Sunday, 26 July 2026
Hard News Team

สว.'โวย' รัฐบาลเพื่อไทยบริหารประเทศ 2 ปี  เลือกเลขาธิการ ศอ.บต.ไม่ตรงกับปก ไม่มียุทธศาสตร์ใหม่พัฒนา ทำงานไม่ตรงกับมิติ ศอ.บต.พัฒนา สร้างความเป็นธรรม แย่งชิงมวลชน 

ฝากรัฐบาล 'อนุทิน' เอาคนมานั่งเลขาธิการ ศอ.บต.มาจากปกครอง ทำงานกับผู้ว่าฯนายอำเภอ

จากกรณีที่เลขาธิการ ศอ.บต. พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรัตน์ ย้ายเป็นปลัดกระทรวงแรงงาน รัฐบาลต้องรีบแต่งตั้ง เลขาธิการคนใหม่มาทำหน้าที่บริหารเพื่อพัฒนาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่มีปัญหาแทรกซ้อนมากมาย

(9 ก.ย.68) นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกที่ปรึกษาศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.)กล่าวว่าโยกย้ายเลขาธิการ ศอ.บต.ไปทำหน้าที่ปลัดกระทรวงแรงงานฯที่ผ่านมา ศอ.บต.มีความบิดเบี้ยวหลายประการ ถูกวิพากวิจารณ์ว่าให้ผู้ทำงานเลขาธิการ ศอ.บต.ไม่ตรงกับปกไม่ตรงกับงานทำหน้าที่ ตนเรีกยอย่างนี้ว่า ศอ.บต.เป็นหน่วยงานที่มีมิติในการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มาดูแลในการสร้างงาน การลงทุน การพัฒนา เพื่อให้ชายแดนภาคใต้มีเม็ดเงินเพิ่มขึ้น ต้องการเห็นคุณภาพชีวิตของคนใน 3 จังหวัดและ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ดีขึ้น

“เราไม่ต้องการเห็นคนว่างงาน เดินทางไปทำงานในต่างภูมิภาค เดินทางไปทำงานในต่างประเทศมาเลเซีย เราไม่ต้องการเห็นนักเรียนที่จบมาใหม่ตกงาน เพราะเราไม่มีอุตสาหกรรมอะไรรองรับ เพราะนักลงทุนไม่กล้ามาลงทุนในชายแดนภาคใต้ เพราะไม่มีความปลอดภัย”

นายไชยยงค์ ฯกล่าว มิติในการทำหน้าที่ของ ศอ.บต.คือมิติของการพัฒนา มิติสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น มิติการแย่งชิงมวลชน มิติทำความเข้าใจแก่ประชาชนให้เป็นคนของรัฐ ให้หันมาสนับสนุนนโยบายของรัฐ แต่ที่ผ่านมาหลายเรื่องเราไม่ทำ  โดยเฉพาะ 2 ปีที่ตั้งแต่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล งานด้านการพัฒนาของจังหวัดชายแดนใต้ที่เป็นเรื่องใหม่ๆยุทธศาสตร์ใหม่ๆ พึ่งจะเห็นใน 2 เดือนสุดท้ายมีการระดมใช้นโยบายวาระน้ำกระท่อมพืชกระท่อม ต้มน้ำกระท่อมขายอย่างจริงจัง ทำได้อย่างจริงจังแค่ 2 เดือน เลขาธิการ ศอ.บต.ย้าย เปลี่ยนรัฐบาล การต่อสู้กับยาเสพติดในระดับล่างคือพืชกระท่อม เข้าใจว่าคงยุติแค่นี้

นายไชยยงค์ฯ ยังกล่าวว่า ปัญหาของ ศอ.บต.ที่ผ่านมาเหมือนกับเราไม่รู้ว่า ศอ.บต.ทำงานกับใคร ศอ.บต.ทำงานกับฝ่ายปกครอง ฉะนั้นคนที่จะมานั่งในตำแหน่งเลขาธิการ ศอ.บต.มาจากฝ่ายปกครองมาจากผู้ว่าฯมาจากอธิบดีฝ่ายปกครอง เพราะอะไร เพราะเลขาธิการ ศอ.บต.และหน่วยงาน ศอ.บต.ต้องทำงานกับผู้ว่าฯทั้ง 5 จังหวัด นายอำเภอ

“แต่เมื่อเรามาไล่ดูวันนี้เลขาธิการ ศอ.บต.มาจากระทรวงยุติธรรม รองเลขาธิการคนแรกมาจาก ปปส. รองคนที่สองมาจากดีเอสไอ. รองคนที่สามว่างงาน เพราะไม่มีคนใช้งาน เพราะฉะนั้น 2 ปีที่ผ่านมา ศอ.บต.ตั้งผู้ดำรงตำแหน่งผิดฝาผิดตัวมา วันนี้ถือว่าที่ผ่านแล้วผ่านไป รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามารับผิดชอบบริหารประเทศไทย จะต้องส่งคนที่มีความรู้ความสามารถและคัดเลือก” บุคลากรมาจากฝ่ายฝ่ายปกครอง มาทำหน้าที่เลขาธิการ ศอ.บต.เพื่อที่จะได้แก้ปัญหา ในเรื่องการพัฒนาพื้นที่ พัฒนาคุณภาพชีวิตและเรื่องอื่นๆ เพราะ ศอ.บต.อีกขาที่ไปหนุนเสริม กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ต้องเดินคู่กัน ต้องมีการทำหน้าที่ที่มีประสิทธิภาพไปพร้อมๆกัน เป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลชุดใหม่ ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี”

นายไชยยงค์ฯ กล่าวต่ออีกว่า ประเด็นแรกเลขาธิการ ศอ.บต.จะต้องมาจากฝ่ายปกครอง ในอดีตที่แรกเริ่มก่อตั้งดำรงตำแหน่ง ผอ. ศอ.บต.เป็นคนของฝ่ายปกครอง เอารองปลัดกระทรวงคนหนึ่งคนใดมาทำหน้าที่ ผอ.ศอ.บต.ในการทำงานเป็นเนื้อเดียวกันผู้ว่าฯเพราะตำแหน่งรองปลัดกระทรงมหาดไทยไปจากผู้ว่าฯ การบริหารจึงเป็นเนื้อเดียวกัน

นายไชยยงค์ฯ กล่าวอีกว่า ระยะหลังๆเอาคนจากคนอื่นๆมาเป็นเลขาธิการ ศอ.บต.เชื่อไหม คำสั่งเชิญผู้ว่าฯไปประชุมที่ ศอ.บต.บางจังหวัดไม่ให้ความสำคัญ บางจังหวัดส่งปลัดไป ตนเป็นที่ปรึกษามานานมาก ตนเห็นปรากฎการณ์ความเสื่อมถอยของ ศอ.บต.ที่เราได้เลขาธิการไม่ตรงกับการทำหน้าที่ ต้องเข้าใจว่าวัฒนธรรมขององค์กระทรวงมหาดไทยเขาจะฟังคนที่มาจากมหาดไทยเป็นหลัก เมื่อเลขาธิการ ศอ.บต.มาจากตำรวจ ทหาร มาจากกระทรวงยุติธรรม ไม่สามารถทำงานประสานกับฝ่ายปกครองได้เนื้อเดียวกัน ฝากไว้ให้พิจารณา

ผบ.ตร. ให้ตรวจสอบ เรียกคืน และตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีกระสุนขนาด 9 มม. ใช้ทดสอบยิงแล้วเกิดความเสียหายต่ออาวุธปืนของทางราชการ  

(8 ก.ย.68) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากกรณีที่ปรากฏภาพในสื่อสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กระสุนปืนขนาด 9 มม. ยี่ห้อ VENOM เกิดการระเบิดบริเวณจานท้ายปลอกกระสุน ทำให้อาวุธปืนที่ใช้ยิงเกิดความเสียหาย ซึ่งเกิดขึ้นในขณะการฝึกยิงปืนตามโครงการฝึกทักษะยิงปืนให้แก่ข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติงานป้องกันปราบปราม สืบสวน และจราจร ในสถานีตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้มีการสั่งให้มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ว่าคุณลักษณะเฉพาะของกระสุนมีความเหมาะสมต่อการใช้งานกับอาวุธปืนของทางราชการหรือไม่ และกระสุนที่ส่งมอบดังกล่าวมีการผลิตได้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยในการใช้งานอาวุธปืน หรือไม่

ทั้งนี้ สำนักงานส่งกำลังบำรุง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้แจงว่า กระสุนขนาด 9 มม. ที่มีภาพปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ เป็นกระสุนยี่ห้อ VENOM ที่จัดหาโดยสำนักงานส่งกำลังบำรุง ในปี พ.ศ.2567 ตามสัญญาเลขที่ สพ.3/2567 เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2567 ส่งมอบครบถ้วนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 โดยกองสรรพาวุธได้แจกจ่ายกระสุนปืนดังกล่าวให้หน่วยต่างๆ ในสังกัด รับไว้ใช้ในราชการแล้ว 

กระสุนยี่ห้อ VENOM ดังกล่าว ผลิตโดย บริษัท MEDEF DEFENCE สาธารณรัฐทูร์เคีย(ตุรกี) เป็นผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐาน นาโต้ สแตนดาร์ด (NATO Standard) มีผลิตและส่งออกไปหลายประเทศ เช่น ตุรกี อเมริกา และในยุโรป ผ่านขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพ เป็นไปตามคุณลักษณะเฉพาะที่กำหนดใน TOR ได้แก่ การสุ่มตรวจคุณภาพกระสุน จากจำนวนกระสุนทั้งหมด โดยยิงทดสอบความคงทนของปลอกกระสุนจะไม่แตกหรือร้าว ยิงทดสอบขนาดของกลุ่มกระสุนที่ระยะ 25 หลา ยิงทดสอบเพื่อดูความเร็วต้นด้วยเครื่องมือมาตรฐาน ความเร็วที่วัดได้ค่าเฉลี่ย 383 เมตรต่อวินาที น้ำหนักหัวกระสุน 124 เกรน และตรวจสอบความถาวรของดินส่งกระสุน กระสุนเคลือบด้วยสารกันน้ำทั้งนัด ทั้งนี้ ในขั้นตอนการตรวจรับไม่พบว่ามีกระสุนที่ไม่ผ่านเกณฑ์การทดสอบแต่อย่างใด ขั้นตอนการจัดหา มีความโปร่งใส การตรวจรับพัสดุเป็นไปตามระเบียบสามารถตรวจสอบได้มีการบันทึกภาพ และคลิปวิดีโอ ไว้ทุกขั้นตอน 

แนวทางการปฏิบัติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองสรรพาวุธได้มีหนังสือแจ้งให้ทุกหน่วยระงับการใช้งานกระสุนตามสัญญาดังกล่าวเป็นการชั่วคราวและให้นำกระสุนที่มีปัญหาดังกล่าวทั้งหมดกลับมาเพื่อตรวจสอบถึงสาเหตุที่แท้จริง ทั้งนี้ ตามสัญญาบริษัทผู้ขายจะต้องรับประกันความชำรุดบกพร่องของกระสุน และรับผิดชอบอาวุธปืนที่ได้รับความเสียหายจากการใช้กระสุนดังกล่าว พร้อมทั้งจะตรวจสอบถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาดังกล่าว หากพบว่าสาเหตุเกิดจากกระสุนปืนตามสัญญาดังกล่าว จะต้องรับผิดชอบโดยการเปลี่ยนให้สามารถใช้ได้ดีดังเดิม

สำนักงานส่งกำลังบำรุง ยืนยันว่า ได้ดำเนินการจัดหากระสุนตามระเบียบของทางราชการ และมุ่งมั่นที่จะจัดหากระสุนที่มีมาตรฐานในระดับสากล เพื่อให้ข้าราชการตำรวจทุกนายมีความปลอดภัย เชื่อมั่นและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

หญิงมะกันวัย 62 ปี เสี่ยงติดคุกสูงสุด 6 ปี หลังใช้ชื่อสุนัขที่เลี้ยง สวมสิทธิ์เลือกตั้ง 2 ครั้ง

(8 ก.ย. 68) หญิงวัย 62 ปีในแคลิฟอร์เนีย ถูกตั้งข้อหาลงทะเบียนสุนัขของตัวเองเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และส่งบัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์ 2 ครั้ง โดยหนึ่งในนั้นถูกนับเป็นคะแนนจริง อัยการยืนยันว่าเธออาจต้องโทษจำคุกสูงสุดถึง 6 ปี

สำนักงานอัยการเขตออเรนจ์เคาน์ตี เปิดเผยว่า 'ลอรา ลี ยูเร็กซ์' (Laura Lee Yourex) จากเมืองคอสตา เมซา ใช้ชื่อ 'มายา จีน ยูเร็กซ์' (Maya Jean Yourex) สุนัขของเธอ เพื่อลงทะเบียนเลือกตั้ง และส่งบัตรเลือกตั้งในศึกถอดถอนผู้ว่าการรัฐปี 2021 รวมถึงการเลือกตั้งขั้นต้นปี 2022 โดยครั้งแรกถูกนับคะแนน แต่ครั้งที่สองถูกปฏิเสธ

ต่อมา ลอรา ลี ยูเร็กซ์ ได้รายงานพฤติกรรมของตัวเองต่อสำนักงานเลือกตั้งในเดือนตุลาคม 2024 ทำให้มีการสอบสวนย้อนหลัง พบว่าเธอไม่เพียงแต่ลงทะเบียนสุนัข แต่ยังโพสต์รูปลงโซเชียล เช่น ภาพสุนัขติดสติกเกอร์ 'I Voted' และบัตรเลือกตั้งที่ส่งมาถึงชื่อสุนัข แม้สุนัขจะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม

ขณะนี้ ลอรา ลี ถูกตั้งข้อหาอาญา 5 กระทง รวมถึงการให้การเท็จและการลงคะแนนโดยมิชอบ และมีกำหนดขึ้นศาลในสัปดาห์หน้า

CATL เปิดตัวแบตฯ รถไฟฟ้ารุ่นใหม่ Shenxing Pro ชูจุดขาย!! ‘อึด-ชาร์จไว-อายุการใช้งาน 12 ปี’ หรือ 1 ล้าน กม.

(8 ก.ย. 68) บริษัท คอนเทมโพรารี แอมเพอร์เร็กซ์ เทคโนโลยี จำกัด (CATL) ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ที่สุดของโลกจากจีน เปิดตัวแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ 'Shenxing Pro' ในงานที่นครมิวนิก ประเทศเยอรมนี ก่อนการจัดแสดง IAA Mobility 2025 ซึ่งถือเป็นงานอุตสาหกรรมยานยนต์ใหญ่ที่สุดของยุโรป

แบตเตอรี่รุ่นใหม่นี้ใช้เทคโนโลยีลิเธียมไอรอนฟอสเฟต (LFP) และมีให้เลือก 2 เวอร์ชัน คือ รุ่นใช้งานยาวนาน อายุสูงสุด 12 ปี หรือ 1 ล้านกิโลเมตร พร้อมระยะวิ่งไกลถึง 758 กม. และอีกรุ่นเป็นแบบชาร์จเร็ว สามารถเพิ่มระยะทาง 478 กม. ได้ภายใน 10 นาที รองรับพฤติกรรมการขับขี่ที่ความเร็วสูงและอากาศหนาวของยุโรป

สำหรับ CATL เริ่มเข้ามาในตลาดยุโรปตั้งแต่ปี 2012 ผ่านการจับมือกับ BMW และปัจจุบันมีโรงงานผลิตในเยอรมนีและฮังการี รวมถึงกำลังสร้างโรงงานแห่งใหม่ในสเปน โดยร่วมทุนกับ Stellantis เพื่อตอบสนองความต้องการที่เติบโตขึ้น

นายตัน หลี่ปิน (Tan Libin) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายลูกค้าของ CATL กล่าวว่า “การเดินทางระดับโลกของเราเริ่มต้นที่ยุโรป” พร้อมเผยว่า ปัจจุบันบริษัทเป็นพันธมิตรกับผู้ผลิตรถยนต์ในยุโรปถึง 90% และได้ส่งมอบแบตเตอรี่ให้รถไฟฟ้ามากกว่า 20 ล้านคันทั่วโลกแล้ว

‘ศ.นพ.สงคราม ทรัพย์เจริญ’ แพทย์ประจำพระองค์ ร.๙ จากไปอย่างสงบ ในวัย 98 ปี ผู้ริเริ่มรณรงค์ไม่สูบบุหรี่

(8 ก.ย. 68) วงการแพทย์ไทยสูญเสียบุคคลสำคัญ ศ.นพ.สงคราม ทรัพย์เจริญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอด และแพทย์ประจำพระองค์ในรัชกาลที่ 9 ได้ถึงแก่อนิจกรรม ท่ามกลางความอาลัยจากครอบครัว ศิษย์ และบุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศ โดยท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บุกเบิกการควบคุมยาสูบและการรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ในประเทศไทย

ศ.นพ.สงคราม เป็นผู้อยู่เบื้องหลังคำเตือน “การสูบบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ” บนซองบุหรี่ และมีบทบาทสำคัญในการผลักดันมาตรการควบคุมบุหรี่ เช่น การห้ามโฆษณา และการห้ามสูบในที่สาธารณะ นอกจากนี้ยังอุทิศชีวิตให้กับการควบคุมวัณโรค ในฐานะนายกสมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทย ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย

อีกหนึ่งเกียรติประวัติสูงสุดของท่าน คือการได้ถวายงานเป็นแพทย์ประจำพระองค์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตั้งแต่ปี 2535 โดยตามเสด็จฯ ไปทั่วประเทศเพื่อถวายการรักษาและช่วยเหลือประชาชนห่างไกลในนาม 'แพทย์พระราชทาน' ทำให้ท่านได้เป็นประจักษ์พยานพระราชกรณียกิจด้านการสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด

เพื่อนร่วมวิชาชีพและศิษย์หลายคนยกย่องว่า ศ.นพ.สงคราม ไม่เพียงเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและครูผู้สอน แต่ยังเป็นต้นแบบของความเมตตา ความเสียสละ และจิตวิญญาณความเป็นแพทย์ที่แท้จริง มรดกทางคุณูปการและคำสอนของท่าน จะยังคงสืบต่อในวงการแพทย์ไทยตลอดไป

“ยศสูงขึ้น หน้าที่ความรับผิดชอบก็เพิ่มขึ้น” คำกล่าว ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่1

(8 ก.ย.68) พลเรือโท อาภา ชพานนท์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นประธานในพิธีประดับเครื่องหมายยศให้แก่ข้าราชการที่ได้รับการเลื่อนยศสูงขึ้น เพื่อเป็นเกียรติ สร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานให้แก่กำลังพล ณ กองบัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 (ห้องเกาะหลัก) อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

‘ออร์บาน’ นายกฯ ฮังการี เตือน EU ใกล้ถึงจุดจบ รอวันล่มสลายในอีก 2–3 ปีข้างหน้า!! หากไม่แก้วิกฤตการเงิน

(8 ก.ย. 68) นายกรัฐมนตรีฮังการี วิกเตอร์ ออร์บาน (Viktor Orban) กล่าวเตือนว่า สหภาพยุโรปกำลังเข้าสู่ภาวะแตกแยก และหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง งบประมาณ 7 ปีถัดไป (2028–2035) อาจเป็นงบชุดสุดท้ายของสหภาพยุโรป

โดยออร์บานกล่าวในพิธีเปิดฤดูกาลการเมืองที่เมืองโคตเซ ประเทศฮังการี ว่า แม้สหภาพยุโรปสามารถผ่านงบประมาณใหม่ได้ แต่หากสถานการณ์ปัจจุบันยังคงดำเนินต่อไป ก็แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะมีงบประมาณร่วมหลังปี 2035

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีฮังการีเสนอทางออกด้วยการจัดตั้ง “วงกลมสหภาพยุโรป” 4 ชั้น ได้แก่ วงนอกสุดสำหรับประเทศที่เน้นความร่วมมือด้านความมั่นคงและพลังงาน วงที่สองสำหรับประเทศที่มีตลาดร่วม วงที่สามสำหรับประเทศยูโรโซน และวงในสุดสำหรับประเทศที่ต้องการสหภาพทางการเมืองใกล้ชิด

ออร์บานยังเตือนอีกว่า หากไม่มีการปรับโครงสร้างและเปลี่ยนผู้บริหารที่มีแนวคิดลิเบอรัลในบรัสเซลส์ด้วยผู้นำที่มีแนวคิดรักชาติ สหภาพยุโรปอาจล่มสลายด้วยตัวเองในอีก 2–3 ปีข้างหน้า และยุโรปจะพังทลายต่อสายตาของทุกคน

‘รสนา’ ตั้งคำถาม รมว.พลังงาน เป็นคนนอกจริงหรือ หวั่นเป็น 'สายตรง' เข้ามาเอื้อกลุ่มทุนพลังงานฟอสซิล

(8 ก.ย.68) น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า รัฐมนตรีพลังงาน “คนนอก” หรือ “สายตรง” กลุ่มทุนพลังงานฟอสซิล จะเป็นความหวังของใครกันแน่ !?!

วันนี้ได้อ่านบทความของคุณวินทร์ เลียววาริณ พูดถึงรัฐมนตรีคนนอก โดยเปรียบว่าวงการการเมืองไทยเป็นเหมือนตลาดหลักทรัพย์ ที่ผู้ลงทุนในแต่ละบริษัท (พรรค) คาดหมายผลกำไรและ 'เงินปันผล' ที่เรียกกันว่า 'โควตา' โอกาสที่คนนอกบริษัทจะเข้ามาทำงาน (หรือพูดหยาบๆ ว่า 'ชุบมือเปิบ') นั้นเกิดขึ้นได้ยากมาก และคำว่า 'คนนอก' มีนัยว่ามือสะอาด ทางการเมืองถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี ซึ่งยกเอาตัวอย่างอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ที่ทำงานให้กับจอมเผด็จการ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ทั้งที่ทั้ง 2 ท่านมีแนวคิดคนละขั้วกัน

ดิฉันเห็นว่า “คนนอก” ของรัฐบาลสมัยนี้ต่างจากยุคอาจารย์ป๋วยมาก แต่อาจารย์ป๋วยไม่ใช่ “คนนอก” (เพราะท่านยังไม่เคยมีตำแหน่งทางการเมือง)แต่เป็นข้าราชการน้ำดี เป็นนักวิชาการมือสะอาด ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับกลุ่มทุนใดๆ ทำการสิ่งใดก็คิดถึงผลประโยชน์มหาชนเป็นที่ตั้ง ดังเนื้อหาในบทความนั้น

แต่ “คนนอก” ของรัฐบาลอนุทิน บางคนเป็นสายตรงกลุ่มทุนพลังงาน ซึ่งน่าสงสัยว่าอาจมีผลประโยชน์กับกลุ่มทุนพลังงานฟอสซิล หรือไม่? ที่ทับซ้อนและขัดแย้งกับผลประโยชน์ของประชาชนที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายทางพลังงานเช่นลดค่าไฟลง ด้วยพลังงานจากแสงอาทิตย์ที่เป็นทั้งพลังงานสะอาดที่ช่วยลดโลกร้อน และลดค่าไฟให้ประชาชนได้ และไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์เป็นเทคโนโลยีที่มีราคาถูกลงทุกปี เพราะเป็นพลังงานที่ไม่มี “ต้นทุนเชื้อเพลิง” ที่ผ่านมารัฐบาลทุกยุคแม้หาเสียงลดค่าไฟฟ้า ลดราคาพลังงาน แต่ก็แค่เป็นเทคนิคหาเสียงเท่านั้น แต่ทุกรัฐบาลไม่เคยทำจริง ที่ทำจริงคือยืนบังแดด ไม่ให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานประชาธิปไตยแสงอาทิตย์ที่มีราคาถูก แบบง่ายๆ เหมือนซื้อตู้เย็นเบอร์5 ประหยัดไฟไปใช้ที่บ้าน

พรรคภูมิใจไทยประกาศหาเสียงจะติดโซลาร์รูฟท็อปให้ประชาชน ลดค่าใช้จ่ายค่าไฟเดือนละ 450 บาท ก่อนหน้านี้ลูกน้องคนสนิทคุณอนุทินพูดว่า ภท.ยังทำไม่ได้เพราะไม่ใช่พรรคอันดับ 1 มาวันนี้ภท. เป็นพรรคอันดับหนึ่งแล้ว เป็นรัฐบาลแล้ว นายอนุทินดีใจหน้าบานในวันได้รับเสียงโหวตจากพรรคประชาชน 143 เสียงรวมเป็น 311 เสียง คุณอนุทินดีใจเนื้อเต้นความฝันสูงสุดได้เป็นนายกรัฐมนตรีกับเขาชาติหนึ่งเป็นจริงแล้ว แล้วจะหันมาทำให้ประชาชนยิ้มบ้างได้ไหม ทำให้ความฝันประชาชนเป็นจริงตามสัญญาได้ไหม ?!?

แต่รัฐมนตรี “คนนอก” ที่คุณอนุทินเลือกมานั่งกระทรวงพลังงาน เป็น “คนนอก” จริงหรือ ?!! หรือเป็นสายตรงกลุ่มทุนพลังงานฟอสซิลกันแน่?! 

สายตรงกลุ่มทุนพลังงานฟอสซิล มีหรือจะไม่ยืนบังแดดประชาชนอีก?!? จะยอมให้มีนโยบาย แบบที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนให้ลดค่าไฟได้ ด้วยการสนับสนุนพลังงานที่ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิงอย่างแสงอาทิตย์ ได้จริงหรือไม่นั้น คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ !!

พลังงานฟอสซิลเป็นเทคโนโลยีที่อัสดงตกยุคแล้ว เหมือนคำกล่าวที่ว่า “ยุคหินหมดไป ไม่ใช่เพราะหินหมด“ แต่เพราะมีเทคโนโลยีใหม่ที่ดีกว่า ถูกกว่า สะอาดกว่า และปกป้องโลกได้ดีกว่า แต่การที่รัฐบาลยังไม่สนับสนุนแสงอาทิตย์ ยังตะบี้ตะบันสนับสนุนพลังงานฟอสซิลสกปรกที่ทำให้โลกร้อนจนเผ่าพันธุ์มนุษย์จะสูญพันธุ์ ก็เพราะกลุ่มทุนพวกนี้ต้องการทำกำไรจากพลังงานฟอสซิลที่ผูกขาด สามารถล้วงกระเป๋าประชาชนให้นานที่สุด โดยอาศัยอำนาจรัฐ อำนาจการเมือง และอำนาจทุนผูกขาดที่ล้าหลังตกยุคแล้ว ใช่หรือไม่ ?!

การเลือกรัฐมนตรี “คนนอก” จากกลุ่มทุนฟอสซิล จึงอุปมาเหมือนให้นายทุนขายบุหรี่ มาทำนโยบายเลิกบุหรี่เพื่อสุขภาพประชาชน ดิฉันขอตะโกนถามดังๆ ว่า แล้วจะมีทางเป็นไปได้จริงหรือไม่?!?

รสนา โตสิตระกูล
8 กันยายน 2568

เชียงใหม่-HealthNEXT 2025 ภายใต้แนวคิด 'THE NEXT PULES OF INNOVATION' เวทีแห่งการขับเคลื่อนนวัตกรรมสุขภาพสู่อนาคต

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ ย่านนวัตกรรมการแพทย์สวนดอก (Suandok Medical Innovation District: SMID) จัดงาน HealthNEXT 2025 ภายใต้แนวคิด 'THE NEXT PULES OF INNOVATION' เวทีแห่งการขับเคลื่อนนวัตกรรมสุขภาพสู่อนาคต ซึ่งครั้งนี้ได้จัดเป็นครั้งที่ 6  โดยมุ่งยกระดับเชียงใหม่สู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมสุขภาพระดับอาเซียน ผ่านการสร้าง HealthTech Ecosystem ในทุกระดับ (เมือง-ย่าน-ศูนย์กลางนวัตกรรมสุขภาพ) พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมของอาจารย์ นักวิจัย แพทย์ พยาบาล สตาร์ทอัพ นักลงทุน หน่วยงานรัฐ และชุมชน มีผู้เข้าร่วมกว่า 700 คน เพื่อจุดประกายความคิด สร้างความร่วมมือ และเร่งการนำนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพไปสู่การใช้งานจริง (Lab for Life)

โดยมี ศ.ปฏิบัติ ดร.ชรินทร์ เตชะพันธุ์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้เกียรติประธานเปิดงาน, รศ.นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มช. กล่าวต้อนรับ และศ.ดร.นพ.ดำเนินสันต์ พฤกษากร รองคณบดีด้านวิจัย นวัตกรรม และวิเทศสัมพันธ์ กล่าวรายงาน รศ.นพ.อดิศักดิ์ ตันติวรวิทย์ ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช ผู้ช่วยคณบดีด้านวิจัย นวัตกรรม และวิเทศสัมพันธ์, ผศ.นพ.กฤษณ์ ขวัญเงิน รองคณบดีด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและบริหารจัดการข้อมูล, รศ.นพ.เอกรัฐ รัฐฤทธิ์ธำรง รองคณบดีด้านการศึกษาก่อนปริญญา ร่วมงาน

ในโอกาสนี้ รศ.นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ได้มอบรางวัลสำหรับผู้ชนะการแข่งขัน Pitching ในงาน MEDCHIC Health Hackathon (MEDCHICKathon) 2025 ได้แก่
1. รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม PIXPULSE
2. รางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ ทีม NurseVoiceX
3. รางวัลชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ ทีม Fifth Harmony 

มอบประกาศนียบัตร ให้แก่ 
1. ทีม PIXPULSE
2. ทีม Fifth Harmony
3. ทีม AIDoC
4. ทีม PrikPool
5. ทีม GeneWave
6. NurseVoiceX
7. Brain Bridge

ภายในงานประกอบด้วยผลิตภัณฑ์นวัตกรรมทางการแพทย์ และสุขภาพ เวทีเสวนา ปาฐกถาพิเศษ และ Policy Dialogue จากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศและนานาชาติ มีพื้นที่ในการแสดงนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพกว่า 40 บูธ  จัดโดย ศูนย์นวัตกรรมสุขภาพ (MedCHIC) คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 ณ The Nimman Convention Center จังหวัดเชียงใหม่

'พงศ์กวิน' รมว.รุ่นใหม่ เปิด 6 ผลงานเด่น รอบ 60 วัน พลิกโฉม – ยกระดับ – สร้างโอกาสแรงงานทุกมิติ

นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ตั้งแต่ 4 กรกฎาคม จนถึง 4 กันยายน 2568 ครบ 60 วันแรก ที่ตนและทีมงานได้เร่งดำเนินการทุกๆ นโยบายเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพี่น้องแรงงานและประชาชนชาวไทย ตลอดจนผลักดันให้ประเทศไทยทัดเทียมนานาประเทศ โดย 6 ผลงานเด่น ประกอบด้วย

1.เปิดตัว Fit4Work พลิกโฉมหลักสูตรแรงงานตรงใจนายจ้างลดปัญหาว่างงาน เพิ่มรายได้ โดยจับมือกับ GSPA NIDA ยกระดับทักษะแรงงานยุคดิจิทัล ช่วยสร้างแรงงาน ยุค AI ที่พร้อมทำงาน ตรงความต้องการของตลาด ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ผลักดันประเทศก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน

2.ผลักดันโครงการ Learn to Earn เรียนรู้สู่รายได้ จบไปมีงานทำ ต่อยอดอนาคตแรงงานไทย ให้เยาวชนได้ค้นหาตัวเอง มีรายได้เสริม ช่วยลดภาระครอบครัว และแก้ปัญหา การว่างงานของนักศึกษาจบใหม่

3.จัดทำหลักสูตรด้าน AI และ DATA Center ร่วมกับ ผู้ประกอบการระดับโลก อาทิเช่น Dell Microsoft  Huawei

4. ผลักดันให้ ม.หอการค้าไทย-กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน-หอการค้าไทย ลงนาม MOU พัฒนาทักษะดิจิทัลร่วมมือกันยกระดับทักษะแรงงานไทยให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานยุคดิจิทัล  

5.แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานจากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา โดยผ่อนผันให้แรงงานสัญชาติกัมพูชาที่ถือบัตรผ่านแดน (Border Pass) ทำงานบริเวณชายแดน ผลักดันให้มีการจ้างแรงงานประเทศอื่นเพิ่มเติม เช่น แรงงานศรีลังกา  รวมถึง พิจารณาให้คนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราว สำหรับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาทั้ง 9 แห่งใน 4 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี และราชบุรี ซึ่งกรมการปกครองได้จัดทำทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ เพื่อทำงานได้ไม่เกิน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่มีคำสั่งอนุญาต โดยขณะนี้อยู่ระหว่าง การดำเนินการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (ประกาศกระทรวงแรงงาน และประกาศกระทรวงมหาดไทย)

6.ตั้งคณะทำงานยกร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ พ.ศ. …. เพื่อคุ้มครองแรงงานอิสระ พร้อมรับฟัง แรงงานอิสระทุกกลุ่ม ผู้ประกอบอาชีพไรเดอร์ และปรับแก้กฎหมายให้สอดคล้องและเอื้อประโยชน์กับทุกฝ่ายโดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคมในทุกมิติ และมุ่งไปสู่การสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจ

นายพงศ์กวิน กล่าวว่า ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตนได้ขับเคลื่อนงานที่ผ่านมาอย่างเต็มที่ด้วยการ ลงพื้นที่ รับฟังปัญหา และเร่งแก้ไขอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ตนพร้อมเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชนต่อไป เพื่อให้พี่น้องแรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีงานทำที่มั่นคง และได้รับการคุ้มครองสิทธิอย่างเป็นธรรม และผมขอขอบคุณพี่น้องแรงงานทุกคน เพื่อนข้าราชการ และทุกภาคส่วน ที่ได้เสียสละและมุ่งมั่นช่วยกันทำให้เกิดโครงการดีๆ ซึ่งหลายโครงการไม่ได้ใช้งบประมาณ แต่เน้นการบูรณาการทำงานร่วมกับองค์กรภายนอก ทั้งภาคการศึกษา และภาคเอกชน 

นายพงศ์กวิน เน้นย้ำว่า แม้ระยะเวลาในการปฏิบัติหน้าที่จะไม่ยาวนานนัก แต่มั่นใจว่ากระทรวงแรงงานได้บ่มเพาะต้นกล้าทางความคิดในการเปลี่ยนแปลงจาก 'กระทรวงจับกัง' สู่การเป็น “กระทรวงทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ” เพื่อประโยชน์แก่พี่น้องแรงงานทุกระดับอย่างแท้จริง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top