Sunday, 26 July 2026
Hard News Team

นราธิวาส-ผู้ว่าฯ นราธิวาส มอบกระเช้าเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บ จากคนร้ายลอบวางระเบิดในพื้นที่ อ.สุไหงปาดี 

เมื่อวานนี้ ( 18 ก.ย.68)  ที่ โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก  อำเภอสุไหงโก-ลก  จังหวัดนราธิวาส ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส  พร้อมด้วย นายอำเภอสุไหงปาดี, กรรมการเหล่ากาชาดจังหวัดนราธิวาส, และบุคลากรโรงพยาบาลสุไหงโก- ลอบวางระเบิด เจ้าหน้าที่ทหารพราน กองร้อยทหารพรานที่ 4811 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 48 ขณะลาดตระเวน รปภ. เส้นทางในพื้นที่รับผิดชอบ เหตุเกิดบริเวณถนนสาย 4056 บ้านบือราแง หมู่ที่ 3 ตำบลโต๊ะเด็ง อำเภอสุไหงปาดี เมื่อวันที่ 17 ก.ย. ที่ผ่านมา แรงระเบิดทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 5 ราย  ประกอบด้วย

1. จ.ส.อ.ปิยะ อินทะโกษี อายุ 42 ปี  มีอาการหูอื้อ แน่นหน้าอก มีแผลฉีกขาดตามร่างกายและบริเวณหลังศรีษะ รู้สึกตัวดี 
2. ด.ต.นิกร อินน้อย อายุ 53 ปี  มีอาการหูอื้อ แน่นหน้าอก รู้สึกตัวดี
3. อส.ทพ.สุริยาวุธ ช่างเกวียนดี อายุ 41 ปี ได้รับบาดเจ็บบริเวณขา ขาซ้ายบวมผิดรูป รู้สึกตัวดี
4. อส.ทพ.ตะวัน สว่างเมฆารัตน์ อายุ 44 ปี  มีอาการหูอื้อ แน่นหน้าอก รู้สึกตัวดี
5. อส.ทพ.ธีรพงษ์ หรมพัด อายุ 34 ปี  มีอาการหูอื้อ แน่นหน้าอก รู้สึกตัวดี

โดย ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส พร้อมคณะได้พบปะพูดคุยให้กำลังใจ พร้อมสอบถามอาการผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ทั้งนี้ เหล่ากาชาดจังหวัดนราธิวาส ได้มอบเงินช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ กรณีบาดเจ็บสาหัส จำนวน 2 รายๆละ 3,000 บาท และกรณีบาดเจ็บเล็กน้อย จำนวน 3 รายๆ ละ 2,000 บาท

กระบี่-จัดพิธีมอบโฉนดที่ดิน เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 73 พรรษา 

(19 ก.ย.68) นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานในพิธีมอบโฉนดที่ดิน เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 73 พรรษา และขับเคลื่อนโครงการ “มอบที่ดินทั่วไทย นำสุขคลายทุกข์ประชาชน” โดยมี นายชูชีพ ประกอบชาติ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ นายกิตติ กิตติธรกุล นายถิรเดช ตั้งมั่นก่อกิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกระบี่ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขาคราม นายกเทศมนตรีตำบลคลองหิน หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น ข้าราชการ ผู้อำนวยการศูนย์เดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี-กระบี่-ระนอง-พังงา-ชุมพร และประชาชนผู้รับมอบโฉนดที่ดิน เข้าร่วม ณ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว (ท่าปอมครองสองน้ำ) หมู่ที่ 2 ตำบลเขาคราม อำเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่

กรมที่ดินได้จัดทำโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินและรังวัดรูปแปลงโฉนดที่ดินให้เป็นมาตรฐานเดียวกันให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยให้ศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี -กระบี่ - ระนอง - พังงา - ชุมพร ดำเนินการตามแผนงานโครงการจนแล้วเสร็จ และเพื่อให้การดำเป็นงานตามโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม สามารถมอบโฉนดที่ดินถึงมือประชาชน จึงได้จัดทำโครงการ "มอบโฉนดที่ดินทั่วไทย นำสุขคลายทุกข์ให้ประชาชน" และโฉนดที่ดินที่มอบให้ในครั้งนี้ เป็นโฉนดที่ดินที่ได้ดำเนินการในพื้นที่หมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 4 ตำบลเขาคราม อำเภอเมืองกระบี่ จำนวน 185 แปลง เนื้อที่ 386 ไร่ 3 งาน 98.7 ตารางวา มูลค่าทางเศรษฐกิจโดยประมาณ 433,194,450 บาท และพื้นที่หมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 4 ตำบลคลองหิน อำเภออ่าวลึก จำนวน 101 แปลง เนื้อที่ 27 ไร่ 1 งาน 11 ตารางวา มูลค่าทางเศรษฐกิจโดยประมาณ 26,476,450 บาท รวมทั้งสิ้น 286 แปลง 200 ราย รวมเนื้อที่ทั้งสิ้น 414 ไร่ 1 งาน 9.70 ตารางวา รวมมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยประมาณ 459,671,250 บาท และมีการมอบโฉนดที่ดินให้แก่วัดโภคาจุฑามาตย์ ตำบลกระบี่ใหญ่ และวัดควนสบาย ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองกระบี่ รวม 4 แปลง เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 73 พรรษา

ด้านนายอังกูณ ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวแสดงความยินดีกับประชาชน ที่ได้รับออกการสารสิทธิ์ในที่ดินทำกินจากกรมที่ดิน โดยสำนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ และศูนย์อำนวยการเดินสำรวจเข้าดำเนินการออกโฉนดที่ดิน ซึ่งสามารถนำโฉนดที่ดินไปประกอการพัฒนาอาชีพของตนเองให้มีความเจริญมั่งคงทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน สามารถใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันและใช้เป็นแหล่งทุนในการประกอบอาชีพ ซึ่งนับวันที่ดินจะหายากขึ้นและมีราคาสูง จึงขอให้ทุกคนหวงแหนที่ดินของตน รักษาโฉนดที่ดินไว้ให้ดีอย่าให้สูญหาย ระมัดระวังการถูกผู้อื่นหลอกลวงเอาไปใช้ในทางที่ทำให้เจ้าของที่ดินเสียประโยชน์ หากต้องการจะดำเนินการโอนซื้อชขายโอนมรดกให้บุตรหลานหรือนำไปจำนอง สามารถขอคำปรึกษาจากเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขา หรือสำนักงานที่ดินที่ได้ทุกแห่ง เพื่อความสบายใจ

‘ฮังการี’ ขานรับ ‘ทรัมป์’ พร้อมขึ้นบัญชีดำ กลุ่ม ‘แอนติฟา’ เป็นองค์กรก่อการร้าย

(19 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีวิกเตอร์ ออร์บาน (Viktor Orbán) แห่งฮังการี ประกาศว่า จะเดินหน้าผลักดันให้กลุ่มแอนติฟา (Antifa) ลัทธิต่อต้านฟาสซิสต์ ถูกจัดให้เป็นองค์กรก่อการร้ายในประเทศ โดยยกตัวอย่างจากสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งประกาศจัดกลุ่มดังกล่าวเข้าสู่บัญชีดำ

ออร์บาน ให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีวิทยุ Kossuth ของฮังการีว่า “แอนติฟาคือองค์กรก่อการร้ายจริง ๆ และผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการตัดสินใจของประธานาธิบดีอเมริกัน ฮังการีเองก็ถึงเวลาที่จะต้องปฏิบัติตาม” พร้อมย้ำว่า นี่คือก้าวสำคัญในการปกป้องประเทศจากความรุนแรงที่เกิดจากอุดมการณ์ทางการเมือง

การเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังจากเหตุลอบสังหารชาร์ลี เคิร์ก (Charlie Kirk) นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาในสหรัฐฯ ซึ่งทรัมป์ได้ใช้โอกาสนี้โจมตีขบวนการฝ่ายซ้าย และประกาศจะขึ้นบัญชีดำแอนติฟาเป็นองค์กรก่อการร้าย รวมทั้งตรวจสอบเครือข่ายผู้สนับสนุนด้านการเงินอย่างเข้มงวด

ผบ.เหล่าทัพมีมติเอกฉันท์ ปิดด่าน ‘ไทย–กัมพูชา’ ไม่มีกำหนด จนกว่าเขมรจะไม่เป็นภัยคุกคาม!! ไฟเขียวสร้างรั้วตามแนวชายแดน

(19 ก.ย. 68) ที่กองบัญชาการกองทัพไทย คณะผู้บัญชาการทางทหาร (คบท.) มีมติเอกฉันท์ให้ปิดจุดผ่านแดนและด่านผ่อนปรนระหว่างไทย–กัมพูชาอย่างไม่มีกำหนด จนกว่ากัมพูชาจะสิ้นสภาพเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ โดยมติครั้งนี้มีขึ้นในที่ประชุมครั้งที่ 5 ของปีงบประมาณ 2568 ซึ่งมีผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้งชุดปัจจุบันและชุดใหม่ร่วมประชุมพร้อมหน้า

โดยในที่ประชุมยังเห็นชอบมาตรการเสริมความมั่นคงชายแดน ได้แก่ การสร้างรั้วตามแนวชายแดนในพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับเส้นเขตแล้ว การลาดตระเวนและเฝ้าตรวจอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ที่ยังตกลงไม่ได้ รวมถึงการเปิดเส้นทางยุทธวิธีตลอดแนวชายแดน 

นอกจากนี้ คบท. อนุมัติปรับแก้หลักปฏิบัติการใช้กำลัง (Rules of Engagement – ROE) ให้สามารถปฏิบัติการป้องกันตนเองได้ทันทีเมื่อพบการกระทำหรือเจตนาปรปักษ์ (Hostile Act/Intent) เช่น การสอดแนมหรือเตรียมการโจมตี แนวทางทั้งเชิงรุกและเชิงรับดังกล่าวได้ถูกนำเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมพิจารณาต่อไปเพื่อเร่งดำเนินการตามมติเหล่านี้

‘กองทัพบก’ ย้ำบ้านหนองหญ้าแก้วอยู่ในอธิปไตยไทย เตือน นายกฯ มาเลเซีย อย่ารับข้อมูลเท็จกัมพูชาฝ่ายเดียว

ทบ. แก้เผ็ด ‘ฮุน มาเนต’ งัดหลักฐานบ้านหนองหญ้าแก้วอธิปไตยไทย บอกนายกฯ มาเลเซีย อย่ารับข้อมูลเท็จกัมพูชาฝ่ายเดียว ระวังจะถูกมองไม่เป็นกลาง ย้ำใช้กำลังตำรวจควบคุมไม่ใช่ทหาร ลั่นคนกัมพูชาต้องออกจากพื้นที่แค่รอจังหวะเวลาเหมาะสม

(19 ก.ย.68) ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา ว่า หลังจากที่มีการประกาศหยุดยิงครบ 53 วันพร้อมเข้าสู่กลไก ทวิภาคีทุกระดับเพื่อวางกฎกติกา นำไปสู่การสร้างสันติภาพอย่างแท้จริง ซึ่งกำลังฝ่ายทหารของไทยได้ยึดมั่นตาม ข้อตกลง การเตรียมความพร้อมเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่พบว่ากำลังทหารของฝ่ายกัมพูชา ยังคงมีความพยายามในการดำเนินการต่างๆ ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ทั้งการใช้อาวุธทุ่นระเบิดสังหารบุคคล / การยั่วยุ /เผยแพร่ข่าวสารที่บิดเบือน/ การใช้โดรน/ การเผยแพร่ข่าวสารที่บิดเบือน /การชุมนุมของชาวบ้านชาวกัมพูชาในพื้นที่เขตแดนของไทย/ รวมไปถึงการให้ข่าวสารของผู้นำกัมพูชาในเวทีต่างประเทศ

นอกจากนี้ยังมีความพยายามในการบิดบนพื้นที่อ้างสิทธิ์ ในพื้นที่ของไทย พยายามใช้กำลังภาคประชาชนโดยเฉพาะสตรี เด็กพระภิกษุ แสดงเชิงสัญลักษณ์ในการแสดงออก นำประชาชนมาออกหน้าแทนภาคราชการและเจ้าหน้าที่ทหาร โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาปล่อยให้มวลชนแสดงออกในพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อเจ้าหน้าที่ทหารไทยและประชาชนชาวไทย หรือเป็นฝ่ายเรียกร้องในประเด็นที่เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเขตพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 เพื่อสิ่งเหล่านี้เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างต่อเนื่องโดยไทยได้รวบรวมข้อมูล เรียบร้อยแล้วเพื่อประท้วงในบัญชีต่างๆ แต่ยังคงยืนยันว่าตัวเองขอให้ความจริงใจเพื่อจัดการประชุมหารือทางออก อย่างสันติวิธี

ขณะที่สถานการณ์ล่าสุดช่วงที่ผ่านมาพบว่ามีประชาชนชาวกัมพูชา ออกมาชุมนุมขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยและมีพฤติกรรมยั่วยุ ใช้สิ่งเทียมอาวุธเช่นไม้หรือก้อนหินปาตำรวจไทยในพื้นที่อธิปไตยไทยพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่พื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ แต่เป็นพื้นที่ที่อยู่ในเขตอธิปไตยของไทย ซึ่งการชุมนุมประท้วง พบว่ามีพฤติกรรมของทหารกัมพูชาร่วมในเหตุการณ์แต่ไม่ได้มีทีท่าที่จะห้ามปรามประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งบ่งชี้ให้เห็นว่า เป็นการให้ประชาชนออกหน้า ในการยั่วยุหรือรุกล้ำดินแดน และกระทำผิดกฎหมายในแผ่นดินไทยอย่างชัดเจน ทางการไทยจำเป็นต้องใช้มาตรการควบคุม การจราจรโดยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครอง ดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อรักษาความสงบและบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่มีทีท่า ที่จะเป็นเป็นอาทิตย์ทางที่ดีขึ้นเนื่องจากฝ่ายกัมพูชาไม่มีทีท่าและความจริงใจในการดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ทั้งนี้ พลตรีวินธัย กล้าวยืนยันว่า นายอันวาร์ อิบบาร์ฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจากนายฮุน มาเนตนายกรัฐมนตรีกัมพู และคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว หรือ IOT ของฝ่ายกัมพูชา ต่อกรณีบ้านหนองหญ้าแก้ว ไม่ใช้พื้นที่ที่กัมพูชาอ้างสิทธิ์ แต่เป็นเขตอธิปไตยของไทย แต่มีชาวกัมพูชา ลุกล้ำเข้ามา ในขณะที่ฝ่ายไทยได้วางแนวรั้วลวดหนาม ในพื้นที่อธิปไตยของไทยเอง จึงไม่ต้องใช้แผนที่ใดใด และกองทัพบกจะประสานกับทางกองทัพไทย เพื่อที่จะนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง พร้อมทั้งยืนยันว่า การปฏิบัติต่อกลุ่มผู้ชุมนุมในวันนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ทหาร ตามที่นายฮุน มาเนต กล่าวอ้าง และการใช้กระสุนยางและแก๊สน้ำตา ไม่ใช่การสลายการชุมนุม เป็นเพียงการป้องกันไม่ให้รื้อแนวลวดหนาม ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินทางราชการ เพราะฉะนั้นนายกรัฐมนตรีกัมพูชาน่าจะนำเสนอข้อมูลต่างๆในเวทีต่างประเทศผิดพลาด จึงจะมีการประสาน กระทรวงการต่างประเทศต่อไป พร้อมทั้งยืนยันว่าไทยไม่ได้มีการขยายขอบเขตเกินกว่าพื้นที่พิพาท เนื่องจากพื้นที่จ.สระแก้ว อยู่ตรงกับพื้นที่บ็อนเตียย์เมียนเจย พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ที่มีปัญหาอยู่แล้ว ไม่ใช่พื้นที่ใหม่ และไม่ใช่พื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ และไม่ใช่พื้นที่เหนืออธิปไตยของกัมพูชา แต่ที่ผ่านมา ฝ่ายกัมพูชานอกจากจะละเมิดข้อตกลง MOU 2543 เข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่อ้างสิทธิ์ แต่ยังรุกล้ำ เข้ามายังพื้นที่อธิปไตยของไทย ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นความเร่งด่วนแรกที่ต้องดำเนินการ และไม่ได้อยู่ในกลไกของ JBC

พลตรีวินธัย กล่าวว่าเป็นการรายงานข้อมูลเท็จเพียงฝ่ายเดียวของนายกรัฐมนตรีกัมพูชารวมถึงคณะIOTฝ่ายกัมพูชาไปยังนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ทำให้เกิดความเข้าใจผิด จึงขอเรียกร้องให้สื่อสารไปยังเวทีต่างประเทศด้วยความโปร่งใสสุจริต ตรงไปตรงมา นอกจากนี้ จะให้กระทรวงการต่างประเทศประสานไปยังนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ว่ายังมีข้อมูลของฝ่ายไทย เพื่อป้องกัน ไม่ให้มาเลเซียถูกมองว่าไม่มีความเป็นกลาง จึงอยากให้รอข้อมูลจากฝั่งไทย มุมมองของนายกรัฐมนตรีมาเลเซียอาจจะเปลี่ยนไป

ทั้งนี้ พลตรีวินธัย ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม กรณีที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ไม่รอข้อมูลจากคณะ IOT ฝ่ายไทยก่อนออกมาให้ความเห็น ว่าไม่ทราบ ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเพราะนายกรัฐมนตรีกัมพูชาต่อสายตรงไปยังนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย จึงทำให้นายกรัฐมนตรีมาเลเซียแสดงความคิดเห็นเช่นนั้น ตนก็ตอบไม่ได้เช่นกัน เนื่องจากเกินกรอบหน้าที่

พลตรีวินธัย ยอมรับว่า ปัญหาพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เป็นการเผชิญหน้าระหว่างพลเรือนกัมพูชา กับเจ้าหน้าที่รัฐของฝ่ายไทย ถือว่าเป็นปัญหาละเอียดอ่อน ซึ่งที่ผ่านมาพยายามใช้ความอดทนอดกลั้น และประชาชนก็ได้เห็นแล้วว่าเรามีพัฒนาการทำให้เรื่องดังกล่าวนั้นถูกต้อง ซึ่งตอนแรกกังวลเรื่องภาพลักษณ์ ในสายตาของต่างประเทศ แต่ก็ยังพบว่าในระดับต่างประเทศมีการสื่อสารข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ไม่ใช่เฉพาะระดับผู้นำของประเทศมาเลเซีย แต่ยังรวมถึงสำนักข่าวต่างประเทศ และหลังจากนี้จะพยายามใช้กลไกที่มีอยู่ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลที่ถูกต้อง ทั้งนี้การใช้กำลังผลักดันชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่ ที่รุกล้ำอธิปไตยไม่ต้องรอให้รัฐบาลไฟเขียวสามารถดำเนินการได้ทันที เพียงแต่ต้องรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเป็นเป้าหมายหลัก อย่างไรชาวกัมพูชาก็ต้องออกไปจากพื้นที่นี้ ยืนยันว่าไม่ได้มีการเตรียมยาแรงอะไรแต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายตามปกติ แต่ต้องสื่อสารให้ได้ก่อนว่าพื้นที่นั้นสามารถดำเนินการได้อย่างชอบธรรม ซึ่งน่าจะมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าพื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ของกัมพูชา เนื่องจากนายกรัฐมนตรีกัมพูชานำไปเผยแพร่เช่นนั้น จึงต้องให้ข้อมูลที่หักล้างส่วนนั้นให้ได้

กสทช. จัดอบรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และจริยธรรมสื่อมวลชนในพื้นทึ่ภาคตะวันออก

สำนักงาน กสทช. โดยสำนักส่งเสริมการแข่งขันและกำกับดูแลกันเอง จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ “การส่งเสริมการรวมกลุ่มของผู้รับใบอนุญาต ผู้ผลิตรายการ และผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ให้ปฏิบัติงาน ภายใต้จริยธรรมสื่อ” ในหัวข้อ “การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความท้าทายภายใต้มาตรฐานจริยธรรมสื่อมวลชน” ระหว่างวันที่ 18 – 19 กันยายน 2568 ณ ห้องประชุมคลาสสิค โรงแรมแมนดาริน อีสต์วิลล์ พัทยา จังหวัดชลบุรี

นายณัฐนนท์ ลี้ศัตรูพ่าย ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการแข่งขันและกำกับดูแลกันเอง กล่าวเปิดการอบรมว่า ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นสิทธิมนุษยชนด้านความเป็นส่วนตัว ซึ่งถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย แม้สื่อมวลชนจะมีข้อยกเว้นบางประการในการนำเสนอข่าวเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่ก็ยังต้องระมัดระวังในการเก็บ รวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อไม่ให้ละเมิดสิทธิหรือก่อให้เกิดผลกระทบต่อเจ้าของข้อมูล

ที่ผ่านมา สำนักงาน กสทช. ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการนำเสนอเนื้อหารายการที่มีการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งอาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิเสรีภาพ ชื่อเสียง หรือความเป็นส่วนตัวของบุคคล ตามมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 จึงจำเป็นต้องส่งเสริมให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อดำเนินงานภายใต้มาตรฐานจริยธรรมที่ชัดเจน

สำหรับการอบรมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้รับใบอนุญาต ผู้ผลิตรายการ และผู้ประกอบวิชาชีพในกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ ได้เรียนรู้แนวทางการปฏิบัติด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนสร้างมาตรฐานร่วมกันในการทำงานสื่ออย่างมีจริยธรรม

นายณัฐนนท์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ขอให้การอบรมครั้งนี้ประสบความสำเร็จตามความมุ่งหมาย ผู้เข้าร่วมสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานสื่อมวลชนอย่างมีมาตรฐานและจริยธรรมต่อไป”

'นิติศักดิ์' ยกทีมผู้นำท้องถิ่นพัทลุงหนุน ‘พีระพันธุ์’ ร่วมสร้างพรรคการเมืองเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

'นิติศักดิ์' นำคณะผู้นำท้องถิ่นพัทลุง ประกาศจุดยืนหนุน 'พีระพันธุ์' เดินหน้าทำงานพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิตคนไทย

นายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพัทลุง เขต 2 พรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ได้นำตัวแทนคณะผู้นำท้องถิ่นจังหวัดพัทลุง ประกอบด้วย คณะเทศบาล, คณะนายกองค์การบริหารส่วนตำบล จังหวัดพัทลุง และพื้นที่ภาคใต้ เดินทางมายังพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อแสดงจุดยืนอันชัดเจนในการสนับสนุนนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้เป็นผู้นำในการขับเคลื่อนพรรครวมไทยสร้างชาติให้เป็นสถาบันการเมืองที่เข้มแข็งและมุ่งมั่นทำเพื่อประเทศชาติและคนไทยต่อไป

นายนิติศักดิ์ กล่าวว่า ตนได้เป็นผู้นำและผู้ประสานพาคณะผู้นำท้องถิ่นจากจังหวัดพัทลุง เข้าพบนายพีระพันธุ์ โดยนอกจากเพื่อเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจน มั่นคงแล้ว ยังเป็นการแสดงพลังจากท้องถิ่นที่ต้องการสนับสนุนนายพีระพันธุ์ ให้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยในอนาคตต่อไป ในโอกาสนี้ ตนและคณะยังได้ร่วมหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนายพีระพันธุ์ เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาชุมชนในพื้นที่พัทลุงและภาคใต้ พร้อมทั้งสะท้อนความต้องการของพ่อแม่พี่น้องในพื้นที่เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและต่อยอดเป็นนโยบายของพรรคที่จะตอบโจทย์ ตรงจุดกับความต้องการของชาวบ้านด้วย

นายนิติศักดิ์ ย้ำด้วยว่า ทุกคนในพรรครวมไทยสร้างชาติ ยังคงยึดมั่นอุดมการณ์เดิมอย่างมั่นคงตามคำขวัญของพรรค คือ “สู้ให้ทุกปัญหา พึ่งพาได้ทุกเรื่อง” ที่จะเป็นการต่อสู้ให้กับทุกปัญหาของคนไทย และเป็นที่พึ่งพาของชาวบ้านได้ในทุกเรื่อง ๆ เพื่อมุ่งพัฒนาประเทศไทยและคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคนให้ดียิ่งขึ้นไป

สมุทรปราการ-นายก อบจ.สมุทรปราการ ส่งเสริมกีฬา!! เปิดสนามกีฬาสร้างใหม่ พร้อมบวงสรวงวางศิลาฤกษ์แท่นฐาน รัชกาลที่ 6 เป็นที่สักการะของชาวสมุทรปราการ  

(19 ก.ย.68) ที่สนามกีฬาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ได้ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์แท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ณ สนามกีฬาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ วัดราษฎร์โพธิ์ทอง ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ โดย นายสุนทร ปานแสงทอง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ประธานที่ปรึกษาสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานในพิธีบวงสรวง วางศิลาฤกษ์แท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6

เพื่อเป็นที่สักการะของประชาชนคนสมุทรปราการ โดยมี พราหมณ์ กล่าวโองการบวงสรวง นำกล่าวถวายเครื่องสักการะ และนำกล่าวขอพร มีนายอัครวัฒน์ อัศวเหม พร้อมด้วย นายวรพร อัศวเหม นายต่อศักดิ์ อัศวเหม รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ นายสิทธิไชย เชื้อไทย นายพิษณุวัส คำงาม เลขานุการนายก อบจ. นายสมควร ชูไสว ประธานสภา อบจ. พร้อมด้วย คณะสมาชิกสภา อบจ. ทั้ง 6 อำเภอ 

หัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าฝ่าย พนักงานจากกองงาน ต่างๆ อาทิ เช่น สำนักเลขานุการองค์การบริหารส่วนจังหวัด กองยุทธศาสตร์และงบประมาณ กองคลัง กองช่าง กองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม กองผังเมือง หน่วยตรวจสอบภายใน กองสาธารณสุข และกองการเจ้าหน้าที่ โดยมี นายไพบูณร์ พินเที่ยง สมาชิกสภา อบจ. นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดสมุทรปราการ นายสมเกียรติ ทองเหลือ เลขานุการ คณะกรรมการสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดสมุทรปราการ ฝ่ายปกครอง และกลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า เข้าร่วมในพิธีครั้งนี้

ด้าน นายสุนทร ปานแสงทอง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ประธานที่ปรึกษาสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า สำหรับสนามกีฬา อบจ. สมุทรปราการ ซึ่งเป็นสนามกีฬาที่อยู่ภายใต้การดูแลขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ หลังจากประกอบพิธีบวงสรวง วางศิลาฤกษ์แท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ในวันนี้แล้ว 

ทาง อบจ. ก็จะทำพิธีเปิดใช้สนามเพื่อเป็นสิริมงคล พร้อมเปิดให้เยาวชนรวมถึงประชาชนทั่วไป ที่สนใจในการอออกกำลังกาย ก็สามารถมาใช้สนามได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมทางด้านกีฬาให้รุดหน้าและเจริญก้าวหน้าตลอดยิ่งยิ่งขึ้นไป อีกทั้งเป็นการช่วยเหลือชุมชนในการใช้เวลาว่างมาใช้สนามกีฬาแห่งนี้ในการออกกำลังกายเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง 

โครงการปรับปรุงอาคารอเนกประสงค์ บริเวณชั้นหนึ่ง สนามกีฬา องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ และจัดซื้อครุภัณฑ์ สำหรับใช้ในอาคารสนามกีฬา และลานกิจกรรมสนามกีฬา องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ (วัดราษฎร์โพธิ์ทอง) เฟส 1 ได้เสร็จสิ้นแล้ว ยังคงเหลือ เฟสที่ 2 ที่เป็นสนามฟุตบอล ที่ยังไม่เรียบร้อยตอนนี้ก็อยู่ในขั้นตอบปรับพื้นที่ให้เรียบร้อย จากนั้นก็จะปรับปรุงให้ใช้งานได้ แต่ทั้งนี้การเข้าออกของชุมชนก็ต้องอาศัยสถานที่ของสนามกีฬาแห่งนี้ ดังนั้น เราต้องทำให้ประชาชนไม่เดือดร้อนสามารถเข้าออกผ่านสนามได้อย่างปลอดภัย

พิษณุโลก รองแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นผู้แทนแม่ทัพภาคที่ 3 รับมอบลวดหีบเพลงและสิ่งของบริจาคจาก พสบ.ทภ.3 รุ่นที่ 6 เพื่อสนับสนุนกำลังพลชายแดน

(19 ก.ย.68) เวลา 14.00 น. ณ ห้องโถงกลาง สโมสรบันเทิงทัพ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก พลตรี วรเทพ บุญญะ รองแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นผู้แทนแม่ทัพภาคที่ 3 รับมอบลวดหีบเพลง พร้อมอุปกรณ์และสิ่งของบริจาค จากคณะหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 3 (พสบ.ทภ.3 รุ่นที่ 6)

กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้โครงการ CSR “ช่วยสร้างรั้วของชาติ” และกิจกรรมพบปะพี่น้อง เพื่อนพ้อง จากคณะหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 3 (พสบ.ทภ.3 รุ่นที่ 6) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำลวดหีบเพลงและสิ่งของที่ได้รับมอบ ไปสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของกำลังพลผู้ปกป้องอธิปไตยของชาติในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งถือเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง

นอกจากนี้ กิจกรรมดังกล่าวยังมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมและปลูกฝังค่านิยมด้านความรักชาติ ความเสียสละ และความหวงแหนในอธิปไตยของประเทศ และประชาชนทั่วไป เพื่อบ่มเพาะจิตสำนึกด้านความมั่นคง และสร้างการมีส่วนร่วมในการดูแลประเทศชาติอย่างยั่งยืน

เชียงใหม่-รองผบ.ตร.ร่วมแถลงผลจับกุมผู้ต้องหา เหตุทำร้ายร่างกายโดยใช้อาวุธมีดฟันได้รับบาดเจ็บ 

กรณีเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 มีเหตุวัยรุ่นทำร้ายร่างกายกันที่บริเวณภายในร้าน “สะดวกซัก 24 ชม.” ถ.เชียงใหม่ – สันกำแพง ต.หนองป่าครั่ง อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 3 ราย พื้นที่ สภ.แม่ปิง 

วันศุกร์ที่ 19 กันยายน 2568 เวลา 11.30 น.พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร. เป็นประธานในการแถลงข่าวผลจับกุมผู้ต้องหา 15 คน (รวมผู้ก่อเหตุ) อยู่ระหว่างติดตามจับกุม 1 ราย เหตุทำร้ายร่างกายโดยใช้อาวุธมีด ฟันหญิงวัยรุ่นใน พื้นที่ สภ.แม่ปิง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นคดีสำคัญที่อยู่ในความสนใจของประชาชน โดยมี พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5, รอง ผบก.ฯ, ผกก.สส. และ ผกก.สภ.พื้นที่ เข้าร่วมแถลงข่าวณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค 5 (ศปก.ภ.5) ชั้น 2 อาคารที่ทำการ ตำรวจภูธรภาค 5 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 23.15 น. เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้รับแจ้งจากพนักงานวิทยุ สภ.แม่ปิงว่ามีเหตุวัยรุ่นทำร้ายร่างกายกันที่บริเวณภายในร้าน “สะดวกซักสกาย - Sky Laundry 24 ชม.” ถ.เชียงใหม่ – สันกำแพง  ต.หนองป่าครั่ง อ.เมืองเชียงใหม่ จว.เชียงใหม่ เมื่อทราบเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมพร้อมกับพนักงานสอบสวน จึงได้เดินทาง ไปยังที่เกิดเหตุ สอบถามข้อมูล ทราบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 3 ราย ประกอบด้วย เป็นชาย 1 ราย อายุ 17 ปี โดนอาวุธมีดฟันบริเวณกลางหลัง    (ผู้ให้ข้อมูลอยู่ที่เกิดเหตุ)  เด็กหญิง อายุ 14 ปี โดนอาวุธมีดฟันบริเวณมือด้านขวาขาด   (กู้ภัยนำตัวส่งรักษาโรงพยาบาล)  และเด็กชาย อายุ 14 ปี โดนอาวุธมีดฟันบริเวณมือทั้งสองข้าง(กู้ภัยนำตัวส่งรักษาโรงพยาบาล) 

จากการสอบถามเบื้องต้นพบว่า เมื่อเวลา 23.00 น. ตนกับพวกจำนวน 9 คน ได้มายืนอยู่บริเวณหน้าร้าน 7 – 11 จากนั้นได้มีกลุ่มวัยรุ่นจำนวนประมาณ 20 กว่าคน ขี่รถจักรยานยนต์มาจอดริมถนน แล้วถืออาวุธมีดเข้ามาจะทำร้าย กลุ่ม ของตนจึงได้วิ่งหลบเข้าไปในที่เกิดเหตุ กระทั่งได้มีหนึ่งในกลุ่มวัยรุ่น ตามมาใช้อาวุธมีดฟันกลุ่มของพวกตนจนบาดเจ็บ เมื่อก่อเหตุแล้ว ผู้ก่อเหตุได้ขี่รถจักรยานยนต์ มุ่งหน้าไปทางแยกบวกครกศรีวิไลหลบหนีไป เจ้าหน้าที่ตำรวจฯ รวบรวมพยานหลักฐาน และลักษณะรูปพรรณของกลุ่มคนร้ายดังกล่าวข้างต้นเอาไว้  เพื่อดำเนินการติดตามกลุ่มคนร้ายโดยทันทีอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งได้แจ้งให้กับสถานีตำรวจในพื้นที่ข้างเคียงให้ช่วยกันตรวจสอบกลุ่มบุคคลดังกล่าว 

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 01.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สารภี จว.เชียงใหม่ ได้ควบคุมตัวกลุ่มผู้ต้องสงสัย 4 คน ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มวัยรุ่นที่ได้ก่อเหตุดังกล่าว จึงได้แจ้งประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่ปิง  เพื่อมาทำการตรวจสอบ จนพบข้อมูลภายในโทรศัพท์มือถือ ของกลุ่มผู้ต้องสงสัย พบว่าภายในโทรศัพท์มือถือมีการบันทึกภาพ

การรวมตัวกลุ่มวัยรุ่นจำนวนหลายคัน และได้ขับขี่รถจักรยานยนต์มุ่งหน้าไปทางบริเวณสถานที่เกิดเหตุ โดยผู้ถูกจับได้ยอมรับต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ได้ร่วมไปกับกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวจริง แต่ไม่ได้ลงมือทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด จึงได้ควบคุมตัวกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าว มาสืบสวนขยายผลหาตัวกลุ่มผู้ก่อเหตุคนอื่นๆ ต่อไป ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจฯ ได้ร่วมกันสืบสวนติดตามจับกุมตัว กลุ่มวัยรุ่นที่ร่วมกันก่อเหตุดังกล่าวมาดำเนินคดีได้ จำนวน 15 นาย และได้ดำเนินการขออนุมัติต่อศาลออกหมายจับผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างการหลบหนี 1 นาย เร่งดำเนินการติดตามจับกุมให้ได้โดยเร็ว

สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความพร้อมในการปฏิบัติ เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายต่างทุ่มเทและตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ ยกระดับความเชื่อมั่นในความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและนักท่องเที่ยว ด้วยมาตรการที่มีประสิทธิภาพ เสริมสร้างความปลอดภัย ฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทย
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top