Sunday, 26 July 2026
Hard News Team

‘เสธ.หิ’ ลงพื้นที่เยี่ยมพี่น้องประชาชนใน จ.พิจิตร พร้อมมอบกำลังใจและถุงยังชีพบรรเทาทุกข์ให้ผู้ประสบอุทกภัย

เมื่อวันที่ (21 ก.ย. 68) ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ประธานที่ปรึกษามูลนิธิพระราหู พร้อมด้วย นายสุรชาติ ศรีบุศก อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิจิตร เขต 3 ลงพื้นที่ ณ ที่ว่าการอำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร เพื่อมอบถุงยังชีพบรรเทาทุกข์ จำนวนกว่า 1,800 ชุด แก่พี่น้องประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ 3 ตำบล ได้แก่
• ตำบลโพธิ์ประทับช้าง
• ตำบลวังจิก
• ตำบลไผ่ท่าโพ

การมอบถุงยังชีพในครั้งนี้ ได้รับการบูรณาการความร่วมมือจากฝ่ายปกครอง อำเภอโพธิ์ประทับช้าง โดยมี
• นายปัญญา ใจแปง นายอำเภอโพธิ์ประทับช้าง
• พ.ต.ท.นครินทร์ จันทรมณี รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม สภ.โพธิ์ประทับช้าง
• นายอำนาจ รุ่งเรือง กำนันตำบลโพธิ์ประทับช้าง
• นายอำนาจ ฟักหล่ำ กำนันตำบลไผ่ท่าโพ

รวมถึงผู้นำท้องที่–ท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โพธิ์ประทับช้าง ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจในภารกิจเพื่อประชาชน

การมอบถุงยังชีพในวันนี้ มิได้เป็นเพียงแค่สิ่งของบรรเทาความเดือดร้อน แต่ยังเป็นการส่งต่อ “กำลังใจ” จากภาครัฐและภาคส่วนต่าง ๆ ให้แก่พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย พร้อมทั้งขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมแรงร่วมใจ และขอยืนยันว่าจะไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อมเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์

‘อาลี คาเมเนอี’ ผู้นำสูงสุดอิหร่านลั่น ‘อิหร่าน’ จะต่อยปากคนห้ามเสริมแร่ยูเรเนียม

(25 ก.ย. 68) อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุดอิหร่าน ออกมาปราศรัยเมื่อวันอังคาร (23 ก.ย.) ถึงการปฏิเสธการเจรจากับสหรัฐฯ โดยตรง พร้อมตอบโต้ข้อเรียกร้องของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการให้อิหร่านยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในประเทศ โดยคาเมเนอีชี้ว่าเป็น “คำสั่งบังคับ” มากกว่า “การเจรจา” และถือเป็นการดูหมิ่นชาติอิหร่าน

คาเมเนอี กล่าวว่า การเจรจาในเงื่อนไขปัจจุบันจะไม่เกิดประโยชน์ต่อผลประโยชน์ของชาติ และอาจสร้างความเสียหายร้ายแรง โดยสหรัฐฯ วางเงื่อนไขไว้ล่วงหน้าแล้วว่า ผลลัพธ์ที่ยอมรับได้เพียงอย่างเดียว คือการให้อิหร่านหยุดโครงการนิวเคลียร์และการห้ามเสริมแร่ยูเรเนียมทั้งหมด ซึ่งคาเมเนอีมองว่าไม่ใช่การเจรจา แต่เป็นการบังคับให้ยอมจำนน

นอกนากนี้ คาเมเนอีระบุชัดว่า ข้อเรียกร้องที่ให้อิหร่านไม่มีสิทธิเสริมแร่ยูเรเนียม เป็นสิ่งที่เกินกว่าที่ชาติที่มีศักดิ์ศรีจะยอมรับ พร้อมกล่าวเชิงแข็งกร้าวว่า “ประชาชาติอิหร่านจะชกปากคนที่พูดเช่นนี้” และย้ำว่าอิหร่านจะไม่ยอมก้มหัวต่อแรงกดดันใด ๆ ทั้งเรื่องยูเรเนียมหรือประเด็นอื่น

พร้อมทั้ง เขายังวิจารณ์สหรัฐฯ ว่าใช้วิธีการข่มขู่ ทั้งการคุกคามทางทหารและการแทรกแซงในหลายประเด็น หากอิหร่านยอมเจรจาภายใต้เงื่อนไขแบบนี้ จะยิ่งตอกย้ำความอ่อนแอและนำไปสู่การถอยร่นเรื่อย ๆ คาเมเนอีย้ำว่า “ไม่มีชาติที่มีเกียรติใดยอมเจรจาภายใต้การขู่บังคับ” และเตือนว่าข้อเสนอของสหรัฐฯ ที่อ้างว่าจะให้สิ่งตอบแทนนั้นเป็นเพียงคำโกหกเท่านั้น

ทำเนียบขาวเตือนหน่วยงาน!! เร่งจัดทำแผนลดคน หลังรัฐบาลกลางสหรัฐฯ เสี่ยง ‘ชัตดาวน์’ อีกระลอก

(25 ก.ย. 68) สํานักงานบริหารและงบประมาณ (OMB) ของทำเนียบขาวสั่งให้หน่วยงานรัฐบาลกลางเตรียมแผนลดกำลังคน หากเกิดการปิดทำการของรัฐบาลกลางในสัปดาห์หน้า อาจนำไปสู่การปลดพนักงานจำนวนมาก 

ในเอกสารบันทึกของ OMB ระบุว่า ให้หน่วยงานระบุโครงการที่จะสูญเสียงบประมาณตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พร้อมร่างแผนที่ครอบคลุมมากกว่าการพักงานชั่วคราว และเตรียมการเลิกจ้างถาวรสำหรับโครงการที่ไม่สอดคล้องกับนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

มาตรการดังกล่าวแตกต่างจากการปิดทำการในอดีต ซึ่งพนักงานมักถูกเรียกกลับมาทำงานเมื่อได้รับงบประมาณ ขณะที่ รัสเซลล์ วอห์ท (Russell Vought) ผู้อำนวยการ OMB เตรียมใช้มาตรการเลิกจ้างถาวรเป็นเครื่องมือต่อรองกับพรรคเดโมแครต

อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานที่จำเป็น เช่น ประกันสังคม เมดิแคร์ สวัสดิการทหารผ่านศึก กองทัพ การบังคับใช้กฎหมาย การตรวจคนเข้าเมือง และการควบคุมการจราจรทางอากาศ จะยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่พรรครีพับลิกันและเดโมแครตยังไม่สามารถตกลงเรื่องงบประมาณได้ ก่อนปีงบประมาณใหม่จะเริ่มในวันที่ 1 ตุลาคมนี้

เสียงเตือนจาก IMF ต่อเศรษฐกิจไทย ชี้อนาคตไทยโตได้!! ถ้าเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ยุค ‘บริการสมัยใหม่’

(25 ก.ย. 68) นาย ปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โพสต์เฟซบุ๊ก Pathom Indarodom ระบุว่า…ประเทศแถบบ้านเราเคยเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการเป็น “โรงงานของโลก” ผลิตสินค้าส่งออกเกินครึ่งของโลก แต่ IMF เตือนว่า ก้าวต่อไปที่จะทำให้เราโตได้จริง คือการ เปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมสู่บริการที่มีผลิตภาพสูง (Modern Services)

ไทยวันนี้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ “อุตสาหกรรม” มีบทบาทสูงเหมือนกับจีน อินโดนีเซีย และเกาหลี แต่หากมองตามประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว สุดท้าย “ภาคอุตสาหกรรม” จะค่อย ๆ ลดบทบาทลง และการเติบโตจะมาจากบริการแทน

ปัจจุบันคนทำงานในภาคบริการในเอเชียเพิ่มขึ้นเป็นครึ่งหนึ่งของแรงงานทั้งหมด (จากเพียง 22% ในปี 1990) และการขยายตัวของบริการสมัยใหม่ เช่น การเงิน เทคโนโลยีสารสนเทศ และ Business Outsourcing จะเร่งการเปลี่ยนผ่านนี้มากขึ้น

สิ่งที่ไทยต้องคิดคือ:
• Productivity) ของการผลิตในภาคอุตสาหกรรมไทยใกล้เคียงกับผู้นำโลกแล้ว แต่ภาคบริการของเรายังตามหลังมาก → ช่องว่างนี้คือ “โอกาสการเติบโต”
• บริการสมัยใหม่ มีศักยภาพสูง เช่น Productivity ในภาคการเงินสูงกว่าภาคอุตสาหกรรมถึง 4 เท่า
• การเปิดกว้างมากขึ้นในภาคบริการ (ที่วันนี้ยังถูกกีดกัน) จะช่วยเร่งการเติบโต
• แรงงานไทย ต้องถูกเตรียมทักษะใหม่ โดยเฉพาะ Digital และ AI ไม่เช่นนั้นการเปลี่ยนผ่านสู่บริการสมัยใหม่จะไม่เกิด

IMF ชี้ชัดว่า ในช่วงที่เอเชียกำลังเผชิญปัญหาสังคมสูงวัย การเร่ง Productivity ผ่าน “บริการสมัยใหม่” คือกุญแจสำคัญของอนาคต

สำหรับไทย นี่คือสัญญาณเตือนว่า การยึดติดอยู่กับความสำเร็จในฐานะประเทศอุตสาหกรรมอาจไม่พออีกต่อไป ต้องรีบก้าวไปสู่บริการที่มีคุณค่าและผลิตภาพสูง มิฉะนั้นเราจะติดอยู่ตรงกลางของเส้นโค้งการเติบโต

จเรตำรวจแห่งชาตินำนานาชาติหารือร่วม 'Warroom IAC' ปราบคอลเซ็นเตอร์ พร้อมนำคณะลงพื้นที่ชายแดนจันทบุรีดูสถานการณ์จริง

(25 ก.ย. 68) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (Warroom IAC) นำคณะผู้แทนนานาประเทศที่มาร่วมประชุมหารือด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์เกี่ยวเนื่องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการของหน่วยบังคับใช้กฎหมายจากต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่จากองค์กรระหว่างประเทศ ลงพื้นที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด ต.คลองใหญ่ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เพื่อรับฟังการสรุปสถานการณ์และการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่ จ.จันทบุรี โดยมี นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี, พล.ร.ต.ชรัมม์ภากร พรหมภากร ผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด, พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว/รอง ผบ.ศกค., พล.ต.ต.ผดุงศักดิ์ รักษาสุข ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี, พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 4, พล.ต.ต.ทรงกลด เกริกกฤตยา ผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ และคณะ ร่วมประชุมสรุปสถานการณ์ 

จากนั้น พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้นำคณะลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา บริเวณช่องทางธรรมชาติใกล้เมืองไพลิน ประเทศกัมพูชา เพื่อตรวจสอบมาตรการป้องกันการลักลอบข้ามแดน และรับฟังรายงานจุดที่กลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้เป็นฐานปฏิบัติการ โดยพบว่ามีอาคารสูง รั้วรอบขอบชิดในฝั่งกัมพูชา ซึ่งมีชาวต่างชาติเข้าเช่าและใช้ประโยชน์เชื่อมโยงกับการกระทำผิด ทั้งนี้ฝ่ายไทยได้เข้มงวดในการตัดการลักลอบเชื่อมต่อสาธารณูปโภคจากฝั่งไทยไปยังพื้นที่ดังกล่าว ตามมาตรการ “ระเบิดสะพานโจร” หรือการตัดสาธารณูปโภคที่อาจเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มอาชญากรรม

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้มีแนวโน้มความพยายามลักลอบข้ามแดนในพื้นที่ จ.จันทบุรีเพิ่มขึ้น แต่ฝ่ายไทยได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังเข้มข้น และดำเนินการส่งข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสถานที่ตั้งกลุ่มอาชญากรรมให้แก่ทางการกัมพูชาแล้ว โดยปลายเดือนกันยายนนี้ ทางการกัมพูชาจะนำ Action Plan มานำเสนอในการประชุมร่วมไทย–กัมพูชาครั้งต่อไป

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ยังย้ำว่า Warroom IAC เป็นความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงานในไทยและนานาชาติ โดยการประชุมครั้งนี้ถือเป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการค้ามนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งยังมีเหยื่อจำนวนมากในหลายประเทศ ไทยในฐานะศูนย์กลางประสานงาน จะเดินหน้าสร้างเครือข่ายข้อมูลที่เข้มแข็ง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เพื่อมุ่งเป้าหมายสูงสุดในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้หมดสิ้น

‘จิตรเทพ’ ชี้ SMEs ไทยต้องรู้จักใช้เครื่องมือการเงิน หนุนธุรกิจเติบโตจากร้อยล้านสู่พันล้านอย่างมีระบบเร็วกว่าใคร

(25 ก.ย. 68) นายจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นวิทยากรบรรยาย หลักสูตร Dx CEO Network 3 : Lead the Future ของธนาคาร SME  D BANK  พร้อมแชร์ประสบการณ์ให้กับนักธุรกิจ SMEs ที่กำลังเติบโต  ในโครงการ DX by SME D Bank โดยระบุว่า 
การจะขยายธุรกิจในยุคที่มีการแข่งขันสูง จำเป็นต้องปรับตัวและต้องออกแบบให้ธุรกิจสามารถ
- สร้างรายได้ซ้ำได้ง่าย (Repeatable)
- ขยายตัวได้ง่าย (Scalable)
โดยใช้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นหัวใจหลักในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้ไว

ส่วนเส้นทางการเติบโตของธุรกิจ ต้องมอง 4 ส่วน คือ 
1️⃣ Problem–Solution Fit : เริ่มจากปัญหา → ต่อยอดเป็นไอเดียแก้ปัญหา
2️⃣ Product–Market Fit : พัฒนาไอเดียเป็นสินค้า → ตอบโจทย์ลูกค้า
3️⃣ Business–Model Fit : ขยายธุรกิจ → วางระบบ → ปรับโครงสร้าง → เพิ่มทีมงาน
4️⃣ Financial Instruments Fit : ใช้ เครื่องมือทางการเงิน เพื่อเร่งการเติบโต

🔹 จาก 0 → 1 ล้าน
🔹 จาก 1 ล้าน → 10 ล้าน
🔹 จาก 10 ล้าน → 100 ล้าน
ยังอาจเติบโตได้ด้วยข้อ 1–3

แต่เมื่อจะก้าวจาก
💰 100 ล้าน → 1,000 ล้าน
💰 1,000 ล้าน → มากกว่านั้น

สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ข้อ 4 Financial Instruments Fit

เพราะฉะนั้น ธุรกิจต้องรู้ว่า จะเลือก Commercial Banking หรือ Investment Banking
และ จะใช้ Debt หรือ Equity รวมถึงจะออกแบบเครื่องมือทางการเงินอย่างไร เพราะนี่คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้เรา leverage ธุรกิจ และ leverage เงิน ได้เร็วกว่าคู่แข่ง

เพจ ‘สะใภ้ไทยใน Dorf’ เตือนภัย..ระวังมิจฉาชีพในต่างแดน ชี้อย่าให้ข้อมูลส่วนตัว-อย่ารับฝากของ!! เสี่ยงโดนคดีไม่รู้ตัว

(25 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก “สะใภ้ไทยใน Dorf” เตือนคนไทยที่อยู่ยุโรปให้ระวังมิจฉาชีพรูปแบบใหม่ ห้ามให้คนที่เพิ่งรู้จักหรือไม่ได้คบหากันมานาน ใช้ข้อมูลส่วนตัว ของที่อยู่ หรือให้ทำธุรกรรมการเงินแทนเด็ดขาด หากถูกขอให้ส่งหรือรับของให้คนอื่น ให้ปฏิเสธทันที เพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าสิ่งของนั้นมาจากที่มาใด ถูกกฎหมายหรือไม่ และอาจเป็นของต้องสงสัยที่นำมาซ่อนหรือเก็บรอขาย

โพสต์เน้นย้ำว่าอย่าใจอ่อนกับคนหน้าตาดี พูดจาดี หรือดูเหมือนมีฐานะ เพราะกลลวงมักมาในรูปแบบเป็นมิตร ขอความช่วยเหลือเล็กน้อยแล้วผลักภาระให้เรา การยอมให้ที่อยู่บ้านหรือบัญชีของเราเป็นที่เก็บของคนอื่น แม้ด้วยความเมตตา อาจทำให้เรากลายเป็นผู้ต้องหาทางคดีโดยไม่รู้ตัว และเผชิญค่าปรับหรือความรับผิดทางกฏหมายที่คาดไม่ถึง

เพื่อความปลอดภัย เพจสะใภ้ไทยใน Dorf แนะนำให้ตั้งสติและตั้งคำถามกับการขอความช่วยเหลือทุกครั้ง ตรวจสอบเอกลักษณ์และความน่าเชื่อถือของผู้ขอความช่วยเหลือ อย่าให้ข้อมูลส่วนตัว-ที่อยู่-บัญชีธนาคารแก่คนที่ไม่แน่ใจ และไม่รับส่งของให้บุคคลที่เราไม่รู้จัก หากมีข้อสงสัยให้ขอหลักฐานการซื้อขาย เลขติดตามพัสดุ และช่องทางติดต่อที่ชัดเจนก่อนทุกครั้ง

หากพบการชวนให้ทำสิ่งน่าสงสัย ให้บันทึกแชต ภาพ และหลักฐานทั้งหมดแล้วแจ้งตำรวจท้องถิ่น หรือสถานทูต/กงสุลไทยในประเทศนั้น ๆ พร้อมแจ้งแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้อง (เช่น เว็บซื้อขายหรือเพจที่ติดต่อมา) เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นตกเป็นเหยื่อโพสต์นี้มีเจตนาเตือนภัย แบ่งปันให้คนไทยในยุโรปทราบโดยทั่วกัน — อย่าเป็นเหยื่อ เดินหน้าระวังและช่วยกันเตือน!

‘พลตรี เบญจพล’ ผบ.กองกำลังบูรพา ลั่น!! พร้อมไล่ชาวกัมพูชา ย้ำเมื่อถึงเวลาปฏิบัติจริง ‘เราพร้อมแน่นอน’

เมื่อวันที่ (24 ก.ย. 68) พลตรี เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว ลงพื้นที่บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อตรวจเยี่ยมกำลังพลทหาร ตำรวจ และอาสาสมัคร ที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยแนวชายแดนไทย–กัมพูชา รวมถึงการตรวจโครงการสร้างถนนเพื่อความมั่นคง และ “บังเกอร์กันจอมพลัง” บริเวณแนวสแลนดำ

ระหว่างลงพื้นที่ มีชาวบ้านซึ่งมีที่ดินแต่ถูกกัมพูชายึดพยายามสอบถามแนวทางทวงคืนพื้นที่ พร้อมตะโกนเรียกร้องให้ทหารยึดคืนและสร้างรั้วกั้นพรมแดน โดย พล.ต.เบญจพล ตอบสั้น ๆ ว่า “ได้ครับ สักครู่” ก่อนจะเดินไปตรวจเยี่ยมกำลังพลที่กองร้อย ตชด. 4

ภายหลังการตรวจเยี่ยม พล.ต.เบญจพล ให้สัมภาษณ์ย้ำว่า กำลังพลทุกฝ่ายมีความพร้อมรองรับสถานการณ์ แม้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะเกิดความเคลื่อนไหวเมื่อใด แต่ขอให้ประชาชนเชื่อมั่น โดยยอมรับว่าเข้าใจความรู้สึกชาวบ้านที่อยากให้ทหารเด็ดขาด พร้อมชี้ว่าขณะนี้ไทย–กัมพูชาอยู่ในภาวะ “ต่างฝ่ายต่างคุมเชิง” และขอความร่วมมือสื่อไทยระมัดระวังการนำเสนอ เพราะกัมพูชาติดตามข่าวสารใกล้ชิด

สำหรับประเด็นการผลักดันชุมชนกัมพูชาออกจากพื้นที่ พล.ต.เบญจพล ระบุชัดว่า “เราพร้อม” และย้ำว่าถึงเวลาเมื่อใดจะดำเนินการแน่นอน พร้อมขอบคุณประชาชนในพื้นที่ที่เป็นกำลังสำคัญให้กองทัพ โดยทิ้งท้ายว่า ไม่ว่ากัมพูชาจะออกด้วยเหตุผลใด “สุดท้ายก็ต้องออก” และขอให้ประชาชนสบายใจได้

สภากาชาดไทย จุดพลังการออมเพื่อการให้แก่เยาวชนไทย ผ่านกิจกรรม Charity Kids Club

(25 ก.ย. 68) Donation HUB สภากาชาดไทย ศูนย์รวมการบริจาคและจัดกิจกรรมหารายได้เพื่อสนับสนุนทุกภารกิจการช่วยเหลือของสภากาชาดไทย พร้อมด้วย ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมจัดกิจกรรม “Charity Kids Club – การออมเพื่อการให้” ให้แก่นักเรียนระดับชั้นปีที่ 2 – 6 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา โครงการการศึกษานานาชาติ โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ ประธานโครงการการศึกษานานาชาติ พร้อมด้วยคณะครู ให้การต้อนรับ

นางจันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย กล่าวว่า “กิจกรรม Charity Kids Club – การออมเพื่อการให้ เป็นอีกหนึ่งเจตนารมณ์ของสภากาชาดไทย ในการปลูกฝังแนวคิดการออมเพื่อการให้แก่เด็กและเยาวชนไทย รวมถึงสร้างรากฐานการมีจิตสาธารณะและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เพื่อให้เด็กและเยาวชนเติบโตไปพร้อมกับหัวใจแห่งการให้ ควบคู่กับทักษะทางด้านวิชาการ พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้พวกเขามีส่วนร่วมในภารกิจการช่วยเหลือของสภากาชาดไทย สำหรับปีนี้ เราได้เริ่มจัดกิจกรรมที่ โรงเรียนสาธิตเกษตรฯ เป็นแห่งแรก โดยได้รับความสนใจจากทั้งคุณครูและนักเรียนเป็นอย่างดี แผนต่อไปคือการขยายกิจกรรมไปยังโรงเรียนอื่น ๆ ในกรุงเทพมหานคร อาทิ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย และโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร เพื่อสื่อสารภารกิจและปลูกฝังค่านิยมการออมเพื่อการให้ที่งดงามต่อไป”

กิจกรรม “Charity Kids Club – การออมเพื่อการให้” เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นตั้งแต่ปี 2562 เพื่อปลูกฝัง สร้างจิตสำนึกในการให้ การเสียสละ และการมีจิตสาธารณะ รวมถึงเผยแพร่ให้เยาวชนเกิดการรับรู้ เข้าใจ ในภารกิจด้านมนุษยธรรมของสภากาชาดไทย โดยกิจกรรมในปีนี้ ได้รับการสนับสนุนจาก ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในการจัดทำกระปุกออมสินจากวัสดุรีไซเคิล เพื่อส่งมอบให้กับนักเรียนในโรงเรียนต่าง ๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรมสนุกคิด สนุกทำ จุดประกายหัวใจแห่งการให้

บรรยากาศของกิจกรรม Charity Kids Club เต็มไปด้วยความสนุกสนาน โดยนักเรียนได้รับชมแอนิเมชันบอกเล่าถึงภารกิจหลักของสภากาชาดไทย รวมถึงการปลูกฝังวินัยการออม ผ่านตัวการ์ตูน “กล่องบุญ – อิ่มใจ” ตัวแทนจาก Donation HUB สภากาชาดไทย โดยมีช่วงสำคัญ คือการให้นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมได้ร่วมกัน “Make mini promise” เขียนคำสัญญาสั้น ๆ เกี่ยวกับการออมเงินเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นลงบนกระปุกออมสิน ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ มุ่งมั่นทำตามสัญญาของตน แต่ยังเป็นสิ่งเตือนใจให้เด็ก ๆ ได้รู้จักการออมเงิน และเข้าใจว่าการแบ่งปันแม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่แก่ผู้อื่นได้

เจนกิจ นัดไธสง สวทท.68 รายงาน

ฝากการบ้าน ‘รมว.พลังงาน’ คนใหม่ ดัน 3 นโยบายค้างท่อต่อให้เสร็จเพื่อปากท้องคนไทย

(25 ก.ย. 68) ในโอกาสที่มีการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ เป็นหนึ่งในโอกาสที่จะสำรวจผลงานที่ค้างคาในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างรัฐมนตรีคนเก่า-รัฐมนตรีคนใหม่ โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก โดย THE STATES TIMES ได้รวบรวม 3 นโยบายค้างท่อของ กระทรวงพลังงาน ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่มีความสำคัญในการดูแลค่าครองชีพของประชาชนคนไทย 

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานเป็นหนึ่งในกระทรวงที่ตลอดทั้งอายุรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย มีรัฐมนตรีเพียงคนเดียว คือ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค โดยได้เริ่มต้นรับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2566 เป็นต้นมา ภายใต้ชุดนโยบาย ‘รื้อ ลด ปลด สร้าง พลังงานไทย’ จากบันได 5 ขั้น โดยมีงานที่ยังค้างคาอาทิ 

1. การผลักดันกฎหมายส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์-โซลาร์รูฟท้อป

กฎหมายส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์-โซลาร์รูฟท้อป หรือในชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์’ แม้ทาง ค.ร.ม. ได้อนุมัติในหลักการแล้ว แต่ในกระบวนการยังต้องรอความเห็นของ ค.ร.ม. ชุดใหม่ว่าจะเดินหน้าไปในทิศทางใด 

โดยหลักการของกฎหมายฉบับนี้คือเปลี่ยนการติดตั้งโซลาร์เซลล์จากระบบขออนุญาตจากหลายหน่วยงานที่ต้องใช้ระยะเวลา 6-8 เดือน เป็นระบบแจ้งเพื่อทราบ ซึ่งจะทำให้ประชาชนสามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ในทันที

2. กฎหมายปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมัน 

เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ต้องการจะให้มีการควบคุมราคาน้ำมันให้สมเหตุสมผล ผ่านการควบคุมการค้าน้ำมันที่ประเทศไทยไม่เคยมีกฎหมายในการควบคุมมาก่อน 

โดยร่างกฎหมายฉบับนี้แต่เดิมเข้าคิวรอการเสนอขอมติคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการ ก่อนที่จะได้มีการเสนอเข้าสู่การพิจารณาต่อไป ซึ่งจุดนี้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนต่อไปว่าจะดำเนินการต่อหรือไม่ 

3. ระบบสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ของประเทศ หรือ SPR 

นโยบายนี้มาจากการที่ ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ พบว่าประเทศไทยไม่มีการสำรองน้ำมันของรัฐเลย ที่มีอยู่เป็นของเอกชนทั้งหมด ดังนั้นเพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ การจัดทำระบบสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคงของประเทศ หรือ SPR (Strategic Petroleum Reserve) จึงเป็นความจำเป็น 

โดยได้มีการวางวิสัยทัศน์ไว้อย่างชัดเจนว่าการจัดหาน้ำมันในระบบนี้จะมาจากกองทุนน้ำมันฯ เดิม เป็นการเปลี่ยนจากใช้เงินมาดูแลราคาน้ำมัน มาเป็นใช้น้ำมันในการควบคุมราคาน้ำมัน 

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า กฎหมายและนโยบายที่ ‘พีระพันธุ์’ ได้เริ่มไว้แต่ยังผลักดันไม่สำเร็จได้ตามเป้าหมาย ล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ต่อการลดค่าครองชีพและสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประชาชนคนไทยทั้งสิ้น ซึ่งคาดหวังว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ จะเข้ามาสานต่อให้สำเร็จ เพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างด้านพลังงานให้กับประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top