Sunday, 26 July 2026
Hard News Team

ตำรวจรับคำร้องขอปลดปัญชีธนาคารทั่วประเทศ 2 วัน กว่า 600 บัญชี ย้ำผู้เสียหายสามารถแจ้งความได้ทุกโรงพัก และสายด่วน 1599 โดยต้องยืนยันข้อมูลตัวตน 5 ข้อ

(19 ก.ย.68) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ประชุมวางแนวทางการบริหารรับแจ้งความเกี่ยวกับการถูกระงับการทำธุรกรรมทางการเงินชั่วคราว เพื่อเป็นแนวปฏิบัติเหมือนกันทั่วประเทศ โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศูนย์ PCT) เป็นผู้กำกับดูแล พร้อมกำชับให้ทุกสถานีตำรวจทั่วประเทศต้องรับแจ้งความผู้เสียหายทุกราย ซึ่งผู้เสียหายต้องสามารถยืนยันข้อมูลตัวตน 5 ข้อให้ถูกต้อง ได้แก่ ชื่อ-นามสกุล, หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน, หมายเลขโทรศัพท์, หมายเลขบัญชีธนาคาร และชื่อธนาคาร เพื่อป้องกันมิจฉาชีพการแอบอ้างตัวตนเป็นผู้บริสุทธิ์ หากพบว่าเป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์ ให้แอดมินของแต่ละสถานีตำรวจรวบรวมข้อมูลส่งให้ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศูนย์ PCT) จากนั้นศูนย์ PCT จะรวบรวมข้อมูลส่งให้ศูนย์ AOC พิสูจน์ทราบเพื่อดำเนินการปลดล็อกโดยเร็ว แต่หากพบว่าเป็นบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดจริง ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไปนั้น

ผลการปฏิบัติในการรับคำร้องขอปลดบัญชีธนาคารของหน่วยงานต่างๆ ในวันที่ 17-18 กันยายน 2568 พบว่าสถิติขอปลดระงับเพิ่มขึ้น โดยวันที่ 17 กันยายน จำนวน 285 บัญชี ส่วนวันที่ 18 กันยายน จำนวน 333 บัญชี เพิ่มขึ้น 48 บัญชี คิดเป็น 15% แบ่งเป็น

- ผู้ยื่นคำร้องทุกหน่วย จำนวน 430 คน 618 บัญชี ปลดระงับแล้ว 17 บัญชี จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเกี่ยวกับคดี จำนวน 109 คน 128 บัญชี / ยังไม่พบคดี ส่งต่อเพื่อพิจารณา จำนวน 322 คน 473 บัญชี ปลดระงับแล้ว 14 คน 17 บัญชี

- หน่วยงานที่รับคำร้องมากที่สุด ได้แก่ ตำรวจภูธรภาค 4 จำนวน 113 คน 165 บัญชี รองลงมาคือ สายด่วน 1599 จำนวน 48 คน 81 บัญชี, ตำรวจภูธรภาค 3 จำนวน 45 คน 48 บัญชี ตามลำดับ

- ช่องทางที่รับคำร้องสูงสุดคือ สถานีตำรวจ 327 ราย, ทางโทรศัพท์ 177 ราย และทางสายด่วน 1599 จำนวน 81ราย

- สาเหตุที่ขอปลดระงับ สูงสุดคือเป็นบัญชีส่วนตัว 359 บัญชี, เป็นบัญชีร้านค้า 78 บัญชี, เป็นบัญชีเงินเดือน 74 บัญชี และอื่นๆ 90 บัญชี  

ทั้งนี้ นอกจากประชาชนผู้ได้รับความเสียหายจากการถูกระงับการทำธุรกรรมทางการเงินชั่วคราว สามารถแจ้งเพื่อขอปลดระงับได้ทางสายด่วนศูนย์ AOC 1441 ยังสามารถแจ้งได้ที่สถานีตำรวจทั่วประเทศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังได้เปิดสายด่วน 1599 ในการช่วยเสริมการปฏิบัติให้กับศูนย์ AOC ในการรับแจ้งความอีกช่องทางหนึ่งด้วย

อาจารย์อุ๋ย เตือนแรง ! นายก ฯ มาเลเซีย เคารพกฎบัตรอาเซียน อย่าแทรกแซงพิพาทไทย-กัมพูชา

(19 ก.ย. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กว่า “ผมเห็นข่าวที่นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน มีการโทรศัพท์ถึงท่านอนุทิน นายกรัฐมนตรีของไทย พร้อมกับการกำกับการ/สั่งการเสร็จสรรพว่าต้องไม่สร้างความตึงเครียด และต้องนำทุกประเด็นขึ้นสู่การเจรจา JBC นั้น   

ผมทราบดีว่านายอันวาร์ในฐานะประธานอาเซียนน่าจะพยายามทำหน้าที่ของท่านในฐานะประธานอาเซียน เพื่อรักษาสันติภาพในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ท่านควรวางบทบาทตนเองให้เหมาะสมและเคารพหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกันของประเทศสมาชิก ซึ่งกำหนดไว้ใน กฎบัตรสมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Charter of the Association of Southeast Asian Nations) ข้อ 2 ( e ) ว่าอาเซียนและรัฐสมาชิกอาเซียนต้องไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐสมาชิกอาเซียนด้วยกัน ซึ่งเป็นหลักการที่ช่วยสร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศสมาชิกและสะท้อนถึงค่านิยมทางวัฒนธรรมของภูมิภาคที่เน้นการเคารพในอธิปไตยและความเป็นอิสระของแต่ละประเทศ เพราะประเทศในอาเซียนส่วนใหญ่ ยกเว้นไทย เคยตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกมาก่อน จึงรู้ซึ้งดีถึงคุณค่าของเอกราชและอิสระที่จะดำเนินกิจการภายในโดยไม่ถูกครอบงำจากชาติอื่น 

ดังนั้น การที่นายอันวาร์โทรมาสั่งการนายกอนุทินของไทยว่าอย่าสร้างความตึงเครียดและเรียกร้องให้นำประเด็นทุกอย่างเข้าสู่การเจรจา JBC ผมเห็นว่า เป็นการแทรกแซงกิจการภายในของไทยอย่างชัดเจน เพราะการจะสร้างความตึงเครียดหรือไม่นั้นอยู่ที่ยุทธศาสตร์และวิธีการรับมือกับการรุกรานของกัมพูชา ซึ่งเป็นฝ่ายสร้างความตึงเครียดกับไทยก่อนเสมอ เช่น การพยายามรื้อลวดหนามของไทย หรือการใช้มวลชน เด็ก สตรี พระสงฆ์ พยายามรุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทย ซึ่งฝ่ายไทยก็จำเป็นต้องใช้กำลังตอบโต้ตามสัดส่วน หรือแม้แต่การปิดด่านริมชายแดนเพื่อให้กัมพูชาเผชิญกับความอ่อนล้าทางเศรษฐกิจ จะได้ไม่เป็นภัยคุกคามไทยอีกต่อไป 

ถ้าการกระทำเหล่านี้นายอันวาร์ถือเป็นการสร้างความตึงเครียด ก็แสดงว่านายอันวาร์พยายามจะสั่งให้ไทยหยุดการกระทำเหล่านี้งั้นหรือ อีกทั้งยังมีการพูดเชิงสั่งการว่าต้องนำทุกประเด็นเข้าสู่การเจรจา JBC ซึ่งเป็นอำนาจการตัดสินของนายกไทยล้วน ๆ ว่าจะนำประเด็นใดเข้าสู่การเจรจาหรือไม่ แต่นายอันวาร์ถือสิทธิอะไรมาสั่ง อย่างนี้ถือเป็นการแทรกแซงอำนาจการตัดสินใจของผู้นำไทย เป็นการแทรกแซงกิจการภายในอย่างชัดแจ้ง ขัดต่อกฎบัตรอาเซียนข้อ 2 (e ) อย่างชัดเจน

ผมจึงขอเตือนไปยังท่านนายกมาเลเซีย ให้วางตัวให้เหมาะสมตามบทบาทของประธานอาเซียน และ “อย่าล้ำเส้น” ในการก้าวก่ายกิจการภายในของไทย อันเป็นการขัดต่อกฎบัตรอาเซียน ซึ่งจะทำให้การดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของท่านมีรอยด่างพร้อยโดยไม่จำเป็น ด้วยความปรารถนาดี” 

‘ดร.เศรษฐพุฒิ’ ผู้ว่าฯ ธปท. เผยความคืบหน้า สามารถปิด ‘บัญชีม้า’ ได้แล้วกว่า 2.8 ล้านบัญชี

(19 ก.ย. 68) ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงความคืบหน้าการแก้ปัญหาบัญชีม้าและภัยการเงินดิจิทัล เผยว่า ธปท. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถปิดบัญชีม้าไปแล้วกว่า 2.8 ล้านบัญชี ส่งผลให้ยอดความเสียหายลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า แม้ระบบการเงินดิจิทัลของไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก็มาพร้อมกับภัยการเงินที่รุนแรง ตั้งแต่ปี 2565 มีผู้เสียหายแจ้งความแล้วกว่า 1 ล้านราย มูลค่าความเสียหายเกือบ 9.8 หมื่นล้านบาท โดยเงินกว่า 50% ถูกโอนออกจากบัญชีผู้เสียหายภายในเวลาเพียง 3 นาที ขณะที่เหยื่อใช้เวลาเฉลี่ยถึง 18 ชั่วโมงกว่าจะรู้ตัว

นอกจากนี้ ดร.เศรษฐพุฒิชี้ว่า มาตรการระงับธุรกรรมเพื่อสกัดเส้นทางการเงินตาม พ.ร.ก.ไซเบอร์ ส่งผลกระทบต่อผู้สุจริตมากกว่าที่ประเมินไว้ จึงได้ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) และหน่วยงานอื่น ๆ เร่งปรับปรุงกระบวนการ ปลดการระงับธุรกรรมสำหรับผู้สุจริต และพัฒนากลไกใหม่เพื่อลดผลกระทบให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวทิ้งท้ายว่า การสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ยั่งยืนและปลอดภัย ต้องอาศัยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและปลอดภัย กรอบการกำกับดูแลที่เหมาะสม และข้อมูลพร้อมแรงจูงใจที่ถูกต้อง พร้อมยืนยันว่าความร่วมมือของทุกภาคส่วนเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้สามารถลดความเสียหายและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดกิจกรรม “เด็กยุคใหม่ ไม่ดู ไม่สนใจ ไม่ไลก์ ไม่แชร์ สื่อลามกออนไลน์” สร้างภูมิคุ้มกันเยาวชน ป้องกันภัยออนไลน์

(19 ก.ย.68) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศตคม.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.ต.ทรงกลด เกริกกฤตยา ผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ ( ผบก.ปคม.) เป็นประธานเปิด โครงการ “รณรงค์ประชาสัมพันธ์ป้องกันภัยจากสื่อลามกออนไลน์ (No Look No Like No Share : Take Care Yourself)” ณ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน โดยมี อาจารย์โชติวิทย์ ธรรมสุจิต คณะครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนระดับมัธยมศึกษาเข้าร่วมกว่า 300 คน

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่เยาวชนเกี่ยวกับภัยอันตรายจากสื่อลามกออนไลน์
ที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะสื่ออลามก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพฤติกรรม การเรียนรู้ และจิตใจของเยาวชน รวมถึงเสี่ยงต่อการลอกเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หรือเป็นช่องทางนำไปสู่การคุกคามและการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงดำเนินการรณรงค์เชิงป้องกันเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เยาวชนและสังคม

ภายในกิจกรรมมีการบรรยายและเสวนาเชิงวิชาการ ภายใต้หัวข้อ “Gen Z Say No เด็กรุ่นใหม่ปฏิเสธ
สื่อลามกออนไลน์” โดยได้รับเกียรติจาก พ.ต.ต.พากฤต กฤตยพงษ์ (สารวัตรเติ๊ก)สว.ฝอ.บก.สอท.2/รองโฆษก บก.สอท. และศิลปินเยาวชน “เอแคลร์” ศิลปินวง FELIZZ ที่มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และแนวทางการรับมือกับภัยออนไลน์ เพื่อให้เยาวชนมีความรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) สามารถวิเคราะห์ แยกแยะ และปฏิเสธสื่อที่ไม่เหมาะสมได้

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสร้างสรรค์หลายรูปแบบ อาทิ การประกวดคลิปวิดีโอและภาพถ่าย ในหัวข้อ 
“No Look No Like No Share : Take Care Yourself เด็กรุ่นใหม่ ไม่ดู ไม่สนใจ ไม่ไลก์ ไม่แชร์ สื่อลามกออนไลน์” รวมถึง กิจกรรมปฏิญาณตนดิจิทัล (Digital Pledge) ให้นักเรียนร่วมลงนามแสดงเจตนารมณ์ว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับ
สื่อลามกออนไลน์ พร้อมทั้งการแสดงดนตรีจากวง NOT MINOR และกิจกรรมนันทนาการอื่น ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม

พล.ต.ต.ทรงกลด กล่าวว่า “สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับการสร้างภูมิคุ้มกันในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติ การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นหนึ่งในแนวทางป้องกันเชิงรุก ที่ไม่เพียงแต่สร้างความรู้เท่าทันสื่อ แต่ยังปลูกฝังให้เยาวชนรู้จักรับผิดชอบต่อสังคม และเป็นพลังสำคัญในการรณรงค์ ไม่ดู ไม่สนใจ ไม่ไลก์ ไม่แชร์ สื่ออามกออนไลน์” ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเดินหน้าสานต่อกิจกรรมลักษณะดังกล่าวในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อให้การรณรงค์เข้าถึงเยาวชนอย่างกว้างขวาง และช่วยลดความเสี่ยงจากภัยสื่อออนไลน์ในสังคมไทยอย่างยั่งยืน

‘อันวาร์’ เผยยกหูหา ‘อนุทิน’ หลังรับตำแหน่งนายกฯ เชิญเยือนมาเลเซีย หารือปมชายแดนไทย–กัมพูชา

(19 ก.ย. 68) นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กว่า ได้โทรศัพท์พูดคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย เพื่อเชิญเดินทางเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการหลังเข้ารับตำแหน่ง โดยระบุว่าการเยือนจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้านให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

อันวาร์กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาที่กำลังตึงเครียด พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการรักษาสันติภาพ ไม่ให้ความแตกต่างนำไปสู่ความขัดแย้ง และเสนอให้ทุกประเด็นถูกนำเข้าสู่การเจรจาในกรอบคณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) เพื่อหาทางออกร่วมกัน

ในวันเดียวกัน ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ก็ได้โทรศัพท์พูดคุยกับอันวาร์เช่นกัน เพื่อขอให้อาเซียนเข้ามามีบทบาทลดความตึงเครียด หลังเกิดเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับพลเรือนกัมพูชาในพื้นที่หมู่บ้านเปรยจัน จังหวัดบันเตียเมียนเจย ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย

ทั้งนี้ ฮุน มาเนตเน้นย้ำว่า กัมพูชายังคงยึดมั่นในแนวทางการเจรจาและการใช้กลไกอาเซียนเป็นหลัก พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการกระทำที่จะทำให้สถานการณ์บานปลาย และรอการแก้ไขปัญหาผ่านกลไก JBC และการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ตามที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้

‘คุณหญิงกัลยา’ ยื่นลาออกจาก ปชป. อย่างเป็นทางการ จับมือ ‘เอ้ สุชัชวีร์’ เดินหน้าปั้น ‘พรรคไทยก้าวใหม่’

‘คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช’กราบลาพระแม่ธรณี จับมือ ‘ดร.เอ้ สุชัชวีร์’ ปั้นพรรคก้าวใหม่ ชูการศึกษาพัฒนาชาติ เตรียมเปิดตัวเร็วๆ นี้ มั่นใจทันสู้ศึกเลือกตั้ง 4 เดือน 

เมื่อเวลา 10.00 น. (19 ก.ย.68) ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เดินทางเข้าสักการะพระแม่ธรณีบีบมวยผม ที่พรรคประชาธิปัตย์ หลังยื่นลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อช่วงเช้าของวันนี้ (19 ก.ย.)

จากนั้นได้ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลการลาออก คือ เพื่อไปตามหาความฝันที่พรรคประชาธิปัตย์เคยมอบให้ในด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเรื่องน้ำเพื่อเกษตรกรที่ยั่งยืนเพราะเชื่อว่าเรื่องเหล่านี้จะนำพาประเทศได้ซึ่งเป็นเรื่องที่สานต่อจากพรรคประชาธิปัตย์

เมื่อถามว่าทำไมถึงทำความฝันนี้ต่อที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า เวลาของตนน้อยลงแล้ว อยู่ได้อีกไม่กี่ปี รู้สึกตัวเองไม่ค่อยมีประโยชน์ จึงต้องทำตัวให้มีประโยชน์ อย่างไรก็ตามตนรักและเคารพพรรคประชาธิปัตย์ มาตลอด 25 ปี ไม่เสื่อมคลาย ทั้งนี้ตนได้เข้าไปลานายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตหัวหน้าพรรคแล้ว ซึ่งนายชวนอวยพรให้ประสบความสำเร็จ

“กราบขอบพระคุณท่านชวน ท่านบัญญัติท่านจุรินทร์ ท่านอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรคที่เราอยู่ด้วย รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ที่ให้โอกาสและสนับสนุนส่งเสริมให้ได้ทำสิ่งที่มีความเชื่อมาโดยตลอดและเป็นสิ่งที่ดีงามแก่ประเทศชาติ แม้ตอนนี้ถดถอยลงไปมากแล้ว น่าจะเป็นโอกาสที่น่าจะใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการศึกษาและเรื่องน้ำ มาแก้ วิกฤตของประเทศชาติ” คุณหญิงกัลยา กล่าว

เมื่อถามว่าจุดอ่อนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ควรปรับปรุงในขณะนี้คืออะไร คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า พรรคคงต้องคิดอะไรใหม่ๆ และคนรุ่นใหม่มาทำให้ก้าวหน้าทันสมัย เพราะทุกๆพรรคมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราก็ผ่านความยากลำบาก ดีและไม่ดีเป็นฝ่ายค้านเป็นรัฐบาล มานานก็เป็นประสบการณ์เยอะถ้าคนรุ่นใหม่เข้ามา ซึ่งตนยังสนับสนุนการทำงานเพื่อประเทศชาติอยู่ตลอดเวลา โดยตั้งใจไว้ว่าชีวิตที่เหลือจะทำเพื่อประเทศชาติและเยาวชนของชาติ

เมื่อถามถึงการไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า ยอมรับว่าคุยมาสักพักหนึ่งแล้ว และสนับสนุนด้านนี้เพื่อให้นำพาประเทศพ้นวิกฤตและเป็นหนทางที่ตนเชื่อตลอดเวลา เพราะตนเกิดบ้านนอก หากไม่มีศึกษา ไม่มีความรู้มายืนอยู่ตรงนี้ไม่ได้ และที่ผ่านมาขณะที่ตนอยู่กระทรวงศึกษาทำเรื่องน้ำและเรื่องการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนตามแนวพระราชดำริ ขณะนี้น้ำลงสู่ชุมชนแล้ว

เมื่อถามย้ำว่าจะไปอยู่พรรคเดียวกับนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ที่พรรคไทยก้าวใหม่ หรือไม่ คุณหญิงกัลยา ยอมรับว่าคุยกันพักใหญ่แล้วและรู้สึกว่าพรรคของนายสุชัชวีร์เป็นหลักเป็นฐานขึ้นแล้ว ซึ่งจะมีการเปิดตัวพรรคในเร็วๆ นี้ โดยที่ทำการพรรคอยู่ย่านรัชดาภิเษก ส่วนจะทันการเลือกตั้งในการเลือกตั้งอีก 4 เดือนข้างหน้าหรือไม่ต้องถามนายสุชัชวีร์ แต่ตนเห็นความคืบหน้าและเชื่อว่าจะทัน ส่วนบุคคลที่จะเข้ามาร่วมกันทำงานในพรรคนั้นต้องให้นายสุชัชวีร์บอกอีกครั้ง เพราะต้องการรวบรวมคนในประเทศทุกๆ กลุ่มที่เห็นความสำคัญกับการศึกษามาร่วมแรงร่วมใจพาประเทศชาติพ้นวิกฤต

เมื่อถามว่า พรรคใหม่จะมีอะไรไปสู้ พรรคอื่นๆ คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า รายละเอียดขอให้หัวหน้าพรรคและเจ้าของพรรค เป็นคนอธิบายดีกว่า เชื่อว่าคงมีคนเป็นจำนวนไม่น้อยที่มีความเป็นห่วงเป็นใยประเทศชาติเพราะทุกอย่างถดถอยหมดและเป็นห่วงลูกหลาน 

“ประชาชนส่วนใหญ่ที่เห็นความสำคัญและขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมพาประเทศชาติพ้นวิกฤต ซึ่งถึงเวลาแล้วที่จะมาร่วมกันเราไม่อยากทำสิ่งที่เราคิดว่าไม่ควรทำ เราอยากนับหนึ่ง เพื่อเปลี่ยนแปลงการเมือง ถ้าไม่มีใครที่กล้าจะชูธงว่าจะเราจะทำเพื่อบ้านเมือง เพื่อคนไทยเพื่อประเทศไทยให้ทันสมัย และสู้ประเทศอื่นได้ด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” คุณหญิงกัลยา กล่าว

เมื่อถามว่าหนักใจหรือไม่ที่การเมืองยุคนี้สู้กันด้วยทุน แต่พรรคใหม่ที่จะตั้งเน้นเรื่องการศึกษา คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า ประชาชนส่วนใหญ่ที่เห็นความสำคัญ เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะทำร่วมกัน ไม่อยากทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าไม่ควรทำ ถ้าไม่เริ่มตอนนี้จะไม่นับหนึ่ง ประเทศและการเมืองไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าไม่มีใครกล้าชูธงว่าต้องทำเพื่อบ้านเมืองเพื่อคนไทย ประเทศไทยให้ทันสมัย เพื่อสู้ประเทศอื่นได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่คุณหญิงกัลยาให้สัมภาษณ์แล้วเสร็จ ได้นำหนังสือ “เธอคือกัลยา” มาฝากให้สื่อมวลชนด้วย

‘เวเนซุเอลา’ ซ้อมรบครั้งใหญ่!! กลางทะเลแคริบเบียน พร้อมโชว์เครื่องบินรัสเซีย Su-30MK2 ข่มขวัญสหรัฐฯ

(19 ก.ย. 68) เวเนซุเอลาเปิดฉากซ้อมรบทางทหารครั้งใหญ่กลางทะเลแคริบเบียน ใช้ชื่อว่า Sovereign Caribbean 200 โดยมีทหารกว่า 2,500 นายเข้าร่วม พร้อมโชว์ศักยภาพทั้งทางบก ทะเล และอากาศ รวมถึงการนำเครื่องบินขับไล่รัสเซีย Su-30MK2 ที่ติดตั้งขีปนาวุธต่อต้านเรือรบออกมาแสดงแสนยานุภาพ ท่ามกลางความตึงเครียดกับสหรัฐฯ ที่เพิ่งส่งกองเรือรบเข้ามาในพื้นที่

กระทรวงกลาโหมเวเนซุเอลาระบุว่า การซ้อมรบครั้งนี้มีเรือรบ 12 ลำ เครื่องบิน 22 ลำ และเรือเล็กอีกเกือบ 20 ลำเข้าร่วม โดยภาพการถ่ายทอดสดเผยให้เห็นการยกพลขึ้นบกของทหารพร้อมยานสะเทินน้ำสะเทินบก และการบินข่มขวัญเหนือน่านฟ้าแคริบเบียน ขณะที่ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) ชี้ว่าการซ้อมรบเป็นการตอบโต้สหรัฐฯ ที่ส่งเรือรบและเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์เข้ามา

ด้านสหรัฐฯ ยืนยันว่ากองเรือถูกส่งมาเพื่อปราบปรามเครือข่ายลักลอบค้ายาเสพติดในทะเลแคริบเบียน แต่ผู้นำเวเนซุเอลามองว่านี่คือแผนปฏิบัติการโค่นอำนาจรัฐบาล โดยก่อนหน้านี้ วอชิงตันได้ตั้งค่าหัวมาดูโรไว้ถึง 50 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.8 พันล้านบาท) และกล่าวหาว่ามีเอี่ยวกับขบวนการค้ายาข้ามชาติ

สำหรับการซ้อมรบเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่าสหรัฐฯ โจมตีเรือที่ลักลอบขนยาเสพติดจากเวเนซุเอลาแล้วจำนวน 3 ลำ สังหารผู้ต้องสงสัยรวม 14 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับแก๊ง ‘เตรน เด อารากัว’ (Tren de Aragua) อันฉาวโฉ่ของเวเนซุเอลา

นอกจากการโชว์แสนยานุภาพแล้ว กองทัพเวเนซุเอลายังเผยคลิปวิดีโอเครื่องบิน Su-30MK2 พร้อมติดตั้งขีปนาวุธรัสเซียรุ่น Kh-31 ที่สามารถโจมตีเรือรบได้

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2568 รวม 3 จังหวัด เผยปีนี้ใช้งบฯ ถึง 15.5 ล้านบาท เพิ่มทั้งจำนวนชุดสิ่งของ และค่าพาหนะ รองรับปริมาณผู้ยากไร้ที่มารอรับ และสภาวะเศรษฐกิจที่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น

(19 ก.ย.68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วยคณะกรรมการ และผู้ช่วยกรรมการมูลนิธิฯ จัดพิธีแจกเครื่องอุปโภคบริโภค เนื่องในงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2568 ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ (จังหวัดที่ 3) กว่า 12,000 ชุด ให้แก่ประชาชนผู้ยากไร้ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดที่เดินทางมารอรับกันอย่างเนืองแน่น พร้อมมอบค่าพาหนะคนละ 200 บาท ซึ่งในปีนี้จัดเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาทั้งชุดเครื่องอุปโภคบริโภคและค่าพาหนะ เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ยากไร้ สอดรับกับปริมาณผู้ที่มารอรับและค่าครองชีพในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น โดยสิ่งของที่แจกประกอบด้วย ข้าวสาร ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำปลา น้ำมันพืช ขนม เสื้อผ้า รองเท้าแตะฟองน้ำ ฯลฯ บรรจุถุงผ้ามูลนิธิฯ โดยมี แพทย์หญิงวันทนีย์ วัฒนะ ปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ดร.เสาวนีย์ เตชะไพบูลย์ ภริยาประธานกรรมการ แขกผู้มีเกียรติ ผู้แทนหน่วยงานในเครือมูลนิธิฯ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์ และอาสาสมัครศิลปิน อาทิ นางสาวจิตรามณฑน์ เตชะไพบูลย์ ดร.ปภัสรา เตชะไพบูลย์ นางศิริพร โอภาสวงศ์ นางศิริวรรณ โอภาสวงศ์ และนายพลภัทร เตชะหรูวิจิตร ร่วมในพิธี ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

โดยบรรยากาศภายในงาน ได้จัดให้มีเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครศิลปิน นำโดย นายนพดล ทรงแสง (จิ้ม ชวนชื่น) นายธวัชชัย คชาอนันต์ (แฮ็ค ชวนชื่น) นายวสวิศร์ ศตพิพัฒน์ (ต้น-จักรกฤษณ์) นายสวิช เพชรวิเศษศิริ (บี๋)  นายณัฐวุฒิ ศรีหมอก (กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่) ฯลฯ ร่วมแจกจ่ายสิ่งของ แสดงดนตรี และสร้างสีสันภายในงาน โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน และอิ่มเอมใจทั้งผู้ให้และผู้รับ รวมทั้งได้มีผู้มีจิตศรัทธา ร่วมแจกจ่ายอาหาร และเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับประชาชนที่มารอรับสิ่งของ รวมถึงเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครมูลนิธิฯ จัดทีมดูแลประชาชนตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 18 กันยายน 2568 เป็นต้นมา

งานประเพณีทิ้งกระจาด เป็นงานบุญที่สำคัญที่ปฏิบัติสืบทอดมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ด้วยการนำสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค ข้าวสาร อาหารแห้ง มาเซ่นไหว้ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพชน และดวงวิญญาณที่ไร้ญาติ แล้วแจกเป็นทานแก่ผู้ยากไร้ เป็นงานมหาบุญที่ครบทั้งการทำบุญและให้ทาน ซึ่งมูลนิธิฯ ได้จัดทำสืบทอดประเพณีทิ้งกระจาดต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 100 ปี โดยในปี พ.ศ. 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับประชาชน ณ สุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร, คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จังหวัดชลบุรี และ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพมหานคร รวม 3 จังหวัด คิดเป็นมูลค่า 15.5 ล้านบาท

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอบุญบารมีองค์หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ผู้มีจิตศรัทธา เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร และครอบครัวของทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมในงานมหาบุญมหากุศลนี้ มีความสุข ความเจริญ สุขภาพร่างกายแข็งแรงตลอดปี ตลอดไป

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

Nvidia ควัก 1.5 แสนล้าน เข้าลงทุนคู่แข่งเก่า Intel เติมพลังตำนานชิป!! เพื่อต่อกร AMD ที่กำลังรุกหนักตลาดโลก

(19 ก.ย. 68) สะเทือนวงการชิปโลกอีกครั้งเมื่อ Nvidia ผู้ผลิตชิป AI รายใหญ่ของโลก ประกาศลงทุน 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.5 แสนล้านบาท) ใน Intel ผู้ผลิตชิปชื่อดังที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ โดยการลงทุนครั้งนี้ทำให้ Nvidia กลายเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Intel ซึ่งถือหุ้นราว 4% ส่งผลให้ราคาหุ้น Intel พุ่งขึ้นกว่า 26% ในการซื้อขายก่อนเปิดตลาดทันที

ข้อตกลงกำหนดให้ Nvidia ซื้อหุ้นสามัญ Intel ที่ราคา 23.28 ดอลลาร์ต่อหุ้น และจะร่วมมือกันพัฒนาชิปสำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) รุ่นใหม่ รวมถึงชิปสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) โดยชิปของ Intel จะถูกรวมเข้ากับเทคโนโลยี GPU ประสิทธิภาพสูงจาก Nvidia เพื่อแข่งกับ AMD ที่กำลังรุกตลาดเดสก์ท็อปและโน้ตบุ๊กอย่างหนัก

เจนเซ่น ฮวง (Jensen Huang) ซีอีโอ Nvidia ระบุว่า ความร่วมมือนี้ถือเป็น “การเชื่อมโยงระบบ AI และการประมวลผลแบบเร่งความเร็วของ Nvidia เข้ากับ CPU และแพลตฟอร์ม x86 ของ Intel” ซึ่งจะวางรากฐานสำหรับยุคใหม่ของการประมวลผลและการเติบโตในตลาดโลก ขณะเดียวกัน Intel ยังต้องจัดหาชิปโปรเซสเซอร์ให้ Nvidia สำหรับผลิตภัณฑ์บางประเภทที่เน้นการใช้ฮาร์ดแวร์ของ Nvidia เป็นหลัก

การลงทุนของ Nvidia เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งเข้าถือหุ้นเกือบ 10% ของ Intel เมื่อเดือนสิงหาคม รวมถึงการอัดเงินทุนจาก SoftBank มูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ในเดือนเดียวกัน ถือเป็นแรงหนุนสำคัญให้ Intel ที่ยังขาดทุนกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสสอง มีโอกาสกลับมาแข่งขันในตลาดได้อีกครั้ง

‘คาซัคสถาน’ ชูบทบาทประตูการค้า - การลงทุนเอเชียกลาง พร้อมเปิดแผนเศรษฐกิจใหม่ เน้นพัฒนา 6 อุตสาหกรรมหลัก

สถานทูตคาซัคสถาน เผยวิสัยทัศน์ ปูพรมโอกาสใหม่ในเอเชียกลาง – Kazakh Invest และ Kazakh Thai Alliance ชูโอกาสลงทุนครบทุกอุตสาหกรรม

เมื่อวันที่ (12 ก.ย.68) ‘ผู้นำคาซัคสถาน’ โชว์ฉากทัศน์ ขยายศักยภาพระดับสูงของประเทศรอบทิศ ตั้งเป้า ‘คาซัคฯ’ ขึ้นแท่น ‘ประตูการค้าและการลงทุนแห่งเอเชียกลาง’ เชื่อมต่อตลาดเอเชียกลางและภูมิภาคยูเรเชีย สร้างโอกาสมหาศาลแก่นักลงทุนทั่วโลก รวมถึงนักลงทุนชาวไทย

‘ซานโดส ริสคูลอฟ’ ที่ปรึกษาสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐคาซัคสถาน / รักษาการทูตคาซัคสถาน กล่าวเปิดงานเสวนา “Round Table: The Address of the President of Kazakhstan and the Prospects of Kazakhstan–Thailand Partnership” จัดขึ้นที่โรงแรม The Sukosol กรุงเทพฯ โดยถ่ายทอดวิสัยทัศน์ของ ประธานาธิบดีคาซิม-โยมาร์ต โตคาเยฟ ภายใต้หัวข้อ “คาซัคสถานในยุคปัญญาประดิษฐ์: ภารกิจสำคัญและแนวทางแก้ไขผ่านการเปลี่ยนแปลงดิจิทัล”

ประธานาธิบดีโตคาเยฟ ประกาศแผนปฏิรูปครั้งใหญ่ ทั้งการจัดตั้ง กระทรวงปัญญาประดิษฐ์และการพัฒนาดิจิทัล ภายใต้รองนายกรัฐมนตรี, แผนบังคับใช้ “ประมวลกฎหมายดิจิทัล” ที่ครอบคลุม AI, Big Data และเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม รวมถึงการจัดตั้ง กองทุนสินทรัพย์ดิจิทัลของรัฐ และกฎหมายธนาคารใหม่เพื่อหนุน FinTech และดึงดูดผู้เล่นรายใหม่

นอกจากนี้ยังมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟสาย Dostyk–Moyinty และแพลตฟอร์ม Smart Cargo ที่จะเปิดใช้ในเดือนตุลาคม ตั้งเป้าคาซัคสถานเป็นศูนย์กลางการบินขนส่งสินค้าหลักของยูเรเชีย

ด้านนโยบายต่างประเทศ ประธานาธิบดีตอกย้ำยุทธศาสตร์ Multi-Vector ที่เน้นสร้างสมดุลและความสัมพันธ์กับทุกมหาอำนาจโลก ขณะเดียวกันยังประกาศแผนการปฏิรูปการเมือง มุ่งสู่ รัฐสภาเดี่ยว (Unicameral Parliament) ผ่านประชามติปี 2027 และแผนระดับชาติ เช่น ยกสถานะเมือง Alatau เป็นศูนย์นวัตกรรมใหม่, การจัดทำแผนที่ดิจิทัลทรัพยากรที่ดิน, การฟื้นฟูทะเล Aral และการอนุรักษ์ทะเลแคสเปียน

ซานโดส ริสคูลอฟ กล่าวเสริมว่า คาซัคสถานมีเศรษฐกิจแข็งแกร่ง มูลค่าการลงทุนสะสมกว่า 474,000 ล้านดอลลาร์, มูลค่าการค้ารวม 141,000 ล้านดอลลาร์, ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ทั้งยูเรเนียม โครเมียม น้ำมัน ก๊าซ และทองคำ ติดอันดับต้นของโลก อีกทั้งมีพื้นที่เกษตรกว่า 220 ล้านเฮกตาร์ และแผนเพิ่มผลผลิต 2.5 เท่า

นางแอสเซล เบคบาเยวา: จุดเชื่อมสำคัญของนักลงทุนไทยสู่ยูเรเชีย

นาง แอสเซล เบคบาเยวา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Kazakh Thai Alliance และ ผู้แทน Kazakh Invest National Company ประจำประเทศไทย ได้บรรยายเสริมถึงศักยภาพของคาซัคสถานที่พร้อมเปิดรับนักลงทุนไทย

เธอย้ำว่า คาซัคสถานในฐานะ เศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในเอเชียกลาง (61% ของ GDP) มีความพร้อมสูงสุดสำหรับการลงทุน โดยเฉพาะใน 6 อุตสาหกรรมหลักที่ Kazakh Invest ให้การสนับสนุนเต็มที่ ได้แก่:

เกษตรและแปรรูปอาหาร – สนับสนุนเทคโนโลยี, เงินอุดหนุน, แผนเพิ่มสัดส่วนการส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูปเป็น 70%

โลจิสติกส์และการขนส่ง – ลงทุนกว่า 35,000 ล้านดอลลาร์ในโครงสร้างพื้นฐาน 8 คอร์ริดอร์ เชื่อมจีน–ยุโรป–ตะวันออกกลาง

เหมืองแร่และทรัพยากรธรรมชาติ – ยูเรเนียม, โครเมียม, น้ำมัน, ก๊าซ, แร่หายาก พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษี

พลังงานหมุนเวียน – ศักยภาพลม–แสงอาทิตย์–น้ำ มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางพลังงานสีเขียวของภูมิภาค

การท่องเที่ยว – ส่งเสริมการลงทุนรีสอร์ท การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และการท่องเที่ยววัฒนธรรม

สาธารณสุขและเภสัชภัณฑ์ – แผนยกระดับโรงพยาบาลและดึงดูดการร่วมทุนจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ Kazakh Invest ยังมี เขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZs) 16 เขต พร้อมแพ็กเกจสนับสนุนด้านภาษี การเงิน และกฎหมาย เพื่อเอื้อต่อการลงทุนระยะยาว

“นักลงทุนไทยมีจังหวะทองในการเข้ามามีบทบาทในเอเชียกลาง ด้วยการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ โครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาแล้ว และสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนที่ครอบคลุม คาซัคสถานพร้อมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์สำหรับไทย”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top