Sunday, 26 July 2026
Hard News Team

คืนที่ 10 ในเรือนจำ ‘ทักษิณ’ ป่วย!! ราชทัณฑ์พาตัว ตรวจสุขภาพ ก่อนถูกส่งกลับ ‘เรือนจำคลองเปรม’ ตามขั้นตอนปกติ

(21 ก.ย. 68) ความเคลื่อนไหวของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้บังคับโทษจำคุก นายทักษิณ 1 ปี ล่าสุด มีรายงานว่าเมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา หลังจากที่นายทักษิณ ถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจํากลางคลองเปรมเป็นคืนที่ 10 เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ได้นำตัวนายทักษิณ ไปตรวจสุขภาพร่างกายที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ หลังจากมีอาการอ่อนเพลียรวมถึงมีอาการปวดตามร่างกาย เนื่องจาก นายทักษิณ มีโรคประจำตัวเพื่อเป็นการตรวจเช็คอาการตามโรค

ทั้งนี้ภายหลังนายทักษิณได้เข้ารับการตรวจเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ได้นำตัวกลับเข้ามายังเรือนจำกลางคลองเปรมทันทีโดยไม่ได้นอนพักที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ซึ่งทุกอย่างเป็นการดำเนินการเหมือนผู้ต้องขังคนอื่นๆตามปกติเมื่อมีอาการเจ็บป่วย

‘กองทัพบก’ โต้!! ‘กัมพูชา’ ยันไทยใช้กฎหมายในเขตอธิปไตย ไม่ละเมิด MOU 2000 ย้ำ!! ประเทศไทยมีสิทธิใช้กฎหมาย ในพื้นที่ของตนเอง กรณีพิพาทหมู่บ้านชายแดน

(21 ก.ย. 68) กรณีกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาออกแถลงการณ์ เมื่อ 20 ก.ย. 68 ระบุว่า “กัมพูชาได้ยื่นหนังสือประท้วงและคัดค้านอย่างเป็นทางการต่อรัฐบาลไทย เกี่ยวกับเจตนาที่จะใช้กฎหมายภายในประเทศของไทยกับพลเมืองกัมพูชาในหมู่บ้านโจกเจย และหมู่บ้านไปรจัน ตำบลโอเบยเจือน อำเภอโอโจรว จังหวัดบันเตียเมียนเจย โดยมีรายละเอียดกล่าวหาฝ่ายไทยว่า

ฝ่ายไทยอ้างสิทธิ์ใช้กฎหมายภายในประเทศกับพลเมืองกัมพูชาในพื้นที่พิพาท โดยการอ้างสิทธิดังกล่าวของไทยละเมิดพันธกรณีตามกฎบัตรสหประชาชาติ (มาตรา 2(3) และ 2(4)) เป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจ MOU 2000 ว่าด้วยการสำรวจและปักปันเขตแดนทางบก ขัดต่ออำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ขอเรียกร้องให้ไทยยุติกิจกรรมที่บ่อนทำลายความพยายามลดความตึงเครียด ตามข้อตกลงหยุดยิง

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ชี้แจงต่อกรณีนี้ว่าฝ่ายไทยมีสิทธิและหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศกับบุคคลที่อยู่ในเขตดินแดนของไทย ซึ่งเป็นหลักการสากลที่ทุกประเทศยอมรับ และขอยืนยันว่าพื้นที่ที่ฝ่ายไทยอาจจำเป็นต้องดำเนินการก่อนนั้น ไม่ได้อยู่ในเขตของพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ อย่างที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามบิดเบือน แต่อยู่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทยอย่างชัดเจน ซึ่งทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักอธิปไตยของรัฐ

พลตรี วินธัย  ระบุว่า ส่วนเรื่องพันธกรณีตามกฎบัตรสหประชาชาติ ในมาตรา 2(3) ที่ได้ระบุไว้ว่า “รัฐสมาชิกต้องระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศด้วยวิธีสันติ เพื่อไม่ให้สันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศตกอยู่ในอันตราย” นั้นในความเป็นจริงกลับพบว่าฝ่ายกัมพูชามักจะเป็นผู้ละเมิด อย่างกรณีการปลุกปั่น จัดฉาก ใช้ประชาชนมาเป็นผู้สร้างสถานการณ์ความรุนแรง

ส่วนในมาตรา 2(4) ที่ระบุว่า “รัฐสมาชิกต้องละเว้นจากการคุกคามหรือการใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งดินแดน” กลับเป็นฝ่ายกัมพูชาอีกเช่นกันที่เป็นผู้ละเมิด อย่างกรณีการรุกรานรุกล้ำอธิปไตยไทย ด้วยการนำกำลังทหารพร้อมอาวุธมาวางกำลังในดินแดนอธิปไตยไทย และการแอบลักลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ในดินแดนอธิปไตยไทย แม้ว่าจะมีข้อตกลงหยุดยิงแล้วก็ตาม

พลตรี วินธัย  ระบุว่า สำหรับกรณีที่กล่าวหาว่าเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจ MOU 2000 ว่าด้วยการสำรวจและปักปันเขตแดนทางบก ขัดต่ออำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมนั้น ต่อกรณีนี้เป็นฝ่ายกัมพูชาอีกเช่นกันที่เป็นผู้ละเมิดบันทึกความเข้าใจ MOU 2000 ด้วยการละเลย ไม่จริงใจ ปล่อยให้มีการก่อสร้างอาคาร สถานที่ บ้านเรือนชุมชน ทั้งในเขตพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ และในเขตพื้นที่อธิปไตยของไทย ฝ่ายไทยได้ทำการประท้วงตามข้อกำหนด MOU 2000 จำนวนกว่า 500 ครั้งตลอดแนวชายแดนไทย–กัมพูชา แต่ฝ่ายกัมพูชาเพิกเฉยและไม่ยอมแก้ไขมากว่า 20 ปี

พลตรี วินธัย  ระบุว่า สำหรับกรณีที่กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยยุติกิจกรรมที่บ่อนทำลายความพยายามลดความตึงเครียด ตามข้อตกลงหยุดยิงนั้น
ต่อกรณีนี้อีกเช่นกันที่เป็นฝ่ายกัมพูชาเองที่เป็นผู้สนับสนุนและดำเนินการแบบไม่เปิดเผย เพื่อให้มีกิจกรรมการชุมนุมของประชาชนในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ด้วยท่าทีที่ก้าวร้าว และมีการใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยในเขตอธิปไตยของไทย จนมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บจำนวนหลายราย

“จึงขอยืนยันว่าฝ่ายไทยมีเจตนาที่จะแก้ไขปัญหาชายแดนโดยสันติวิธี โดยจะไม่ใช้กำลังรุกรานใคร การดำเนินการในสิ่งต่าง ๆ ที่จำเป็นนั้น อยู่ภายใต้กรอบกติกาสากลและกฎหมายไทย เพื่อรักษาอธิปไตย และปกป้องตนเองจากการคุกคามของฝ่ายกัมพูชา” พลตรี วินธัย ระบุ

‘อนุทิน’ ตั้งทีมเศรษฐกิจใหม่ สู้เศรษฐกิจย่ำแย่ ภารกิจสุดโหด รับศึกรอบด้าน เข็นครก แบกหิน ขึ้นภูเขา ภารกิจทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ วัดฝีมือระยะสั้น

(21 ก.ย. 68) ภารกิจเข็นครก แบกหิน ขึ้นภูเขา ของทีมเศรษฐกิจประเทศไทยชุดใหม่ ของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมดึงคนนอก มานั่งคุมกระทรวงสำคัญ สำหรับกระทรวงหลักที่ดูแลเศรษฐกิจ ได้แก่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ดูแลกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ดูแลกระทรวงพาณิชย์ นายธนากร วังบุญคงชนะ ดูแลกระทรวงอุตสาหกรรม

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยรายงานสถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำปี 2567 ว่าสถานการณ์ความยากจนของไทยมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ในปี 2567 พบว่าจำนวนคนจนเพิ่มขึ้นเป็น 3.43 ล้านคน หรือคิดเป็น 4.89% ของประชากรทั้งประเทศ เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 3.41% และเส้นความยากจนปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน

ด้านแรงงานในภาคเกษตรมีจำนวนคนจนเพิ่มขึ้นมากที่สุด คิดเป็น 45.49% ของคนจนทั้งหมด สะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรที่ต้องพึ่งพารายได้จากการผลิต ซึ่งมีความผันผวนสูงตามสภาพอากาศและราคาสินค้าเกษตรที่ไม่แน่นอน ส่งผลให้ครัวเรือนเกษตรจำนวนมากยังคงตกอยู่ในภาวะยากจนเมื่อเศรษฐกิจภาคเกษตรชะลอตัว

สถานการณ์ดังกล่าวยังเห็นได้ชัดในกลุ่มคนเปราะบางต่อความยากจน ซึ่งมีจำนวนคนจนเพิ่มสูงขึ้นในทุกระดับความรุนแรง โดยกลุ่ม “คนจนมาก” เพิ่มขึ้นเป็น 8.79 แสนคน และกลุ่ม “คนจนน้อย” เพิ่มขึ้นเป็น 2.55 ล้านคน

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงมุมมองต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ว่า ภาคอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการทำงานของรัฐบาลชุดนี้เป็นอย่างมาก เพราะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่การแข่งขันระดับโลกด้านเทคโนโลยี พลังงาน และสิ่งแวดล้อมทวีความรุนแรงขึ้น สิ่งที่ทุกภาคส่วนคาดหวัง คือ การที่รัฐบาลทำงานอย่างมีเอกภาพ วางนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นำ 5 ข้อเสนอเร่งด่วนที่ ส.อ.ท. ได้นำเสนอไว้จากการหารือที่ผ่านมา นำไปปรับเป็นมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว ได้แก่

1. การเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า ซึ่งจะต้องเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงการต่างประเทศอย่างใกล้ชิด
2. การส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs โดยจะทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะสั้นด้วยการกำหนดมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และมีนโยบายซอฟต์โลน ดอกเบี้ยต่ำ 
3. การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ โดยร่วมมือกับกระทรวงพลังงาน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ โดยในระยะสั้น มุ่งหวังให้มีการลดค่าไฟให้แก่ประชาชน และลดต้นทุนค่าพลังงานให้แก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ให้สามารถแข่งขันได้
4. การรับมือผลกระทบจากปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงคมนาคม เร่งเจรจาปัญหาเพื่อหาข้อยุติโดยเร็ว หามาตรการช่วยเหลือและเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากช่วงการปิดด่านในระยะเร่งด่วน ระยะสั้นและระยะยาว
5. การบริหารจัดการผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่ง ส.อ.ท. ได้สะท้อนความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย โดยการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ในการแก้ปัญหาปม ‘เงินไม่รู้ที่มา ทะลักเข้าไทยทุกเดือนจำนวนมากผิดปกติในช่วงที่ผ่านมา’ ซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย

ซึ่งเศรษฐกิจโลกเอง ก็ยังไม่ฟื้นตัวดีมากนัก โดยเฉพาะนโยบายด้านภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ส่งผลกระทบไปยังประเทศต่างๆ สถานการณ์ล่าสุด คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุมเมื่อวันที่ 17 กันยายน ส่งผลให้ดอกเบี้ยลดลงสู่ระดับ 4.00%-4.25% เป็นการลดครั้งแรกในรอบ 9 เดือน ตามที่ตลาดคาด ด้วยมติไม่เอกฉันท์

“ธนาคารกลางญี่ปุ่น” มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.5% หลังเกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองจากการประกาศลาออกของนายกฯ อิชิบะ และภาษีสหรัฐ วันที่ 19 กันยายน 2568 เวลา 10.49 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมือง หลังจากนายกรัฐมนตรีชิเกรุ อิชิบะ ประกาศลาออกเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

2 ประเทศใหญ่ ลด และคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย สะท้อนสภาพเศรษฐกิจในภาพรวมที่ยังย่ำแย่ ต้องการการกระตุ้นด้านการลงทุน จากเอกชน เพื่อพยุงเศรษฐกิจ 

‘ทั้งเข็นครก ทั้งแบกหิน ขึ้นภูเขา’ คำนี้คงไม่เกินเลยนัก เพราะมีระยะเวลาให้ทำงานสั้นๆ เพียง 4 เดือน (ตามที่มีข่าวก่อนโหวตนายกรัฐมนตรี) จะทำได้แค่ไหนกัน อย่างน้อยก็เอาใจช่วยให้ประครองเศรษฐกิจไม่ให้ตกต่ำไปมากกว่านี้ วัดฝีมือการบริหารทีมประเทศไทยระยะสั้น ของนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 

‘นิพิฏฐ์’ ประกาศชัด!! ไม่กลับ ประชาธิปัตย์ เว้นแต่ 'อภิสิทธิ์' หวนคืนหัวหน้าพรรค

(21 ก.ย. 68) นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

โปรดฟังอีกครั้ง

มีสมาชิกพรรคและผู้มิใช่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ บอกให้ผมไปสมัครเป็นสมาชิกพรรค เพราะผมเป็นอดีตรัฐมนตรีของพรรค เมื่อสมัครก็สามารถเลือกหัวหน้าพรรคได้เลย

ผมบอกทุกคนไปว่าผมไม่สมัคร จนกว่าคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะได้เป็นหัวหน้าพรรค

จากนั้นผมจึงจะไปสมัครและช่วยฟื้นฟูพรรค ทั้งนี้ เพื่อตอบแทนและใช้หนี้บุญคุณพรรคประชาธิปัตย์

เหตุที่ผมจะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคหลังเลือกหัวหน้าพรรคเสร็จแล้ว เพราะไม่อยากมีตำแหน่งแห่งหนใดๆ ในพรรคอีกแล้ว

เพราะแม้ไม่มีตำแหน่งแห่งหนใดๆ  ผมเชื่อว่า ทุกอย่างที่ผมหยิบขึ้นมาในมือ ผมสามารถใช้เป็นอาวุธ สังหารศัตรูได้ทั้งสิ้น

แต่หาก คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรค ผมก็จะปลีกวิเวก บำเพ็ญพรตแถวเทือกเขาบรรทัดพัทลุง ต่อไป!!

‘เพื่อไทย’ เดือด!! ซัด ‘พรรคประชาชน’ เป็น ‘วิปฝ่ายค้ำ’ จวกยับ!! ตั้งรัฐบาลเพื่อ ‘ยุบคดีสีน้ำเงิน’ ไม่ใช่เพื่อยุบสภา

(21 ก.ย. 68) นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงข้อสังเกตจากบันทึกข้อตกลงร่วมระหว่าง พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย หรือที่เรียกว่า MOA ส้ม-น้ำเงิน ว่า ขณะนี้พี่น้องประชาชนเห็นสัญญาณที่ชัดเจนในการ เร่งเติมเสียงของพรรคภูมิใจไทย โดยมีนักการเมืองจากพรรคต่างๆ เปิดตัวเข้าร่วมงานการเมืองมากขึ้น แต่น่าแปลกใจที่ตัวแทนจากพรรคประชาชน อย่างคุณปกรณ์วุฒิ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กลับมองไม่เห็น

อีกทั้งยังมีความพยายามให้สัมภาษณ์ ยืนยันข้ามพรรคด้วยว่า พรรคภูมิใจไทยยังไม่ได้พยายามรวมเสียงข้างมาก และยังไม่เป็นสัญญาณที่จะทำให้เกิดเสียงเพิ่มเติมในฝ่ายรัฐบาล

จนหลายฝ่ายเริ่มสับสนว่านี่คือคุณปกรณ์วุฒิ นี่เป็น รองหัวหน้าพรรคประชาชน หรือ โฆษกพรรคภูมิใจไทย คนใหม่กันแน่

นอกจากนี้การที่คุณปกรณ์วุฒิ พยายามช่วยชี้แจงแทนพรรคภูมิใจไทยอย่างเข้มแข็งว่ารัฐบาลเสียงข้างมากจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพรรคฝ่ายค้าน หนึ่งในสองพรรคใหญ่คือ พรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาชน ต้องไปให้การสนับสนุนฝ่ายรัฐบาล พร้อมชี้ถึงกรณีที่มี สส. พรรคเพื่อไทย 9 เสียง ที่ไม่โหวตตามมติพรรคนั้น

พรรคประชาชน ต้องเข้าใจว่า ข้อตกลงรัฐบาลเสียงข้างน้อยของสีส้มและสีน้ำเงินนั้น พรรคเพื่อไทยไม่ได้ร่วมรับผิดชอบอะไรด้วย

และในข้อเท็จจริงคือ แม้จะมี สส.พรรคเพื่อไทย 9 คน สนับนุนการจัดตั้งรัฐบาลนั้น แต่พรรคประชาชน คือคนที่โหวตหนุน คุณอนุทินแบบยกพรรค และต้องร่วมรับผิดชอบต่อการดำเนินการของรัฐบาลนี้เอง เพราะคนเริ่มครหาแล้ว ว่ารัฐบาลนี้ ไม่ได้ตั้งมาเพื่อยุบสภา แต่ตั้งมาเพื่อยุบคดีสีน้ำเงิน มากกว่า ดังนั้น เราจึงได้ออกแถลงการณ์ไปตั้งแต่เมื่อวาน

“พรรคเพื่อไทย ยืนยันว่าเรามีทั้ง สส. คนรุ่นใหม่ ที่มุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน และ สส. รุ่นใหญ่ที่มากประสบการณ์ พร้อมประสานงานกับพรรคประชาชนในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างแน่นอน แต่ขอไม่รับตำแหน่งกรรมการวิปฝ่ายค้านร่วมกับพรรคประชาชน

เพราะรัฐบาลนี้ตั้งขึ้นด้วยกลไกแปลกประหลาด มีผู้นำฝ่ายค้าน ที่หามแคนดิเดตจากพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเสลี่ยง มีประธานวิปฝ่ายค้าน ที่ทำหน้าที่เสมือนโฆษกพรรคภูมิใจไทย อีกทั้งยังให้ สส. กว่า 140 คน แบกองค์ประชุมแทนรัฐบาล แทบทุกวัน ขัดกับที่เคยเป่าประกาศมาโดยตลอด ว่าการรักษาองค์ประชุมเป็นหน้าที่ของรัฐบาลเท่านั้น

จึงต้องตั้งคำถามว่า วิปที่ตั้งขึ้นมานี้ คือวิปฝ่ายค้าน หรือวิปฝ่ายค้ำ ค้ำยันให้รัฐบาลสีน้ำเงินกันแน่??

พรรคเพื่อไทย เรายืนยันว่าจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่ ไม่มีกั๊ก ไม่อ่อนข้อให้ใคร ตั้งแต่วินาทีแรก และเราไม่ผูกมัดกับกรอบเวลา 4 เดือน ตาม MOA สีน้ำเงินอมส้ม ที่เป็นระยะเวลาสมประโยชน์กันของพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น

เพราะเราไม่มีพันธะสัญญาผูกพันใดๆกับใครทั้งในที่แจ้ง หรือในที่ลับระหว่างพรรค ก็ตาม และเรามุ่งมั่นที่จะรับผิดชอบต่อพี่น้องประชาชนเท่านั้น ซึ่งเราจะแสดงบทบาทฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ให้เห็นในการอภิปราย การแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน ที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนนี้อย่างแน่นอน

‘อนุทิน’ ไม่หวั่น!! ‘เพื่อไทย’ ซักฟอกนโยบาย บอก!! ยังไม่ได้เริ่มงาน จะอภิปรายอะไร

(21 ก.ย. 68) ที่จ.ศรีสะเกษ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคเพื่อไทยเตรียม 4 ขุนพล อภิปรายนโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภาว่า เป็นสิทธิ์และหน้าที่ของสส.สามารถทำได้ ตนก็มีข้อมูลที่จะชี้แจง หากมีการตั้งข้อสงสัยในเรื่องใด แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการชำแหละคืน

เมื่อถามว่าประเด็นที่จะอภิปราย มีเรื่องของโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี ที่ระบุว่าเป็นปราสาทสายฟ้าคอนเน็กชั่น นายอนุทิน อุทานโอ้โห! และกล่าวว่า แล้วคอนเน็กชั่นที่เกิดมาก่อนหน้านี้ ไม่กลับไปถามตัวเองก่อน ไม่ต้องถามตนหรอก เพราะตนไม่ทำในแบบที่พวกเขาทำ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคเพื่อไทยประกาศว่าจะขอเป็นพรรคฝ่ายค้านอิสระ ไม่ร่วมกับพรรคประชาชน จะทำให้การทำหน้าที่ของฝ่ายค้านกลายเป็นฝ่ายแค้นหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เป็นไร เวลามีแค่ 4 เดือน หลังจากแถลงนโยบายยุบสภาฯ แน่นอน ฉะนั้น รักกันไว้เถิด ต้องรักกันไว้ให้มาก

ส่วนการปฎิบัติหน้าที่แต่ละฝ่ายก็ทำไป แต่ต้องมีความรักกันไว้ เราต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ยิ่งเรามีปัญหา กับประเทศเพื่อนบ้าน ให้รบกับประเทศเพื่อนบ้านสิ อย่ามารบกันเอง

เมื่อถามย้ำว่าพรรคเพื่อไทย เตรียมที่จะอภิปรายถึงการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งที่ยังไม่เริ่มทำงาน นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่ได้บริหารราชการแผ่นดินเลยจะอภิปรายเรื่องอะไร หากตนบ้าจี้ขึ้นมา อภิปรายในสิ่งที่เขาทำบ้าง โดยเฉพาะเรื่องที่ทำให้ประเทศของเราเสียหายไปขนาดไหน ทำให้ประชาชน ทหาร บาดเจ็บ ต้องสูญเสียชีวิต หากพวกตนอภิปรายกลับบ้าง ประเทศก็ไม่ต้องก้าวหน้าไปไหน

“ฉะนั้น ขอเถอะบอกอยู่ว่าจะอยู่แค่ 4 เดือน จะทำไรก็แล้วแต่ อยู่ไม่เกิน 4 เดือนหรอก และมาแข่งกันตอนเลือกตั้ง ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน อย่าตัดสินเอง” นายอนุทิน กล่าวทิ้งท้าย

ชาวภูเก็ต ร้อง!! ผู้ว่าฯ ค้าน!! ปาร์ตี้ปีใหม่ ‘อิสราเอล’ บนชายหาด ชี้!! ยั่วยุ กระทบใจผู้รักความยุติธรรม หวั่นมือที่ 3 ปลุกปั่นสถานการณ์

(21 ก.ย. 68) ชาวภูเก็ตยื่นหนังสือถึงผู้ว่าฯระงับปาร์ตี้ปีใหม่อิสราเอล บนชายหาดพื้นที่สาธารณะ ชี้ประเทศฆ่าล้างเผ่าพันธ์ปาเลสไตน์ หากปล่อยให้จัด เท่ากับเป็นการยั่วยุ และทำร้ายความรู้สึกของผู้รักความเป็นธรรม อาจนำไปสู่มือที่ 3 ก่อความรุนแรง

วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๖๘ ชมรมคนไทยรักปาเลสไตน์ นำโดยนายมูฮัมหมัดยูซุฟ มามะ ผู้ประสานงานชมรม ได้เข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตนายโสภณ สุวรรณรัตน์ เพื่อยื่นข้อร้องเรียนความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับกิจกรรมของชาวอิสราเอล

รายละเอียดระบุว่า เนื่องด้วย ชมรมคนไทยรักปาเลสไตน์ เป็นตัวแทนของพี่น้องชาวภูเก็ต ร้องเรือนคัดค้านการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองปีใหม่ อิสราเอลและกิจกรรมทางศาสนาของอิสราเอลบนพื้นที่สาธาธารณะ ในฐานะตัวแทนมุสลิมภูเก็ต ขอแสดงความคัดค้านการจัดกิจกิรรม เฉลิมฉลองปีใหม่อิสราเอล และ กิจกรรมทางศาสนาของอิสราเอล บนพื้นที่สาธารณะ เพราะอิสราเอลคืออาชญกรสงครามฆ่าล้าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ ซึ่งตามหลักศาสนาอิสลาม ดังดำรัสของอัลกุรอ่านว่า มุสลิมผู้ศรัทธาคือพี่น้องกัน 

เราจึงรู้สึกเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ต่อความชั่ว และ การอธรรมกดขี่ที่อิสราเอลกระทำต่อพี่น้องปาเลสไตน์ของเรา ตั้งนั้นการปล่อยให้อิสราเอลมาเฉลิมฉลองแสดงสัญลักษณ์ในพื้นที่สาธารณะ ของจังหวัดภูเก็ต ที่มีประชากรมสลิมจำนวนมาก จึงถือเป็นการกระทำที่ท้าทายยั่วยุ

และเหยียบย่ำจิตใจชาวภูเก็ตอย่างที่สุด ประกอบกับกับประเทศไทย เพิ่งทำการประณามความชั่วของรัฐอิสราเอล ที่ละเมิดกฏสากลโจมตีประเทศกาต้าร์ เพื่อสังหารคณะผู้เจรจาสันติภาพ การปล่อยให้อิสราเอล จัดงานเฉลิมฉลองในไทยจึงเป็นการปฏิบัติที่ย้อนแย้งกับจุดยืนของรัฐ 

อีกทั้งล่าสุดเมื่อสองวันที่ผ่านมา องค์กรสหประชาชาติ ก็ได้ประณาม และ ยืนยันว่า อิสราเอลก่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวปาเลสไตน์ในอนวนกาซ่า นอกจากนั้นแล้ว ศาลโลกก็ได้พิพากษาตัดสินว่า อิสราเอลคือฆาตกรสงครามที่ก่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์เด็กและสตรีในฉนานกาซ่าจริง ซึ่งเกรงว่าหากหน่วยงานของรัฐ ปล่อยให้อิสราเอลมีกิจกรรมท้าทาย และ ข่มเหงความรู้สึกเช่นนี้ อาจมีมือที่สาม ที่อยู่เหนือการควบคุมใช้เป็นขนวน ในการสร้างสถานการณ์ในภูเก็ต ซึ่งสิ่งที่จะตามมาก็คือภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยวระดับประเทศ หากเกิดสถานการณ์ความรุนแรง 

ดังนั้นแนวทางแห่งปัญญาชนก็คือการป้องกันนั้นย่อมดีกว่าการแก้ไข การไม่สนับสนนหรือปล่อยให้มีกิจกรรมในที่สาธารณะ ที่กระทบกระเทือนต่อนต่อจิตใจพลเมืองประชาชน หรือเป็นการยั่วยที่จะนำไปสู่ความรุนแรง ก็ควรงด และ หลีกเลื่อง และไปจัดในสถาณที่ปิดจะเหมาะสมกว่า อนึ่ง เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เรามิได้ต่อต้านชาวยิว แต่เราต่อต้านอิสราเอล ซึ่งมีชาวอิวจำนวนมากทั่วโลก ที่เป็นทันธมิตรกับเราในการต่อต้านอิสราเอล "ลัทธิไซออนิสต์ "

นราธิวาส-วันสันติภาพสากล ปัตตานี จัดงานยิ่งใหญ่ ‘We Are One Family Festival’ สะท้อนพลังประชาชน 3 จังหวัดชายแดนใต้”

(21 ก.ย. 68) คณะขับเคลื่อนการพูดคุยสันติสุขระดับพื้นที่ จัดประชุมพร้อมจัดกิจกรรม “We Are One Family Festival ต่างศาสนา ต่างที่มา แต่เราคือครอบครัวเดียวกัน” เนื่องในวันสันติภาพสากล (International Day of Peace). ที่ห้องน้ำพราว โรงแรมซี.เอส.ปัตตานี อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี โดยมี พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เป็นประธาน งานนี้มีแขกรับเชิญพิเศษ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ปธ.คณะกรรมาธิการสันติภาพ 

การจัดงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้  ที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ ผ่านกระบวนการพูดคุยและสร้างความเข้าใจ เพื่อลดเงื่อนไขความขัดแย้ง และขับเคลื่อนสังคมสู่ความสงบสุข ผ่านการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น กว่า 240 เวที 1ปีที่ผ่านมา
ไฮไลต์สำคัญคือเวที โดยมีบุคคลสำคัญขึ้นเวที 
คุณจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และนักการเมืองอาวุโส ร่วมปาฐกถาพิเศษด้านนโยบายสันติภาพ
พระครูโฆษิตสุทธากรณ์ หัวข้อ “พุทธธรรมในชายแดนใต้ TED Talk ด้านแพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษาจุฬาราชมนตรี 

สันติสุขชายแดนใต้ มุมมองใหม่จากนักวิชาการโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมัชชา นิลปัทม์ (ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาการสื่อสารสันติภาพ) อิสลามกับสันติสุข พลังแห่งความหวังชายแดนใต้ โดย ดร.วิสุทธิ์ บิลล่าเต๊ะ  เสียงเยาวชน ก้าวใหม่สู่สันติสุชายแดนใต้ โดย นายฟาอิก กรระสี (ที่ปรึกษา กมธ.สันติภาพ)และ ชาลี สร้างภาพ..สู่การสร้างเสริมสันติสุข โดย นายอาหมัดกูเซียรี ดอเล้าะ อิฟูเดินเซอร์ ชาลี สร้างภาพ  ได้รับความสนใจจากนักศึกษาและประชาชนจำนวนมาก 1,000คน

นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เริ่มต้นปรากฏชัดเจนตั้งแต่เหตุการณ์ปล้นปืนปี 2547 จากวันนั้นจนถึงวันนี้ รัฐบาลและสังคมไทยได้พยายามค้นหาวิธีการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการรับฟังความคิดเห็น การตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์แห่งชาติ การศึกษาแนวทางการใช้กำลัง การสร้างความเป็นธรรม การลดเหตุรุนแรง รวมถึงประเด็นเรื่องการศึกษาปอเนาะ สิทธิการถือสองสัญชาติ และข้อเสนออีกมากมายที่มีประโยชน์ แต่ที่ผ่านมา หลายแนวคิดยังไม่สามารถถูกผลักดันจนกลายเป็นนโยบายที่มีผลในทางปฏิบัติได้ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม วันนี้ประเทศไทยได้ก้าวมาสู่กระบวนการพูดคุยสันติภาพอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งมีคณะขับเคลื่อนระดับชาติเข้ามาร่วมดำเนินการ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญที่ทุกฝ่ายจะต้องเชื่อมโยงการทำงานในอดีตกับการขับเคลื่อนในปัจจุบัน เพื่อสร้างรากฐานสันติสุขที่มั่นคงและยั่งยืน สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ไม่อาจละเลยได้ คือ การพัฒนาเยาวชนและการศึกษา ในอดีต มีการประเมินว่าเด็กในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ได้รับโอกาสทางการศึกษาต่ำกว่าพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ ความเหลื่อมล้ำนี้กลายเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและความมั่นคงในอนาคต ดังนั้น รัฐจะต้องเร่งลงทุนในระบบการศึกษา ทั้งการสร้างบุคลากรทางการแพทย์ การยกระดับโรงเรียน การสร้างทักษะอาชีพ และการจัดการศึกษาที่ตอบโจทย์พื้นที่อย่างแท้จริง อีกหนึ่งประเด็นที่นายจาตุรนต์ให้ความสำคัญคือ เรื่องภาษาและอัตลักษณ์ โดยเห็นว่าการส่งเสริมให้เยาวชนได้เรียนรู้ภาษามลายูหรือภาษาแม่ของตนเอง จะช่วยรักษารากเหง้าและความเป็นตัวตนของสังคมมลายูมุสลิมในพื้นที่ การไม่เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ภาษาของตนเองอย่างจริงจัง จะยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกถูกกีดกันและอาจกลายเป็นปัจจัยฉุดรั้งการพัฒนา “ประเทศใดที่มีความขัดแย้ง หากไม่เร่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ไม่ลงทุนกับอนาคตของเด็ก เยาวชนก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และความขัดแย้งจะยิ่งยืดเยื้อ” นายจาตุรนต์ย้ำ

ด้านแพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษาจุฬาราชมนตรี มองว่า “สันติสุข” ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้เพียงด้านเดียว แต่ต้องสร้างพร้อมกันทั้งในมิติ การศึกษา การสาธารณสุข และการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม
เธอกล่าวว่า ภาพของสันติสุขในใจของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป บางคนเห็นเป็นภาพครอบครัวกินข้าวร่วมกัน บางคนเห็นเป็นเด็ก ๆ วิ่งเล่นอย่างปลอดภัยในชุมชน สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า สันติสุขเป็นประสบการณ์ที่แต่ละคนเฝ้าฝันและอยากเห็น เมื่อเด็ก ๆ วาดภาพ “สิ่งที่อยู่ในใจ”

ครั้งหนึ่งเมื่อเธอรับราชการอยู่ศูนย์สุขภาพจิตภาคใต้ ได้จัดกิจกรรมให้เด็กนักเรียนวาดภาพในหัวข้อ “สิ่งที่อยู่ในใจของหนู” เด็กจากจังหวัดอื่นมักวาดรูปครอบครัว ดอกไม้ พระอาทิตย์ หรือทิวทัศน์สวยงาม
แต่เด็กจากชายแดนใต้วาดรถถัง ปืน สีที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นสีเทา–ดำหม่น ๆ บางคนวาดภาพสีแดง ไม่สดใส 

เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนความจริงว่า เด็ก ๆ ในพื้นที่เติบโตท่ามกลางความรุนแรง เช่น เหตุระเบิดหน้าโรงเรียนในนราธิวาส ที่ทำให้เด็กบางคนเห็นทหารซึ่งเคยทักทายกันทุกเช้าเสียชีวิตต่อหน้าต่อตา ความทรงจำเหล่านี้ก่อให้เกิดภาวะ PTSD หากไม่ได้รับการดูแลต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตระยะยาว
สันติสุขในมิติของสังคม

หมอเพชรดาวย้ำว่า สันติสุขจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากประชาชนยังรู้สึกว่า ถูกกีดกัน ไม่ได้รับความเท่าเทียม หรือถูกมองข้าม เช่น วันสารทเดือนสิบ ประเพณีสำคัญของชาวไทยพุทธภาคใต้ ซึ่งยังไม่ถูกกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการ ทั้งที่วันฮารีรายอของชาวมุสลิม และตรุษจีนของชาวไทยเชื้อสายจีนได้รับการยอมรับแล้ว เธอเล่าว่า ในปี 2562 ได้อภิปรายเรื่องนี้ในสภาฯ และนำไปสู่การผลักดันของรัฐบาลปี 2564 แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่เป็นจริงเสียที นี่คือตัวอย่างที่สะท้อนว่า เรื่องง่าย ๆ ที่ไม่ต้องใช้งบประมาณเลย แต่มีคุณค่าทางจิตใจกลับยังยืดเยื้อมานาน
สามเสาหลักของสันติสุข ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดสันติสุขจริง ๆ มี 3 เสาหลัก

1. การศึกษา – ไม่ใช่แค่การให้ความรู้ แต่คือการสร้างความเข้าใจ เคารพความแตกต่าง และหล่อหลอมเยาวชนให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ
2. สุขภาพ – ความมั่นคงของชีวิตเริ่มต้นจากสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง หากประชาชนอ่อนแอ ย่อมยากที่จะสร้างสันติสุขได้
3. สังคม – ต้องส่งเสริมอัตลักษณ์ของทุกกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ร่วมกันบนผืนแผ่นดินนี้ เพื่อสร้างการยอมรับและความภาคภูมิใจร่วม
ทุกอย่างที่ได้กล่าวไป มันไม่ใช่แค่เป้าหมายที่เราต้องไปให้ถึงแต่คือกระบวนการที่เรา
สร้างขึ้นทุกวัน ทุกเดือน ทุกปีผ่านการกระทำเล็ก ๆ ของเราและเครือข่ำยของเรำ
We are one family ต่างที่มาแต่เราคือครอบครัวเดียวกัน.

ข่าว.แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

‘จิรายุ’ ซัดดีล!! ‘ส้ม – น้ำเงิน’ พิลึกพิลั่น!! ยัน!! ‘เพื่อไทย’ ไม่ร่วมฝ่ายค้านตาม MOA

(21 ก.ย. 68) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตสส.กทม. พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาชน (ปชน.) ยืนยันจะฝ่ายค้าน แม้จะเป็นพรรคการเมืองแกนนำในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีและสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ว่า MOA ส้ม-น้ำเงินที่พรรคปชน.ภาคภูมิใจ ทำให้ได้มาซึ่งรัฐมนตรีที่ทุกฝ่ายประสานเสียงร้องยี้ และรายชื่อที่ปรากฏออกมาก็สร้างความกังวลให้กับพี่น้องประชาชนอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มรัฐมนตรีปราสาทสายฟ้า ซึ่งอาจจะไม่เพียงมาเพื่อยุบสภา ตาม MOA แต่จะเป็นการมาเพื่อยุบคดี บางคดีที่พี่น้องประชาชนจับตา ไม่ว่าจะเป็นคดีเขากระโดง หรือคดีฮั้ว สว.

นายจิรายุ กล่าวต่อว่า อีกทั้งเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยขึ้นแล้ว ไม่เพียงทำให้ประชาชนกังวลเรื่องเสถียรภาพรัฐบาลที่อาจมีผลกระทบกับการบริหารเท่านั้น แต่ในช่วงที่ผ่านมายังพบว่ามีเสียงเตือนดังขึ้นต่อเนื่องถึงสภาพที่ไม่ปกติที่เกิดขึ้น เพราะพรรคการเมืองที่มีเสียงสูงสุดในการสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาลพรรค ภท.กลับบอกว่าตัวเองจะทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ซึ่งเรื่องนี้พรรค พท. ยืนยันว่าเราขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านในระบบรัฐสภา ทำงานด้วยความรับผิดชอบต่อประชาชน แต่จะไม่ขอร่วมเป็นฝ่ายค้านตาม MOA ส้ม-น้ำเงินเด็ดขาด เพราะไม่เพียงมีที่มาของดีลแปลกประหลาดแต่ยังเป็นการก่อกำหนดขึ้นของกลไกที่ไม่ปกติ

“พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะประสานงานกับพรรคประชาชนในการทำงานของฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แต่ไม่ขอเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือวิปฝ่ายค้าน เมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านก็ขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านแบบสุภาพบุรุษอย่างเต็มที่ ไม่มีอ่อนข้อ ไม่มีกั๊ก และจะไม่ยอมเป็นนั่งร้าน หรือเป็นฝ่ายค้านตาม MOA ให้ใคร ขอให้พรรคประชาชนสนุกกับบทบาทนี้ตามสบายเลย แต่พรรคเพื่อไทยไม่เอาด้วย” นายจิรายุ กล่าวทิ้งท้าย

‘กองทัพไทย’ เริ่ม!! โครงการ ‘รั้วอิเล็กทรอนิกส์’ ติดตั้งกล้องวงจรปิดต้นแรก แนวชายแดนสระแก้ว

(21 ก.ย. 68) กองทัพไทย ได้เริ่มโครงการติดตั้ง "รั้วอิเล็กทรอนิกส์" เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัยและความมั่นคงตามแนวชายแดน โดยเมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568 ได้มีการติดตั้งเสากล้องวงจรปิด (CCTV) ต้นแรกบริเวณหลักเขตชายแดนที่ 50 ด้านหลังด่านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังบูรพา

การติดตั้งเสา CCTV ต้นแรกนี้ประกอบด้วยกล้อง 3 ตัว ได้แก่ กล้องแบบ PTZ (Pan-Tilt-Zoom) 1 ตัว และกล้องแบบ Fix อีก 2 ตัว นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งระบบไฟส่องสว่างและระบบโซลาร์เซลล์เพื่อรองรับการทำงานอย่างต่อเนื่อง และมีการติดตั้งการ์ดบันทึกข้อมูลขนาด 512GB ซึ่งสามารถบันทึกภาพได้นานถึง 30 วัน

ในระหว่างการติดตั้ง กองร้อยทหารพรานที่ 12 ได้เข้าดำเนินการตัดต้นไม้ที่ขึ้นรกทึบในพื้นที่ตรงข้ามกำแพง เพื่อให้กล้องสามารถมองเห็นพื้นที่ได้อย่างชัดเจน และประสานงานกับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 12 (นพค.12) ซึ่งมีแผนจะเข้าปรับปรุงพื้นที่ในลำดับต่อไป

การติดตั้งเสา CCTV ต้นแรกนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของโครงการรั้วอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถเฝ้าระวังและป้องกันภัยคุกคามต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเสริมสร้างความมั่นคงให้กับประเทศในระยะยาว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top