Monday, 27 July 2026
Hard News Team

‘จีน’ ออกกฎใหม่คุม ‘หนังสือแบบฝึกหัดเสริม’ ทั่วประเทศ เพื่อลดภาระการเรียน!! และความเครียดของเด็กนักเรียน

(8 ก.ย. 68) จีนออกมาตรการควบคุมหนังสือแบบฝึกหัดเสริมทั่วประเทศ เพื่อมุ่งลดภาระการเรียนและความเครียดของนักเรียนในโรงเรียนใหญ่ เช่น เซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้น

มาตรการนี้ต่อยอดนโยบาย “ลดสองเท่า” (Double Reduction) ที่เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2021 เพื่อจำกัดการบ้านและการกวดวิชา โดยครั้งนี้ขยายไปถึงคู่มือเตรียมสอบและแบบฝึกหัดซ้ำจำนวนมากที่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการศึกษาแบบ “ทะเลโจทย์” ที่เน้นให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดซ้ำๆ จำนวนมหาศาลจนจำได้

โดยกฎระเบียบในแต่ละพื้นที่มีรายละเอียดแตกต่างกัน เช่น เซี่ยงไฮ้ห้ามโรงเรียนบังคับผู้ปกครองซื้อแบบฝึกหัดนอกหลักสูตร และห้ามจำหน่ายในโรงเรียน ส่วนเซินเจิ้นจำกัดให้แต่ละวิชามีแบบฝึกหัดฟรีเพียง 1 เล่ม และต้องสั่งซื้อจากบัญชีรายชื่อทางการเท่านั้น

แม้ตลาดหนังสือเสริมในจีนคาดว่าจะมีมูลค่า 1.46 แสนล้านหยวน (ราว 6.57 แสนล้านบาท) ภายในปี 2030 แต่กฎใหม่สร้างความเห็นที่หลากหลาย ผู้ปกครองบางส่วนยินดีที่เด็กจะมีภาระลดลง ขณะที่บางส่วนกังวลว่าเด็กอาจตามเพื่อนไม่ทัน นอกจากนี้ ทางการยังออกมาตรฐานใหม่ให้โรงเรียนใช้เก้าอี้เอนนอนได้ เพื่อให้นักเรียนงีบหลับได้สะดวก เริ่มมีผลบังคับใช้เดือนกุมภาพันธ์ 2569

‘สมศักดิ์–ทวี’ เป็นสักขีพยาน ลงนาม MOU ยกระดับบริการเยียวยา ‘ผู้เสียหาย–พยาน–จำเลย’ เท่าเทียม

(8 ก.ย. 68) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานและสักขีพยานร่วมกับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการรักษา ช่วยเหลือเยียวยา และฟื้นฟูทางด้านร่างกายและจิตใจแก่ผู้เสียหาย จำเลย ผู้ต้องหา พยาน และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ระหว่างสำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรมสุขภาพจิต และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยพัฒนาระบบบริการสุขภาพ ทำให้กลุ่มเป้าหมายเข้าถึงการรักษา ช่วยเหลือ และฟื้นฟูด้านร่างกายและจิตใจได้อย่างต่อเนื่อง ไร้รอยต่อ ได้รับความคุ้มครองตามสิทธิอย่างเท่าเทียม เป็นธรรม และคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษ

“ความร่วมมือนี้มุ่งพัฒนาระบบรักษา เยียวยา และฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อให้ผู้เสียหาย จำเลย ผู้ต้องหา พยาน และผู้เกี่ยวข้องเข้าถึงบริการได้ต่อเนื่องและไร้รอยต่อ ได้รับความคุ้มครองตามสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ พร้อมทั้งแบ่งปันทรัพยากรและบุคลากรเพื่อให้บริการด้านสุขภาพที่ทั่วถึง และไม่เลือกปฏิบัติ” นายสมศักดิ์ กล่าว

ด้าน พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า การมี MOU ร่วมกันสะท้อนว่ากระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะกรมสุขภาพจิต เป็นสิ่งที่สังคมต้องการและชื่นชม สามารถนำไปใช้ในกระบวนการยุติธรรม ช่วยเหลือประชาชนทั้งด้านร่างกายและจิตใจอย่างยั่งยืน และเป็นหมุดหมายสำคัญในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

นอกจากนี้ นายสมศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมถึงนโยบายกัญชาว่า ต้องรอรัฐบาลใหม่ตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไร ส่วนการแก้ไขกฎกระทรวงหรือจัดทำกฎหมายใหญ่ ยังอยู่ระหว่างการประคับประคองให้ประชาชนไม่เดือดร้อน และยืนยันใช้ทางการแพทย์เป็นหลัก

เมื่อถามถึงนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายสมศักดิ์ กล่าวว่า มั่นใจว่าไม่มีเหตุผลที่จะไม่กลับมา และไม่เห็นว่าการกลับเข้าประเทศจะมีโทษใด ๆ พร้อมย้ำว่าการทำงานของกระทรวงยังคงดำเนินไปอย่างรอบคอบและโปร่งใส เพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจับมือสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ และสำนักงานสนับสนุนระดับภูมิภาคของกระบวนการบาหลี เสริมเขี้ยวเล็บเจ้าหน้าที่ใช้เทคโนโลยีสืบสวนอาชญากรรมข้ามชาติ

(8 ก.ย. 68) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) เป็นประธานเปิดการฝึกอบรม Technical Workshop on Building Online Investigations Capacity to Address Trafficking in Persons into Cyber-Scam Centers ณ ห้องประชุมศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) หรือ Warroom IAC สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี Mr.David Thomas รองหัวหน้าคณะผู้แทน สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย และ Mr.David Scott ผู้จัดการร่วม (ออสเตรเลีย) ของสำนักงานสนับสนุนระดับภูมิภาคของกระบวนการบาหลีว่าด้วยการลักลอบขนคน การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมเปิดการฝึกอบรม

การฝึกอบรมในครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย และสำนักงานสนับสนุนระดับภูมิภาคของกระบวนการบาหลี (Regional Support Office of the Bali Process: RSO) โดยมีระยะเวลาการฝึกอบรม 5 วัน ระหว่างวันที่ 8-12 กันยายน 2568 ณ ศูนย์บริหารเหตุการณ์ แก๊งคอลเซนเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) หรือ Warroom IAC และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ, เจ้าหน้าที่ศุลกากร, กรมสอบสวนคดีพิเศษ, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เข้าร่วมการฝึกอบรม

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติและผู้จัดการฝึกอบรม มุ่งเน้นในการพัฒนาทักษะของเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีความรู้ในการสืบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มีความเข้าใจและสามารถสืบสวนการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการก่ออาชญากรรมได้ รวมถึงสร้างเครือข่ายระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในประเทศไทยและในระดับนานาชาติ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการประสานงานและปฏิบัติการร่วมกัน

เปิดเบื้องหลัง ‘สุชาติ - ธนกร’ ไขก๊อก สส. รทสช. คาดหนีปมถูกร้องจริยธรรม ปูทางนั่งเก้าอี้รัฐมนตรี

(8 ก.ย. 68) เปิดเบื้องหลัง “สุชาติ-ธนกร” ไขก๊อก สส.บัญชีรายชื่อ รวมไทยสร้างชาติ ปูทางนั่ง รมต. ใน “ครม.อนุทิน1” หนีปมร้องจริยธรรม มีตำแหน่ง โดยไม่ผ่านกก.บห. พรรค จับตา ลุยทำพื้นที่หนัก นับถอยหลังเลือกตั้ง

รายงานข่าวแจ้งถึงเหตุผลในการลาออกจากตำแหน่ง สส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ ของนายสุชาติ ชมกลิ่น แกนนำกลุ่ม 16 สส.ที่โหวตสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี และนายธนกร วังบุญคงชนะ ซึ่งทั้งคู่ต่างถูกคาดหมายว่าจะมีตำแหน่งรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่นั้น เหตุผลสำคัญเพื่อป้องกันการถูกยื่นคำร้องให้มีการตรวจสอบพฤติกรรมว่าเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมหรือไม่ เนื่องจากนายสุชาติ และนายธนกร อยู่ในโผรายชื่อครม. ที่มีโอกาสได้ตำแหน่งค่อนข้างสูง 

ดังนั้น หากทั้ง 2 คนได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีจริง อาจจะสร้างปัญหาตามมาได้ในกรณีที่ยังเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ภายใต้การนำของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค ที่จะมีความชอบธรรมในการดำเนินการกับบุคคลที่อาจฝ่าฝืนข้อบังคับพรรคและไม่ได้รับความเห็นชอบจากกรรมการบริหารพรรคให้ไปดำรงตำแหน่งในครม. 

นอกจากนี้ อีกเหตุผลการลาออกของนายสุชาติ ตามที่คนใกล้ชิดเปิดเผยว่า เพราะได้ทำหน้าที่โหวตนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่นายเศรษฐา ทวีสิน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนายอนุทิน เสร็จสิ้นแล้ว ระยะเวลาต่อจากนี้ที่กำลังนับถอยหลังสู่การเลือกตั้งครั้งต่อไป ก็ขอมีเวลาทำพื้นที่อย่างเต็มที่

SCB EIC เปิดผลสำรวจ ผู้บริโภคไทยกว่า 80% สนใจติดตั้ง!! ‘โซลาร์รูฟท็อป’ เพราะคุ้มค่า-ช่วยประหยัดไฟ

(8 ก.ย. 68) ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดผลสำรวจพบว่า คนไทยกว่า 80% สนใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป แต่ยังไม่ลงมือทำจริง โดยมีเพียง 9% ที่ติดตั้งแล้ว และ 3% อยู่ระหว่างการติดตั้ง สาเหตุหลักมาจากอุปสรรค 4 ด้าน ได้แก่ ขาดความเชื่อมั่นผู้ให้บริการ ความซับซ้อนของเทคโนโลยี ขั้นตอนขออนุญาตที่ยังยุ่งยาก และปัญหาการเงินที่ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่เกินไป

แม้การลงทุนโซลาร์รูฟท็อปจะคุ้มค่า เนื่องจากต้นทุนผลิตไฟฟ้าเพียง 3 บาทต่อหน่วย ถูกกว่าค่าไฟเฉลี่ยที่ราว 4 บาทต่อหน่วย และยังมีนโยบายภาครัฐที่เริ่มเอื้ออำนวย เช่น การหักลดหย่อนภาษีจากค่าใช้จ่ายติดตั้ง 200,000 บาทแรก แต่ประชาชนยังมองว่าข้อจำกัดเชิงกฎหมายและกฎระเบียบทำให้การตัดสินใจไม่ง่าย โดยผู้บริโภคเรียกร้องให้รัฐ “อุดหนุนเงินติดตั้ง” เป็นมาตรการสำคัญที่สุด

ด้านสภาผู้บริโภคชี้ว่า ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่รัฐบาลผลักดันอยู่ “เกาไม่ถูกที่คัน” เพราะแก้เพียงขั้นตอนการติดตั้งให้สะดวกขึ้น แต่ไม่แก้กติกาหลักที่ห้ามไฟฟ้าส่วนเกินไหลเข้าระบบสายส่งและดึงกลับมาใช้ตอนกลางคืน ทำให้ประชาชนใช้ไฟฟ้าที่ผลิตเองได้เพียง 28% และต้องใช้เวลาคืนทุนยาวนานถึง 16–17 ปี

นายจิรวุฒิ อิ่มรัตน์ นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) เสนอว่า รัฐบาลควรเปิดทางเลือกใหม่ เช่น ระบบเน็ตมิเตอร์ริง (Net Metering) ที่ให้ประชาชน “ฝากไฟฟ้า” ที่ผลิตได้เกินในตอนกลางวัน และดึงกลับมาใช้ในตอนกลางคืน รวมถึงการสนับสนุนแบตเตอรี่ในระบบโซลาร์รูฟท็อป พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายพลังงานสะอาดในกฎหมายให้ชัดเจน เพื่อสร้างแรงจูงใจจริงและตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารได้อย่างเป็นรูปธรรม

‘พลภูมิ’ มั่นใจ ‘ทักษิณ กลับไทยแน่ พร้อมไปขึ้นศาลฟังคดีชั้น 14 ด้วยตัวเอง

‘พลภูมิ’ มั่นใจ ‘ทักษิณ’ กลับไทยแน่นอน และจะไปขึ้นศาลเพื่อฟังคดีชั้น 14 ยืนหยัดเผชิญหน้ากับกระบวนการยุติธรรมด้วยตัวเอง 

(8 ก.ย. 68) นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีตกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร โพสต์ภาพถ่ายกับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถึงการเดินทางกลับประเทศไทย ภายหลังเดินทางไปยังดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ด้วยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว และเมื่อช่วงเช้าของวันนี้เครื่องบินเดินออกจากดูไบ มายังประเทศสิงคโปร์ และมีรายงานว่าจะกลับถึงประเทศไทยในวันนี้เวลาประมาณ 17.00 น.

นายพลภูมิ ระบุข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “ผมมั่นใจ… กลับมาแน่นอน ใครต่อใครมักพูดว่า ถ้าออกนอกประเทศไปแล้วจะไม่มีวันกลับมา โดยเฉพาะชื่อ ดร.ทักษิณ ชินวัตร แต่สำหรับผม… ผมมั่นใจว่าท่านจะกลับมา เพื่อยืนหยัดเผชิญหน้ากับกระบวนการยุติธรรมไทยด้วยตนเอง พร้อมรับฟังการพิจารณาคดีศาลฎีกา (ชั้นที่ 14) อย่างตรงไปตรงมา และในวันพรุ่งนี้ 9 กันยายน ท่านอดีตนายกฯ ทักษิณ จะต้องมารับฟังคำพิจารณาของศาลด้วยตัวเองอย่างแน่นอน นี่คือความกล้าหาญ นี่คือความรับผิดชอบ และอาจเป็นอีกจุดเริ่มต้นใหม่ของการเมืองไทย”

ประชาธิปัตย์ประกาศทำหน้าที่ฝ่ายค้านเต็มที่พร้อมลุยปราบคอรัปชั่น “อลงกรณ์”ชี้จุดเสี่ยงจุดตายรัฐบาลคือคดีฮั้วเลือกสว.-เขากระโดง เตือนนายกฯ.อย่าแทรกแซงเด็ดขาด

(8 ก.ย. 68) นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้านวันนี้ว่า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อถ่วงดุลและตรวจสอบรัฐบาลภายใต้ระบบรัฐสภาอย่างเต็มที่โดยจะร่วมมือและทำงานร่วมกับพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ นอกจากนี้จะเดินหน้าตรวจสอบปราบปรามการคอร์รัปชั่นอย่างเข้มข้นตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ต่อข้อถามเรื่องรัฐบาลเสียงข้างน้อยจะเดินหน้าอย่างไร อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์ตอบว่า รัฐบาลใหม่มีเสียง ส.ส.รัฐบาลไม่ถึงกึ่งหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎรต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาชนซึ่งเป็นฝ่ายค้านถือเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ไร้เสถียรภาพมากที่สุด วันใดที่พรรคประชาชนไม่สนับสนุนก็ไปไม่รอด นายกรัฐมนตรีต้องลาออกหรือยุบสภา โดยเฉพาะจุดเสี่ยงจุดตายของรัฐบาลคือคดีฮั้วเลือกสว.และคดีเขากระโดงซึ่งเกี่ยวโยงโดยตรงกับพรรคแกนนำรัฐบาล 

และขอฝากข้อความไปถึง นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีว่าอย่าเข้าไปแทรกแซงคดีดังกล่าวเด็ดขาดทั้งนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและรัฐมนตรีคนอื่นๆ ส่วนประเด็นการยื่นถอดถอนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายค้านโดยพรรคเพื่อไทยนั้น นายอลงกรณ์กล่าวว่า ส.ส.พรรคเพื่อไทยยื่นถอดถอนทั้ง2ท่านให้พ้นสมาชิกภาพ สส. จากปม MOAถือเป็นสิทธิ์ที่ทำได้ภายใต้กรอบของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ตนไม่มีความเห็นและไม่ก้าวล่วงอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ

สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น นายอลงกรณ์ตอบว่า เร็วเกินไปที่จะพูดเรื่องนี้ ขณะนี้ยังตั้งรัฐบาลไม่เสร็จ น่าจะหารือในวิปฝ่ายค้านภายหลังรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาและรัฐบาลทำงานไประยะหนึ่งก่อน.

'บิ๊กป้อม' ประกาศไม่รับตำแหน่ง ‘รัฐบาลอนุทิน’ ขอทำงานเบื้องหลัง ยันไม่มีต่อรองเก้าอี้ 'รมว.กลาโหม'

(8 ก.ย. 68) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ชี้แจงกระแสข่าวการต่อรองและแย่งชิงตำแหน่ง รมว.กลาโหม โดยมีตนเป็นหนึ่งในรายชื่อที่ทำให้สับสนวุ่นวายว่า ตนมีความตั้งใจที่จะสนับสนุนให้รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีได้ทำงานเพื่อแก้ปัญหาบ้านเมืองได้อย่างเต็มที่ภายในระยะเวลา 4 เดือนก่อนยุบสภาโดยไม่ต้องกังวลต่อการต่อรองหรือเรียกร้องใดๆ พร้อมทั้งขอประกาศเจตนารมณ์ของตัวเองที่จะไม่ขอรับตำแหน่งใดๆในรัฐบาล รวมถึงตำแหน่งรมว.กลาโหมตามที่เป็นข่าว

พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า การตัดสินใจในครั้งนี้ เพื่อเปิดทางให้นายกรัฐมนตรีได้เร่งสรรหาบุคคลที่เหมาะสมที่จะแก้ปัญหาชายแดนไทย กัมพูชา และทะนุบำรุงไว้ซึ่งชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์   ที่สามารถทำงานได้จริงโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการต่อรองใดๆ โดยเอาประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง

“ผมยินดีที่จะสนับสนุนอยู่เบื้องหลังและพร้อมใช้ความรู้ ประสบการณ์และเครือข่ายระหว่างประเทศด้านความมั่นคงของผมที่มี ถ้าสามารถจะเป็นประโยชน์ได้ไม่ว่าในด้านใดก็ตาม และต้องการที่จะเห็นประเทศชาติของเราเดินหน้าสู่การแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังโดยเร็ว”

‘รัสเซีย’ พัฒนาวัคซีนต้านมะเร็งสำเร็จ FMBA ชี้ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเพิ่มอัตรารอดชีวิต

(8 ก.ย. 68) รัสเซียประกาศความคืบหน้าครั้งสำคัญด้านการแพทย์ หลังสำนักงานการแพทย์และชีววิทยาแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย (FMBA) เผยว่าวัคซีนต้านมะเร็งที่พัฒนาขึ้นได้ผ่านการทดสอบก่อนการทดลองทางคลินิกแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างรอกระทรวงสาธารณสุขอนุมัติให้ใช้ในผู้ป่วยจริง

เวโรนิกา สคฟอร์ทโซวา (Veronika Skvortsova) อดีตรัฐมนตรีสาธารณสุข และหัวหน้า FMBA ระบุว่าวัคซีนดังกล่าวได้รับการพิสูจน์ว่ามีความปลอดภัย สามารถใช้ซ้ำได้ และมีประสิทธิภาพในการลดขนาดเนื้องอก รวมถึงชะลอการเจริญเติบโตได้มากถึง 60–80%

โดยผลการวิจัยยังชี้ว่าผู้ป่วยที่ได้รับวัคซีนมีอัตราการรอดชีวิตสูงขึ้น ถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่แสดงถึงศักยภาพของวัคซีนต้านมะเร็งรุ่นใหม่นี้ และนับเป็นความหวังใหม่สำหรับการรักษาโรคที่คร่าชีวิตผู้คนนับล้านทั่วโลก

ทั้งนี้ FMBA ระบุว่าจะเริ่มนำวัคซีนไปใช้กับผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นกลุ่มแรก ขณะเดียวกันก็กำลังพัฒนาวัคซีนสำหรับเนื้องอกสมองชนิดร้ายแรง และมะเร็งผิวหนังชนิดรุนแรง เพื่อขยายแนวทางการรักษาให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ศาลสั่งจำคุก 'สส.ลูกเกด ชลธิชา' ผิด ม.112 จำคุก 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา รอลุ้นประกันตัว

ด่วน ! ศาลอาญาสั่งจำคุก 4 ปีลูกเกด สส.ปชน.ดูหมิ่นสถาบัน ศาลปรานีลดโทษ 1ใน 3 เหลือจำ 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา ทนายเตรียม ยื่นประกัน ระหว่างอุทธรณ์

วันที่ (8 ก.ย. 68) เวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณา 901ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นสถาบัน หมายเลขดำอ.595/65 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ ฟ้องน.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว หรือลูกเกด สส.พรรคประชาชน(ปชน.) จ.ปทุมธานี เป็นจำเลยในความผิด ดูหมิ่นสถาบัน ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 , พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฯ ม.4 (3)

กรณีเมื่อวันที่ 8 พ.ย.63จำเลยได้โพสต์ข้อความ ลงในเฟซบุ้กตัวเอง เกี่ยวกับ#ราษฎรสาส์น จดหมายข้อความถึงสถาบัน ซึ่งมีเนื้อหาแสดงความคิดเห็นต่อสถาบัน เช่น การไปพักอาศัยในต่างประเทศ การโอนอัตรา กําลังพลและงบประมาณไปเป็นส่วนราชการในพระองค์ การใช้จ่ายงบประมาณของสถาบันที่ฟุ่มเฟือย และการเลื่อนยศตำแหน่งให้กับข้าราชการและพลเรือน  ซึ่งข้อความดังกล่าว เป็นการ ดูหมิ่น เหยียดหยาม สถาบัน ฯ 

จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดี  อ้างว่า  เป็นการเรียกร้องตามสิทธิเสรีภาพ ของรัฐธรรมนูญ โดยจำเลยได้รับการประกันตัว

วันนี้น.ส.ชลธิชา  จำเลยเดินทางมาฟังคำพิพากษา โดยมีผู้ติดตามมาให้กำลังใจส่วนหนึ่ง

ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายแล้วเห็นว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง เป็นความผิดกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักสุด  ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

พิพากษา จำคุกจำเลย 4 ปี  คำเบิกความจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาบ้างลดโทษให้ 1ใน 3 คงจำคุกจำเลยไว้ 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา

โดยขณะนี้ทนายความของน.ส.ชลธิชา  จำเลยเตรียมยื่นคำร้องและหลักทรัพย์เพื่อขอปล่อยชั่วคราว ระหว่างอุทธรณ์


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top