Sunday, 26 July 2026
Hard News Team

เชียงใหม่-ผบช.ภ.5 เร่ง กวาดล้าง “ไล่ล่า ทรชน คนอันธพาล“

ผบช.ภ.5 เป็นประธานประชุม ติดตามความคืบหน้ากลุ่มแก๊งวัยรุ่น ที่ก่อเหตุทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกายประชาชน ในพื้นที่เมืองเชียงใหม่ และลำพูน หลังเกิดเหตุสุดโหดฟันแขนเหยื่อสาวจนขาด

(18 ก.ย.68) เวลา 11.00 น. ที่ ห้องประชุมพระพุทธประทานยศบารมี ชั้น 2 อาคารตำรวจภูธรภาค 5 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

พล.ต.ท. กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เป็นประธานในประชุม ติดตามความคืบหน้าและรายงานสถานภาพข้อมูลของกลุ่มแก๊งวัยรุ่น กรณีกลุ่มวัยรุ่นก่อเหตุทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน ตั้งชุด“ไล่ล่า ทรชน คนอันธพาล“

โดยมี พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5, รอง ผบก.ฯ, ผกก.สส. ในพื้นที่เข้าร่วมประชุม 

พล.ต.ท. กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุ ได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเร่งด่วน โดยในที่ประชุมมีการรายงานสถานการณ์ความรุนแรงของกลุ่มวัยรุ่นในหลายพื้นที่ ทั้ง สภ.แม่ปิง, สภ.ช้างเผือก, สภ.เมือง, สภ.ภูพิงค์ และอีกหลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน โดยพบว่ากลุ่มวัยรุ่นเหล่านี้มักรวมตัวกันสร้างความเดือดร้อนเป็นประจำ

สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดเหตุขึ้นที่หน้าร้านสะดวกซื้อใกล้ร้านเครื่องซักผ้าอัตโนมัติ โดยกลุ่มวัยรุ่นชาวไทยใหญ่ได้ขับรถตระเวนหาเรื่องวัยรุ่นไทยในตัวเมืองเชียงใหม่ ก่อนเข้าทำร้ายกลุ่มผู้บาดเจ็บ ทำให้หญิงสาววัย 18 ปี ถูกฟันด้วยอาวุธมีดเข้าที่ข้อแขนซ้ายจนขาดกระเด็น และเพื่อนชายอีกสองคนได้รับบาดเจ็บด้วย

ขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยที่อยู่ในเหตุการณ์ได้แล้ว 5 คน ซึ่งเป็นชาวต่างด้าวทั้งหมด ส่วนผู้ที่ลงมือก่อเหตุใช้มีดฟัน อีก 2คนได้หลบหนีออกจากพื้นที่เชียงใหม่ไปแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังออกหมายจับพร้อมเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเต็มที่

พล.ต.ท.กฤตธาพล ยืนยันว่าได้กำชับให้ทุกพื้นที่ดำเนินการขั้นเด็ดขาด โดยมีการสั่งการให้ตั้งจุดตรวจ ตั้งชุด “ปะ ฉะ ดะ” ใช้ชื่อชุด“ไล่ล่า ทรชน คนอันธพาล“ เพื่อแก้ไขปัญหาวัยรุ่นรวมกลุ่มก่อเหตุซ้ำซาก และคืนความปลอดภัยและความสงบสุขให้กับประชาชนในภาคเหนือโดยเร็วที่สุด

จีนไม่ปลื้ม!! อเมริกาช่วยไต้หวัน สร้างขีปนาวุธรุ่นใหม่ Barracuda-500

(18 ก.ย. 68) ไต้หวันเปิดตัวขีปนาวุธรุ่นใหม่ Barracuda-500 ที่พัฒนาร่วมกับบริษัท Anduril Industries ของสหรัฐฯ โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจงซานเผยว่า มีแผนจะผลิตจำนวนมาก โดยมีต้นทุนราว 216,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อหนึ่งลูก (ราว 8 ล้านบาท)

ด้านจีนตอบโต้ทันที รัฐมนตรีกลาโหมตง จวิ้น (Dong Jun) เตือนว่าปักกิ่งจะไม่ยอมให้มีความพยายามใด ๆ ที่มุ่งแยกไต้หวันเป็นเอกราช พร้อมย้ำจุดยืนชัดว่า “จะไม่ทนต่อการแทรกแซงจากภายนอก” ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าสนับสนุนยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีทางทหารแก่ไต้หวันอย่างต่อเนื่อง

จีนถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินใหญ่ และมองการจับมือระหว่างสหรัฐฯ–ไต้หวันในด้านการทหารเป็นการท้าทายหลักการ 'จีนเดียว' รวมถึงเป็นภัยต่อเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกโดยตรง

ผบ.ทร.ตรวจเยี่ยมการฝึกยุทธวิธีร่วม และเยี่ยมอำลากองเรือยุทธการ ในโอกาสเกษียณอายุราชการ

(18 ก.ย.68) พลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) เดินทางไปตรวจเยี่ยมการฝึกยุทธวิธีร่วมกองเรือและเยี่ยมอำลากองเรือยุทธการ ในโอกาสเกษียณอายุราชการ บนเรือหลวงจักรีนฤเบศร ซึ่งจอดลอยลำบริเวณอ่าวสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 

โดยมี พลเรือเอก ณัฏฐพล เดี่ยววานิช ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ จากหน่วยต่าง ๆ ของกองทัพเรือ ในพื้นที่สัตหีบ ให้การต้อนรับ โอกาสนี้ เรือหลวงปิ่นเกล้าได้ยิงสลุต เพื่อเป็นเกียรติแด่ผู้บัญชาการทหารเรือ จำนวน 19 นัด

สำหรับ เรือที่เข้าร่วมในการฝึกยุทธวิธีร่วมกองเรือ ครั้งนี้ ประกอบด้วย เรือหลวงช้าง เรือหลวงอ่างทอง เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช เรือหลวงตากสิน เรือหลวงนเรศวร เรือหลวงรัตนโกสินทร์ เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ เรือหลวงคีรีรัฐ เรือหลวงเทพา เรือหลวงหนองสาหร่าย  เรือ ต.99  และ เรือ ต.112 

โอกาสนี้ ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ได้กล่าวสดุดีแด่ ผู้บัญชาการทหารเรือ จากนั้นผู้บัญชาการทหารเรือ ได้กล่าวชื่นชมและขอบคุณกำลังพลทุกนาย ว่า “กองเรือยุทธการ เป็นหน่วยกำลังที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการเตรียมกำลังรบทางเรือ ให้มีความพร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจในการปกป้องเอกราชและอธิปไตยของชาติ รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล รวมทั้งช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่พี่น้องประชาชน ในวิบัติภัยต่างๆ 

ตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือ การปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ของกองเรือยุทธการ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย บรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์และนโยบายของกองทัพเรือ ที่กำหนดไว้ ซึ่งความสำเร็จดังกล่าว เกิดขึ้นจากความร่วมมือ ของกำลังพลทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นสำคัญ  ผมขอแสดงความชื่นชม และขอขอบคุณกำลังพลทุกคนทั้งที่อยู่ ณ ที่นี้ และที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ห่างไกล

ในโอกาสที่ผมได้มาเยี่ยมขอบคุณกองเรือยุทธการ ก่อนเกษียณอายุราชการในวันนี้ ผมขอส่งความปรารถนาดีและความระลึกถึงไปยังเพื่อนข้าราชการและทหารทุกคน และขอขอบคุณผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ที่ได้จัดพิธีสวนสนามทางเรือ อย่างสง่างามให้แก่ผม แม้ว่าผมจะต้องเกษียณอายุราชการ
ไปตามวาระ แต่ช่วงเวลาที่ผมได้ปฏิบัติงานร่วมกับทุกท่านมาตลอดชีวิตรับราชการ จะคงอยู่ในความทรงจำของผมตลอดไป”

ทั้งนี้ พลเรือเอก จิรพล  ว่องวิทย์ เป็นผู้บัญชาการทหารเรือ ลำดับที่ 58 ของกองทัพเรือ โดยตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือเอก จิรพล ฯ ได้ดำเนินการตามนโยบายหลัก 9 ด้าน ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างรากฐานที่มั่นคง ของกองทัพเรือ และเพื่อให้กำลังพลทุกนายได้ร่วมแรงร่วมใจขับเคลื่อนนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือ เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ของกองทัพเรือ ที่กำหนดไว้คือ เป็นหน่วยงานความมั่นคงทางทะเล ที่มีบทบาทนำในภูมิภาค และเป็นเลิศในการบริหารจัดการ พร้อมทั้งได้มอบแนวทางการปฏิบัติงานในปีที่ผ่านมา ไว้ว่า “เทิดทูนสถาบัน ป้องกันรัฐ พัฒนาชาติ ราษฎร์ศรัทธา: Monarchy Country Government People” รวมทั้งกำหนดให้เป็นปีแห่งความปลอดภัยของกองทัพเรือ หรือ “NAVY-SAFETY 2025” ในทุก ๆ ด้าน อีกด้วย

‘อรรถวิชช์’ ชี้ นโยบาย ‘พีระพันธุ์’ ทั้งเปิดเสรีพลังงานแสงอาทิตย์ – แก้กฎหมายเรื่องน้ำมัน กระทบนายทุนเต็ม ๆ

‘อรรถวิชช์’ ชี้ นโยบาย ‘พีระพันธุ์’ ทั้งเปิดเสรีพลังงานแสงอาทิตย์ – แก้กฎหมายเรื่องน้ำมัน กระทบนายทุนเต็ม ๆ 

เชียงใหม่-มช.“เปิดตัวหลักสูตร INNO4Tourism พัฒนาทักษะบุคลากรท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน”

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดตัวโครงการหลักสูตร INNO4Tourism ยกระดับทักษะบุคลากรด้านการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน 

โครงการ INNO4Tourism - INNOVATIVE CURRICULA FOR LIFE-LONG LEARNING OF SUSTAINABLE TOURISM WORKFORCE หรือโครงการพัฒนาหลักสูตรนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับแรงงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน) ได้รับทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรป (European Union) และวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้กรอบการดำเนินงานของโครงการ Erasmus+ โปรแกรมเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา ระยะเวลา 3 ปี (1 ธันวาคม 2566 – 30 พฤศจิกายน 2569) โดยความร่วมมือของภาควิชาการท่องเที่ยว คณะมนุษยศาสตร์  วิทยาลัยศิลปะ สื่อและเทคโนโลยี คณะศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต ร่วมจัดงานเปิดตัวหลักสูตรนวัตกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน INNO4Tourism เพื่อยกระดับทักษะบุคลากรภาคการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน 

โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรวิชย์ ถิ่นนุกูล หัวหน้าโครงการ INNO4Tourism พร้อมด้วยคณะทำงานจากภาควิชาการท่องเที่ยว คณะมนุษยศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ยุทธศักดิ์ ฉัตรแก้วนภานนท์ ผู้จัดการโครงการ เป็นตัวแทนคณะทำงานของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  
ในงานมีตัวแทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ สมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือจังหวัดเชียงใหม่ สมาคมมัคคุเทศก์เชียงใหม่ กลุ่มผู้ประกอบการและบุคลากรจากภาคการท่องเที่ยวและการบริการ ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร รวมถึงกลุ่มนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนในกระบวนวิชา INNO4Tourism เข้าร่วมการเปิดตัวหลักสูตรดังกล่าว

งานนี้ได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรวิชญ์ จันทร์ฉาย คณบดีวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.สุทธิดา จำรัส รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวเปิดงานและแนะนำแพลตฟอร์ม CMU Lifelong Education ที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อบุคลากรในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักสูตรที่เกิดขึ้นในโครงการ INNO4Tourism จำนวน 8 รายวิชา 16โมดูลย่อย เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะให้กับผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและบริการ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภัทรพร คูวุฒยากร ในฐานะผู้จัดการโครงการและคณะทำงาน ได้แนะนำกระบวนวิชา INNO4Tourism 8 รายวิชาใหม่จำนวน 16 โมดูลย่อย ซึ่งพัฒนาเนื้อหาโดยเครือข่ายคณาจารย์จาก 4 มหาวิทยาลัยชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญจากสหภาพยุโรปที่มุ่งเน้นการพัฒนาเนื้อหาสำหรับผู้ประกอบการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยเน้น
การบูรณาการความรู้ด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีและการจัดการสมัยใหม่ ยกระดับทักษะใหม่ให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงพลวัติของธุรกิจด้านท่องเที่ยวและบริการ ให้สามารถแข่งขันได้

นอกจากนี้ยังมีการอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “การใช้พลังงานและรอยเท้าคาร์บอนในโรงแรม” ซึ่งเป็นโมดูลย่อยในหลักสูตร หัวข้อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ให้การบรรยายโดยอาจารย์ในหลักสูตร และมีวิทยากรร่วมบรรยายพิเศษ โดยคุณนริศ ลาภสุนทรพิทักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจากบีเอสไอ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด สำหรับผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนเรียนโมดูลในหลักสูตรของโครงการ INNO4Tourismซึ่งเปิดให้ลงทะเบียนเรียนในแพลตฟอร์มออนไลน์ของวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต มีผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ และกลุ่มพนักงานจากภาคธุรกิจ กว่า 40 คนเข้าร่วมอบรมครั้งนี้ โดยโมดูลดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวสามารถปรับตัวสู่การดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โครงการ INNO4Tourism ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงเครือข่ายสหภาพยุโรปที่ร่วมกันเพื่อยกระดับคุณภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยวและบริการ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีธุรกิจท่องเที่ยวเป็นฐานรายได้ที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยให้สามารถสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ยกระดับความสามารถในการแข่งขันได้อย่างเหมาะสม

‘มาครง’ เตรียมยื่นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ สู้คดีหมิ่นอินฟลูฯ สาวมะกัน กล่าวหาเมียเคยเป็นชายมาก่อน

(18 ก.ย. 68) เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส และภรรยา ‘บริจิตต์ มาครง’ เตรียมยื่นหลักฐานทั้งภาพถ่ายและเอกสารทางวิทยาศาสตร์ต่อศาลสหรัฐฯ เพื่อพิสูจน์ว่าบริจิตต์เป็นผู้หญิง หลังแคนดิซ โอเวนส์ (Candace Owens) นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาชาวอเมริกัน เผยแพร่ความเชื่อว่าสตรีหมายเลขหนึ่งของฝรั่งเศส แท้จริงแล้วเกิดมาเป็นผู้ชาย

ข้อกล่าวหาดังกล่าวเริ่มแพร่ในโลกออนไลน์ตั้งแต่ปี 2021 และเคยนำไปสู่คดีหมิ่นประมาทในฝรั่งเศสซึ่งมาครงชนะในปี 2024 แต่ต่อมาถูกศาลอุทธรณ์พลิกคำตัดสิน โดยให้เหตุผลเรื่องเสรีภาพในการแสดงออก ไม่ใช่ความจริงของเนื้อหา ทำให้ครอบครัวมาครงยื่นอุทธรณ์ต่ออีกครั้ง

ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มาครงและภรรยายื่นฟ้องโอเวนส์ที่สหรัฐฯ โดยกล่าวหาว่าเธอเพิกเฉยต่อหลักฐานที่หักล้างข้อกล่าวหาและเลือกเผยแพร่ข้อมูลจากผู้ที่มีประวัติเผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิดและหมิ่นประมาท โดยมาครงระบุว่าคดีนี้เป็นเรื่องของ “การปกป้องเกียรติยศ” และมองว่าโอเวนส์เผยแพร่ข้อมูลเท็จอย่างเจตนาร้ายเพื่อผลทางอุดมการณ์

ด้านทนายความของโอเวนส์ยื่นคำร้องขอศาลยกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าคดีนี้ไม่เกี่ยวกับธุรกิจที่จดทะเบียนในรัฐเดลาแวร์ และการต่อสู้ในศาลที่นั่นจะเป็นภาระด้านค่าใช้จ่ายสูงเกินไป ขณะที่โอเวนส์ยังยืนยันว่าเธอพูดตามความเชื่อของตัวเอง และเห็นว่านี่คือการใช้เสรีภาพในการวิจารณ์ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของสังคมอเมริกัน

จังหวัดสงขลา ต้อนรับคณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภา เดินหน้าผลักดันการค้าชายแดน–ท่องเที่ยว สร้างเศรษฐกิจสงขลาเข้มแข็ง

(18 ก.ย. 68) ดร.โชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ให้การต้อนรับคณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภา นำโดย นายโสภณ มะโนมะยา รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ในโอกาสลงพื้นที่ศึกษาดูงานปัญหาการค้าชายแดนในมิติต่างประเทศ พร้อมรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ชายแดนในมิติต่างๆ อาทิ ความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และแรงงาน โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมให้ข้อมูล ณ ห้องประชุม Conference ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดสงขลา

นายโสภณ มะโนมะยา รองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา คนที่สอง เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มุ่งเน้นพบปะผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติ เพื่อรับฟังปัญหาและอุปสรรคด้านการค้า การส่งออกและนำเข้า โดยเฉพาะที่ด่านสะเดาและด่านปาดังเบซาร์ ที่เคยเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ แต่ปัจจุบันลดอันดับลง จึงต้องการผลักดันให้กลับมาเป็นอันดับหนึ่งอีกครั้ง โดยเฉพาะที่ด่านสะเดาและด่านปาดังเบซาร์ จึงจำเป็นต้องเร่งผลักดันให้กลับมาเป็นด่านเศรษฐกิจสำคัญอีกครั้ง พร้อมทั้งหารือเรื่องการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งมีผลโดยตรงต่อจำนวนนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่เดินทางเข้ามากว่า 1 ล้านคนต่อปี

ด้าน ดร.โชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า จังหวัดได้เร่งรัดการพัฒนาด่านสะเดาแห่งใหม่ร่วมกับรัฐบาลมาเลเซีย คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมนี้ พร้อมของบประมาณกว่า 1,100 ล้านบาทเพื่อเสริมระบบป้องกันและยกระดับการบริหารจัดการชายแดน ขณะเดียวกัน จังหวัดสงขลามีนักท่องเที่ยวกว่า 6 ล้านคนต่อปี โดยส่วนใหญ่เป็นชาวมาเลเซีย จึงเตรียมกระจายตลาดนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่น ๆ อาศัยจุดแข็งด้านการมีสถานกงสุลใหญ่หลายประเทศตั้งอยู่ในพื้นที่

นอกจากนี้ จังหวัดยังได้กำหนดยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ อำเภอหาดใหญ่ สะเดา และเมืองสงขลา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้า การบริการ และการผลิต ควบคู่กับการพัฒนาพื้นที่เกษตร อาทิ อำเภอรัตภูมิ บางกล่ำ และนาหม่อม และการผลักดันเมืองเก่าสงขลาเป็นแหล่งมรดกโลกในปี 2570 รวมถึงเตรียมความพร้อมรองรับสังคมผู้สูงอายุและการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกกลุ่ม

ในด้านความมั่นคง จังหวัดสงขลาแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ พื้นที่ชายแดนที่เชื่อมโยงจังหวัดชายแดนใต้ (อำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย) พื้นที่เศรษฐกิจหลัก และพื้นที่อื่น ๆ รวม 16 อำเภอ โดยใช้เครือข่ายกรรมการหมู่บ้านกว่า 10,000 คนดูแลความสงบเรียบร้อย ขณะเดียวกัน ยังเตรียมต้อนรับเอกอัครราชทูตกว่า 22 ประเทศที่จะลงพื้นที่เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

สำหรับด้านทรัพยากรธรรมชาติ จังหวัดสงขลามีภูมิประเทศและทรัพยากรโดดเด่น ทั้งภูเขา น้ำตก ทะเลสาบสงขลา และชายฝั่งทะเลยาวต่อเนื่อง นับเป็นจุดแข็งทางภูมิศาสตร์ที่เชื่อมโยงภูมิภาคและระดับนานาชาติ ซึ่งจังหวัดจึงวางแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรภายใต้กฎหมายอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความมั่นใจในการพัฒนาและยกระดับจังหวัดสงขลาสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภาคใต้

นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา

คนภูเก็ตไม่พอใจ!! ค้านแผนจัดงานปีใหม่ชาวอิสราเอล ฉลองปาร์ตี้ริมหาดป่าตอง–ราไวย์ หวั่นนำความขัดแย้งเข้ามา

(18 ก.ย. 68) กระแสต่อต้านการจัดงานปีใหม่ของชาวอิสราเอลในภูเก็ตกำลังร้อนแรง หลังมีแผนจัดงานฉลองริมหาดป่าตองและหาดราไวย์ วันที่ 22–23 กันยายน 2568 พร้อมขบวนแห่และพิธีทางศาสนา รวมถึงพิธี Taslich ช่วง 1–13 ตุลาคม ทำให้เกิดความกังวลว่าจะนำความขัดแย้งระดับโลกเข้ามาสู่เมืองท่องเที่ยวไทยและกระทบภาพลักษณ์ภูเก็ต

เพจ Thailand Stand with Palestine – ไทยเคียงข้างปาเลสไตน์ ออกมาแสดงความกังวลว่า การปล่อยให้จัดงานดังกล่าวอาจสะท้อนการขยายธุรกิจและอิทธิพลของกลุ่มทุนอิสราเอลในภูเก็ต ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร และบริษัททัวร์ ซึ่งเปรียบเสมือน “การยึดครองคืบคลาน” 

โพสต์ดังกล่าวสร้างกระแสในโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว มียอดกดไลก์หลายพันครั้ง รวมถึงมีการแชร์และคอมเมนต์จำนวนมาก ที่แสดงความไม่พอใจต่อการจัดงานและกังวลว่าภูเก็ตอาจกลายเป็นเวทีการเมืองโลกโดยไม่รู้ตัว หลายคอมเมนต์เตือนว่าอย่าให้ภูเก็ตกลายเป็น “กาซา 2”

โดย ณ ขณะนี้แรงกดดันมุ่งไปยังหน่วยงานท้องถิ่นทั้ง อบจ.ภูเก็ต เทศบาลเมืองป่าตอง และจังหวัดภูเก็ต ว่าจะรับมือกับเสียงคัดค้านอย่างไร โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีชุมชนมุสลิมหนาแน่น 25–35% ของประชากร ซึ่งอาจเกิดความขัดแย้งหากมองว่าการจัดงานเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองหรือกระทบวิถีชีวิตท้องถิ่น

ศาลฎีกา สั่งจำคุก 2 ปี ‘บอส ฉัตรมงคล' ผู้ต้องหาคดี ม.112 ไม่รอลงอาญา

ศาลฎีกาพิพากษาคดี ม.112 ของ 'บอส' ฉัตรมงคล รปภ. วัย 31 ปี ลงโทษจำคุก 3 ปี ให้การเป็นประโยชน์ ลดเหลือจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ผลของคำพิพากษา ทำให้บอส ฉัตรมงคล ต้องถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำกลางเชียงรายทันที คดีนี้เขาถูกกล่าวหาว่าคอมเมนต์ข้อความในโพสต์ของเพจเฟซบุ๊ก “ศรีสุริโยไท” เมื่อปี 2564 ก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่เพียงพอรับฟัง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กลับลงโทษจำคุก 27 เดือน โดยไม่รอลงอาญา เนื่องจากเห็นว่าหลักฐานโจทก์รับฟังได้

(18 ก.ย. 68) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงาน ศาลจังหวัดเชียงรายนัดฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดี ม.112 ของ 'บอส' ฉัตรมงคล วัลลีย์ รปภ. จากปทุมธานี วัย 31 ปี กรณีถูกกล่าวหาว่าคอมเมนต์ข้อความในโพสต์ของเพจเฟซบุ๊ก 'ศรีสุริโยไท' เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2564 เห็นว่ามีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก 3 ปี

ศาลฎีกาเห็นว่าให้การเป็นประโยชน์ แก้จากลดโทษหนึ่งในสี่ตามชั้นอุทธรณ์ เป็นลดโทษหนึ่งในสาม เหลือจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา

ศูนย์ทนายฯ ระบุ ผลของคำพิพากษา ทำให้บอส ฉัตรมงคล ต้องถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำกลางเชียงรายทันที

บอส ฉัตรมงคลเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในบริษัทเอกชนถูกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ม.14 (3) เหตุจากถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้คอมเมนต์ข้อความในโพสต์ของเพจเฟซบุ๊ก 'ศรีสุริโยไท' เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2564 คดีนี้ศาลชั้นต้นยกฟ้อง เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่เพียงพอรับฟัง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กลับลงโทษจำคุก 27 เดือน โดยไม่รอลงอาญา เนื่องจากเห็นว่าหลักฐานโจทก์รับฟังได้

คดีนี้มีนัธทวัฒน์ ชลภักดี แอดมินเพจเฟซบุ๊กศรีสุริโยไท เป็นผู้กล่าวหาไว้ที่ สภ.เมืองเชียงราย และบอส ฉัตรมงคลต้องเดินทางไปต่อสู้คดีที่จังหวัดเชียงรายมาตั้งแต่ปลายปี 2564 ถึงปัจจุบันเกือบ 4 ปี แล้ว

รพ.ค่ายสุรศักดิ์มนตรี เข้ารับรางวัล CQI ระดับกองทัพบก ประจำปีงบประมาณ 2568

(18 ก.ย. 68) พ.อ. วรินทร ทานาค ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี ได้เข้ารับใบประกาศเกียรติคุณ จากผลงาน “การพัฒนาระบบ Surasak Healthcare เพื่อการบริหารสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ” ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่มุ่งเน้นการพัฒนาระบบงานด้านการแพทย์ให้มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และครอบคลุมยิ่งขึ้น ช่วยยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการด้านสุขภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพการบริการแก่กำลังพล ครอบครัว และประชาชนในพื้นที่

พิธีมอบรางวัลดังกล่าวจัดขึ้น โดยกองทัพบก ผ่านกองกำลังพลทหารบก (กพ.ทบ.) ในกิจกรรมการประกวดผลงานการพัฒนากระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง (CQI) ระดับกองทัพบก ประจำปีงบประมาณ 2568 ประเภทผลงานองค์ความรู้จากการพัฒนาคุณภาพระบบงานของหน่วยสายแพทย์ ผ่านระบบการประชุมออนไลน์ ณ ห้องประชุมใหญ่ กพ.ทบ.

การได้รับรางวัลครั้งนี้นับเป็นความภาคภูมิใจ และเป็นแรงผลักดันสำคัญให้โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมด้านการแพทย์และบริการสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจของกองทัพบก และตอบสนองต่อความต้องการด้านสุขภาพของกำลังพล ครอบครัว และประชาชนโดยรอบ อย่างมีคุณภาพ

นิราช ทิพย์ศรี รายงาน 0909535645


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top