Sunday, 26 July 2026
Hard News Team

‘จูรี นุ่มแก้ว’ ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องการเมือง บอกยังไม่รีบ!! ขอรอให้ฝุ่นหายตลบก่อน ย้ำถ้าลงสมัคร เลือกเขต 2 สงขลาแน่นอน

เมื่อวันที่ (24 ก.ย. 68) นายจูรี นุ่มแก้ว ดาวติ๊กต็อกขวัญใจคนใต้ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กล่าวถึงกระแสข่าวทางการเมืองที่ถูกพูดถึง โดยย้ำว่าหลายเรื่องยังเป็นเพียงข่าวลือ เติมแต่งกันไปมา พร้อมยืนยันว่า หากตัดสินใจลงสมัครจริง จะเลือกลงในเขต 2 จังหวัดสงขลา

นายจูรีระบุเพิ่มเติมว่า ช่วงนี้ขอรอให้สถานการณ์การเมืองนิ่งก่อน เพราะมองว่าหลายฝ่ายกำลังเคลื่อนไหวเพื่อผลประโยชน์และความอยู่รอดของตนเอง มากกว่าจะคำนึงถึงชาวบ้าน โดยส่วนตัวไม่ได้กดดันว่าต้องได้เป็นผู้แทน เพราะมีงานสุจริตทำอยู่แล้ว ไม่ได้ดิ้นรนหาตำแหน่งหรืออำนาจ

อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวเผยว่าการอยากเป็นผู้แทนยังเป็น “ความฝันวัยเรียน” ที่อยากทำเพื่อชาวบ้าน แต่หากไม่ได้เป็นก็ไม่เดือดร้อน พร้อมย้ำว่าที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่ช่วยเหลือสังคมตามโอกาสอยู่แล้ว และยังคงยืนหยัดเดินหน้าทำประโยชน์ต่อไปตามจังหวะเวลา

ด.ต.วัชรนนท์ ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ถูกแท็กซี่ชนกลางสี่แยก ยันไม่ติดใจเอาความเพราะ ‘ภารกิจส่งอวัยวะสำคัญกว่า’ เรื่องคดีความส่วนตัว

จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ (22 ก.ย. 68) ที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุรถแท็กซี่ฝ่าไฟแดงชนรถจักรยานยนต์ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ บริเวณแยกสวนมิสกวัน ถนนราชดำเนินนอก ขณะ ด.ต.วัชรนนท์ คงสินจีราภัทร์ ผบ.หมู่ งาน 3 กก.6 บก.จร. กำลังปฏิบัติภารกิจนำส่งอวัยวะจากโรงพยาบาลชลบุรีไปยังโรงพยาบาลศิริราช

ด.ต.วัชรนนท์ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แม้จะเปิดสัญญาณไฟฉุกเฉินและมีเจ้าหน้าที่อำนวยการจราจรตลอดเส้นทาง แต่รถแท็กซี่ก็พุ่งเข้าชน โชคดีที่ตนบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ พร้อมยืนยันว่าไม่ติดใจเอาความ เนื่องจากเข้าใจว่าเป็นอุบัติเหตุที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

หลังเหตุการณ์ คนขับแท็กซี่ได้รีบลงมาแสดงความเสียใจและขอโทษ ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงไกล่เกลี่ยกันเรียบร้อย โดย ด.ต.วัชรนนท์ ระบุว่าไม่อยากให้เรื่องบานปลาย แถมยังรู้สึกสงสารคู่กรณี เพราะภารกิจนำส่งอวัยวะสำคัญกว่าการเอาเรื่องคดีความส่วนตัว

ด้าน พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผบช.ศ. และหน.คณะทำงานภาพลักษณ์งานจราจร ได้เดินทางตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจถึง กก.6 บก.จร. พร้อมมอบของที่ระลึกและเงินบำรุงขวัญแก่ ด.ต.วัชรนนท์ โดยย้ำชื่นชมความเสียสละของเจ้าหน้าที่จราจรโครงการพระราชดำริ ที่ทำงานเพื่อประชาชนตามพระราชปณิธาน และยืนยันจะพิจารณามาตรการป้องกันเหตุซ้ำในอนาคต

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ ทรงเปิดกองทุน 'หทัยทิพย์' พระราชทานเงิน 1 ล้านเป็นทุนตั้งต้น สร้างกำแพงชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ (24 ก.ย. 68) เวลา 13.58 น. ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปทรงเปิดโครงการ “กองทุนหทัยทิพย์” ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์ ณ ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

การนี้ พระราชทานพระวโรกาสให้ รองศาสตราจารย์ ดร.ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล รองประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ฝ่ายบริหารและอาคารสถานที่ กราบทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดตั้ง กองทุนหทัยทิพย์ ซึ่งศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี มีพระดำริให้จัดตั้งขึ้น พร้อมทรงรับเป็นประธานกรรมการบริหารกองทุน ด้วยทรงยึดมั่นในพระปณิธานในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยที่ยั่งยืนแก่ประเทศชาติและประชาชนในทุกสถานการณ์ ทั้งนี้ ในสถานการณ์ปัจจุบันมีความน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งในความปลอดภัยในกำลังพลแนวหน้า และประชาชนที่อยู่บริเวณชายแดน จึงเห็นควรสนับสนุนการสร้างกำแพงและบังเกอร์ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นอันดับต้น โดยพิจารณาจากจุดที่มีความเป็นไปได้และมีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน โดยจะดำเนินการร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการโดยเร็วที่สุด

โอกาสนี้ มีพระดำรัสเปิดกองทุนหทัยทิพย์ ความว่า “ข้าพเจ้ามีความยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้มาทำพิธีเปิด ”กองทุนหทัยทิพย์" ในวันนี้ การจัดตั้ง "กองทุนหทัยทิพย์" เป็นความตั้งใจของข้าพเจ้า ที่จะให้การสนับสนุนการดำเนินงานของภาครัฐและเอกชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤตความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนและประเทศชาติ อันเกิดจากปัญหาความไม่สงบ หรือเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดภยันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สิน และอธิปไตยของชาติ และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

"กองทุนหทัยทิพย์" จึงถือกำเนิดขึ้นจากความตั้งใจของข้าพเจ้าที่จะรวมพลังของทุกฝ่ายให้การบรรเทาทุกข์และสร้างความสงบสุขแก่ปวงชนชาวไทย ข้าพเจ้าขอมอบเงินส่วนตัวจำนวน 1,000,000 บาท สมทบ "กองทุนหทัยทิพย์" เพื่อเป็นเงินทุนตั้งต้นในการขับเคลื่อนการดำเนินงานในกิจกรรม หรือโครงการสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุนฯ สร้างความปลอดภัยและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานให้สามารถดำรงชีวิตต่อไปอย่างปกติสุข

ส่วนตัวของข้าพเจ้าจะพยายามแสวงหาเงินมาสมทบทุนกองทุนนี้เพิ่มเติมอีกจำนวน 20 ล้านบาท ในอนาคตอันใกล้ เพื่อให้กองทุนสามารถเริ่มดำเนินกิจการต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว สุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าหวังว่า จะได้รับความร่วมมือร่วมใจจากพวกเราชาวไทยทุกคนช่วยให้ “กองทุนหทัยทิพย์”สามารถดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์ต่อไปด้วยความเรียบร้อย สร้างความมั่นคง และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะในบริเวณชายแดนสืบไป”

การนี้ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารีพระราชทานเงินเพื่อเป็นทุนตั้งต้นกองทุนในการขับเคลื่อนการดำเนินงานในกิจกรรมและโครงการสาธารณประโยชน์ ด้านต่าง ๆ ภายใต้การบริหารจัดการของคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ เพื่อให้การสนับสนุนภาครัฐ เอกชน และประชาชนในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาอันเกิดจากสถานการณ์ความไม่สงบ ความขัดแย้ง ภัยพิบัติต่าง ๆ หรือเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดภยันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทย

จากนั้น พระราชทานพระวโรกาสให้คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่จากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ คณะกรรมการมูลนิธิจุฬาภรณ์ คณะกรรมการบริหารกองทุนหทัยทิพย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมเข้าเฝ้าทูลเกล้าฯ ถวายเงินโดยเสด็จพระกุศลสมทบทุน 'กองทุนหทัยทิพย์'

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมเด็จพระสังฆราช ประทานทรัพย์จำนวน 100,000 บาท สมทบกองทุน และสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ สมทบเงิน 100,000 บาท สมทบกองทุนด้วยเช่นกัน

'กองทุนหทัยทิพย์' ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์ จึงถือกำเนิดขึ้นจากพระกรุณาธิคุณและพระปณิธานอันแน่วแน่ของศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุน ที่ทรงมุ่งหวังสร้างความเจริญมั่นคง และความผาสุกร่มเย็นมาสู่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทย แม้ในห้วงเวลาที่ประเทศกำลังประสบปัญหาวิกฤตชายแดน พระองค์ยังทรงทุ่มเทอุทิศกำลังพระวรกายและพระสติปัญญาอย่างเต็มที่ เพื่อทรงแสวงหาแนวทางในการพระราชทานความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนและเป็นรูปธรรม ดังพระประสงค์ในการจัดตั้ง 'กองทุนหทัยทิพย์' ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนภาครัฐ เพื่อบรรเทาความทุกข์ยาก และความเดือดร้อนของเหล่าทหารที่ปฏิบัติภารกิจป้องกันชายแดน รวมถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ให้สามารถดำเนินชีวิตและก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัยในเร็ววัน

คณะกรรมการบริหารกองทุนหทัยทิพย์ ขอเชิญพี่น้องประชาชนจากทุกภาคส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงพลังปกป้องอธิปไตยของชาติ เพื่อการบรรเทาทุกข์และสร้างประโยชน์สุขสู่ประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน โดยบริจาคเงินสมทบ 'กองทุนหทัยทิพย์' ได้ที่ ธนาคารกรุงเทพ สาขาหลักสี่พลาซ่า ชื่อบัญชี 'เงินกองทุนหทัยทิพย์' เลขที่ 229-4-29977-7 หรือ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่ สำนักงานกองทุนหทัยทิพย์ โทรศัพท์ 0-2553-8618-19 ในวันและเวลาราชการ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีมอบประกาศเกียรติคุณให้กับข้าราชการตำรวจที่เกษียณอายุราชการ ประจำปี 2568 อย่างสมเกียรติ

เมื่อวันที่ (23 ก.ย. 68) เวลา 14.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานพิธีมอบประกาศเกียรติคุณให้กับข้าราชการตำรวจที่เกษียณอายุราชการ ประจำปีพุทธศักราช 2568 ระดับพันตำรวจเอกขึ้นไป โดยมีข้าราชการตำรวจที่เกษียณอายุราชการจำนวน 409 นาย และข้าราชการตำรวจที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล ระดับผู้กำกับการหรือเทียบเท่าขึ้นไป จำนวน 38 นาย อาทิ พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร., พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. โดยมี พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร. พร้อมผู้ช่วย ผบตร. และข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้อง ร่วมพิธี ณ หอประชุมเตมียเวส โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อ.สามพราน จ.นครปฐม

ผบ.ตร. ได้กล่าวสดุดีแก่ผู้เกษียณอายุราชการว่า ในนามของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอขอบคุณ ยกย่องและเชิดชูเกียรติ ในการทำงานของเพื่อนข้าราชการตำรวจทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการตำรวจระดับใดก็ตาม ย่อมถือได้ว่าท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างครบถ้วน สร้างประโยชน์ต่อประเทศชาติและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จวบจนกระทั่งครบวาระเกษียณอายุราชการในปี 2568 นี้ คุณงามความดี รูปแบบการทำงานต่างๆ  ตลอดจนความสัมพันธ์และความผูกพันที่ได้ร่วมกันทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ จะถูกเก็บไว้อยู่ในใจเสมอ รวมทั้งจะยึดถือเป็นแบบอย่างในการทำงานให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อเสร็จสิ้นพิธีมอบประกาศเกียรติคุณให้กับข้าราชการตำรวจที่เกษียณอายุราชการ ผบ.ตร.และคณะผู้บังคับบัญชาระดับ ตร. ได้ประกอบพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำโรงเรียนนายร้อยตำรวจ,  พิธีถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 และถวายราชสักการะพระบรมรูป รัชกาลที่ 9 จากนั้นคณะผู้บังคับบัญชาได้ร่วมงานเลี้ยงรับรองแก่ผู้เกษียณอายุราชการและคู่สมรส ณ หอประชุมชุณหะวัณ ก่อนปิดท้ายด้วยพิธีเชิญธงพิทักษ์สันติราษฎร์ลงจากยอดเสา และลอดซุ้มกระบี่ ณ ลานฝึกศรียานนท์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อย่างสมเกียรติ 

25 กันยายน พ.ศ. 2515 รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ พิธีเปิด “ค่ายศรีนครินทรา” ที่ตั้งกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน เขต 8

วันนี้ เมื่อ 53ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมด้วย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จพระราชดำเนิน พิธีเปิดค่ายศรีนครินทรา  และทรงกดปุ่มเปิดแพรคลุมป้ายค่าย "ศรีนครินทรา" อันเป็นที่ตั้งกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน เขต 8 (ตชด.42) อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช

‘สส.สิงโต’ ลูกชาย ‘เดชอิศม์’ ย้ำไม่ทิ้งประชาธิปัตย์ บอกชีวิตการเมืองเริ่มที่นี่ และจะอยู่ตอบแทนพรรคต่อไป

(24 ก.ย. 68) นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง หรือ “สส.สิงโต” สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งเป็นบุตรชายของ นายเดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กยืนยันจะอยู่กับพรรค ปชป. ต่อไป โดยระบุว่าเส้นทางการเมืองของตนเริ่มต้นที่นี่ และจะอยู่ตอบแทนพรรค ไม่ทิ้งกันในช่วงลำบาก พร้อมเชิญชวนช่วยกันฟื้นฟูพรรคของคนใต้บ้านเรา

ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่านายเดชอิศม์ กำลังเจรจากับแกนนำพรรคกล้าธรรม เพื่อเตรียมย้าย สส.สงขลาในกลุ่มของตน 4 คน ได้แก่ ภรรยา บุตรชาย รวมถึง พ.ต.ท.สุรินทร์ ปาลาเร่ และตัวเอง ไปร่วมงานการเมืองกับพรรคใหม่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่ล่าสุดบุตรชายออกมาย้ำชัดว่า “ยังไม่ไปไหน” และยืนหยัดอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป

จีนขยับ!! เสนอตัวเป็น ‘ตู้เซฟทองคำโลก’ ชูทางเลือกใหม่ของการเก็บทองแท่ง ลดพึ่ง ‘สหรัฐ-อังกฤษ’

(24 ก.ย. 68) จีนกำลังเดินหน้าสร้างบทบาทใหม่ในตลาดการเงินโลก ด้วยการเสนอตัวเป็น “ตู้เซฟทองคำโลก” สำหรับธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ ผ่านตลาดทองคำเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Gold Exchange) โดยสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ธนาคารกลางจีน (PBOC) ได้หารือกับหลายประเทศพันธมิตร และมีชาติอาเซียนแสดงความสนใจฝากทองคำสำรองแล้วอย่างน้อยหนึ่งราย

ความพยายามนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก ซึ่งทำให้หลายประเทศหันมาซื้อทองคำเพิ่มเพื่อกระจายความเสี่ยง จีนจึงใช้โอกาสนี้ดันสถานะของตนเองให้เป็นแหล่งเก็บรักษาทองคำแท่งทางเลือก แทนที่จะพึ่งพาศูนย์กลางการเงินแบบดั้งเดิมอย่างสหรัฐ อังกฤษ หรือสวิตเซอร์แลนด์

นักวิเคราะห์มองว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนยุทธศาสตร์ระยะยาวของจีน ที่ต้องการลดบทบาทเงินดอลลาร์ในระบบการเงินโลก และสร้างความน่าเชื่อถือในฐานะศูนย์กลางสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่ราคาทองคำล่าสุดยังพุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่แตะเกือบ 3,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากแรงซื้อของธนาคารกลางหลายประเทศ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าจีนยังต้องใช้เวลาอีกมากในการท้าทายบทบาทของศูนย์กลางทองคำเดิม เช่น ลอนดอน ซึ่งปัจจุบันมีทองคำสำรองจากทั่วโลกเก็บอยู่มากกว่า 5,000 ตัน และยังเป็นตลาดหลักที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนระหว่างประเทศ

รัสเซียจวกยุโรป ‘สร้างโลกคู่ขนาน’ ในยูเอ็น บิดเบือนความจริงไม่ยอมรับ ‘ยูเครน’ พ่ายในสนามรบ

(24 ก.ย. 68) รัสเซียออกโรงวิจารณ์ยุโรปกลางที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN) โดยนายดมิทรี โปลยานสกี (Dmitry Polyanskiy) รองเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำสหประชาชาติ กล่าวหาว่าประเทศผู้สนับสนุนยูเครนในยุโรปกำลังสร้าง “โลกคู่ขนาน” ให้ยูเอ็นเห็นว่า ยูเครนไม่ได้กำลังพ่ายแพ้ในสนามรบ

นายดมิทรี โปลยานสกี ย้ำว่าภาพที่ยุโรปพยายามนำเสนอเป็นเพียง “ภาพบิดเบือน” ของสถานการณ์จริง ซึ่งแตกต่างจากความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสนามรบอย่างสิ้นเชิง

โดยก่อนหน้านี้ วิคเตอร์ ออร์บาน (Viktor Orbán) นายกรัฐมนตรีฮังการี ออกมายืนยันว่า รัสเซียเป็นฝ่ายชนะเรียบร้อยแล้วในความขัดแย้งกับยูเครน และตอนนี้มันขึ้นอยู่กับตะวันตก ว่าจะยอมรับความเป็นจริงนี้หรือไม่

รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดกิจกรรมวันมหิดล

(24 ก.ย. 68) โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย และวางพวงมาลาถวายราชสักการะ จอมพลเรือ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เนื่องในวันมหิดล

โดยมี พล.ร.ต.พัฒนชัย เฉลิมวรรณ์ ผอ.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พร. เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยขึ้นตรง รพ.ฯ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมพิธีสงฆ์ และวางพวงมาลาถวายราชสักการะ ณ พระราชานุสาวสรีย์ฯ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พร. อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

วันมหิดล เป็นวันระลึกถึง จอมพลเรือ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ตรงกับวันที่ 24 กันยายน ของทุกปี จอมพลเรือสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ได้รับการถวายพระสมัญญา พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย จากพระราชกรณียกิจที่ได้ทรงปฏิบัติแก่วงการแพทย์ และการสาธารณสุขของ ประเทศไทย

สงขลาคว้ารางวัลใหญ่ IFEA World Festival & Event City 2025 ยกย่องเป็นเมืองแห่งเทศกาล และศูนย์กลางเมืองไมซ์ระดับโลก

(24 ก.ย. 68) จังหวัดสงขลาสร้างความภาคภูมิใจให้คนไทย หลังคว้ารางวัล IFEA World Festival & Event City 2025 บนเวทีสมาพันธ์งานเทศกาลและอีเวนต์นานาชาติ (IFEA) ที่เมืองปาล์มสปริงส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา ถือเป็นการยืนยันว่าจังหวัดชายแดนใต้แห่งนี้สามารถก้าวสู่การเป็นเมืองไมซ์ (MICE Hub) และเทศกาลระดับโลกได้สำเร็จ

พิธีรับรางวัลนำโดยนายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ร่วมกับนายพัฒนชัย สิงหะวาระ ผู้อำนวยการทีเส็บภาคใต้ พร้อมภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และภาคเอกชน ที่ร่วมกันผลักดันให้สงขลากลายเป็น “เมืองเทศกาล” ที่มีทั้งโครงสร้างพื้นฐานและระบบสนับสนุนการจัดงานครบวงจร

IFEA ระบุว่า เมืองที่ได้รับรางวัลไม่ใช่ผู้ชนะการแข่งขัน แต่คือเมืองที่มีศักยภาพในการจัดเทศกาลอย่างยั่งยืน ทั้งด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสังคม สงขลาถูกยกให้เป็นตัวอย่างเพราะมีการทำงานเชิงระบบ และใช้จุดแข็งด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นผสมผสานกับการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ

รางวัลครั้งนี้ไม่เพียงยกระดับสงขลาในสายตาชาวโลก แต่ยังเปิดโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการลงทุน พร้อมสร้างรายได้และการจ้างงานในท้องถิ่น ตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการจัดเทศกาลและไมซ์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top