Sunday, 26 July 2026
Hard News Team

‘จิ๊บ ศศิกานต์’ โพสต์ซึ้งอำลานักข่าวทำเนียบฯ ขอบคุณที่เคียงข้างร่วมทำงานสื่อสารเพื่อชาวบ้าน

เมื่อวันที่ (9 ก.ย. 68) นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า 
ถึง  พี่ๆ นักข่าวทำเนียบรัฐบาลที่เคารพรักทุกท่านค่ะ

วันนี้ เป็นวันสุดท้ายของการประชุม ครม. ชุดนี้ จิ๊บขอขอบคุณทุกๆคน ที่ได้ร่วมทำงานเคียงข้างกันมา

จิ๊บเห็นความตั้งใจจริง ในการถามคำถามแทนชาวบ้าน เห็นความพยายามและมุ่งมั่น ในการค้นหาข้อมูลเพื่อสื่อสารไปยังคนไทยทั่วประเทศ 

‘สื่อประจำทำเนียบรัฐบาล’ เป็นอาชีพที่ทรงเกียรติและสำคัญมาก เพราะทุกคำถาม ทุกข่าว ล้วนเป็นสะพานเชื่อมระหว่างความตั้งใจของรัฐบาลกับความเข้าใจของประชาชน

ในฐานะคนไทยหนึ่งคน จิ๊บชื่นชมและขอบคุณพี่ๆ นักข่าวทุกท่าน ที่นำเสนอข้อเท็จจริงให้ชาวบ้านได้รับรู้ด้วยความตรงไปตรงมา

ชาวบ้าน.. ที่ไม่มีโอกาสเข้ามาในทำเนียบรัฐบาล และถามนายกฯ ในสิ่งที่เค้าอยากรู้- ขอบคุณที่คอยเป็นปากเป็นเสียงให้พวกเค้านะคะ

ในโลกแห่งการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว  ขอให้ทุกคนรักษาไว้ซึ่งจริยธรรมของนักสื่อสารมวลชนที่ดี เช่นนี้ตลอดไปค่ะ
คิดถึงกันบ้างนะคะ
ด้วยความเคารพ และขอบคุณค่ะ

องค์กร Hami Nepal ถูกเชื่อมโยงทุน NED และบริษัทสหรัฐฯ หัวเชื้อ ‘ม็อบ Gen Z’ ออกมาประท้วงหนัก!! ไล่รัฐบาลเนปาล

(10 ก.ย. 68) สื่อสากลรายงานว่าองค์กร Hami Nepal มีบทบาทนำการประท้วงของกลุ่มเยาวชน Gen Z ในเนปาล จนเกิดความรุนแรง เผาอาคารรัฐสภาและผลักดันให้รัฐบาลนายกรัฐมนตรี เค.พี. ชาร์มา โอลี (K. P. Sharma Oli) ลาออก หลังการประท้วงรุนแรงหลายวัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 22 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 100 คนจากการปราบปรามของตำรวจ

หัวใจสำคัญของการประท้วงคือ ซูดาน กุรุง (Sudan Gurung) วัย 38 ปี ประธาน Hami Nepal องค์กรเยาวชนที่ช่วยฟื้นฟูหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวและตอบสนองฉุกเฉิน โดย ‘กุรุง’ เคยสูญเสียลูกจากเหตุแผ่นดินไหวปี 2015 ทำให้เขาหันมาทำงานสาธารณะและก่อตั้ง Hami Nepal ในปี 2020 ปัจจุบันองค์กรมีสมาชิกมากกว่า 1,600 คน

อย่างไรก็ตาม Hami Nepal มีความเชื่อมโยงกับโครงการที่ได้รับทุนจาก มูลนิธิแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NED) ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนกึ่งอิสระของประเทศสหรัฐอเมริกา ในการทำแคมเปญ “Free Tibet” ต่อต้านจีน และร่วมมือกับบริษัทสหรัฐฯ หลายแห่ง เช่น โคคา-โคลา (Coca-Cola) 

ขณะเดียวกัน กุรุงและองค์กรเคยเรียกร้องให้มีการประท้วงอย่างสงบเพื่อต่อต้านคำสั่งแบนโซเชียลมีเดียของรัฐบาล โดยผู้ประท้วงใช้แพลตฟอร์มอย่าง Instagram และ Discord ประชาสัมพันธ์วิธีการประท้วง และนัดรวมตัวที่อนุสาวรีย์ไมนติการ์ มันดาลา (Maitighar Mandala) แต่สุดท้ายก็เกิดเหตุบานปลาย

นักวิเคราะห์ระบุว่าการเคลื่อนไหวของ Hami Nepal สะท้อนถึงอิทธิพลของทุนต่างชาติและ NGO ในการชุมนุมเยาวชน ซึ่งมีเป้าหมายทั้งการแทรกแซงทางการเมืองและการสร้างความไม่มั่นคง ขณะเดียวกันซูดาน กุรุงก็ถูกมองว่าเป็น “แกนนำของการประท้วง Gen Z” ที่รวบรวมคนรุ่นใหม่เพื่อเรียกร้องเสรีภาพและต่อต้านรัฐบาลที่พวกเขามองว่าทุจริตและล้มเหลว

รัฐบาลจีนปักธงดัน ‘กีฬา’ เป็นอุตสาหกรรมหลัก หวังต่อยอดสู่การท่องเที่ยว การลงทุน และนวัตกรรม AI

(10 ก.ย. 68) จีนประกาศเดินหน้าผลักดัน 'อุตสาหกรรมกีฬา' ให้เป็นหนึ่งในเครื่องมือใหม่ทางเศรษฐกิจในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยจะบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (ปี 2026–2030) พร้อมทั้งมีมาตรการสนับสนุนด้านการวางแผน การก่อสร้าง และเงินทุน เพื่อเร่งสร้างระบบกีฬาที่ครบวงจร

คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (NDRC) ร่วมกับการกีฬาแห่งประเทศจีน ออกแผนพัฒนากีฬาเฉพาะด้าน “กีฬาเอาต์ดอร์” ภายในปี 2030 โดยจีนตั้งเป้าสร้างแหล่งกีฬาเอาต์ดอร์คุณภาพสูง 100 แห่งทั่วประเทศ โดยจะได้รับการสนับสนุนทั้งจากงบประมาณรัฐบาล กองทุนกีฬา และการลงทุนจากเอกชน รวมถึงการปล่อยสินเชื่อจากสถาบันการเงิน

ข้อมูลล่าสุดเผยว่า พื้นที่สนามกีฬาในจีนรวมกว่า 4,230 ล้านตารางเมตร และมีสวนสาธารณะด้านกีฬาถูกเปิดใช้แล้วกว่า 1,547 แห่ง ซึ่งถือว่าบรรลุเป้าหมายในแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 14 ก่อนกำหนด อีกทั้งมูลค่าตลาดกีฬาเอาต์ดอร์คาดว่าจะทะลุ 3 ล้านล้านหยวน (ราว 15 ล้านล้านบาท) ภายในสิ้นปี 2025

ทั้งนี้ ความนิยมด้านกีฬาในจีนขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งการท่องเที่ยวเชิงกีฬา การชมการแข่งขัน ฟิตเนส และการบริโภคสินค้ากีฬา โดยงานแข่งขันกว่า 500 รายการในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายเพิ่มเฉลี่ยกว่า 30 ล้านหยวนต่อภูมิภาค ขณะเดียวกัน การผสานอุปกรณ์กีฬากับเทคโนโลยีใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ บิ๊กดาต้า และ VR ก็กำลังดึงดูดคนรุ่นใหม่เข้าสู่วงการกีฬา

ปัจจุบันจีนมีผู้ผลิตอุปกรณ์กีฬากว่า 63,000 ราย มูลค่าการผลิตเพิ่มขึ้นจาก 1.12 ล้านล้านหยวนในปี 2015 เป็นกว่า 1.5 ล้านล้านหยวนในปัจจุบัน หรือโตขึ้นถึง 34% โดยรัฐบาลจีนยังเปิดพื้นที่เฉพาะด้านกีฬาในงาน China International Import Expo เพื่อดึงสินค้ากีฬา เทคโนโลยี และบริการระดับโลกเข้าสู่ตลาดจีน ตอกย้ำเป้าหมายยกระดับอุตสาหกรรมกีฬาเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่

"ทหารมีไว้ทำไม" รวมพลังอาสาสมัคร ทำเพลงเพื่อกองทัพ

เมื่อวานนี้ (9 ก.ย. 68) กรมกิจการพลเรือนทหารบก โดยพล.ต.พิพัฒน์ จงวัฒนาไพศาล ผู้อำนวยสำนักกิจการพลเรือน กรมกิจการพลเรือนทหารบก มอบเกียติบัตรแก่ทีมงานจิตอาสา ผู้ผลิตเพลง "ทหารมีไว้ทำไม" เพื่อมอบและให้กำลังใจแด่การปฏิบัติภารกิจของกองทัพบก ในเหตุการณ์การปะทะระหว่าง ไทย-กัมพูชา โดยมี นาย ธวัชชัย กิตติรัตนวิวัฒน์ นาย เทียนชัย เกียรติปรุงเวช Polar Bear Studio นางสาว ณัชชา วีรานุกุล ตัวแทนผู้ขับร้อง และนางสาว นลินรัตน์ กุลเมธีกวีวุฒิ ผู้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพ

โดยทั้งหมดเป็นทีมงานอาสาสมัครในการถ่ายทอดภารกิจและจิตวิญญานแห่งความเสียสละของทหารไทย

พร้อมแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและการปฏิบัติหน้าที่ของทหารทุกนาย ที่ไม่ได้มีเพียงความมุ่งมั่นเท่านั้น แต่ยังมีบุคคลสำคัญที่คอยทำงานอย่างเงียบ ๆ ไม่เคยหวังอะไรตอบแทน เพียงอยากให้เห็นถึงความตั้งใจที่ทหารมีให้กับพี่น้องประชาชน ในการปกป้องประเทศชาติ 

กองทัพบกขอขอบคุณจิตอาสาทุกท่านในความเสียสละ เวลา แรงกาย แรงใจ การผลิตสื่อสร้างสรรค์ ประพันธ์บทเพลงจัดทำมิวสิควิดิโอ เพลง “ทหารมีไว้ทำไม” พวกเขาคือพลังสำคัญที่อยู่เคียงข้าง เหล่าทหาร วันนี้ เราขอขอบคุณจากใจให้กับทุกคนที่ค่อยสนับสนุนและส่งกำลังใจให้ทหารไทย ทุกความสำเร็จของทหาร คือกำลังใจของประชาชน

‘เนติวิทย์’ ยืนหยัดต่อต้านระบบเกณฑ์ทหาร ยึดมั่นในอุดมการณ์ผ่าน 11 ปี ไม่เปลี่ยนแปลง

(10 ก.ย. 68) หรือ นายเนติวิทย์ โชติภัทรไพศาล นักเคลื่อนไหวทางสังคม โพสต์เฟซบุ๊ก “Netiwit Chotiphatphaisal" ว่า วันนี้ 10 กันยายน เป็นวันพิเศษสำหรับผม

ข้อแรก
วันนี้และพรุ่งนี้เป็นวันที่ผมต้องไปศาล เข้าร่วมในการนัดสืบพยาน ขึ้นให้การกรณีการปฏิเสธเกณฑ์ทหารของตนที่ศาลแขวงสมุทรปราการ 
ข้อที่สอง
วันนี้ เป็นวันเกิดของผม
ข้อที่สาม
วันเดียวกันนี้เมื่อ 11 ปีที่แล้ว ผมได้เขียนแถลงการณ์ในวันเกิดปีนั้นว่าจะไม่เข้าร่วมเกณฑ์ทหาร ผมไม่เห็นด้วยกับการบังคับเกณฑ์ทหาร ต้องการระบบสมัครใจ จึงเป็นที่มาของการขึ้นศาลในวันนี้

ไม่น่าเชื่อว่าผ่านมามากกว่าสิบปีแล้ว การบังคับเกณฑ์ทหารก็ยังมีอยู่  ยังสร้างความทุกข์ทรมานให้กับชายไทยมากมายมหาศาล มีผู้เสียชีวิตในค่ายทหารอยู่ทุกปี อาจจะดีหน่อยก็ตรงที่เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นผลักดันในหลายพรรคการเมือง และหวังว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าก็จะเป็นประเด็นสำคัญ

ผมไม่หลีกหนีจากที่ตัวเองเคยประกาศไว้ ผมเชื่ออย่างนี้จริงๆ และไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ผมก็ดีใจว่าได้ทำตามสิ่งที่คิด สิ่งที่เชื่อ สิ่งที่พูด และก็เป็นก้อนอิฐก้อนหนึ่งในการนำไปสู่การยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร เพื่อให้คนรุ่นหลังในอนาคตอีกมากได้มีทางเลือกในการทำเพื่อชาติอย่างสร้างสรรค์ ปราศจากความรุนแรงและความกลัว 

ขณะนี้ผมเรียนหนังสืออยู่ในต่างประเทศด้วย บินกลับมาใช้เวลามากกว่า 24 ชั่วโมง และพึ่งเปิดเทอมไปได้สัปดาห์เดียว และศาลก็อยู่ไกลจากที่พักอาศัยมาก มีภาระค่าใช้จ่ายอยู่ไม่น้อย และคงยังต้องไปกลับอีกหลายครั้ง 

ในโอกาสวันเกิดของตนและวันต้องขึ้นศาล ก็เชื่อว่าหลายๆคนก็คงจะอวยพร อวยชัย รวมถึงสนับสนุน
ผมก็ยินดีรับการสนับสนุน

หากไม่ได้เปิดขอรับบริจาค แต่ขอให้ท่านช่วยสนับสนุนซื้อหนังสือของสำนักพิมพ์นิสิตสามย่านแทน ซึ่งผมและเพื่อนๆทำกันมา มีหนังสือเขียนและแปลมากกว่า 60 เล่มแล้ว นี่จะเป็นเรื่องน่ายินดีในวันเกิดปีนี้

ผมขอแนะนำพิเศษด้วยเล่มนึงคือ “การศึกษาของนิสิตเลว: 5ปีในรั้วจุฬา” เล่มนี่ผมให้เหตุผลเรื่องปฏิเสธเกณฑ์ทหารโดยละเอียด นอกนั้นก็หนังสือดีๆและหนังสือใหม่ๆหลายปก

สหรัฐฯ คว่ำบาตรเครือข่ายไซเบอร์สแกมเมอร์ ‘เมียนมา–กัมพูชา’ หวังสกัดเงินหลายหมื่นล้าน…จากการขโมยเงิน ‘ชาวอเมริกัน’

เมื่อวานนี้ (9 ก.ย. 68) สหรัฐอเมริกา ประกาศคว่ำบาตรเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ในเมียนมาและกัมพูชา หลังพบว่าธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้ขโมยเงินจากชาวอเมริกันมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา กระทรวงการคลังสหรัฐระบุว่า ขบวนการดังกล่าวเกี่ยวพันกับการค้ามนุษย์ หลอกล่อผู้คนหลายแสนรายเข้าสู่คอมพาวด์หลอกลวงทางออนไลน์ โดยเฉพาะตามแนวชายแดนไทย–เมียนมา

นายจอห์น เค. เฮอร์ลีย์ (John K. Hurley ) รองปลัดกระทรวงการคลังด้านข่าวกรองการก่อการร้ายและการเงิน กล่าวว่า อุตสาหกรรมหลอกลวงไซเบอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่เพียงคุกคามความมั่นคงทางการเงินของชาวอเมริกัน แต่ยังทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องตกเป็นทาสในยุคสมัยใหม่ ทั้งการกักขัง ใช้ความรุนแรง และขู่บังคับด้วยหนี้สินหรือการบังคับค้าประเวณี

มาตรการคว่ำบาตรครั้งนี้ครอบคลุมบริษัทและบุคคล 9 ราย ในเมืองชเวก๊กโก รัฐกะเหรี่ยง ของเมียนมา ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งอาชญากรรมที่ก่อตั้งโดยกลุ่ม Yatai International Holdings จากฮ่องกง ร่วมกับกองทัพกะเหรี่ยงที่หนุนหลังรัฐบาลทหารเมียนมา รวมถึงอีก 10 องค์กรในกัมพูชา ที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงสกุลเงินดิจิทัลและการฟอกเงิน

นอกจากนี้ รายงานของสถาบันวิจัยนโยบายยุทธศาสตร์ออสเตรเลียชี้ว่า ตั้งแต่เกิดรัฐประหารในปี 2021 ศูนย์หลอกลวงในเมียนมาขยายตัวรวดเร็ว จากพื้นที่ควบคุมของกองกำลังติดอาวุธเข้าสู่เขตที่กองทัพเมียนมาครอบงำ ขณะที่รัฐบาลกัมพูชาถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าละเลยการปราบปรามเครือข่ายเหล่านี้ แต่เจ้าหน้าที่ปฏิเสธ

‘มนพร’ ย้อนรอย 21 ปี ‘ทักษิณ’ ครม.สัญจรนครพนม พร้อมอนุมัติสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3

‘มนพร’ ย้อนรอย 21 ปี อดีตนายกทักษิณ จัด ครม.สัญจร ครั้งแรก เมื่อปี 2547 ที่นครพนม อนุมัติงบสร้างสะพานมิตรภาพ ข้ามโขงไทย ลาว แห่ง ที่ 3 นครพนม – คำม่วน เกิดจุดเปลี่ยนด้านการพัฒนา เศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ (9 ก.ย. 68) นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม ส.ส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กย้อนรอย คิดถึงอดีตนายกทักษิณ จัด ครม.สัญจรครั้งแรก ที่จังหวัดนครพนม เมื่อปี 2547 พร้อมระบุว่า ย้อนรอย 21 ปี อดีตนายกทักษิณ จัด ครม.สัญจร ครั้งแรก เมื่อปี 2547 ที่นครพนม อนุมัติงบสร้างสะพานมิตรภาพ ข้ามโขงไทย ลาว แห่ง ที่ 3 นครพนม - คำม่วน  เกิดจุดเปลี่ยนด้านการพัฒนา เศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว

วันนี้ 9 กันยายน 2568 ถือเป็นวันสำคัญทางประศาสตร์ทางการเมือง เนื่องจากกระบวนการยุติธรรม ศาลดีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งให้ อดีตนายก ทักษิณชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 23 ของไทย ได้รับการบังคับโทษ จำคุก 1 ปี  จากปัญหาคดีทางการเมือง ต้องบอกว่า เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก ที่ต้องโทษจำคุก ในฐานะที่เป็นผู้แทน ชาวนครพนม ต้องขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัว และชื่นชมในความมีสปิริตทางการเมือง น้อมรับคำตัดสินของศาล ในฐานะประชาชนคนไทย ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ ที่ต้องจารึก เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี คนแรกที่ต้องโทษติดคุก ทั้งที่ เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีผลงานพัฒนาประเทศ สร้างความกินดี อยู่ดี ให้ประชาชน คนไทย มาตลอด หลายนโยบาย ที่คนไทยได้ใช้ประโยชน์ จากอดีตถึงปัจจุบัน ตั้งแต่โครงการ แจกเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน พักหนี้เกษตรกร แก้หนี้นอกระบบ และอีกหลายโครงการ ล้วนเกิดประโยชน์ ต่อประชาชนคนไทย

มาถึงวันนี้ ต้องอดพูดถึงไม่ได้ ว่า  อดีตนายก ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 23 ของไทย เป็นอีกคนสำคัญ ที่มีส่วนจุดเริ่มต้นสร้างความเปลี่ยนแปลง ด้านการพัฒนา เศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว ของ จ.นคพรนม  ย้อนไปเมื่อปี  247  อดีตนายก ทักษิณชินวัตร มีการนำคณะรัฐมนตรี มาจัดประชุมสัญจรครั้งแรก  ของ จ.นครพนม มีการอนุมัติโครงการที่สำคัญให้กับ จ.นครพนม คือโครงการสร้างสะพานมิตรภาพไทยลาว แห่งที่ 3 ข้ามแม่น้ำโขง นครพนม-คำม่วน เชื่อมไปยัง ลาว เวียดนาม และจีน งบประมาณกว่า 1,700 ล้านบาท รวมถึงการผลักดันก่อตั้งมหาวิทยาลัยนครพนม สร้างโอกาส สร้างอนาคต ทางการศึกษา แก่ลูกหลานเยาวชน 

นอกจากนี้ ยังได้เห็นความสัมพันธ์อันดีระหว่าง ไทยกับเวียดนาม เนื่องจากลุงโฮ  อดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์  เคยมาพำนัก ที่ บ้านนาจอก ต.หนองญาติ อ.เมือง จ.นครพนม ในช่วงปี 2471 – 2473 ก่อนที่จะกลับไปกอบกู้เอกราช ทั้งนี้อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ได้ผลักดันสนับสนุนงบประมาณก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ หมู่บ้านมิตรภาพไทยเวียดนาม ที่บ้านนาจอก ต.หนองญาติ อ.เมืองนครพนม  โดยมี อดีต นายกทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิด เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2547  กลายเป็นจุดเริ่มต้นการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ของนครพนม ต่อมาทางเวียดนาม ได้สนับสนุนงบประมาณ ดำเนินการก่อสร้างอนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์  หรือ  ลุงโฮ   อดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ เมื่อปี 2559 กลายเป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญเชิงประวัติศาสตร์ ของนครพนม

ในฐานะที่เป็น ตัวแทนของชาวนครพนม รวมถึงมีตำแหน่ง สส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย ได้เคยทำงานร่วมกับ ท่าน อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร มาตลอด ขอชื่นชม เป็นกำลังใจ และขอขอบพระคุณ ที่ได้เห็นความสำคัญของการพัฒนาประเทศ รวมถึงพัฒนา จ.นครพนม ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวชินวัตร ที่ได้ทุ่มเท เสียสละ ทำหน้าที่อาสารับใช้ ดูแลประชาชน ถือว่าท่าน ได้ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว ยืนยันว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ยังนึกถึงคุณประโยชน์ที่ทำเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง ถึงแม้จะเจออุปสรรคปัญหาทางการเมือง ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจ ให้ท่าน อดีตนายก ทักษิณ ชินวัตร ได้กลับมา สนับสนุนการทำงานของพรรคเพื่อไทย พาประเทศชาติเดินต่อไปข้างหน้า เพราะพรรคเพื่อไทย หัวใจ คือประชาชน

‘โปแลนด์’ ยิงสกัดโดรน ‘รัสเซีย’ รุกล้ำน่านฟ้า สั่งปิดสนามบิน 4 แห่ง พร้อมระดมกำลัง ‘นาโต้’ รับมือ

(10 ก.ย. 68) โปแลนด์ประกาศสกัดโดรนรัสเซียที่รุกล้ำเข้ามาในน่านฟ้า ระหว่างที่รัสเซียเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศใส่ยูเครนเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา (9 ก.ย.) ซึ่งล่าสุดกองทัพโปแลนด์ยืนยันมีการละเมิดอาณาเขตหลายครั้งจนต้องใช้อาวุธยิงสกัด และกำลังเร่งค้นหาซากโดรนที่ถูกทำลาย

กองทัพโปแลนด์ระบุว่า ได้ระดมกำลังทางอากาศและระบบป้องกันภัยทางพื้นดิน พร้อมยกระดับการเตือนภัยสูงสุด โดยมีเครื่องบินของโปแลนด์และชาติพันธมิตรนาโต้ (NATO) เข้าปฏิบัติการร่วม เพื่อรักษาความปลอดภัยของน่านฟ้า นายกรัฐมนตรีโดนัลด์ ทัสก์ (Donald Tusk) ยืนยันกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและรับรายงานตรงจากผู้บัญชาการทหาร

ก่อนหน้านี้ สนามบิน 4 แห่งในโปแลนด์ รวมถึงสนามบินโชแปงในกรุงวอร์ซอ (Warsaw Chopin Airport) ต้องปิดทำการชั่วคราวจากกิจกรรมทางทหาร ขณะเดียวกันมีรายงานว่าโดรนรัสเซียบินล้ำเข้ามาใกล้เมืองซาโมช ชายแดนโปแลนด์ แม้ภายหลังกองทัพอากาศยูเครนจะลบข้อความดังกล่าวออกจากช่องทางสื่อสาร

ทั้งนี้ โปแลนด์ยังประกาศปิดพรมแดนกับเบลารุสชั่วคราว เริ่มมีผลตั้งแต่คืนวันพฤหัสบดี (11 ก.ย.) เพื่อตอบสนองต่อการซ้อมรบร่วมครั้งใหญ่ Zapad-2025 ของรัสเซียและเบลารุส ซึ่งสร้างความกังวลด้านความมั่นคงในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านนาโต้ ทั้งลิทัวเนียและลัตเวียต่างเร่งเพิ่มมาตรการป้องกันชายแดนเช่นกัน

เคทีซี-ตำรวจไซเบอร์ เปิดวงเสวนา “รู้ทันภัยไซเบอร์” สกัดภัยปลอมตัวหลอกเงิน สร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลให้คนไทย

เคทีซี ร่วมกับตำรวจไซเบอร์ เดินหน้ามาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันภัยไซเบอร์ที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค จัดเสวนา KTC FIT Talk ครั้งที่ 20 “รู้ทันภัยไซเบอร์: ปกป้องตัวตนและเงินในโลกดิจิทัล” วิเคราะห์พัฒนาการภัยคุกคามทางไซเบอร์ ที่กำลังรุนแรงและซับซ้อนจากฟิชชิ่ง (Phishing) และคอลเซ็นเตอร์ สู่การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Agentic AI ในการโจมตีธุรกรรมการเงิน พร้อมแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชนและสื่อมวลชน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้แก่สังคมไทย

พันตำรวจเอกสุริยศักดิ์ จิราวัสน์ ผู้กำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) สังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยสถิติและแนวโน้มการเกิดภัยออนไลน์ว่า “คดีอาชญากรรมออนไลน์ในปัจจุบันมีความซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น ตั้งแต่การหลอกลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงล่อใจ การปลอมแอปพลิเคชันที่ดูเหมือนของจริง ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) และ Deepfake การสร้างเสียงหรือวิดีโอปลอมเพื่อหลอกให้ประชาชนเชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่หรือบุคคลที่รู้จัก ส่งผลให้มีผู้เสียหายเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในทุกเพศ ทุกวัยและทุกอาชีพ จากข้อมูลเชิงสถิติพบว่าช่วงอายุ 25 ปี – 40 ปี ประสบภัยไซเบอร์มากที่สุด 70% เป็นผู้หญิงกว่า 60% โดยช่องทางออนไลน์ที่ถูกมิจฉาชีพเข้าสวมรอยหรือแทรกแซงในธุรกรรมการเงินมากที่สุด คือ โซเชียลมีเดีย ประมาณ 80%” 

“การบังคับใช้กฎหมายเพื่อตัดวงจรอาชญากรรมออนไลน์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องเสริมด้วยมาตรการเชิงป้องกันและการสร้างความรู้ควบคู่กัน เพราะการสื่อสารเชิงรุกคือหัวใจสำคัญ ต้องเผยแพร่ข้อมูลเตือนภัยที่รวดเร็ว เข้าถึงง่ายและใช้ภาษาที่ประชาชนเข้าใจ ไม่ว่าจะผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โทรทัศน์ วิทยุ หรือการรณรงค์ในพื้นที่จริง การแจ้งเตือนก่อนเกิดเหตุสามารถช่วยลดความสูญเสียได้มหาศาล โดยการรับมือกับภัยออนไลน์ต้องอาศัยความร่วมมือแบบบูรณาการ ในส่วนของภาครัฐ อย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังเร่งผลักดันกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและกฎหมายอาชญากรรมไซเบอร์ ขณะที่สถาบันการเงินก็เริ่มแชร์รูปแบบของภัยทุจริตต่างๆ (Fraud Trend) ร่วมกันผ่านสมาคมธนาคารไทย และกลุ่มคณะทำงานป้องกันการทุจริต (Fraud Working Group-FWG) ส่วนภาคเอกชนด้านเทคโนโลยี เช่น ผู้ให้บริการโทรคมนาคมหรือแพลตฟอร์มโซเชียล มีเดีย ได้เข้ามามีบทบาทในการสกัดกั้นเบอร์มิจฉาชีพและเว็บไซต์ปลอม ในขณะที่สื่อมวลชนยังสามารถช่วยเป็นแนวหน้าในการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องและผ่านการตรวจสอบแล้ว เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันข้อมูลแก่สังคม เมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูล การพัฒนามาตรการ และการสื่อสารความรู้เท่าทันภัยไซเบอร์ ก็จะช่วยสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแรง และทำให้มิจฉาชีพเข้าถึงเหยื่อได้ยากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความท้าทาย คือ การแลกเปลี่ยนข้อมูลยังไม่เป็นระบบกลาง 100% และการตอบสนองต่อภัยใหม่ๆ ยังต้องใช้เวลาประสานงานหลายฝ่าย”

นายไรวินทร์ วรวงษ์สถิตย์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานควบคุมงานปฏิบัติการและปฏิบัติการร้านค้า “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เผยมุมมองต่อพัฒนาการภัยไซเบอร์ว่า “ภัยการเงินที่พบมากในอดีตคือการขโมยบัตรเครดิตหรือหมายเลขบัตร ต่อมาพัฒนาเป็นฟิชชิ่ง (Phishing) ผ่านอีเมลและ SMS ที่แนบลิงก์หลอกลวง ปัจจุบันโลกออนไลน์ได้เห็นเทคโนโลยี Deepfake ทั้งเสียงและวิดีโอที่ทำให้ผู้คนเชื่อว่ากำลังติดต่อกับเจ้าหน้าที่จริง และเมื่อเข้าสู่ยุค Generative AI ก็ยิ่งน่ากังวล เพราะสามารถสร้างข้อความ ภาพ และวิดีโอปลอมได้ทันที แม้ยังเป็นการฉ้อโกงแบบ Reactive ที่ต้องมีคนสั่งงาน แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือการมาถึงของ Agentic AI ที่สามารถคิด วางแผนและโจมตีได้เองแบบเรียลไทม์ ตัวอย่างเช่น ‘Shop Smart Agent’ ที่เปิดร้านค้าออนไลน์ปลอม หลอกเก็บข้อมูลบัตรเครดิต ก่อนนำไปใช้ทำธุรกรรมอัตโนมัติในหลายประเทศ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าภัยการเงินกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว”

“ข้อมูลล่าสุดพบว่ากว่า 86% ของความเสียหายจากภัยไซเบอร์มาจาก Data Compromise โดยข้อมูลบัตรถูกนำไปใช้ทำธุรกรรมที่ต่างประเทศ ขณะเดียวกันกลโกงแบบเดิมอย่างแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือ SMS ปลอมก็ยังคงระบาดอย่างต่อเนื่อง โดยหลอกเหยื่อให้โอนเงินเข้าบัญชี รวมไปถึงการหลอกลวงให้มีการลงทุน ผ่านการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐและธนาคาร จุดที่น่าห่วงที่สุดคือ ข้อมูลส่วนตัวของผู้บริโภค โดยเฉพาะรหัส OTP กำลังกลายเป็นอาวุธสำคัญของมิจฉาชีพ เราจึงอยากย้ำว่าทุกครั้งที่ได้รับข้อความแปลกๆ ต้องหยุดตรวจสอบก่อนทันที ไม่ควรรีบกดลิงก์หรือให้ข้อมูลโดยไม่ยืนยัน แนวทางป้องกันที่สามารถทำได้ทันทีคือ การไม่เปิดเผยรหัส CVV และ OTP ให้กับผู้ใดเด็ดขาด การตั้งวงเงินผ่าน Mobile Banking การเปิดการแจ้งเตือนทุกธุรกรรม รวมถึงเลือกใช้บัตรเครดิตเคทีซี ดิจิทัล (KTC Digital Card) ที่มี Dynamic CVV เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของธุรกรรมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพราะหากเผลอคลิกลิงก์หรือกรอกข้อมูลไปแล้ว ต้องรีบอายัดบัตรและเปลี่ยนรหัสผ่านทันที ทั้งนี้  ธนาคารจะไม่มีการส่งลิงก์แนบใน SMS เพื่อให้กรอกข้อมูลส่วนตัวอย่างเด็ดขาด หากพบข้อความลักษณะดังกล่าวต้องติดต่อ Call Center โดยตรงเพื่อยืนยันความถูกต้อง” 

“ในส่วนของเคทีซีเรามีมาตรการเฝ้าระวังทุกธุรกรรมตลอด 24 ชั่วโมง แบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชัน KTC Mobile และหากพบธุรกรรมที่เสี่ยง เจ้าหน้าที่จะโทรศัพท์ยืนยันกับลูกค้าโดยตรง นอกจากนี้ เรายังสร้างสื่อความรู้ผ่านโซเชียล มีเดีย เช่น TikTok, Facebook และช่องทางออนไลน์อื่นๆ เช่น เว็บไซต์ www.ktc.co.th และ LINE OA เพื่อเตือนภัยและสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชน เคทีซีมุ่งมั่นดูแลความปลอดภัยทางการเงินของลูกค้าอย่างรอบด้านให้มากที่สุด โดยได้รับการยืนยันด้วยรางวัลระดับภูมิภาค เช่น รางวัลความปลอดภัยทางการเงินระดับเอเชียแปซิฟิก (Champion Security Award, Best in Class Performance (Thailand) จากวีซ่า ซึ่งสะท้อนความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีทางการเงินที่มีการบริหารจัดการความเสี่ยงและการรักษาความปลอดภัยข้อมูลตามมาตรฐานสากล เพื่อให้สมาชิกเคทีซีมั่นใจได้ว่าทุกธุรกรรมดิจิทัลมีความปลอดภัย” 

นายนพรัตน์ สุริยา ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายป้องกันทุจริตบัตรเครดิตและร้านค้า “เคทีซี” กล่าวเสริมว่า “เคทีซีได้ทำงานใกล้ชิดกับกองบังคับการปราบปรามฯ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยล่าสุดได้ร่วมแจ้งเบาะแสเพื่อสกัดกั้นการกระทำอันทุจริตของแก๊งปลอมบัตรเครดิต เพื่อยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับสมาชิกและสังคม นอกจากนี้ สิ่งที่อยากฝากถึงสังคมคือ ครอบครัวควรมีบทบาทร่วมกันในการช่วยดูแลธุรกรรมของผู้สูงวัย ซึ่งมีความเปราะบางและมักตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพ โดยมีข้อแนะนำดังนี้ 
1. ควรหมั่นพูดคุยให้คำแนะนำด้านความปลอดภัย  
2. ตรวจสอบ SMS หรือการแจ้งเตือนธุรกรรมอย่างสม่ำเสมอ  
3. ตั้งวงเงินจำกัดในการใช้บัตรเพื่อป้องกันความเสียหาย  
4. ติดตั้งแอปฯ ที่ช่วยกรองเบอร์โทรศัพท์ที่เป็นสแปม เช่น  Whoscall และ 
5. อัปเดตข่าวสารเกี่ยวกับภัยไซเบอร์ใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อให้ผู้สูงวัยรู้เท่าทัน ไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพออนไลน์”

‘อนุทิน’ ส่อเบรก “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” อ้าง ต้องรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศ

‘อนุทิน’ ส่งสัญญาณเบรก นโยบายเรือธง “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ของรัฐบาลชุดก่อน ให้เหตุผลด้านวินัยทางการเงินการคลัง และกังวลเรื่องการขาดทุน

เมื่อวันที่ (9 ก.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ส่งสัญญาณถึงการทบทวนนโยบาย “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาลชุดก่อน โดยให้เหตุผลถึงความกังวลด้านวินัยทางการเงินการคลังและปัญหาการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนให้กับอนาคตของโครงการที่ประชาชนจำนวนมากรอคอย

ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินได้กล่าวถึงนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายว่า “เรื่องนี้ต้องพิจารณาดูก่อน หากทำแล้วประชาชนได้ประโยชน์แน่ แต่ที่ผ่านมาบางโครงการดำเนินการแล้วพบว่ามีการขาดทุน ซึ่งเราต้องรักษาวินัยทางการเงินการคลังด้วย เพื่อให้โครงการสามารถอยู่รอดได้”

นายอนุทินยังแสดงท่าทีต่อความกังวลว่า หากรัฐบาลจะต้องเสียงบประมาณเพื่อมาชดเชยส่วนต่างให้กับผู้ลงทุนในทุก ๆ ปี ก็อาจเป็นแนวทางที่ไม่เหมาะสม

สำหรับนโยบาย “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ถือเป็นหนึ่งในนโยบายประชานิยมที่สำคัญที่สุดของพรรคเพื่อไทยที่ใช้ในการหาเสียง โดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งแต่เดิมตั้งเป้าหมายว่าจะเริ่มใช้งานได้ภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568

นโยบายดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างล้นหลาม โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 28 สิงหาคม 2568 พบว่ามีประชาชนลงทะเบียนเพื่อรอใช้สิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชันของรัฐแล้วกว่า 260,000 ราย

ความพยายามในการผลักดันนโยบายนี้มีความคืบหน้าไปมากในระดับรัฐสภา โดยร่างกฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้อง 3 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการระบบตั๋วร่วม, ร่าง พ.ร.บ.รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย และ ร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top