส.ค. เวลา 10:00 – 21:00 น.

1 สิงหาคม พ.ศ. 2367 ‘พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว’ ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เถลิงถวัลยราชสมบัติ ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2367 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างเต็มรูปแบบ ขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สืบราชประเพณีบรรพกษัตริย์โดยสมบูรณ์

โดยก่อนหน้านั้น พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ในปีเดียวกัน ภายหลังการสวรรคตของพระราชบิดา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 โดยทรงเป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ในเจ้าจอมมารดาเรียม ซึ่งประสูติเมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2330

ก่อนจะขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ พระองค์ทรงรับราชการหลายตำแหน่งสำคัญ เช่น กำกับกรมท่า กรมตำรวจ และกรมพระคลังมหาสมบัติ ทรงดูแลศาลยุติธรรม เป็นแม่กองลูกขุน และประกอบกิจการค้าทางสำเภากับจีน สร้างรายได้เข้าท้องพระคลังอย่างมั่งคั่ง

ในรัชสมัยของพระองค์ ทรงฟื้นฟูพระพุทธศาสนา ส่งเสริมการศึกษาวิทยาการ ริเริ่มการค้าระหว่างประเทศผ่านพระราชไมตรี ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตมั่นคง พระองค์เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2393 สิริพระชนมายุ 67 พรรษา ทรงครองราชย์ยาวนานถึง 27 ปี

สภาทองคำโลก คาดราคาครึ่งปีหลังยังลุ้นไปต่อ ส่วนดีมานด์ทองไทยยังแข็งแกร่ง แม้ราคาพุ่งแรง

สภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) รายงานแนวโน้มความต้องการทองคำประจำไตรมาส 2/68 โดยระบุว่า ความต้องการทองคำภาคผู้บริโภคโดยรวมของไทยยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง เพิ่มขึ้น 11.6 ตัน หรือ 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

ด้านความต้องการทองคำโดยรวมทั่วโลกจากทุกภาคส่วน (ซึ่งรวมถึงการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์ หรือ Over-the-counter: OTC) รายไตรมาสนั้นอยู่ที่ 1,249 ตัน เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาท่ามกลางสภาวะที่ทองคำมีราคาสูง โดยการเติบโตในไตรมาสนี้ส่งผลมาจากกระแสการลงทุนในทองคำที่เพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากปัจจัยความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์บวกกับทิศทางราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน (ETF) ทองคำแท่งสำหรับนักลงทุน ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ส่งผลให้ระดับความต้องการลงทุนทองคำโดยรวมทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 170 ตัน ในไตรมาสนี้ เทียบกับไตรมาสที่ 2/67 ที่มีการลดลงเพียงเล็กน้อย กองทุนที่จดทะเบียนในเอเชียเป็นแรงผลักดันที่สำคัญในการเพิ่มระดับความต้องการลงทุนทองคำถึง 70 ตัน ในระดับที่สอดคล้องกับฝั่งสหรัฐฯ ซึ่งเมื่อรวมกับกระแสเงินลงทุนไหลเข้าจากไตรมาสที่ 1 ที่สูงเป็นประวัติการณ์ ทำให้ความต้องการรวมจากกองทุนทองคำ ETF ทั่วโลกสูงถึง 397 ตัน และเป็นยอดครึ่งปีแรกที่สูงสุดนับตั้งแต่ปี 63

ด้านทองคำแท่งและเหรียญทองคำเพื่อการลงทุนทั่วโลกได้เพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 ของปีที่ผ่านมา โดยเพิ่มขึ้นอีก 307 ตัน ซึ่งรายงานเผยว่า นักลงทุนไทยมีการเติบโตที่โดดเด่นถึง 38% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 ปีก่อนหน้า เพิ่มขึ้นถึง 10 ตัน และเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียน ประเทศไทยยังมีการเติบโตด้านความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำที่แข็งแกร่งอีกด้วย โดยเพิ่มขึ้นถึง 35% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านมีตัวเลขที่ลดลง ในภาพรวมของภูมิภาค นักลงทุนจีนยังคงเป็นผู้นำตลาด โดยมีความต้องการสูงถึง 115 ตัน ในขณะที่นักลงทุนอินเดียยังคงเพิ่มการถือครองอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสิ้น 46 ตัน ในไตรมาสที่สอง ส่วนตลาดตะวันตกแสดงให้เห็นแนวโน้มที่ต่างจากกัน ยอดการลงทุนสุทธิในยุโรปเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเป็น 28 ตัน ในขณะที่ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำในสหรัฐฯ กลับลดลงครึ่งหนึ่งเหลือ 9 ตัน ในไตรมาสที่สอง

ธนาคารกลาง ยังคงซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องแต่ในระดับที่ชะลอตัวลง โดยเพิ่มขึ้นอีก 116 ตัน ในไตรมาสที่ 2/68 แต่ถึงแม้จะมีการชะลอตัวลง การซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกก็ยังคงอยู่ในระดับที่สูงอย่างมีนัยสำคัญ อันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงดำเนินอยู่ ทั้งนี้ ผลการสำรวจทุนสำรองทองคำของธนาคารกลางประจำปี ชี้ให้เห็นว่า 95% ของผู้จัดการฝ่ายบริหารเงินทุนสำรองเชื่อว่าปริมาณทองคำสำรองของธนาคารกลางทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

ด้านความต้องการทองคำเครื่องประดับนั้นยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ด้วยปริมาณความต้องการจากทั่วโลกที่ลดลง 14% ใกล้แตะระดับต่ำของช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 63 โดยความต้องการทองคำเครื่องประดับในจีนลดลง 20% ขณะที่อินเดียหดตัว 17% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในแง่มูลค่า ตลาดทองคำเครื่องประดับทั่วโลกกลับเติบโตขึ้น โดยมีมูลค่ารวมสูงถึง 36,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในส่วนของประเทศไทย ความต้องการทองคำเครื่องประดับนั้นเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดโลก โดยมีปริมาณลดลง 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อันเป็นผลมาจากราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นทำสถิติใหม่ ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อโดยรวม ทั้งนี้ ตลาดในภูมิภาคอาเซียนมีแนวโน้มหันไปนิยมเครื่องประดับที่มีความบริสุทธิ์ของทองคำที่ต่ำลง

ส่วนอุปทานทองคำโดยรวมเพิ่มขึ้น 3% เป็น 1,249 ตัน โดยปริมาณการผลิตจากเหมืองแร่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยและทำสถิติสูงสุดใหม่ในไตรมาสที่สอง ด้านการรีไซเคิลทองคำเพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่ยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อพิจารณาจากสภาวะราคาที่อยู่ในระดับสูง ในขณะที่ประเทศไทยมีอุปทานจากการรีไซเคิลทองคำลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากที่มีการเติบโตของอุปทานอย่างแข็งแกร่งในช่วงครึ่งแรกของปี 67

นายเซาไก ฟาน (Shaokai Fan) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) และหัวหน้าฝ่ายธนาคารกลางระดับโลก ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า ประเทศไทยเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญในช่วงต้นปี 68 อันเป็นผลมาจากความตึงเครียดทางการค้าและการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ ที่ผันผวน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงดำเนินอยู่ แม้ราคาทองคำจะพุ่งสูงทำสถิติใหม่ แต่ความต้องการทองคำในประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง ด้วยระดับการลงทุนในทองคำแท่งและเหรียญทองคำที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ความต้องการทองคำเครื่องประดับกลับชะลอตัวลง

แนวโน้มราคาครึ่งปีหลังอาจปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจ-ภูมิรัฐศาสตร์

ด้านนายหลุยส์ สตรีท (Louise Street) นักวิเคราะห์การตลาดอาวุโส ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า ราคาทองคำได้มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นถึง 26% ในช่วงครึ่งปีแรก โดยมีผลการดำเนินการที่เหนือกว่าสินทรัพย์หลักหลายประเภท และด้วยผลการดำเนินการที่น่าประทับใจตั้งแต่ต้นปีนี้ ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าราคาทองคำอาจเคลื่อนไหวในกรอบที่แคบลงในช่วงครึ่งหลังของ 68

อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคยังคงมีความผันผวนสูงและคาดการณ์ได้ยาก จึงเป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นต่อไป หากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกหรือสภาวะภูมิรัฐศาสตร์มีการเสื่อมถอยลงอย่างมีนัยสำคัญ อาจยิ่งเพิ่มความน่าสนใจของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งอาจผลักดันให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นไปอีก

‘เอกนัฏ’ กดปุ่มโอนเงินช่วยเหลือตัดอ้อยสด 100% หลังร่วมมือร่วมใจลดเผาอ้อยต่ำสุดในประวัติศาสตร์

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 มีมติเห็นชอบให้กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดีเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 ฤดูการผลิตปี 2567/68 โดยใช้แหล่งเงินทุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำรองจ่ายไปก่อนนั้น ซึ่งวันนี้พี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสด 100% จะทยอยได้รับเงินชดเชยในอัตรา 69 บาทต่อตันอ้อย โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะจ่ายเงินให้กับเกษตรกรผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐของรัฐบาล

รัฐมนตรีฯ เอกนัฏ กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดี เพื่อลดฝุ่น PM 2.5 ฤดูการผลิตปี 2567/68 มีชาวไร่อ้อยที่มีสิทธิ์ได้รับเงินช่วยเหลือ 126,418 ราย ปริมาณอ้อยสดคุณภาพดี 67.95 ล้านตัน คิดเป็นเงิน 4,688 ล้านบาท ซึ่งชาวไร่อ้อยที่มีสิทธิ์ได้รับการช่วยเหลือจะต้องสมัครและยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ สแกนบัตรประชาชน ณ สถานที่รับจดทะเบียนชาวไร่อ้อยของสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย และเป็นสมาชิก I - Industry กระทรวงอุตสาหกรรม ทั้งนี้ เงินที่โอนเข้าบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในวันนี้ (31 กรกฎาคม 2568) เป็นวันแรก มีเกษตรกรชาวไร่อ้อยได้รับเงิน 77,044 ราย ปริมาณอ้อยสดคุณภาพดี 55 ล้านตัน เป็นเงิน 3,800 ล้านบาท หรือคิดเป็น 60.94% ของเกษตรกรที่มีสิทธิ์ได้รับเงิน

“ผมขอบคุณเกษตรกรชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลที่ร่วมมือกันลดการเผาอ้อยได้ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ที่ 14.86% สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผมขอขอบคุณทุกฝ่ายที่มีส่วนสำคัญในการลดเผาอ้อย รัฐบาลตั้งใจที่จะสนับสนุนและดูแลชาวไร่อ้อยที่ทำดี ให้มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ร่วมกับ DGA และ ธ.ก.ส. จะเร่งตรวจสอบข้อมูลชาวไร่อ้อยที่ดำเนินการตามเงื่อนไขข้างต้นให้ครบถ้วน คาดว่าจะสามารถโอนเงินงวดต่อไปได้ในสัปดาห์ถัดไป” รัฐมนตรีฯ เอกนัฏ กล่าวปิดท้าย

ปักกิ่งเรียก Nvidia แจงด่วน!! ชิป H20 อาจมีช่องโหว่เรื่องระบบติดตาม หวั่นแอบส่งข้อมูลกลับสหรัฐฯ แม้ปิดดีลซื้อ-ขายกันแล้ว 300,000 ชิ้น

(31 ก.ค. 68) สำนักงานบริหารไซเบอร์สเปซของจีน (Cyberspace Administration of China) แสดงความกังวลต่อความเสี่ยงด้านความมั่นคงในชิปปัญญาประดิษฐ์ H20 ของ Nvidia ซึ่งเพิ่งกลับมาจำหน่ายในจีนหลังสหรัฐฯ เพิ่งยกเลิกคำสั่งห้ามส่งออก โดยทางการจีนเรียก Nvidia เข้าชี้แจงเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ชิปดังกล่าวอาจมี “ช่องโหว่” หรือระบบติดตามที่กระทบข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้งานในประเทศ

กรณีนี้เกิดขึ้นหลังวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ เสนอร่างกฎหมายให้ชิป AI ที่ส่งออกต้องมีระบบระบุตำแหน่ง เพื่อจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงของจีน ซึ่งทางการจีนมองว่าอาจเป็นการสอดแนมและละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว

แม้ Nvidia จะยังไม่ออกแถลงการณ์ใด ๆ แต่ก่อนหน้านี้ “เจนเซ่น ฮวง” ซีอีโอของบริษัทเดินทางเยือนจีนอย่างเปิดเผย เพื่อแสดงความจริงจังกับตลาดจีน และได้รับคำสั่งซื้อชิป H20 มากถึง 300,000 ชิ้น ท่ามกลางความต้องการสูงในวงการเทคโนโลยีของจีน รวมถึงภาคการทหารและมหาวิทยาลัย

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จีนจับตาบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้เคยสั่งห้ามหน่วยงานสำคัญใช้สินค้าจาก Micron Technology, Inc. บริษัทเทคโนโลยีจากสหรัฐอเมริกา และเคยเรียกร้องให้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์จาก Intel โดยอ้างความเสี่ยงด้านความมั่นคงเช่นกัน

นอกจากนี้ Nvidia ยังอยู่ระหว่างถูกสอบสวนด้านการผูกขาดในจีนจากกรณีซื้อกิจการ Mellanox เมื่อปี 2020 ซึ่งทางการจีนระบุว่า บริษัทอาจละเมิดเงื่อนไขที่เคยตกลงไว้กับหน่วยงานกำกับตลาดของจีนอีกด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top