Sunday, 26 July 2026
Hard News Team

‘ทรัมป์’ สั่ง ICE กวาดล้างแรงงานผิดกฎหมาย บีบบริษัทต่างชาติ!! ต้องเคารพกฎหมายสหรัฐฯ

(9 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสารถึงบริษัทต่างชาติที่ลงทุนในสหรัฐฯ เรียกร้องให้ 'เคารพกฎหมายการย้ายถิ่นฐาน' หลังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) บุกจับแรงงานอพยพผิดกฎหมายกว่า 450 คนในโรงงานของ Hyundai รัฐจอร์เจีย พร้อมประกาศปฏิบัติการกวาดล้าง 'Operation Midway Blitz' ในรัฐอิลลินอยส์ มุ่งเป้าไปที่ผู้มีประวัติอาชญากรรมร้ายแรง

รัฐบาลสหรัฐฯ ชี้ว่ามาตรการดังกล่าวมีความจำเป็น เพราะกฎหมายคุ้มครองผู้อพยพ (sanctuary laws) ของบางเมืองและรัฐ ทำให้ผู้ต้องหาคดีร้ายแรง เช่น สมาชิกแก๊ง ผู้ค้ายา และอาชญากรทางเพศ ถูกปล่อยตัวแทนที่จะถูกส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง โดยทรัมป์ยังไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะส่งกองกำลังพิทักษ์ชาติเข้าร่วมในปฏิบัติการครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม เจบี พริตซ์เกอร์ (Jay Robert "JB" Pritzker) ผู้ว่าการรัฐอิลลินอยส์ และแบรนดอน จอห์นสัน (Brennan Johnson) นายกเทศมนตรีเมืองชิคาโก วิจารณ์การเคลื่อนไหวของรัฐบาลกลางว่าเป็น “การแสดงทางการเมือง” ไม่ใช่การแก้ปัญหาอาชญากรรมจริง หลายชุมชนฮิสแปนิกในชิคาโกก็ออกมาแสดงความไม่พอใจ โดยระบุว่าการบุกจับกุมกระทบประชาชนทั่วไป ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้กระทำผิดร้ายแรง

ในมุมมองของไทย Jaroensook Limbanchongkit Pone โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นเชิงวิพากษ์ต่อสหรัฐฯ ระบุว่าบริษัทต่างชาติคงต้องคิดให้หนักว่าจะลงทุนใน “ประเทศโง่เง่าเต่าตุ่นสุดบัดซบ” หรือไม่ หลังเห็นท่าทีแข็งกร้าวของทรัมป์ต่อผู้อพยพ และการกวาดล้างแรงงานผิดกฎหมายครั้งใหญ่

ทักษิณ ขอบคุณในพระมหากรุณาธิคุณ รับโทษจำคุก 1 ปี พร้อมก้าวข้ามความขัดแย้ง

วันที่ 9 กันยายน 2568 นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กว่า พี่น้องประชาชนที่เคารพ

ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทานอภัยลดโทษจำคุกแก่ผมคงเหลือเวลา 1 ปี นับเป็นพระมหากรุณาที่คุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ ต่อทั้งตัวผม และครอบครัว 

ผมขอน้อมรับและพร้อมเข้าสู่กระบวนการตามคำพิพากษาในวันนี้

ตลอดระยะเวลาของการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 2544 - 2549 ผมพยายามผลักดันทุกนโยบายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน เปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการเมืองของประเทศไทย ให้พรรคการเมืองแข่งขันกันด้วยนโยบาย สร้างประชาธิปไตยที่กินได้จากผลงานของรัฐบาลที่ทำได้จริง ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจอย่างที่สุดในฐานะนักการเมืองจากการเลือกตั้งของประชาชน 

แม้ว่าทุกคดีจะเกิดขึ้นหลังการรัฐประหารรัฐบาลของผมเมื่อปี 2549 แต่วันนี้ผมขอมองไปข้างหน้า ให้ทุกอย่างที่ผ่านมามีข้อยุติ ทั้งการต่อสู้คดีตามกฎหมาย และความขัดแย้งใดๆ อันเกิดขึ้นหรือเกี่ยวข้องกับตัวผม 

ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ให้การสนับสนุนตลอดมา ขอบคุณนักการเมือง สมาชิกพรรคเพื่อไทย และเพื่อนมิตรทั้งหลายที่เคียงข้างกัน ทั้งในยามสุขและยามยาก ผมตัดสินใจเลือกทางเดินนี้ เพื่อส่งกำลังใจให้ทุกคนเดินไปข้างหน้า ทำงานเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน ด้วยอุดมการณ์และจิตวิญญาณที่เรามีร่วมกันมา จนกว่าจะถึงวันที่เราได้เดินร่วมทางกันอีกครั้ง 

จากวันนี้แม้ผมจะไร้อิสรภาพ แต่ยังมีเสรีภาพทางความคิดเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ผมจะรักษาความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อใช้เวลาในชีวิตที่เหลืออยู่ รับใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ แผ่นดินไทย และประชาชนคนไทย ไม่ว่าจะในสถานะใดนับจากนี้ 
ขอบคุณครับ

ปส.บุก EP.3 ทลายเครือข่าย 'หมอแอร์' รวบหมอ–เจ้าของคลินิก 11 ราย เปิดคลินิกบังหน้าสั่งยาจาก อย. ค้ายาเสียสาว

(9 ก.ย.68) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) เปิดปฏิบัติการ EP.3 ขยายผลเครือข่ายยาเสียสาว “หมอแอร์” นำกำลังเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 11 จุด ในกรุงเทพฯ สุรินทร์ ภูเก็ต และชลบุรี มีผู้ต้องหาในเครือข่ายรวม 11 ราย แบ่งเป็น แพทย์ 9 ราย เจ้าหน้าที่เวชระเบียน 1 ราย และเจ้าของคลินิก 1 ราย

หนึ่งในจุดตรวจค้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ ปส.1 เข้าจับกุมแพทย์ชายที่อพาร์ตเมนต์ย่านซอยรางน้ำ หลังตรวจสอบยอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง โดยมีชื่อขึ้นทะเบียนเป็นแพทย์ประจำคลินิกย่านห้วยขวาง เพื่อสั่งยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แต่ไม่เคยปฏิบัติงานจริง เพียงให้ทางคลินิกนำป้ายชื่อไปแขวน แลกค่าจ้างเดือนละ 20,000 บาท ตรวจสอบพื้นที่กลับพบว่าเป็น ร้านสัก (Tattoo) ไม่ได้เปิดบริการทางการแพทย์ อีกทั้งยังพบว่าแพทย์รายนี้เป็นอายุรแพทย์ ไม่ใช่จิตแพทย์ตามที่อ้าง

อีกจุดหนึ่ง เจ้าหน้าที่บุกจับแพทย์ชายภายในหอพักโรงพยาบาล ขณะเพิ่งออกเวร โดยผู้ต้องหาให้การว่า รู้จักกับ “หมอแอร์” และถูกชักชวนให้ใช้ชื่อขึ้นทะเบียนเป็นแพทย์ประจำคลินิกแลกค่าจ้างเดือนละ 20,000 บาท ยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสั่งยา และอ้างว่าลายเซ็นในเอกสารเป็นการปลอมแปลง

พ.ต.อ.สุรพงษ์ ชาติสุทธิ์ รอง ผบก.ปส.1 เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบพฤติกรรมใช้ชื่อคลินิกและเวชระเบียนในการสั่งยาจาก อย. แต่ไม่นำไปใช้รักษาผู้ป่วยตามวัตถุประสงค์ กลับนำออกจำหน่าย ซึ่งเข้าข่ายความผิด “สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด และได้กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้สมคบกันแล้ว และสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดก่อนหรือขณะกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด” หากพบพยานหลักฐานเพิ่มเติมจะได้มีการสืบสวนขยายผลต่อไป

นับตั้งแต่ปฏิบัติการ EP.1 เจ้าหน้าที่ตำรวจ ปส. สามารถจับกุมผู้ต้องหาไปแล้ว 12 ราย รวมถึง “หมอแอร์” ซึ่งขณะนี้สำนวนคดีถูกอัยการส่งฟ้องแล้ว โดยผู้ต้องหาทั้งหมดยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหา

ความคืบหน้าล่าสุด ปส. สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 6 ราย ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการติดตาม

พล.ต.ต.นพสิทธิ์ มิตรภักดี ผบก.ปส.1 ย้ำว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นอาชญากรรมที่บ่อนทำลายสังคมไทย และเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเดินหน้าตามล่าผู้กระทำผิดทุกรายให้ถึงที่สุด และขอเตือนบุคคลที่คิดจะทำผิดกฎหมายว่า ไม่สามารถพ้นจากการติดตามและการบังคับใช้กฎหมายได้

ทั้งนี้ หากประชาชนพบเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด หรือการกระทำความผิดในลักษณะเดียวกัน สามารถแจ้งได้ที่ สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือโทร สายด่วน 191 ตลอด 24 ชั่วโมง

‘การบินพลเรือน’ เผยไทยผ่านตรวจ ICAO ทั้ง 8 ด้านหลัก ปักธงมาตรฐานความปลอดภัยการบินในระดับสากล

เผยผลตรวจสอบ ICAO USOAP ภายใต้การกำกับของ CAAT ได้คะแนน Preliminary 91.35% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก 20% ก้าวสู่ผู้นำด้านความปลอดภัยการบินในระดับสากล

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท. หรือ CAAT) เปิดเผยผลการตรวจสอบระบบการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยการบินพลเรือน ภายใต้โครงการ USOAP CMA (Universal Safety Oversight Audit Programme – Continuous Monitoring Approach) ขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) 

ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม – 8 กันยายน 2568 โดยการตรวจสอบครอบคลุมทั้ง 8 ด้านหลัก ได้แก่ 
1. ด้านกฎหมาย (Primary Aviation Legislation and Civil Aviation Regulations: LEG)
2. ด้านองค์กรกำกับดูแล (Civil Aviation Organization: ORG)
3. ด้านมาตรฐานผู้ประจำหน้าที่ (Personnel Licensing: PEL)
4. ด้านมาตรฐานปฏิบัติการอากาศยาน (Aircraft Operations: OPS)
5. ด้านมาตรฐานความสมควรเดินอากาศของอากาศยาน (Airworthiness of Aircraft: AIR)
6. ด้านมาตรฐานการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์อากาศยาน (Aircraft Accident and Incident Investigation: AIG)
7. ด้านมาตรฐานการบริการการเดินอากาศ (Air Navigation Services: ANS)
8. ด้านมาตรฐานสนามบินและเครื่องช่วยในการเดินอากาศ (Aerodromes and Ground Aids: AGA)

ผลการตรวจสอบเบื้องต้น (Preliminary Results) เฉพาะในด้านที่ CAAT รับผิดชอบโดยตรง ได้แก่ กฎหมาย องค์กรกำกับดูแล การปฏิบัติการบิน ความสมควรเดินอากาศ การออกใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่ การบริการการเดินอากาศ และสนามบิน มีคะแนน Preliminary สูงถึง 91.35% และสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 70.50% ถึง 20% ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและศักยภาพของระบบการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยการบินของประเทศ

นอกจากนี้ ประเทศไทยสามารถทำคะแนน เต็ม 100% ได้ถึงสองด้าน ได้แก่ กฎหมายการบิน (LEG) และ องค์กรกำกับดูแล (ORG) ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกกว่า 20–30% ถือเป็นหลักฐานชัดเจนว่าประเทศไทยมีระบบกฎหมายการบินที่ทันสมัย ครอบคลุม และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงมีองค์กรกำกับดูแลด้านการบินที่มีโครงสร้างและการดำเนินงานเข้มแข็ง ทัดเทียมกับประเทศผู้นำด้านการบินของโลก

การก้าวสู่ความสำเร็จในครั้งนี้นับเป็นพัฒนาการสำคัญ หากย้อนกลับไปในปี 2558 ประเทศไทยเคยถูก ICAO ตรวจพบข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญ (SSC) ถึง 33 ข้อ ส่งผลให้ถูกติด 'ธงแดง' และมีคะแนน EI เพียง 33.53% แต่หลังจากการปฏิรูปองค์กรและการจัดตั้ง CAAT ประเทศไทยสามารถเร่งแก้ไขข้อบกพร่องจนสามารถปลดธงแดงได้ในปี 2560 และพัฒนาคะแนนอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ซึ่งผล Preliminary ล่าสุดที่ 91.35% แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่เพียงแต่ก้าวพ้นวิกฤต แต่ยังพัฒนาอย่างก้าวกระโดดจนมีระบบกำกับดูแลที่แข็งแรงและน่าเชื่อถือในสายตาสากล

ด้านพลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ผลการตรวจสอบ และคะแนน Preliminary ที่ออกมาในครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงความทุ่มเทของบุคลากรทุกฝ่ายในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยการบินของไทยให้ทัดเทียมระดับสากล การทำคะแนนได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก 20% เป็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนถึงความก้าวหน้าของประเทศไทย ทั้งในด้านกฎหมาย องค์กร และระบบ oversight ที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ขณะนี้เรารอเพียงผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ (Final Results) ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในผู้นำด้านความปลอดภัยการบินของโลก 

CAAT จะยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาและยกระดับมาตรฐานนี้ และสิ่งสำคัญคือ ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เกิดจาก CAAT เพียงลำพัง แต่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) กรมท่าอากาศยาน สถาบันการบินพลเรือน สายการบิน และหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องทุกแห่ง ซึ่งร่วมแรงร่วมใจกันขับเคลื่อนภารกิจนี้ให้สำเร็จ เราจึงมั่นใจว่า ประเทศไทยจะก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคงบนเส้นทางการเป็นศูนย์กลางการบินที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือของภูมิภาคและของโลก”

ผลการตรวจสอบครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการยืนยันถึงความเชื่อมั่นที่ประชาคมการบินโลกมีต่อประเทศไทย แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมการบินไทยในระยะยาว ทั้งในด้านการรองรับการเติบโตของสายการบิน การขยายเส้นทางบิน และการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้โดยสาร นักลงทุน และคู่ค้าระดับนานาชาติ โดยประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการบินที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดในภูมิภาคและในเวทีโลก

‘นิ้วกลม’ สะท้อนคอร์รัปชันต่ำทำประเทศพัฒนาเร็ว เปรียบสโลวาเกียเจริญกว่าไทยแม้เป็นประชาธิปไตยไม่นาน

(9 ก.ย.68) เอ๋ – สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ หรือที่รู้จักในนามปากกา ‘นิ้วกลม’ นักเขียนชื่อดัง โพสต์เฟซบุ๊กเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทย และสโลวาเกีย ว่า ความเจริญคือ public space

สโลวาเกียเป็นประเทศที่เพิ่งก้าวเท้าออกจาก 'ม่านเหล็ก' ไม่นานนัก ก็เมื่อโซเวียตล่มสลายลงนั่นแล จากนั้นแยกจากเชคปี 1993 บ้านเมืองยังต้องพัฒนาในหลายมิติ แต่มีแนวโน้มไม่เลว โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่มีรายได้ต่อหัวประชากรสูงกว่าไทยประมาณ 3.6 เท่า (27,000 กับ 7,500 ดอลลาร์) ถือเป็นประเทศรายได้สูง

ประชากร 5.4 ล้าน (น้อยกว่าไทย 13 เท่า) พื้นที่เล็กกว่าไทย 10.5 เท่า เอาโคราชมาเบิ้ลสองครั้งก็เกือบเท่าประเทศนี้ แต่ศักยภาพสร้างรายได้สูงเชียว

ลองเช็กอันดับคอร์รัปชันกับความเป็นประชาธิปไตย ช่วงปีหลังๆ อาจมีแนวโน้มแย่ลง (ไม่แย่เท่าเราหรอก) แต่สภาพบ้านเมืองก็เห็นการพัฒนาไม่น้อย (เพราะก่อนหน้านี้ดีมาก) ปัจจุบันอัตราคอร์รัปชันของสโลวาเกียอยู่ในกลุ่มกลางค่อนบน ถือว่า 'ค่อนข้างสะอาด' ส่วนของเราอยู่ในกลุ่ม 'ค่อนข้างคอร์รัป' 

เมื่อวานลองเดินเล่นริมแม่น้ำดานูบที่จัดสรรพื้นที่ริมน้ำได้ดีงามจนน้ำตาจะไหล ง่ายๆ แต่น่าเดิน น่าวิ่ง น่านั่ง น่านอน

ชาวเมืองออกมาใช้ชีวิตกลางแจ้งยามเย็น นั่งมองแม่น้ำบ้าง คุยเล่นบ้าง นอนกอดกันหวานชื่นบ้าง จูงมาเดินบ้าง ดูสบาย เรียบง่าย มีความสุข

การจัดสวนและแลนด์สเคปไม่หวือหวาอะไรเลย สนามหญ้าเรียบ ต้นไม้ใหญ่ที่เก็บไว้และปลูกเพิ่ม กอหญ้าแพมพัสฟูๆ เพิ่มบรรยากาศนุ่มๆ ทางวิ่งตรงๆ และที่นั่งขั้นนบันได เขยิบขึ้นไปมีร้านอาหารและผับเบียร์ให้ผู้คนนั่งชิลล์มาวิวแม่น้ำ จัดสรรดี เสียงไม่โหวกเหวกเอะอะมะเทิ่ง ดีไซน์เรียบกลมกลืนกับสวน

แค่เดินเล่นและนั่งมองแม่น้ำก็มีความสุข แข้งขาก็คันคะเยออยากวิ่งขึ้นมาซะงั้น ฝั่งตรงข้ามเป็นป่าเขียว มองไปคล้ายบางกระเจ้า วันนี้ว่าจะไปสำรวจ เห็นว่าเป็นเมืองใหม่ดีไซน์เลิศ

บ้านเมืองที่ดีต้องมีพื้นที่สาธารณะที่คนเข้าถึงง่าย ใช้แล้วมีความสุข ไม่ใช่จะเข้าถึงพื้นที่ดีๆ สวยๆ ต้องมีเงินถุงเงินถัง และสงวนไว้ให้เฉพาะคนกลุ่มเล็กๆ

ทุกครั้งที่เจอพื้นที่ริมแม่น้ำดีไซน์ดีๆ ผมจะนึกถึงริมเจ้าพระยาเสมอเลย เราไม่จำเป็นต้องมีบรรยากาศแบบเดียวกันกับเขา เราก็ทำแบบเรา ดูแลชีวิตเล็กๆ ที่อาศัยริมน้ำด้วย และจัดสรรพื้นที่ให้รื่นรมย์น่าใช้งานเพิ่มขึ้นด้วย อาจไม่ง่าย แต่ก็น่าทำ เพราะเวลามีพื้นที่สาธารณะแบบนี้ในเมือง มันคือสวรรค์น้อยๆ สำหรับประชาชนเลย

ที่สำคัญ เป็นสวรรค์ที่ "เข้าฟรี" ด้วย

ผมแอบคิดว่า ปริมาณพื้นที่สาธารณะที่ดีน่าจะแปรผกผันกับจำนวนผู้ป่วยทั้งกายและใจ (เผื่อใครมีงานวิจัยเรื่องนี้)

และเวลาอยู่ในบ้านเมืองที่มีพื้นที่สาธารณะดีๆ ผมจะรู้สึกว่า "อิจฉาเค้าจัง ภาษีของพวกเค้าถูกเอาไปใช้พัฒนาประเทศ"

"กลิ่นความเจริญ" มันเป็นแบบนี้นี่เอง

‘โอ๋ ฐิติภัสร์’ ย้ำกว่า 10 เดือนได้ทำงานแบบตรงไปตรงมา สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กระทรวงอุตฯ ไม่อยู่ใต้อิทธิพลใคร

เมื่อวันที่ (8 ก.ย. 68) นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และหัวหน้าทีทีมสุดซอย โพสต์เฟซบุ๊กว่า ภารกิจสุดท้าย ในฐานะหัวหน้าชุดสุดซอย‼️

ประชุมความร่วมมือระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรม, กรมโรงงานอุตสาหกรรม, กรมควบคุมมลพิษ, กรมทรัพยากรน้ำบาดาล, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), ตำรวจสอบสวนกลาง (บก.ปทส.) มูลนิธิบูรณนิเวศน์ และสื่อมวลชน เพื่อหารือแนวทางการดำเนินคดี

📍การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม เช่น เศษพลาสติกสายไฟบดย่อย ใน 3 จังหวัด ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี รวมกว่า 29 จุด

📍และการลักลอบฝังกลบกากอุตสาหกรรม (ขยะพิษ) กว่า 90,000 ตัน จ.ฉะเชิงเทรา และหากมีการขยายผลต่ออาจจะพบปริมาณที่มากกว่านี้

โดยวันนี้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั้ง 3 จังหวัดได้รวบรวมข้อมูล หลักฐาน และความคืบหน้าในการดำเนินคดีทั้งหมด นำเสนอในที่ประชุมพร้อมประสานส่งต่อให้ตำรวจสอบสวนกลาง บก.ปทส. และ DSI ถือเป็นการส่งมอบงานให้กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายผลและดำเนินคดี

ระยะเวลากว่า 10 เดือนในการทำหน้าที่หัวหน้าชุดสุดซอย ของ รมว เอกนัฏ ได้ร่วมกับท่านปลัด คณะผู้บริหาร พี่น้องข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรม วางแนวปฏิบัติการทำงานแบบเข้มข้น บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อให้เห็นผลการปฏิบัติงานอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างวัฒนธรรมกระทรวงแบบใหม่ที่เปิดโอกาสให้ประชาชน ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และหน่วยงานราชการอื่นๆที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายร่วมกัน

วันนี้ทีมสุดซอย กระทรวงอุตสาหกรรมได้พิสูจน์ให้สาธารณะได้รับรู้ว่า หากผู้บริหารพร้อมข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ กล้าทำเรื่องที่ถูกต้อง อย่างตรงไปตรงมา บนข้อเท็จจริง โดยยึดหลักกฎหมาย หน่วยงานของรัฐสามารถเป็นที่พึ่งที่หวังให้ประชาชน พร้อมยังสามารถสร้างบรรทัดฐานให้ผู้ประกอบการทุกรายสามารถแข่งขันได้อย่างเท่าเทียมและตรงไปตรงมา ไม่เอาเปรียบ ลักไก่ หรือ ใช้เงินและอิทธิพลเพื่อเคลียทางทำผิดกฎหมายได้

จากนี้ไปขอส่งกำลังใจให้ท่านปลัด คณะผู้บริหาร พี่น้องข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรมทุกท่าน ปฏิบัติหน้าที่ด้วยหัวและใจ เพื่อสานต่อการทำงานแบบสุดซอย เพื่อช่วยเหลือประเทศชาติและประชาชนต่อไปค่ะ

“สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโรงงานอุตสาหกรรม หรือ สินค้าด้อยมาตรฐาน ท่านสามารถแจ้งข้อมูลผ่านแอพ traffy fondue เข้าเมนู “แจ้งอุต” เพื่อแจ้งข้อมูล รายละเอียดปัญหาของท่านจะถูกส่งไปยังสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดในพื้นที่เข้าไปตรวจสอบและแก้ไขนะคะ”

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย ทัพเรือภาคที่ 1 เร่งช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ตำบลทับมา จังหวัดระยอง รับมือสถานการณ์น้ำท่วม

เมื่อวานนี้ (8 ก.ย.68) ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย ทัพเรือภาคที่ 1 เร่งจัดกำลังพลเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ตำบลทับมา จังหวัดระยอง ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม อันเนื่องมาจากฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังและระบบระบายน้ำไม่ทัน

ในการนี้ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย ทัพเรือภาคที่ 1 ได้รับการสนับสนุนกำลังพลจากกองพันทหารราบที่ 7 กรมทหารราบที่ 3 กองพลนาวิกโยธิน (พัน.ร.7 กรม ร.3 พล.นย.) กำลังพลจากเรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ และเรือหลวงรัตนโกสินทร์ ร่วมปฏิบัติภารกิจบรรจุถุงทรายและวางแนวป้องกัน เพื่อสกัดกั้นไม่ให้น้ำไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

ทั้งนี้ ได้จัดเตรียมกำลังพลเพื่อ เพื่อสนับสนุนในการดำเนินการอพยพประชาชนที่มีความจำเป็นเร่งด่วน และสนับสนุนภารกิจอื่นๆตามที่ร้องขอต่อไป

เปิดเงื่อนไขใหม่สหรัฐฯ กดดันฮามาส เพื่อสันติภาพอิสราเอล ‘ทรัมป์’ ยันพร้อมแลกเปลี่ยนตัวประกัน และยุติสงครามในกาซ่า

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (7 ก.ย. 68) สื่ออิสราเอล Channel 12 รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ยื่นข้อเสนอหยุดยิงฉบับใหม่ต่อกลุ่มฮามาส ผ่านนักเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพชาวอิสราเอล โดยมีเป้าหมายเพื่อยุติสงครามในกาซ่า 

ข้อเสนอของทรัมป์ประกอบด้วยเงื่อนไขสำคัญ ได้แก่ การปล่อยตัวประกันชาวอิสราเอล 48 คนในวันแรกของการหยุดยิง การหยุดปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลและถอนกำลังออกจากเมืองกาซ่า การปล่อยนักโทษปาเลสไตน์ราว 2,500–3,000 คน รวมถึงผู้ต้องโทษตลอดชีวิต และการเปิดเจรจาทันทีเพื่อหาทางยุติสงคราม โดยทรัมป์ประกาศพร้อมเข้าแทรกแซงด้วยตนเอง หากฮามาสตอบรับข้อเสนอ

ฝ่ายอิสราเอล โดยสำนักงานนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ระบุว่ากำลัง “พิจารณาอย่างจริงจัง” ต่อข้อเสนอดังกล่าว ขณะที่กลุ่มฮามาสยืนยันว่าได้รับ “แนวคิดบางส่วน” ผ่านคนกลาง และยินดีเข้าสู่การเจรจา โดยย้ำเงื่อนไขหลักคือการยุติสงครามอย่างถาวร การถอนกำลังอิสราเอลทั้งหมด และเปิดทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าสู่กาซา

ข้อเสนอนี้เกิดขึ้นในช่วงที่อิสราเอลเร่งปฏิบัติการ “ขั้นตอนสูงสุด” ด้วยการโจมตีอย่างหนักในกาซ่าซิตี้ ขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตชาวปาเลสไตน์พุ่งเกิน 64,000 ราย ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวทำให้แรงกดดันต่อทุกฝ่ายเพิ่มสูงขึ้น ทรัมป์เองประกาศว่า “นี่คือคำเตือนครั้งสุดท้ายถึงฮามาส” พร้อมย้ำว่าความพยายามหยุดสงครามครั้งนี้ “อาจใกล้ได้ข้อยุติในเร็วๆ นี้”

ชาวบ้านไม่ทน!! ขับไล่เมียเขมรของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ หลังพบเป็นไส้ศึก...แอบถ่ายภาพอาวุธ-รถถังไทย ส่งทหารกัมพูชา

เมื่อวันที่ (7 ก.ย.68) ที่ศาลาประชาคมบ้านไซรไปร ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ชาวบ้านรวมตัวประชุมเพื่อหารือกรณีหญิงชาวกัมพูชาชื่อ 'นางเขื่อน' ภรรยาเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นไส้ศึก แอบถ่ายภาพรถถังและอาวุธของทหารไทย ส่งต่อให้ฝั่งกัมพูชา รวมถึงแชร์โพสต์บิดเบือนใส่ร้ายทหารไทย ทำให้ชาวบ้านมีมติเรียกร้องให้ขับออกจากพื้นที่

นายสมบัติ สุขงาม กำนัน ต.ไพรพัฒนา ระบุว่า การกระทำดังกล่าวสร้างความไม่สบายใจต่อชุมชนชายแดน เพราะเป็นช่วงที่สถานการณ์ไทย-กัมพูชาตึงเครียด จึงเชื่อว่าการแชร์พิกัดและข้อมูลทางทหารอาจกระทบต่อความปลอดภัยของชาวบ้านและกองกำลังในพื้นที่ ขณะที่ชาวบ้านจำนวนมากรวมหลักฐานการโพสต์และคลิปบิดเบือนมานำเสนอในการประชุม

ต่อมา วันที่ 8 กันยายน 2568 เจ้าหน้าที่ปกครอง ทหาร ตำรวจ และตรวจคนเข้าเมือง ร่วมประชุมตรวจสอบ พบว่านางเขื่อนแม้จะมีพาสปอร์ตถูกต้อง แต่วีซ่าขาดอายุตั้งแต่ พ.ค. 2566 อีกทั้งมีญาติรวม 7 คน ที่บางส่วนหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงสรุปผลให้ดำเนินคดีตามกฎหมายและผลักดันออกนอกประเทศ

พ.ต.ท.หญิง มณีพร บุญเลี้ยง สารวัตร ตม. เปิดเผยว่า ได้แจ้งข้อหาอยู่เกินกำหนด 2 ราย และข้อหาหลบหนีเข้าเมือง 5 ราย ก่อนนำตัวทั้งหมดไปบันทึกการจับกุม ส่งฟ้องศาล และเตรียมผลักดันออกนอกประเทศ ขณะที่ชาวบ้านไซรไปรกว่า 200 คนที่มารอฟังผลพอใจกับการดำเนินการ และแยกย้ายกลับโดยสงบ

9 กันยายน พ.ศ. 2528 เกิดเหตุการณ์กบฏ 9 กันยา หวังยึดอำนาจ ‘พล.อ.เปรม’ ฝีมือ ‘กลุ่มทหารนอกราชการ’ แต่ปฏิบัติการล้มเหลว

วันนี้ เมื่อ 40 ปีก่อน เกิด ‘กบฏ 9 กันยา’ ขึ้นในช่วงที่ พล.อ.เปรม นายกฯ(ในขณะนั้น) และ พล.อ. อาทิตย์ ผบ.ทบ (ในขณะนั้น) เดินทางไปราชการต่างประเทศ

ย้อนกลับไปช่วงเช้ามืดของวันที่ 9 กันยายน 2528 ราว 03.00 น. กลุ่ม “ทหารนอกราชการ” ได้นำกำลังทหารราว 500 นายก่อการยึดอำนาจ โดยการรัฐประหารเริ่มที่กำลังทหารจากกรมอากาศโยธินได้เข้าจับกุมตัวพลอากาศเอกประพันธ์ ธูปเตมีย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศที่บ้านพักเพื่อใช้เป็นตัวประกัน และกำลังทหารอีกส่วนหนึ่งพร้อมรถถังของกรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ได้เข้ายึดกองบัญชาการทหารสูงสุด สนามเสือป่า เพื่อใช้เป็นกองบัญชาการคณะรัฐประหาร

พร้อมกับได้เข้ายึด ทำเนียบรัฐบาล ลานพระบรมรูปทรงม้า สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ และองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อ.ส.ม.ท.) โดยมี พันเอกมนูญ รูปขจร (ปัจจุบัน พลตรีมนูญกฤต รูปขจร) นายทหารที่เคยถูกให้ออกจากราชการเนื่องจากก่อกบฏเมษาฮาวายเมื่อ 4 ปีก่อนหน้าเป็นผู้นำ พร้อมด้วยนาวาอากาศโทมนัส รูปขจร น้องชาย โดยกำลังทหารที่ใช้รัฐประหารมาจากหน่วยทหารม้าที่พันเอกมนูญเคยเป็นผู้บังคับบัญชา และทหารอากาศของน้องชาย (ขาดหน่วยทหารราบซึ่งเคยเป็นกำลังสำคัญของการรัฐประหารแทบทุกครั้ง?)

นอกจากพันเอกมนูญแล้วยังมีนายทหารนอกราชการชั้นผู้ใหญ่อย่าง พลเอกเสริม ณ นคร, พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์, พลเอกยศ เทพหัสดิน ณ อยุธยา รวมถึงพลเรือนที่เป็นผู้นำแรงงาน เช่น นายสวัสดิ์ ลูกโดด, นายประทิน ธำรงจ้อย และนายเอกยุทธ อัญชันบุตร เจ้าของแชร์ชาร์เตอร์ ผู้เสียประโยชน์จากการปราบปรามเงินนอกระบบและทรัสต์เถื่อนของรัฐบาลในขณะนั้นเป็นผู้ร่วมก่อการ

คณะผู้ก่อการฉวยโอกาสยึดอำนาจในช่วงที่ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) อยู่ระหว่างเดินทางเยือนประเทศอินโดนีเซีย และพลเอกอาทิตย์ กำลังเอก ผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชาการทหารสูงสุดอยู่ที่สวีเดน

ส่วนสาเหตุที่ผู้ก่อการใช้เป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจคือ รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ ปัญหาการว่างงาน ปัญหาอาชญากรรม รวมทั้งยังล้มเหลวในการรักษาความเป็นเอกภาพและบูรณภาพของประเทศ (รายงานของ The New York Times)

การปะทะกันระหว่างฝ่ายกบฏและฝ่ายรัฐบาลเกิดขึ้นบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า โดยฝ่ายกบฏได้ระดมยิงเสาอากาศวิทยุและอาคารของสถานีวิทยุกระจายเสียงกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ และบริเวณวังปารุสกวัน ที่ตั้งของกรมประมวลข่าวกลาง (สำนักข่าวกรองแห่งชาติในปัจจุบัน) ทำให้ นีล เดวิส (Neil Davis) และวิลเลียม แลตช์ (William Latch) สองนักข่าวชาวต่างชาติเสียชีวิต

ถึงเวลาราว 15 นาฬิกา กองกำลังฝ่ายกบฏก็ยอมจำนน ความสูญเสียถึงชีวิตที่เกิดขึ้นนอกจากสองนักข่าวต่างประเทศแล้วยังมีทหารอีก 2 ราย และประชาชนอีก 1 ราย ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บประมาณ 60 ราย

ในช่วงต้นของเหตุการณ์ ฝ่ายกบฏได้ประกาศชื่อของ พลเอกเสริม ณ นคร ว่าเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารแต่เมื่อการยึดอำนาจล้มเหลว พลเอกเสริม กลับอ้างว่าตนรวมถึง พลเอกเกรียงศักดิ์ และพลเอกยศ ล้วนถูกบีบบังคับให้เข้าร่วม

แม้การกบฏจะมีโทษร้ายแรงถึงชีวิต แต่หลังการเจรจารัฐบาลก็ยอมให้พันเอกมนูญเดินทางไปยังสิงคโปร์ ส่วนนาวาอากาศโทมนัส สามารถหลบหนีไปได้ และในปี 2531 รัฐบาลก็ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับผู้ต้องคดีกบฏในครั้งนี้

นอกจากนี้ การที่คณะกบฏไม่มีหน่วยทหารราบมาเข้าร่วมยึดอำนาจเช่นครั้งก่อนๆ ยังทำให้เกิดการสันนิษฐานว่าอาจมีผู้ร่วมก่อการบางราย “ไม่มาตามนัด” โดยเป้าจะอยู่ที่นายทหารคุมกำลังสำคัญอย่างพลโทพิจิตร กุลละวณิชย์ แม่ทัพภาคที่ 1 ที่มาฐานบัญชาการต้านรัฐประหารที่กรมทหารราบที่ 11 ล่าช้า และพลโทพิจิตรเองก็ได้เป็นผู้เจรจากับฝ่ายรัฐประหารและเปิดโอกาสให้พันเอกมนูญออกนอกประเทศ

ภายหลังเหตุการณ์กบฏ 9 กันยายน 2528 ได้เกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจภายในกองทัพ โดยพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ หนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญในการต่อต้านการยึดอำนาจ ได้ขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการกองทัพบกแทนที่ พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก ซึ่งพลเอกเปรมประกาศในวันที่ 24 มีนาคม 2529 ว่าจะไม่มีการต่ออายุราชการให้พลเอกอาทิตย์อีกเป็นครั้งที่สอง และสั่งปลดพลเอกอาทิตย์จากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกในวันที่ 27 พฤษภาคม 2529 คงไว้แต่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top