Sunday, 26 July 2026
Hard News Team

12 เดือน ‘อิสราเอล’ ทิ้งระเบิดใส่แล้ว 7 ประเทศ!! ‘กาตาร์’ ล่าสุดโดนด้วย…ทำสั่นคลอนทั้งภูมิภาค

(10 ก.ย. 68) อิสราเอลถูกวิจารณ์หนักอีกครั้ง หลังปฏิบัติการโจมตีกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เพื่อลอบสังหารแกนนำฮามาส ทำให้หลายประเทศทั่วโลกออกมาประณามว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยอย่างร้ายแรง ล่าสุดมีการชี้ชัดว่า ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา อิสราเอลได้ทิ้งระเบิดใส่หลายประเทศในภูมิภาค ได้แก่ ปาเลสไตน์ เลบานอน อิหร่าน ซีเรีย อิรัก เยเมน และกาตาร์

สำนักงานนายกรัฐมนตรีอิสราเอลยืนยันการปฏิบัติการดังกล่าว โดยเป็นครั้งแรกที่อิสราเอลโจมตีกาตาร์ ซึ่งถือเป็นผู้ไกล่เกลี่ยสำคัญในสงครามกาซาและยังเป็นที่ตั้งฐานทัพอากาศสหรัฐฯ ขนาดใหญ่ กระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ออกแถลงการณ์ประณาม “การโจมตีอันขี้ขลาด” พร้อมเรียกร้องให้นานาชาติหยุดยั้งความก้าวร้าวของอิสราเอล

ขณะที่ สหประชาชาติ ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต จอร์แดน รวมถึงอิหร่านและอิรัก ต่างออกมาโจมตีการกระทำของอิสราเอลว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นการยั่วยุที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงและความไร้เสถียรภาพที่ลุกลามไปทั่วภูมิภาค

ด้าน ประเทศตะวันตกอย่างสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหภาพยุโรปก็แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วย โดยระบุว่าการโจมตีในกาตาร์เสี่ยงทำให้สถานการณ์บานปลาย พร้อมย้ำความจำเป็นเร่งด่วนในการหยุดยิงถาวรและเปิดทางช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมสู่กาซา

ทั้งนี้ ท่ามกลางเสียงประณามที่ดังก้องขึ้นทุกทิศทาง เหตุการณ์นี้กำลังทำให้อิสราเอลถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามระดับภูมิภาค ขณะที่การโจมตีต่อเนื่องในหลายประเทศในช่วงปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าความขัดแย้งตะวันออกกลางอาจขยายตัวเกินกว่าที่โลกจะเพิกเฉยได้อีกต่อไป

‘ชูวิทย์’ มอง ‘ทักษิณ’ ติดคุกช่วยพลิกวิกฤต พท. ชี้ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย

จากกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งให้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการบังคับโทษจำคุก 1 ปี เนื่องจากการเข้าไปรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมานั้น

เมื่อวันที่ (9 ก.ย. 68) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กว่า

“เสรีภาพที่ยิ่งใหญ่ ศาลฎีกาตัดสินให้ทักษิณกลับไปติดคุก 1 ปี “โดยไม่ถือว่าระยะเวลาที่เคยอยู่ ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจเป็นระยะเวลาในการคุมขัง” คนที่เคยติดคุกอย่างผม แม้ไม่เห็นด้วย แต่ย่อมต้องเชื่อฟัง เพราะเป็นศาลฎีกา

ถึงแม้จะอยู่สุขสบายแค่ไหน คุกก็คือคุก จะได้กินหูฉลาม ได้นอนฟูก แต่มันก็คือคุกอยู่ดี หัวใจสำคัญที่สุดของการติดคุก คือ “การจำกัดเสรีภาพ” อันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ของมนุษย์ทุกคน

การที่คุณทักษิณอยู่โรงพยาบาลตำรวจมา 6 เดือน จึงถือว่า “ไร้อิสรภาพ” เพราะไม่สามารถไปไหนได้ เมื่อศาลไม่นับให้ ก็กลายเป็นติดคุกฟรี อย่างผมถูกควบคุมตัวที่โรงพัก 3 วัน ราชทัณฑ์ยังนับเป็นวันคุมขัง นำไปตัดจำนวนวันต้องโทษลงได้

อันนี้ผมพูดตามความรู้สึกของคนคุกนะครับ ความยุติธรรมที่ต้องวัดกันด้วย “เสรีภาพ” คนไม่เคยติดอาจบอกว่า ไม่นาน แค่ 1 ปี เอง แต่สำหรับคนที่ติดคุกมาก่อนจะรู้ว่า เวลา 1 วัน ในคุก มันยาวนานกว่านอกคุกมาก เพราะเสรีภาพเขานับกันเป็นรายชั่วโมง

โดยเฉพาะคนอย่างอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่ปัจจุบันอายุ 76 ปี การกลับมาโดยเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว ยอมเดินไปศาล ต้องใส่ชุดนักโทษขึ้นรถย้ายเรือนจำ สำหรับบางคนอาจสะใจ แต่สำหรับผม ถือว่าต้องนับถือหัวใจ

ด้วยสถานการณ์ที่พลิกผัน อนุทินได้เป็นนายกฯ ขณะที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ติดคุก ผมจึงกลับคิดว่านี่เป็นการ “พลิกวิกฤตอย่างแท้จริง” ของพรรคเพื่อไทย

ภาวการณ์ที่แม้แต่พรรคส้มยังป้อแป้กับอุดมการณ์ที่กลับไปกลับมา กับการโหวตที่สุดประหลาด “เป็นฝ่ายค้านที่โหวตให้ไปเป็นรัฐบาลเพื่อยุบสภา” และพรรคภูมิใจไทยที่ไม่มีอะไรจะขายในทางการเมือง

การติดคุกของทักษิณ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย คนไทยมีนิสัยอยู่อย่าง ไม่ชอบเห็นคนถูกรังแก”

‘กองทัพเนปาล’ เข้าคุมเมืองหลวงในช่วงสุญญากาศ หลังเหตุประท้วงเดือดจาก ‘ม็อบ Gen Z’ ทำยอดคนดับพุ่ง 22 ศพ

(10 ก.ย. 68) เนปาลเข้าสู่ภาวะตึงเครียดรุนแรง หลังยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุประท้วงพุ่งแตะ 22 ราย กองทัพตัดสินใจส่งกำลังทหารเข้ากรุงกาฐมาณฑุเมื่อคืนวันอังคาร (9 ก.ย.) เพื่อสกัดกลุ่มผู้ชุมนุมที่ฝ่าฝืนเคอร์ฟิว เผาอาคารรัฐสภา ศาลสูง รวมถึงบ้านพักนักการเมืองหลายราย โดยมีรายงานว่า ภรรยาของอดีตนายกรัฐมนตรีเสียชีวิตจากบาดแผลไฟลวก หลังถูกผู้ประท้วงบุกจุดไฟเผาบ้านพัก

ความรุนแรงปะทุขึ้นตั้งแต่วันจันทร์ หลังรัฐบาลสั่งแบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียกว่า 20 บริการ รวมถึง WhatsApp และ YouTube จุดชนวนความไม่พอใจที่สะสมจากปัญหาคอร์รัปชันและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แม้ต่อมารัฐบาลจะยกเลิกคำสั่งและนายกรัฐมนตรี เค.พี. ชาร์มา โอลี (K. P. Sharma Oli) ประกาศลาออก แต่สถานการณ์กลับไม่คลี่คลาย

ผู้นำหน่วยงานความมั่นคงของเนปาลออกแถลงการณ์ร่วม เรียกร้องทุกฝ่ายหันหน้าเจรจาเพื่อหาทางออกอย่างสันติ อย่างไรก็ตาม การที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี 4 คน รวมถึงแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลทยอยลาออก ทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง ซึ่งไม่ชัดเจนว่าใครจะขึ้นมาบริหารประเทศต่อ

อย่างไรก็ตาม อาโศก ราช ซิกเดล (Ashok Raj Sigdel) ผู้บัญชาการทหารสูงสุดประกาศว่ากองทัพจะเข้าควบคุมกฎหมาย และความสงบเรียบร้อยอย่างเบ็ดเสร็จ พร้อมเผยแพร่ภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ “ปฤถวี นารายัน ชาห์” (Prithvi Narayan Sh) กษัตริย์พระองค์แรกของราชอาณาจักรเนปาล เพื่อสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ถึงการยืนหยัดปกป้องบ้านเมือง ท่ามกลางเสียงสะท้อนว่าการลุกฮือครั้งนี้คือ “การประท้วงของ Gen Z” ที่เรียกร้องเสรีภาพและความยุติธรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ

เพลิงที่ลุกจากความคับข้องใจของคนรุ่นใหม่เนปาล สะท้อนการปฏิเสธกติกาสืบทอดอำนาจของชนชั้นนำ

เมื่อวันที่ (9 ก.ย. 68) กรุงกาฐมาณฑุได้เผชิญค่ำคืนแห่งเพลิงและความโกรธแค้น ผู้ชุมนุมบุกเข้าไปใน พระราชวังสิงห์ดุร์บาร์ (Singha Durbar) วังเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจรัฐเนปาล และจุดไฟเผาจนลุกไหม้ เสาอาคารแตกร้าวเพราะความร้อน หน้าต่างระเบิดเป็นสะเก็ดไฟ ควันดำลอยคลุ้งทั่วท้องฟ้าเหนือเมืองหลวง มันไม่ใช่เพียงแค่อาคารที่กำลังถูกเผา แต่คือสัญลักษณ์ของระบอบการเมืองเก่าที่กำลังพังทลายลงตรงหน้า

ต้นเหตุคือคำสั่งรัฐบาลในการแบน โซเชียลมีเดีย 26 แพลตฟอร์ม ตั้งแต่ Facebook, YouTube, X จนถึง Signal สำหรับคนรุ่นใหม่ที่หายใจอยู่ในโลกดิจิทัล มันไม่ใช่แค่การปิดกั้น แต่มันคือการตัดลมหายใจ เป็นการส่งสัญญาณว่าความคิดและเสียงของพวกเขาไม่ถูกนับรวม

แต่ความโกรธนั้นลึกกว่านั้น มันคือความรู้สึกว่าประเทศถูกพันธนาการด้วยระบบอุปถัมภ์ ที่ให้ ลูกหลานนักการเมือง รับอำนาจเหมือนมรดกตกทอด คำสั่งแบนเป็นเพียงประกายไฟ แต่เชื้อเพลิงจริงคือความผิดหวังที่สะสมมาหลายทศวรรษ

เมื่อเพลิงโหมสิงห์ดุร์บาร์ มันเผาผลาญเกินกว่ากำแพงและเสา มันทำลายภาพลวงตาที่ว่าสถาบันเก่ายังมีความชอบธรรม รัฐสภา ศาลฎีกา และบ้านพักผู้นำก็ถูกโจมตีเช่นกัน ข้อความนั้นชัดเจนยิ่งนักว่า กติกาเดิมใช้ไม่ได้อีกต่อไป

นายกรัฐมนตรี เค. พี. ชาร์มา โอลี ประกาศลาออกภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่การลาออกนั้นไม่อาจดับไฟในใจประชาชนได้ เพราะปัญหาที่แท้จริงคือรอยแยกระหว่างคนรุ่นใหม่ที่กระหายการเปลี่ยนแปลง กับชนชั้นนำเก่าที่ไม่ยอมปล่อยอำนาจ

เหตุการณ์ไฟเผาพระราชวังสิงห์ดุร์บาร์ในกาฐมาณฑุ ไม่ได้เป็นเพียงการเผาอาคารเก่าแก่ แต่คือสัญลักษณ์ของการปะทุจากความคับข้องใจของคนรุ่นใหม่ต่อระบอบการเมืองที่ไม่เปลี่ยนแปลง จุดเริ่มต้นจากการแบนโซเชียลมีเดีย 26 แพลตฟอร์ม กลายเป็นประกายไฟที่จุดระเบิดความไม่พอใจซึ่งสั่งสมมานาน

สิ่งนี้ไม่ใช่แค่การประท้วง แต่เป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนพลังของคนรุ่นใหม่ในการปฏิเสธกติกาเดิม และมีศักยภาพจะกลายเป็น “โดมิโน” ที่ทำให้ประเทศอื่น ๆ เกิดพฤติกรรมเลียนแบบในอนาคต วันหนึ่งอาจไม่หยุดแค่เนปาล แต่อาจไปถึงเมืองหลวงอื่นในภูมิภาคก็เป็นได้

ส่อเกิดรอยร้าวใหญ่ ระหว่าง ‘ฮุนเซน–เตีย บัญ’ ปมแบนปั๊มน้ำมันไทย!! แต่กลายเป็นศึกแห่งผลประโยชน์

(9 ก.ย. 68) เฟซบุ๊กเพจ 'กองทัพบก ทันกระแส' วิเคราะห์กรณีการแบนสินค้าไทยในกัมพูชา อาจเป็นชนวนความขัดแย้งระหว่างสองตระกูลการเมืองใหญ่ 'ฮุนเซน' และ 'เตีย บัญ' โดยระบุว่ากลุ่มทุนที่ใกล้ชิดฮุนเซนใช้กระแสความตึงเครียดไทย–กัมพูชาเป็นข้ออ้าง เพื่อผลักดันสินค้าภายในประเทศและสร้างผลประโยชน์ทางการเมือง

ประเด็นร้อนคือการแบนปั๊มน้ำมัน ปตท. ในกัมพูชา ซึ่งดำเนินธุรกิจโดยนายเตีย เสียม ลูกชาย พล.อ.เตีย บัญ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมกัมพูชา แต่กลับถูกน้องชายของ พล.อ.เตีย บัญ คือ พล.ร.อ.เตีย วิญ กดดันให้เปลี่ยนชื่อเป็น 'Peace' ส่งผลให้ยอดขายน้ำมันร่วงกว่า 50% และสร้างความไม่พอใจอย่างหนักต่อ พล.อ.เตีย บัญ

แม้เปลี่ยนชื่อเป็น 'Peace' แต่ก็ยังต้องพึ่งพาน้ำมันนำเข้าจาก ปตท. อยู่ ทำให้ธุรกิจเสียหายหนัก ขณะที่ผู้ได้ประโยชน์คือกลุ่มทุนที่หนุนฮุนเซน และยังช่วยเพิ่มคะแนนนิยมในทางการเมืองให้กับฝั่งฮุนเซนอีกด้วย

รายงานระบุว่า ปั๊ม ปตท. ในกัมพูชาได้ยกเลิกสัญญาและเปลี่ยนชื่อเป็น PEACE Petroleum Cambodia (PPC) แล้ว 35 แห่งจากทั้งหมด 200 แห่ง และมีแผนนำเข้าน้ำมันจากบริษัทยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ แทนในอนาคต แม้จะต้องใช้เวลาในการปรับระบบ แต่ถูกมองว่าเป็นการสร้าง 'ภาพใหม่' ให้กัมพูชาเดินหน้าด้วยอัตลักษณ์ของตนเอง

‘อรรถวิชช์’ ฝากรัฐบาลใหม่สานต่อ 5 กม.อุตสาหกรรม–พลังงาน หลังทำงานอาสาร่างกฎหมาย 1 ปีเต็มโดยไม่รับเงินเดือน

(9 ก.ย. 68) นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ด้านยุทธศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า 1 ปี งานเบื้องหลังกระทรวงอุตสาหกรรมและพลังงาน ผมทำครบแล้ว ฝากครม.ใหม่สานต่อ

ได้ทำงานกับรมต.พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค - Pirapan Salirathavibhaga รมต. เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ (ขิง) และทีมสุดซอย สิ่งที่ฝากไว้กับประชาชน คือ “กฎหมาย" การแปลงนโยบายสู่การเป็นกฎหมายที่ปฏิบัติได้จริง คือความภูมิใจ

- "พรบ.จัดการกากอุตสาหกรรม" กฎหมายกำจัดกากอุตสาหกรรมแบบครบวงจรฉบับแรกของไทย ทั้งหมด 143 มาตรา กำลังจะเข้า ครม. แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลก็หวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะนำกฎหมายฉบับนี้ไปพิจารณาต่อ 

- "พรบ.เสรีโซลาร์" กฎหมายส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ฉบับแรกของไทย ลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน ทั้งหมด 32 มาตรา ครม.เพิ่งอนุมัติไป ตอนนี้อยู่ขั้นตอนคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจร่างอีกครั้ง ถ้ารัฐบาลใหม่ยืนยันร่างนี้เข้าสภาก็จะสามารถเกิดขึ้นในจริง ส่วนเครื่อง inverter ที่ก.พลังงานจัดชุดในราคาถูกก็พร้อมผลิตแล้ว แต่จะได้ไปต่อหรือไม่อยู่ที่ รมต.พลังงานท่านใหม่

- "กฎหมายเครดิตบูโร" ช่วยคนติดหนี้ให้ฟื้นตัวเร็วไม่ถูกแช่แข็งประวัติเสียถึง 3 ปี  ผมร่างไว้ 14 มาตรา  ซึ่งอยู่ในระเบียบวาระสภารอคิวพิจารณา แต่หากรัฐบาลใหม่ยุบสภาใน 4 เดือนกฎหมายนี้จะออกมาใช้ไม่ทัน

- "พรบ.ส่งเสริมอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน" ผมร่างไว้ 80 มาตรา แก้ปัญหาปาล์มล้นตลาดในอนาคตหลัง 24 ก.ย.69 กฎหมายห้ามกองทุนน้ำมันฯ ชดเชยราคาน้ำมันที่มีส่วนผสมชีวภาพ ทำให้ 1 ใน 3 ของปาล์มในประเทศที่ปัจจุบันถูกเอามาผสมเป็น "ไบโอดีเซล" ขายออกยาก ต้องมีมาตรการดูแลราคาปาล์มให้ครบ supply chain เพื่อช่วยเกษตรกร-ผู้ประกอบการ 

- "กฎหมายฟื้นฟูกิจการ" ลูกหนี้ต่ำกว่า 50 ล้าน เมื่อศาลรับคำร้อง เกิดสภาวะ Automatic Stay หยุดจ่ายหนี้ชั่วคราวทันทีไม่รอทำแผนเสร็จ ส่วนที่ผมร่างคือ “ยกเลิกพิธีกรรมจัดประชุมเจ้าหนี้ เหลือแค่ขอความยินยอมจากเจ้าหนี้” รวดเร็วและเป็นธรรม พรุ่งนี้จะเข้าสภาส.ส.วาระ 3 แล้วครับ เชื่อว่ากฎหมายจะผ่านสภาส.ส.- ส.ว.ก่อนยุบสภา

ร่างที่ผมเขียนเสร็จสมบูรณ์พร้อมใช้งานได้จริง! ฝากรัฐบาลใหม่สานต่อด้วยครับ 

1 ปีนี้ทำงานอาสาไม่มีเงินเดือน ไม่ได้เป็นข้าราชการเมือง…ภูมิใจครับ

กัมพูชาฟันรายได้จากเครือข่ายสแกมเมอร์ไปกว่า 620,000 ล้านบาท สามารถซื้อเครื่องบินรบ ‘กริพเพน’ ได้เป็นกองทัพ

(9 ก.ย. 68) จากการรายงานของสื่อต่างประเทศหลายสำนัก ซึ่งมีการเปิดเผยรายได้จากเครือข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชามีมูลค่าสูงถึง 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 620,000 ล้านบาท คิดเป็นกว่า 60% ของจีดีพีประเทศ 

โดยตัวเลขดังกล่าวถูกนำมาเทียบกับการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F ของไทย ที่มีราคาประมาณ 4,875 ล้านบาทต่อเครื่อง หากกัมพูชานำรายได้สแกมเมอร์มาใช้ ก็สามารถจัดหา Gripen E/F ได้มากถึง 130 ลำ 

ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวถูกพูดถึงท่ามกลางกระแสที่นักศึกษากัมพูชาในสหรัฐฯ ระดับปริญญาโทด้านกิจการระหว่างประเทศ ได้ออกแคมเปญรณรงค์ให้ชาวกัมพูชาร่วมลงชื่อ และเตรียมส่งหนังสือถึงประธานคณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศของสวีเดน เพื่อขอให้พิจารณาระงับการขายอาวุธให้แก่ประเทศไทย

‘มาดูโร’ เปิดปูมเบื้องหลัง ‘สหรัฐฯ’ ยกระดับกดดัน แท้จริงจ้องฉก!! ‘น้ำมัน–ก๊าซ–ทองคำ’ ของเวเนซุเอลา

(9 ก.ย. 68) นิโคลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา เปิดเผยสาเหตุแท้จริงที่สหรัฐฯ เพิ่มแรงกดดันต่อภูมิภาค หลังจากเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม อัยการสูงสุดสหรัฐฯ ประกาศตั้งรางวัลนำจับ 50 ล้านดอลลาร์ สำหรับข้อมูลที่นำไปสู่การจับกุม โดยกล่าวหาว่ามาดูโรมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งค้ายา Cartel de los Soles และไม่นานหลังจากนั้น สหรัฐฯ ก็ส่งกองเรือรบเข้าประจำการในทะเลแคริบเบียน อ้างเพื่อปราบปรามเครือข่ายค้ายา

มาดูโรให้สัมภาษณ์กับสื่อ RT ว่า เหตุผลแท้จริงคือทรัพยากรธรรมชาติอันมหาศาลของเวเนซุเอลา โดยประเทศครอบครองแหล่งน้ำมันสำรองที่ใหญ่ที่สุดในโลก และยังมีแหล่งก๊าซธรรมชาติอันดับ 4 กระจายอยู่ทั่วแคริบเบียน รวมถึงทองคำจำนวนมาก พื้นที่เกษตรอุดมสมบูรณ์ 30 ล้านเฮกตาร์ และแหล่งน้ำที่เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม มาดูโรได้สั่งเสริมกำลังทหารกว่า 25,000 นายประจำแนวชายฝั่ง เพื่อป้องกันอธิปไตย รักษาความมั่นคง และยืนยันว่าการเคลื่อนไหวนี้เป็นการ “สู้เพื่อสันติภาพ” ท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน สื่อสหรัฐฯ รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาหลายทางเลือกในการโจมตีขบวนการค้ายาเสพติดในเวเนซุเอลา ซึ่งอาจรวมถึงปฏิบัติการทางทหารบนแผ่นดินเวเนซุเอลาเอง โดยมีเป้าหมายกว้างกว่าคือการลดอำนาจของมาดูโร

2 นักข่าวกัมพูชาคอตก!! ถูกจับยัดซังเต ข้อหา ‘กบฏชาติ’ ฐานถ่ายภาพติดทุ่นระเบิด PMN-2 บนปราสาทตาควาย

(9 ก.ย. 68) นักข่าวออนไลน์ชาวกัมพูชา 2 คนถูกตั้งข้อหา 'กบฏต่อชาติ' หลังจากขึ้นไปถ่ายภาพบนปราสาทตาควายในจังหวัดอุดรมีชัย เพื่อรายงานว่ากัมพูชายึดพื้นที่ไว้ได้ตามข้อตกลงหยุดยิง แต่ภาพที่เผยแพร่กลับเห็นทุ่นระเบิด PMN-2 จนถูกทางการจับกุมและกล่าวหาว่าเผยแพร่ข้อมูลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

รายงานจาก RFI Khmer และแถลงการณ์ขององค์กรสิทธิมนุษยชน Licadho ระบุว่า พร โสเพียบ (Porn Sopheap) และ เพียบ เพียรา (Pheap Pheara) ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวออนไลน์ TSP 68 TV Online ถูกจับกุมตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม โดยถูกกล่าวหาว่าให้ข้อมูลแก่รัฐต่างประเทศซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อประเทศ และขณะนี้ทั้งสองถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจังหวัดเสียมราฐ

ทั้งนี้ ข้อหากบฏต่อชาติมีโทษจำคุกตั้งแต่ 7 ถึง 15 ปี ทำให้คดีของนักข่าวทั้งสองเป็นที่จับตามองจากองค์กรสิทธิมนุษยชนที่กังวลว่า กัมพูชาอาจใช้กฎหมายความมั่นคงเพื่อจำกัดเสรีภาพสื่อ จากการรายงานข่าวเกี่ยวกับข้อพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชา

สว.สงขลา ฝากการบ้านในการแก้ปัญหาชายแดนใต้ ผ่านมา 21 ปี  ให้แม่ทัพภาค 4 คนใหม่  “การบูรณาการระหว่างหน่วยงาน”

(9 ก.ย. 68) นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สว.สงขลา ให้สัมภาษณ์กรณีที่แม่ทัพภาค 4 ที่โยกย้ายข้ามห้วยมาจากภาค 2 หลังมีคำสั่งออกมาแล้ว ประชาชนในพื้นที่แสดงความกังขา ว่าทำไมกองทัพบกจึงแต่งตั้งเสือข้ามห้วย  นายทหารที่มีความชำนาญในพื้นที่ภาคอีสาน ชายแดนด้านตะวันออกเติบโตในภาคอีสานกองทัพภาค 1  มาทำหน้าที่แม่ทัพภาค 4 คนใหม่ ทำไมไม่เลือกรองแม่ทัพที่ทำหน้าที่รองแม่ทัพภาค 4 ซึ่งมีหลายนายที่คุณสมบัติพอทำหน้าที่เป็นแม่ทัพภาค 4 ได้เช่นกัน เป็นความรู้สึกกังขา  ที่อยากถามถึงในการโยกย้ายให้ผู้มีทำหน้าที่แม่ทัพภาค 4 ต้องเลือกนายทหารที่มีความชำนาญในพื้นที่กองทัพภาค 2 หรือพื้นที่ชายแดนของประเทศกัมพูชา

นายไชยยงค์ฯ กล่าวว่า ปัญหากองทัพภาค 4 ที่มากที่สุด  หนักที่สุดที่ต้องแก้คือปัญหาไฟใต้ ปัญหาก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เราไม่คงติเรือทั้งโกรน  เมื่อฟังเกียรติประวัติความรู้เก่งกล้า มีความรู้ความเข้าใจเรื่องชายแดน แต่ท่านมีความรู้ความเข้าใจคือชายแดนภาคตะวันออกประเทศกัมพูชา

นายไชยยงค์ฯ ยังกล่าวว่า เมื่อคำสั่งออกมาแล้ว ท่านจำเป็นมาทำหน้าที่แม่ทัพภาค 4  ต้องรับผิดชอบในฐานะ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 คงให้เกียรติท่าน  ก็ถามท่านมีนโยบายอย่างไร คงรอให้มารับตำแหน่งแม่ทัพภาค 4 และฟังการแถลงนโยบายของท่าน  มียุทธศาสตร์ มีแนวทาง และนโยบายในการแก้ปัญหาความไม่สงบชายแดนใต้อย่างไร

“ปัญหาที่เกิดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  ผ่านมา 21 ปีแล้ว ปัญหาของจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังไม่ยุติสักที ยังต้องหาแม่ทัพที่มีความรู้ความเข้าใจ มาทำหน้าที่ในการดับไฟใต้  มาทำหน้าที่ผู้นำเป็นเจ้าภาพ  เพราะการแก้ปัญหาในการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้  ต้องมีเจ้าภาพ และเจ้าภาพ คือ  กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งต้องบูรณาการกับหน่วยงานอื่น ทำคนเดียวไม่ได้ หากท่านมีความรู้ความเข้าใจในสภาพปัญหาง่ายในการแก้ปัญหา หากไม่มีความรู้ความเข้าใจสภาพปัญหาต้องหาทีมงานใช้คนให้เป็น  ใช้คนที่มีความรู้ความเข้าใจในพื้นที่ ต้องมีนายทหารที่อยู่ในพื้นที่เป็นกองกำลัง เป็นที่ปรึกษาท่านไว้วางใจได้ในการร่วมทำหน้าที่แก้ปัญหา”

“ปัญหาชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาสลับซับซ้อน ปัญหาเกี่ยวกับมวลชน  ปัญหาขบวนการหนีภาษี ปัญหาเกี่ยวขบวนการแบ่งแยกดินแดน  ขบวนการค้ายาเสพติด หลายขบวนการที่ซับซ้อนในพื้นที่ ไม่เหมือนกับชายแดนประเทศกัมพูชาแน่นอน ที่เรามีปัญหาเขตแดน  แต่ชายแดนใต้มีปัญหาแบ่งแยกดินแดน ปัญหาเรื่องประชาชน ปัญหาแย่งชิงมวลชน  ปัญหาขบวนการค้าของเถื่อน และผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ และที่หนักคือปัญหาการบูรณาการระหว่างหน่วยงานเป็นความล่มเหลวในการแก้ปัญหาดับไฟใต้”

นายไชยยงค์ฯ ยังกล่าวว่า คนที่อยู่ในพื้นที่ คลุกคลีในพื้นที่ มีความห่วงใยสถานการณ์ทีเกิดขึ้น ในปี 68 สถานการณ์มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น หลายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นกลับมาเกิดขึ้นเช่นคาร์บอม  เรียกค่าคุ้มครอง เผาสถานประกอยการอุตสาหกรรมเช่นเหมืองแร่ โรงไฟฟ้าชีวมวล ทำอุตสาหกรรมในพื้นที่ ยิงเจ้าของล้งทุเรียนที่ใหญ่ที่สุดในชายแดนภาคใต้ นั้นหมายถึงขบวนการ บีอาร์เอ็น ต้องการทำลายเศรษฐกิจหรือรายได้ในพื้นที่ ตั้งแต่ผู้ประกอบการ การลงทุนซึ่งเป็นรายได้หลักหลายพันล้านในพื้นที่ชายแดนใต้  เรายังไม่รู้ว่าต่อไปขบวนการทำลายเศรษฐกิจไปถึงไหน หรือร้านสะดวกซื้อ ร้านค้า ผู้รับเหมารายย่อยในพื้นที่ เป็นเรื่องท้าทายความรู้ความสามารถของผู้มาเป็นแม่ทัพภาค 4 

นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top