Sunday, 26 July 2026
Hard News Team

ตอบแทนแผ่นดิน 'วปอ.66' ใจใหญ่! ควัก 4 แสนหนุนภารกิจชายแดน–สาธารณสุข

เมื่อวันที่ (22 ก.ย. 68) ที่ผ่านมา ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) กรุงเทพฯ นักศึกษา วปอ.รุ่นที่ 66 จัดพิธีมอบเงินรายได้จากการแสดงคอนเสิร์ตการกุศล 'The SixTysix' รวม 400,000 บาท สนับสนุนภารกิจความมั่นคงชายแดนไทย–กัมพูชา และงานด้านสาธารณประโยชน์

โดยมี ดร.วิกร ภูวพัชร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟังก์ชั่น อินเตอร์เนชั่น จำกัด (มหาชน) และผู้แทนนักศึกษา วปอ.66 เป็นตัวแทนส่งมอบเงินให้ 4 หน่วยงานสำคัญ ได้แก่ มูลนิธิองค์กรทำดี (บุ๋ม–ปนัดดา วงศ์ผู้ดี) รับ 100,000 บาท พัฒนาพื้นที่ชายแดนกรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ (ร.31 รอ.) รับ 100,000 บาท จัดหาอุปกรณ์จำเป็นให้กำลังพลปฏิบัติภารกิจที่ปราสาทตาควายกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี–ตราด (กปช.จต.) รับ 100,000 บาท เสริมศักยภาพการปฏิบัติหน้าที่ชายแดน และโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ (กองทัพภาค 2) รับ 100,000 บาท จัดหาเครื่องผลิตออกซิเจนเพิ่มศักยภาพการดูแลผู้ป่วย

ดร.วิกร เปิดเผยว่า การส่งมอบเงินครั้งนี้เป็นหนึ่งในพันธกิจ “ตอบแทนแผ่นดิน” ของ วปอ.66 ที่มุ่งสร้างคุณูปการต่อชาติ ทั้งด้านความมั่นคง การสนับสนุนกำลังพล และการช่วยเหลือสาธารณสุข สะท้อนคติประจำรุ่น “สามัคคีมีความสุข” และเจตนารมณ์แน่วแน่ในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ชายแดน

หนักแล้ว!! ‘ยูเครน’ เร่ขอเงินช่วยเหลือ 65 พันล้านดอลลาร์…เพื่อความอยู่รอด

(23 ก.ย. 68) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า รัฐบาลยูเครนควรเพิ่มตัวเลขเงินช่วยเหลือจากภายนอกที่ต้องการจากเกือบ 38 พันล้านดอลลาร์ เป็นประมาณ 65 พันล้านดอลลาร์ (2.37 ล้านล้านบาท) ภายในสิ้นปี 2027 โดยตัวเลขดังกล่าวได้ส่งต่อไปยังคณะกรรมาธิการยุโรปแล้ว

แม้ยังไม่มีการหารืออย่างเป็นทางการเกี่ยวกับขนาดของเงินกู้ใหม่จาก IMF แต่มีการคาดการณ์เบื้องต้นว่าจะอยู่ราว 8 พันล้านดอลลาร์ โดยยูเครนยังเผชิญกับขาดดุลงบประมาณ 43.9 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 ทำให้ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากพันธมิตรระหว่างประเทศเป็นส่วนใหญ่

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ IMF เตือนว่า การสนับสนุนระหว่างประเทศต่อยูเครนจะลดลงตามเวลา รัฐบาลยูเครนจึงจำเป็นต้องพัฒนาทรัพยากรภายในประเทศเพื่อเลี้ยงตัวเอง ซึ่งทางประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี เคยแสดงความกังวลเรื่องเงินทุนไม่เพียงพอสำหรับการผลิตอาวุธภายในประเทศ และความล่าช้าของความช่วยเหลือจากประเทศตะวันตก

'Warroom IAC' หารือร่วมป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์เกี่ยวเนื่องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับนานาประเทศ เดินหน้าแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

(23 ก.ย. 68) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ/ผู้บัญชาการศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (Warroom IAC) มอบหมายให้ พล.ต.ต.ผดุงศักดิ์ รักษาสุข ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี เป็นประธานต้อนรับคณะผู้เข้าร่วมประชุมหารือด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์เกี่ยวเนื่องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการของหน่วยบังคับใช้กฎหมายจากต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่จากองค์กรระหว่างประเทศ ณ โรงแรมมัลดีฟส์ บีช รีสอร์ท อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี 

ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเพื่อหารือแนวทางการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจาก 7 ประเทศ และ 4 องค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, องค์กรชั้นนำอย่างสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC), องค์การตำรวจสากล (INTERPOL), สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (FBI) และหน่วยสืบราชการลับสหรัฐ (Secret Service) ในการร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและวิธีปฏิบัติ เพื่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าวร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ภายในการประชุมมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์และมาตรการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่กำลังแพร่หลาย โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนอย่างจังหวัดจันทบุรี ซึ่งมีพรมแดนติดกับประเทศกัมพูชาเป็นระยะทางกว่า 87 กิโลเมตร และมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นจุดเชื่อมโยงของขบวนการค้ามนุษย์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เนื่องจากฝั่งตรงข้ามมีอาคารและคาสิโนที่เชื่อว่าเป็นฐานปฏิบัติการของกลุ่มอาชญากร

ในอดีตที่ผ่านมา มีรายงานการหลอกลวงคนไทยจำนวนมากไปบังคับทำงานผิดกฎหมายในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเพื่อช่วยเหลือเหยื่อกลับประเทศ ขณะที่ข้อมูลจากระบบรับแจ้งความออนไลน์เผยให้เห็นว่า เฉพาะในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีเพียงแห่งเดียว มีคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีกว่า 5,898 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 412 ล้านบาท โดยการประชุมครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อรับมือกับอาชญากรรมรูปแบบใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าความร่วมมือที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในอนาคต

จเรตำรวจแห่งชาติพร้อมรองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ผลักดันส่งตัวผู้ต้องหาสัญชาติเกาหลีรับโทษประเทศต้นทาง หลังตำรวจท่องเที่ยวทลายเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

วันที่ 20-23 กันยายน 2568 พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และคณะ เดินทางไปราชการต่างประเทศ ณ สาธารณรัฐเกาหลี พร้อมกันนี้ได้ทำการผลักดันส่งตัวผู้ต้องหาสัญชาติเกาหลีใต้ จำนวน 2 ราย กลับไปรับโทษยังสาธารณรัฐเกาหลี 

ผู้ต้องหาชาวเกาหลีใต้จำนวน 2 รายดังกล่าว จากผู้ต้องหาทั้งหมด 19 รายที่ถูกตำรวจท่องเที่ยว สถานีตำรวจท่องเที่ยว 4 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 จับกุมและทลายเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์เกาหลีใต้ในพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 20 กันยายน ที่ผ่านมา โดยนายคิมดูซง กงสุลตำรวจสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย พร้อมด้วยฝ่ายภูมิภาค 2 กองการต่างประเทศ ร่วมผลักดันผู้ต้องหากลับไปยังสาธารณรัฐเกาหลี โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสาธารณรัฐเกาหลีที่เกี่ยวข้องมารับตัวไปดำเนินคดีต่อไป โดยผู้ต้องหาสัญชาติเกาหลีอีก 17 คนนั้น ได้ถูกผลักดันส่งตัวกลับไปดำเนินคดียังสาธารณรัฐเกาหลีไปก่อนหน้านี้แล้ว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 เวลา 02.00 น. ได้รับการประสานจาก คุณลี ยองกุน กงสุลตำรวจ สถานทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย เพื่อขอความช่วยเหลือชายสัญชาติเกาหลี อายุ 31 ปี หลังบิดาในประเทศเกาหลีใต้แจ้งว่า บุตรชายถูกบังคับให้ทำงานและถูกทำร้ายร่างกาย พร้อมเตรียมถูกเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ไม่ทราบแน่ชัด เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวรับคำสั่งให้ลงพื้นที่ตรวจสอบตามข้อมูลเบื้องต้น บริเวณซอยชุมชนชายทะเล ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี จนสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายได้ที่บ้านหลังหนึ่งโดยปลอดภัย

ต่อมาวันที่ 6 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00 น. จากการสั่งการขยายผลพบว่ามีกลุ่มชาวเกาหลีและจีนประมาณ 20 คน พักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ลักษณะทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงร่วมกับสถานทูตสาธารณรัฐเกาหลี เข้าตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าว พบผู้ต้องสงสัยรวม 8 ราย เป็นชายสัญชาติเกาหลี 6 ราย หญิงสัญชาติเกาหลี 1 ราย และชายชาวจีน 1 ราย ซึ่งให้การรับสารภาพว่าทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงคนประเทศเกาหลีใต้ จากการตรวจสอบสถานที่ทำงานที่อาคารพาณิชย์ หมู่ 1 ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พบว่าเป็นสำนักงานปิดทึบ ชั้น 1 และ 2 ถูกดัดแปลงเป็นห้องทำงาน พร้อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก ได้แก่ โน้ตบุ๊ก 14 เครื่อง, คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 4 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือ 15 เครื่อง เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวจึงควบคุมตัวผู้ต้องหา พร้อมรายงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี เพื่อดำเนินการเพิกถอนวีซ่า และนำของกลางส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรห้วยใหญ่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

หมู่เรือลาดตระเวนชายแดน ทัพเรือภาคที่ 1 รับมอบสิ่งของสนับสนุนจากประชาชน

(23 ก.ย. 68) นาวาเอก ธวัชชัย สอนซี รองเสนาธอการทัพเรือภาคที้1/ผู้บังคับหมู่เรือลาดตระเวนชายแดนทัพเรือภาคที่ 1 ได้รับมอบสิ่งของสนับสนุนจาก นาวาเอก ชัชวาลย์ บัวทอง และครอบครัว พร้อมด้วย ร.ต.อ.ธรรมธร เที่ยงธรรม และครอบครัว โดยได้มอบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนม และของใช้จำเป็นต่าง ๆ เพื่อเป็นกำลังใจแก่กำลังพล

สิ่งของที่ได้รับในครั้งนี้จะถูกนำไปสนับสนุนภารกิจของหมู่เรือลาดตระเวนชายแดน ทัพเรือภาคที่ 1 ในการปฏิบัติงานรักษาความมั่นคงในพื้นที่น่านน้ำชายแดน จังหวัดตราด

การสนับสนุนครั้งนี้สะท้อนถึงพลังน้ำใจของประชาชนที่มีต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยทางทะเล และช่วยเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้เสียสละเพื่อชาติอย่างแท้จริง

สมนึก เชื้อสนุก/รายงาน

พระอาจารย์สิริปัญโญ: แสงธรรมเรืองรองจากผู้ละทิ้งมรดกแสนล้าน “ความสุขที่แท้จริงไม่ได้วัดจากจำนวนเงินในบัญชี แต่วัดจากความสงบภายในใจ”

(23 ก.ย. 68) เมื่อความมั่งคั่งไม่ใช่คำตอบ ในโลกที่ความสำเร็จมักวัดกันด้วยจำนวนเงินในบัญชีธนาคาร ตำแหน่งหน้าที่การงาน และทรัพย์สินที่ครอบครอง มีเรื่องราวหนึ่งที่ทำให้เราต้องหยุดคิดและไตร่ตรองถึงคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต นั่นคือเรื่องราวของพระอาจารย์สิริปัญโญ (Ajahn Siripanyo) ผู้ที่เคยเป็นทายาทของอาณาจักรธุรกิจมหาศาล กลับเลือกที่จะละทิ้งมรดกอันมหาศาลถึง 9.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 2.85 แสนล้านบาท) เพื่อบวชเป็นพระในป่าใหญ่ของประเทศไทย

เรื่องราวของท่านไม่ใช่เพียงแค่การตัดสินใจที่น่าตกใจของคนหนึ่ง แต่เป็นการตอบโจทย์ปัญหาสำคัญของมนุษยชาติในยุคนี้ว่า “ความสุขที่แท้จริงคืออะไร?” และ “เราควรใช้ชีวิตเพื่ออะไร?” คำตอบของท่านผ่านการกระทำที่ชัดเจน น่าเคารพ และเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คนทั่วโลก

ชีวิตในวัยเด็ก: รากฐานแห่งปัญญา
พระอาจารย์สิริปัญโญ ชื่อเดิมคือ ทินจักร กริชนัน เกิดและเติบโตในครอบครัวที่มีฐานะการเงินมั่งคั่งที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่านคือลูกชายคนเดียวของนายอนันดา กริชนัน (Ananda Krishnan) เศรษฐีชาวศรีลังกาเชื้อสายทมิฬ ที่ได้รับการจัดอันดับจากนิตยสาร Forbes ว่าเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 2 ของมาเลเซียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมารดาของท่านก็คือ หม่อมราชวงศ์สุพินดา จักรพันธุ์ เชื้อสายราชสกุลจักรพันธุ์แห่งประเทศไทย

ครอบครัวกริชนันมีลูกทั้งหมด 3 คน คือลูกสาว 2 คน และลูกชายเพียง 1 คน ซึ่งก็คือพระอาจารย์สิริปัญโญในปัจจุบัน นายอนันดา กริชนันบิดาของพระอาจารย์สิริปัญโญเป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงในหลายสาขา ทั้งโทรคมนาคม สื่อสารมวลชน และพลังงาน บริษัทของท่านมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของมาเลเซียและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอย่างมาก แม้จะเกิดและเติบโตในความมั่งคั่ง แต่ครอบครัวกริชนันให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างมาก พระอาจารย์สิริปัญโญจึงได้รับการศึกษาที่ดีที่สุด ท่านเดินทางไปศึกษาในประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นแหล่งการศึกษาชั้นนำของโลก ด้วยความฉลาดและความขยันหมั่นเพียร ท่านจึงสามารถเรียนรู้และใช้ภาษาต่างๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว จนสามารถสื่อสารได้ถึง 8 ภาษา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ภาษามลายู ภาษาจีนกวางตุ้ง ภาษารัสเซีย ภาษาตมิฬ ภาษาเยอรมัน และภาษาฝรั่งเศส

ความสามารถทางภาษาที่หลากหลายนี้ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความฉลาดเฉียบแหลมของท่าน แต่ยังเป็นการเตรียมตัวที่ดีเยี่ยมสำหรับการรับช่วงธุรกิจระหว่างประเทศของบิดา เพราะธุรกิจของครอบครัวกริชนันมีการติดต่อค้าขายกับหลายประเทศทั่วโลก

ช่วงเวลาแห่งการค้นหา: จากความสงสัยสู่ความเข้าใจ
ในวัยหนุ่ม พระอาจารย์สิริปัญโญอยู่ในช่วงที่ต้องตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคต ตามความคาดหวังของครอบครัวและสังคม ท่านควรจะเข้ามาทำงานในธุรกิจของบิดา เรียนรู้การบริหารจัดการ และเตรียมตัวรับช่วงอาณาจักรธุรกิจมหาศาลในอนาคต

อย่างไรก็ตาม แทนที่จะรู้สึกตื่นเต้นกับโอกาสดีๆ ที่อยู่เบื้องหน้า ท่านกลับรู้สึกว่างเปล่าและสงสัยในความหมายของชีวิต คำถามต่างๆ เริ่มผุดขึ้นในใจของท่าน เช่น “ชีวิตมีความหมายอย่างไร?” “การมีเงินทองมากมายจะทำให้มีความสุขได้จริงหรือ?” “จุดหมายปลายทางของชีวิตคืออะไร?”

คำถามเหล่านี้นำพาท่านไปสู่การศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับศาสนาและปรัชญาต่างๆ ท่านได้อ่านหนังสือทางศาสนาและปรัชญามากมาย ทั้งศาสนาคริสต์ อิสลาม ฮินดู และพุทธศาสนา จนกระทั่งวันหนึ่ง ท่านได้พบกับคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ทำให้ท่านรู้สึกว่านี่คือคำตอบที่ท่านตามหา พระพุทธศาสนาที่ท่านได้เรียนรู้ไม่ใช่แค่ศาสนาที่ให้ความหวัง แต่เป็นศาสนาที่ให้ความรู้ ให้วิธีการที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาความทุกข์ของมนุษย์ หลักธรรมเรื่องกรรม การเกิดแก่เจ็บตาย ความไม่เที่ยง ความทุกข์ และความไม่ใช่ตัวตนแท้ ทำให้ท่านเข้าใจถึงรากเหง้าของความทุกข์และทางออกจากความทุกข์

การพบหลวงพ่อชาและการตัดสินใจบวช
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของพระอาจารย์สิริปัญโญเกิดขึ้นเมื่อท่านอายุได้ 18 ปี โดยในปี พ.ศ. 2532 ท่านได้เดินทางมาที่จังหวัดอุบลราชธานีและได้พบกับหลวงพ่อชา สุภัทโท แห่งวัดหนองป่าพง ประเทศไทย หลวงพ่อชาเป็นพระอาจารย์ชื่อดังในสายปฏิบัติป่า ลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และหลวงปู่ฝั้น อาจาโร เมื่อได้พบและฟังธรรมเทศนาของหลวงพ่อชา ท่านรู้สึกประทับใจอย่างยิ่งกับความเรียบง่าย ความสงบ และปัญญาที่ลึกซึ้งของท่าน คำสอนของหลวงพ่อชาที่เน้นการปฏิบัติจริง การดูจิตใจของตนเอง และการปล่อยวางจากความยึดติดต่างๆ ทำให้ท่านเห็นแนวทางที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาของชีวิต หลังจากการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว ต่อมาพระอาจารย์สิริปัญโญได้ตัดสินใจอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมีหลวงพ่อชา สุภัทโทเป็นพระอุปัชฌาย์ ณ วัดหนองป่าพง ตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี

การละทิ้งมรดกมหาศาล: วันที่โลกต้องตกใจ
การตัดสินใจบวชของพระอาจารย์สิริปัญโญไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหมายความว่าท่านจะต้องละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่โลกคิดว่ามีค่าที่สุด นั่นคือมรดกมหาศาลที่มีมูลค่าถึง 9.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 2.85 แสนล้านบาท
มรดกนี้ไม่ใช่แค่เงินสด แต่รวมถึงหุ้นในบริษัทต่างๆ ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ และสิทธิในธุรกิจขนาดใหญ่ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถ้าท่านรับมรดกนี้ ท่านจะกลายเป็นหนึ่งในคนรวยที่สุดของโลกทันที และจะมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของภูมิภาคเป็นอย่างมาก

แต่ท่านปฏิเสธโอกาสที่หลายคนอาจจะใฝ่ฝันไปอย่างสิ้นเชิง ท่านปฏิเสธที่จะเข้ามาทำงานในธุรกิจของบิดา ปฏิเสธที่จะเป็นผู้สืบทอดอาณาจักรธุรกิจ และปฏิเสธมรดกทั้งหมด เพื่อเลือกเดินบนเส้นทางของการเจริญสมาธิภาวนาตามแนวปฏิบัติสายพระป่าของไทย สิ่งที่น่าเลื่อมใสที่สุดคือ ท่านไม่เคยแสดงอาการเสียใจ ไม่เคยมองย้อนกลับไป และไม่เคยอยากใช้ชีวิตฆราวาสอีกแม้แต่ครั้งเดียว ความแน่วแน่นี้แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงคุณค่าของธรรมะที่ยิ่งใหญ่กว่าทรัพย์สมบัติใดๆ ในโลก

ชีวิตของพระนักปฏิบัติ: จากพระป่าสู่พระที่นำคำสอนของพระพุทธเจ้าออกสู่นานาชาติ
หลังจากอุปสมบทแล้ว พระอาจารย์สิริปัญโญได้ใช้ชีวิตในป่าและปฏิบัติธรรมอย่างเข้มข้น ท่านศึกษาหลักธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างจริงจัง ฝึกสมาธิ เจริญวิปัสสนา และปฏิบัติตามวินัยของพระสงฆ์อย่างเคร่งครัด ด้วยพื้นฐานการศึกษาที่ดีและความสามารถทางภาษาที่หลากหลาย ท่านจึงสามารถเข้าใจหลักธรรมได้อย่างลึกซึ้งและถ่องแท้ ไม่เพียงแต่ในแง่ของปฏิบัติ แต่ยังรวมถึงแง่ของทฤษฎีและการอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจด้วย

ปัจจุบัน พระอาจารย์สิริปัญโญจำพรรษาอยู่ที่สำนักสงฆ์เต่าดำ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี อันเป็นสาขาหนึ่งของวัดป่านานาชาติ สำนักสงฆ์แห่งนี้เป็นที่ฝึกหัดของพระและแม่ชีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมทั้งท่านยังเคยมารักษาการณ์ในฐานะเจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ จังหวัดอุบลราชธานีอยู่ระยะหนึ่งด้วย การที่ท่านเลือกมาอยู่ในวัดป่านานาชาติแสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะแบ่งปันธรรมะกับผู้คนจากทั่วโลก ด้วยความสามารถทางภาษาที่หลากหลาย ท่านจึงสามารถเป็นสะพานเชื่อมระหว่างพระพุทธศาสนาไทยกับชาวโลก สามารถอธิบายหลักธรรมอันลึกซึ้งให้ชาวต่างชาติเข้าใจได้

คำสอนและธรรมะที่ลึกซึ้ง: ปัญญาสำหรับยุคปัจจุบัน
คำสอนของพระอาจารย์สิริปัญโญมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือ เข้าใจง่าย แต่ลึกซึ้ง ท่านสามารถนำประสบการณ์ชีวิตที่เคยอยู่ในโลกวัตถุมาประกอบการสอนธรรมะได้อย่างน่าสนใจ ทำให้ผู้ฟังเข้าใจได้ง่ายและนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง ยกตัวอย่างคำสอนที่เข้าใจง่ายของท่าน อาทิเช่น 

ธรรมะเรื่องกัลยาณมิตร: รากฐานแห่งชีวิตที่ดี
หนึ่งในคำสอนที่โดดเด่นที่สุดของพระอาจารย์สิริปัญโญคือเรื่องกัลยาณมิตร หรือมิตรแท้ ท่านอธิบายว่า “กัลยาณมิตร แปลตรงๆ ภาษาอังกฤษมักจะแปลว่า Beautiful friend กัลยาคือสวยงาม อย่างเราสวด อาทิกัลยาณัง มัชเฌกัลยาณัง ปะริโยสานะกัลยาณัง ไพเราะในธรรมะ คือ ไพเราะในเบื้องต้น ไพเราะในท่ามกลาง ไพเราะถึงที่สุด”
“กัลยาณมิตรคือมิตรแท้ มิตรที่ดี มิตรที่สวยงาม สวยงามในด้านธรรมะ สวยงามในด้านคุณงามความดี มันจะช่วยเรา”
ท่านเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเลือกเพื่อน โดยอ้างอิงถึงมงคลสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “อะเสวะนา จะ พาลานัง ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา” คือการไม่คบคนพาล การคบบัณฑิต ท่านอธิบายต่อไปว่า “ผู้ที่อยู่รอบข้างเรา จะมีความสำคัญต่อชีวิตเราอย่างมาก บรรยากาศมันจะซึมเข้าไป”

ท่านให้ตัวอย่างจากประสบการณ์จริงว่า เด็กที่เรียนในบรรยากาศที่มีกัลยาณมิตรเยอะ “จะได้เรียนในบรรยากาศที่เรียกว่าพุทธะ พุทธะคือพยายามสร้างความรู้ในชีวิตของตน เป็นนักสืบ อยากจะรู้ว่าอะไรถูก อะไรไม่ถูง อะไรจริง อะไรไม่จริง”

ชีวิตคือการเดินทาง: ปัญญาแห่งการเลือกเพื่อนร่วมทาง
ท่านมีการเปรียบเทียบชีวิตที่งามและลึกซึ้ง โดยตรัสว่า “ชีวิตเป็นการเดินทาง แล้วเราเดินทางคนเดียวไม่ได้ ลำบาก ไม่รู้จักเส้นทาง ไม่เคยไป ก็ต้องอาศัยคนอื่น ผู้ที่นำ ผู้ที่ช่วยเหลือ ผู้ที่เดินไปด้วยกันเป็นเพื่อน”
“ถ้าเขาเป็นคนไม่ดี แล้วเราจะเดินถูกทางได้ไหม เราจะถึงปลายทางไหม เพื่อนก็เหมือนกัน” คำเปรียบเทียบนี้เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเลือกเพื่อนและครูบาอาจารย์ในการดำเนินชีวิต ประสบการณ์ของท่านเองที่เคยต้องเลือกระหว่างเส้นทางธุรกิจกับเส้นทางธรรม ทำให้คำสอนนี้มีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

สัมมาวาจาในยุคโซเชียลมีเดีย: การรักษาคุณภาพของคำพูด
ด้วยความเป็นผู้ที่เคยใช้ชีวิตในสังคมโลกาภิวัตน์ ท่านมีความเข้าใจและความกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะเรื่องการเสื่อมของคุณภาพวาจา ท่านตรัสว่า “ทุกวันนี้ระดับคุณภาพของวาจาจะเริ่มเสื่อมเยอะพอสมควร อีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของโซเชียลมีเดีย พระอาจารย์จะอ่านข่าวอะไรนิดหน่อยจากเมืองนอก ดูแล้วลักษณะการเขียน แม้แต่ในหนังสือพิมพ์ดี นักข่าวที่ดี ค่อนข้างจะรุนแรงหน่อย” “แล้วบางทีดูคอมเมนต์ต่างๆ ผู้ที่โพสต์เข้ามาในคลิป ในเฟสบุ๊ก ไม่คิดว่าคนจะว่ากันอย่างนี้ได้ สังคมเราเป็นอย่างนี้แล้ว อาจจะมีคนไม่ชอบ แต่เห็นเป็นเรื่องธรรมดา พอเป็นเรื่องธรรมดาแล้ว มันจะซึมเข้า จะซึมเข้าในบรรยากาศ” ท่านเสนอแนะทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรมว่า “พยายามช่วยกัน รักษาสัมมาวาจา รักษาความสามัคคี แก้ด้วยการพูดการจาที่นิ่มนวล” การเลี้ยงดูเด็กด้วยศีลธรรม: มรดกที่ยิ่งใหญ่กว่าเงินทอง ในฐานะผู้ที่เคยมีโอกาสได้รับมรดกมหาศาลจากครอบครัว แต่เลือกที่จะสร้างมรดกประเภทอื่นแทน ท่านให้ความสำคัญกับการเลี้ยงดูเด็กอย่างมาก “วันนี้โรงเรียนมีกิจกรรมวันเด็ก เราทุกคนก็เคยเป็นเด็ก เราจะรู้จักว่าใจของเด็กเป็นอย่างไร อนาคตของประเทศของสังคมก็ขึ้นอยู่ที่เด็ก ถ้าเราอยากจะให้อนาคตดี ก็ต้องเลี้ยงเด็กให้ถูกต้อง”

ท่านเน้นย้ำว่า “ต้องย้อนกลับมาดูที่ศีลของตนเอง พ่อแม่ ผู้ปกครอง วิธีที่จะสอนเด็กดีที่สุด คือเป็นผู้ใหญ่ที่ดีด้วยศีลห้า ถ้าเราเป็นพ่อแม่ที่ไม่มีศีลห้า เด็กจะรู้ เขาจะเห็น จะเสียศรัทธา” คำสอนนี้มาจากประสบการณ์ตรงของท่านที่เห็นความสำคัญของตัวอย่างที่ดี มากกว่าการให้ทรัพย์สินหรือความมั่งคั่งแก่ลูกหลาน

การปฏิบัติสมาธิ: หัวใจของการดำเนินชีวิต
เรื่องการปฏิบัติสมาธิ ท่านสอนอย่างเรียบง่ายแต่แก่นแท้ว่า “ให้จิตอยู่ในปัจจุบัน ไม่คิดเรื่องอดีต ไม่คิดเรื่องอนาคต ไม่กังวลเรื่องเกิดแก่เจ็บตาย” ท่านอธิบายธรรมชาติของจิตว่า “ธรรมชาติของจิตก็คือ สะอาด สว่าง สงบ ธรรมชาติของกิเลสก็คือ ร้อน วุ่นวาย ไม่สงบ ไม่สะอาด เพราะฉะนั้นจิตที่มีกิเลสก็จะร้อน วุ่นวาย ถ้าปราศจากกิเลส สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือ อาการนิ่ง สงบ สะอาด บริสุทธิ์”

ในยุคปัจจุบัน ผู้คนมักถูกเบียดเบียนด้วยความเร่งรีบ การแข่งขัน และการแสวงหาความมั่งคั่ง ชื่อเสียง หรืออำนาจ หลายคนเริ่มตั้งคำถามต่อศาสนาและความเชื่อของตนเอง “พระพุทธศาสนายังมีคุณค่าอยู่จริงหรือ?” “พระดี ๆ ยังมีอยู่ไหมในโลกยุคนี้?”

พระอาจารย์สิริปัญโญ เป็นหนึ่งในตัวอย่างอันทรงพลังที่ตอบคำถามเหล่านี้ด้วยชีวิตของท่านเอง เรื่องราวชีวิตของท่านแสดงให้เราเห็นว่า แม้โลกจะเต็มไปด้วยความยั่วยวนของเงินทอง เกียรติยศ และความสะดวกสบาย ยังมีพระภิกษุผู้หนึ่งเลือกสละสิ่งเหล่านั้นเพื่ออุทิศชีวิตแก่การปฏิบัติธรรมและเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

เรื่องราวของพระอาจารย์สิริปัญโญจึงเป็นเหมือน แสงสว่างในโลกยุคปัจจุบัน ที่ยืนยันว่าพระพุทธศาสนายังมีคุณค่าและยังสามารถสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้คนได้จริง ท่านได้แสดงให้เห็นว่าพระสงฆ์ที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย ปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ และเผยแผ่ธรรมะอย่างแท้จริง เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เราเห็นด้วยการลงมือปฏิบัติว่าเราสามารถฟื้นฟูศรัทธา และมีกำลังใจที่จะปฏิบัติธรรมในชีวิตของเราตามพระธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ให้อย่างชัดเจนได้จริง

แม้โลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่พระดี ๆ ที่เจริญรอยตามคำสอนและแนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ตั้งแต่สมัยพุทธกาลบนเส้นทางแห่งปัญญาและความหลุดพ้นที่ยังมีอยู่อีกมาก และพระอาจารย์สิริปัญโญคือหนึ่งในนั้นที่ใช้ชีวิตเป็นตัวอย่างแห่งความสงบ ความเมตตา และปัญญา ให้ผู้คนได้เห็นและที่สำคัญที่สุดก็คือเป็นผู้สืบทอดแสงสว่างแห่งศรัทธาและปัญญาในสังคมที่ศรัทธาในความดีดูจะมืดมนลงในปัจจุบัน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวลำพูน ลำปาง และเชียงราย มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ พร้อมมอบวีลแชร์แก่ผู้พิการ และนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกบริการฟรี

(23 ก.ย. 68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วย นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบ นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และ นางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมลงพื้นที่มอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ในพื้นที่จังหวัดลำพูน ลำปาง และเชียงราย ที่มีความรู้และความสามารถ ฐานะยากจน ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ รวม 3 จังหวัด  รวมจำนวน 30 ราย คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 593,450 บาท พร้อมมอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ รวม 15 ราย คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 45,000 บาท รวมมูลค่าการช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นเงินทั้งสิ้น 638,450 บาท (หกแสนสามหมื่นแปดพันสี่ร้อยห้าสิบบาทถ้วน) นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ และอาสาสมัคร ออกหน่วยให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป จ่ายยาตามอาการ คัดกรองเบาหวานเบื้องต้น แจกแว่นสายตา บริการตัดผมชาย-หญิง ทันตกรรม และกิจกรรมนันทนาการ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ โดยมี นายชาตรี ธินนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน พร้อมด้วย นางลักษณา อิศรางกูร ณ อยุธยา พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดลำพูน ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวฯ จังหวัดลำพูน ลำปาง และเชียงราย และนางสาวอัญชลี จงคดีกิจ (ปุ๊-อัญชลี) อาสาสมัครศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมในพิธี ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา พระบรมราชินีนาถ จังหวัดลำพูน

นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ  เปิดเผยว่า โครงการ ส่งเสริมอาชีพเพื่อสตรีและครอบครัว มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มีวัตถุประสงค์ เพื่อมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถ ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ โดยได้รับความร่วมมือจากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวและสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ จำนวน 12 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ชลบุรี สงขลา สุราษฎร์ธานี นครราชสีมา ศรีสะเกษ ขอนแก่น ลำพูน ลำปาง เชียงราย และพิษณุโลก คัดกรองผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม เสริมทักษะอาชีพ ส่งมาให้มูลนิธิฯ พิจารณาตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยมูลนิธิฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การดำเนินการโครงการดังกล่าวนี้ จะมีส่วนสนับสนุน ช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ เลี้ยงตนเองและครอบครัว ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม สร้างความสุขสู่ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืนต่อไป

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

‘วิเวียน วิลสัน’ ลูกสาวข้ามเพศของ ‘อีลอน มัสก์’ เผยหาเลี้ยงตัวเองได้!! โดยไม่พึ่งเงินพ่อแม้แต่เซ็นต์เดียว

(23 ก.ย. 68) วิเวียน เจนน่า วิลสัน (Vivian Jenna Wilson) ลูกสาววัย 21 ปีของมหาเศรษฐีอีลอน มัสก์ ออกมาเปิดเผยในงาน Teen Vogue Summit 2025 ที่ลอสแอนเจลิสว่า เธอได้ประกาศอิสรภาพทางการเงินจากบิดาแล้ว พร้อมย้ำว่า “ไม่เคยได้เงินจากความดังเลยแม้แต่เซ็นต์เดียว” พร้อมยืนยันว่าตอนนี้สามารถหาเลี้ยงตัวเองได้

วิเวียน ซึ่งเปิดตัวว่าเป็นผู้หญิงข้ามเพศในปี 2022 และเปลี่ยนชื่อ-นามสกุลอย่างเป็นทางการเพื่อขาดสัมพันธ์กับมัสก์ โดยเธอใช้ชีวิตเรียบง่ายในลอสแอนเจลิส อาศัยอยู่กับรูมเมตและจัดการค่าใช้จ่ายอย่างรอบคอบ แม้แม่ของเธอจะมีฐานะมั่งคั่ง แต่ก็ไม่ได้ใช้ชีวิตหรูหราเช่นที่หลายคนคาดคิดจากนามสกุล ‘มัสก์’

เส้นทางอาชีพของวิเวียนเริ่มต้นจากการถ่ายแบบ ก่อนจะเข้าสู่การแสดงแฟชั่นโชว์ และล่าสุดเธอได้ร่วมเดินแบบที่ New York Fashion Week ในงานซึ่งสะท้อนประเด็นสิทธิคนข้ามเพศ และยังขึ้นเวทีการแสดงร่วมกับนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม แพดตี้ กอเนีย (Pattie Gonia) อีกด้วย

แม้จะเป็นลูกของบุคคลที่ร่ำรวยอันดับต้น ๆ ของโลก แต่วิเวียนยืนยันว่าไม่สนใจความมั่งคั่งระดับมหาศาล เธอเลือกสร้างเส้นทางชีวิตบนความคิดสร้างสรรค์ การแสดงออก และการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิความหลากหลายทางเพศ โดยบอกว่า “ไม่อยากเป็นคนรวยสุด ๆ แต่อยากใช้ชีวิตสนุกและเป็นตัวของตัวเอง”

‘ระบอบฮุนเซน’ ราชวงศ์ธุรกิจที่ทำให้ชาติทั้งชาติ กลายเป็นสมบัติส่วนตัว!! ของตระกูลเดียว

(23 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘ปราชญ์ สามสี’ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า…ระบอบฮุนเซน : ราชวงศ์ธุรกิจที่ทำให้ชาติทั้งชาติกลายเป็นสมบัติส่วนตัว

กัมพูชาในวันนี้คือภาพสะท้อนของการผูกขาดประเทศโดย business dynasty ครอบครัวและเครือข่ายของฮุนเซนได้สานใยอำนาจที่แน่นหนา กองทัพอยู่ในมือของ ฮุน มานิต ที่กำกับข่าวกรองและสายทัพภักดี 

รัฐบาลและพรรค CPP อยู่ภายใต้การนำของ ฮุน มาเนต ลูกชายที่สืบตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สื่อมวลชนและโทรทัศน์ถูกควบคุมโดย ฮุน มานา ลูกสาวคนโต ส่วน บุน ราณี ภริยา ใช้สภากาชาดและงานการกุศลครอบงำสังคม ลูกสาวคนเล็ก ฮุน มาลี เริ่มปักธงในธุรกิจการค้าและการบริโภค ขณะที่เศรษฐกิจมืดและธุรกิจสีเทาเชื่อมโยงกับพันธมิตรอย่าง ก๊ก อัน, ฮุน โตก และลียง พัด ที่ครองสัมปทานและคาสิโนตามชายแดน

นี่ไม่ใช่เพียงการแต่งตั้งลูกหลาน แต่คือการสร้าง business dynasty ที่รวมอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมไว้ในตระกูลเดียว คล้ายราชวงศ์แต่ไร้การถ่วงดุล โครงสร้างธุรกิจและการเมืองถูกร้อยเข้าด้วยกันจนไม่มีเส้นแบ่งชัดเจน ผู้คนในระยะยาวย่อมรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ระบบที่ยุติธรรม เพราะโอกาสในการเติบโตของสังคมถูกผูกขาดโดยสายเลือดและนามสกุล

ผลที่ตามมาคือ สถาบันพระมหากษัตริย์กัมพูชา ถูกทำให้เหลือเพียงสัญลักษณ์ในพิธีการ ไม่ต่างจากฉากหลังที่เคลื่อนไหวไม่ได้ จากที่ควรเป็นตัวกลางถ่วงดุลและเป็นเสียงแทนประชาชน กลับกลายเป็นเพียงตราประทับความชอบธรรมให้ระบอบฮุนเซนยืนยาว

สำหรับประเทศไทย สิ่งที่น่าห่วงคือการเริ่มเห็นการเลียนแบบ หากโครงสร้างถ่วงดุลอย่างการลดอำนาจ กองทัพ องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ และวุฒิสภาถูกแก้ไขจนหมดสิ้นผ่านรัฐธรรมนูญ ก็ไม่จำเป็นต้องแตะหมวด 1 หรือหมวด 2 เลย เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ก็จะถูกทำให้อ่อนแอโดยปริยาย แต่ถ้าวันใดหมวด 1–2 ถูกแก้ไขจริง ประเทศไทยก็จะเลื่อนไถลเข้าสู่ระบอบ business dynasty แบบฮุนเซน อย่างเต็มรูปแบบ อำนาจทั้งหมดถูกรวบศูนย์อยู่ในมือเครือข่ายนักการเมืองและทุนใหญ่ โดยไม่เหลือเสาหลักใด ๆ ให้ประชาชนพึ่งพา

ผมก็หวังว่าสิ่งที่ผมห่วงทั้งหมดนี้ จะเป็นเพียงแค่ความไม่ประสีประสาของข้าพเจ้าแต่เพียงผู้เดียว…

‘นักเขียนดัง’ แชร์บทเรียนมือถือถูกขโมยในร้านฟาสต์ฟู้ด ตำรวจผู้ดีก็ช่วยไม่ได้!! แม้ตามสัญญาณไปจนเจอตำแหน่ง

(23 ก.ย. 68) คุณสุเจน กรรพฤทธิ์ นักเขียนนิตยสารสารคดี โพสต์เรื่องราวผ่านเฟซบุ๊กว่า…การเดินทางรอบสองในยุโรปต้องสะดุดกับเหตุการณ์ซ้ำรอย เมื่อมือถือถูกโจรขโมยไปกลางร้านฟาสต์ฟู้ดชื่อดังย่าน Tottenham Court Road กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ทั้งที่มีเพื่อนนั่งเฝ้าโต๊ะอยู่ แต่โจรใช้กลวิธีง่ายๆ วางหนังสือพิมพ์ทับของ ก่อนเดินหนีไปพร้อมโทรศัพท์โดยที่เจ้าของยังไม่รู้ตัว

เมื่อรู้สึกตัวว่าโทรศัพท์หาย จึงรีบใช้ “Find My iPhone” ตามสัญญาณไปจนเจอว่าตำแหน่งอยู่ในบ้านหัวมุมถนน ซึ่งต่อมาทราบว่าเป็นส่วนหนึ่งของโบสถ์ เจ้าของเครื่องพยายามขอความช่วยเหลือจาก รปภ. และตำรวจ แต่กลับเจอระบบราชการอังกฤษที่เชื่องช้า ต้องใช้ “Crime Number” (หมายเลขอ้างอิงคดีที่ตำรวจออกให้) เป็นเงื่อนไขในการดำเนินการ ซึ่งคอลเซ็นเตอร์กลับไม่ให้

ตำรวจสายตรวจสองนายที่ผ่านมาช่วยเคาะประตูบ้าน แต่คนที่ออกมาคือชายชราสวมสูทที่บอกว่าเป็นบาทหลวง ตำรวจเพียงตรวจดูบริเวณสวน ก่อนบอกว่าไม่น่าเกี่ยวข้อง และแนะนำให้เจ้าของมือถือหาด้วยตัวเอง ทำให้ผู้เสียหายรู้สึกงุนงงกับวิธีการสืบสวนที่ไม่ตรงจุด

สุดท้าย ตำรวจแนะนำให้ไปโรงพักเพื่อแจ้งความอย่างเป็นทางการ เนื่องจากไม่มี “Crime Report Number” ที่เป็นกุญแจสำคัญของคดี จึงกลายเป็นว่าเจ้าของเครื่องต้องขึ้นรถตำรวจไปยังสถานี โดยไม่ได้ความคืบหน้าในการตามหามือถือในทันที

เหตุการณ์ครั้งนี้นอกจากจะเป็นบทเรียนเรื่องการระวังทรัพย์สินในยุโรปแล้ว ยังสะท้อนถึงระบบตำรวจอังกฤษที่เน้นขั้นตอนเอกสารมากกว่าความคล่องตัว และปิดท้ายด้วย “ทัวร์นั่งรถตำรวจลอนดอน” ที่คงไม่มีใครอยากลองด้วยเหตุผลเช่นนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top