Sunday, 26 July 2026
Hard News Team

‘เกาหลีเหนือ’ ส่งข้อความยินดีถึง ‘อนุทิน’ นายกฯ ป้ายแดง พร้อมอวยพรขอให้ประสบความสำเร็จในการบริหารประเทศ

เมื่อวันที่ (17 ก.ย. 68) สำนักข่าว KCNA รายงานว่า ปาร์ค แท ซอง (Pak Thae Song) นายกรัฐมนตรีคณะรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ส่งสารแสดงความยินดีถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล เนื่องในโอกาสที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา 

ในข้อความดังกล่าว นายกรัฐมนตรีเกาหลีเหนือแสดงความมั่นใจว่าความสัมพันธ์มิตรภาพและความร่วมมือระหว่างสองประเทศจะพัฒนาไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน พร้อมอวยพรให้นายกรัฐมนตรีไทยประสบความสำเร็จในการทำงานเพื่อการพัฒนาประเทศ และความเจริญรุ่งเรืองของประชาชน

ผบ.นบ.ยส.24 โชว์ผลงานการปฏิบัติงานรอบ 1 ปี ยึดยาบ้า 150 ล้านเม็ดเศษ ไอซ์ 8,516 กิโลกรัม เฮโรอีน 151 กก.,เคตามีน 796 กิโลกรัม และอื่นๆ รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้นมากถึง หนึ่งหมื่นล้านบาทเศษ

เมื่อวานนี้ (17 ก.ย.68) เวลา 1100 น. ที่โรงแรมฟอร์จูน ริเวอร์วิว นครพนม อำเภอเมืองนครพนม​ จังหวัดนครพนม พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2/ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการ สกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24) เป็นประธาน การประชุมสรุปผลการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ 2568  (ทบทวนหลังปฏิบัติงาน ตุลาคม 2567 – กันยายน 2568) และการประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำแผนการปฏิบัติการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด ระดับจังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประจำปีงบประมาณ 2569 ห้วงวันที่ 16 - 17 กันยายน 2568 โดยมีหน่วยงาน ส่วนราชการในพื้นที่ 7 จังหวัด 25 อำเภอชายแดน จำนวน 95 หน่วย ในพื้นที่รับผิดชอบของหน่วยบัญชาการ สกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดน​ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เข้าร่วมประชุม เพื่อระดมความคิดวิเคราะห์ ทบทวนสถานการณ์ในแต่ละมาตรการ, ผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา, ปัญหาอุปสรรค ในการดำเนินงานในพื้นที่ และกำหนดประเด็นการพัฒนา ตามบริบทในพื้นที่ 

เพื่อเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น วิเคราะห์ปัญหาอุปสรรค ในการปฏิบัติงานร่วมกัน และเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาในการปฏิบัติงาน เพื่อให้การปฏิบัติงานเกิดการบูรณาการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน มุ่งสู่การแก้ไขปัญหายาเสพติดให้หมดไปจากสังคมไทยอย่างยั่งยืน โดยในวันนี้ มทภ.2/ ผบ.นบ.ยส.24 กรุณารับฟังการบรรยายสรุปผลการปฏิบัติงานและผลการทบทวนหลังการปฏิบัติในภาพรวมของหน่วย ประจำปีงบประมาณ 2568 จาก รองผู้อำนวยการส่วนอำนวยการ นบ.ยส.24 และกรุณามอบใบประกาศเกียรติคุณให้แก่หน่วยที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น จำนวน 10 หน่วย และมอบรางวัลให้แก่หน่วยที่มีผลการตรวจยึดและจับกุมดีเด่น จำนวน 40 หน่วย พร้อมทั้งกล่าวปิดการประชุมสรุปผลการปฏิบัติงานและทบทวนหลังการปฏิบัติ ประจำปีงบประมาณ 2568 

สถานการณ์ด้านยาเสพติดในพื้นที่รับผิดชอบ ซึ่งรัฐบาลได้ออกประกาศเรื่องกำหนดพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนและผู้รับผิดชอบเพื่อป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ปีงบประมาณ 2568 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่อำเภอชายแดนเป็นพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนใน 7 จังหวัด 25 อำเภอ และมอบให้กองทัพภาคที่ 2 จัดตั้งหน่วยบัญชาการสกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ นบ.ยส.24 ขึ้นโดยมี แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ผบ.นบ.ยส.24) ภารกิจในวางแผน บูรณาการ อำนวยการ ประสานงาน ในการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้า-ส่งออก ยาเสพติดสารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์, ปราบปรามเครือข่ายค้ายาเสพติด, บำบัดผู้ป่วยจิตเวชยาเสพติด, จัดตั้งหมู่บ้านชุมชนเข้มแข็งเอาชนะยาเสพติด, ประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งแก้ไขปัญหายาเสพติด ด้านอื่นๆ ในพื้นที่ชายแดนของจังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และ อุบลราชธานี เพื่อให้พื้นที่รับผิดชอบปลอดจากการลักลอบนำเข้ายาเสพติด ไม่มีการแพร่ระบาดของยาเสพติด ปัญหายาเสพติดด้านอื่นๆ ได้รับการแก้ไข ประชาชนเกิดความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินได้อย่างยั่งยืนและได้ยึดถือกรอบแนวทางการปฏิบัติของ ป.ป.ส. ใน 6 มาตรการหลัก คือ มาตรการสกัดกั้น, มาตรการปราบปราม, มาตรการป้องกัน, มาตรการบำบัด, มาตรการบูรณาการ และมาตรการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน ในทุกมาตรการ เพื่อให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

การปฏิบัติงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ตามแนวชายแดน เป็นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ร่วมกับกองกำลังป้องกันชายแดนในการซีลแนวชายแดน ประกอบด้วย กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี กองกำลังสุรนารี และพื้นที่ที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนใน 7 จังหวัด 25  อำเภอ มีหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (นบ.ยส.24) เป็นหน่วยรับผิดชอบ ในเขตพื้นที่ตอนในดำเนินการ โดย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรจังหวัด (กอ.รมน.จังหวัด) ทั้ง 20 จังหวัดบูรณาการกับส่วนราชการในจังหวัด ร่วมกันดำเนินการ 

ผลจากการดำเนินงานด้านยาเสพติดตั้งแต่ โดยสรุปสถิติและการปฏิบัติที่สำคัญแต่ละมาตรการตั้งแต่ (ตั้งแต่ 1 ต.ค 67 –  31 ส.ค. 68) ในพื้นที่รับผิดชอบของ นบ.ยส.24 สามารถจับกุม จำนวน 1,084 ครั้ง, ผู้ต้องหา 1,453 ราย ของกลาง ยาบ้าหนึ่งร้อยห้าสิบล้านเม็ดเศษ (150,594,083 เม็ด),ไอซ์ 8,516 กิโลกรัมเฮโรอีน 151 กก.,เคตามีน 796 กิโลกรัมและอื่นๆ รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้นมากถึง หนึ่งหมื่นล้านบาทเศษ (10,712,934,283 บาท)

การตรวจยึดจับกุมที่สำคัญ ได้แก่ การตรวจยึดยาบ้าหลักล้านเม็ดขึ้นไป จำนวน 47 ครั้ง ยาบ้าหลักแสนเม็ดขึ้นไป จำนวน 110 ครั้ง โดยตรวจยึดได้มากที่สุดในพื้นที่จังหวัดนครพนม (32,694,472 เม็ด) รองลงมา คือ จังหวัดหนองคาย (30,043,699 เม็ด) และ จังหวัดมุกดาหาร (29,757,591 เม็ด)การตรวจยึด และไอซ์ หลัก 100 กิโลกรัมขึ้นไป จำนวน 24 ครั้ง โดยพื้นที่ที่มีการตรวจยึดจับกุม มากที่สุด คือ จังหวัดเลย (3,032 กก.) และรองลงมา คือ จังหวัดนครพนม (2,736 กก.)

สอน. ลุยต่อเฟส 4 อุตฯ อ้อยและน้ำตาลสีเขียว เดินหน้าลดคาร์บอน - ลดฝุ่น หนุนไทยสู่ Net Zero

สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ลงพื้นที่อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายให้เติบโตอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 
วางแนวทางลดเผาอ้อย สอดรับนโยบายรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา PM 2.5 และตอบโจทย์เทรนด์
การค้าโลก ที่ได้นำประเด็นสิ่งแวดล้อมเข้ามามีบทบาทในการกีดกันทางการค้า

เมื่อวันที่ (16 ก.ย. 68) นายประสิทธิ์ วงษาเทียม รองเลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า ภายใต้แนวคิด MIND “อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายเติบโต กระจายรายได้ เคียงคู่ชุมชน และสิ่งแวดล้อมที่ดี” สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายจึงได้ดำเนินกิจกรรมประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างการรับรู้ความเข้าใจให้สาธารณชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องถึงการมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสังคมของระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายมาอย่างต่อเนื่อง และยังก่อให้เกิดแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเกษตรกรชาวไร่อ้อยในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว และการปรับตัวเพื่อประกอบธุรกิจให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายเติบโตอย่างมั่งคั่ง ยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจของเกษตรกรและโรงงานน้ำตาลทำให้ในฤดูการผลิตปี 2567/68 ที่ผ่านมา 
มีอ้อยสดเข้าหีบสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 85.14% มีอ้อยเผาต่ำสุดที่ 14.86% ในแบบที่ไม่เคยทำได้มาก่อน ประชาชนได้ขอบคุณที่อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลได้เข้ามามีส่วนร่วมในดูแลสิ่งแวดล้อม และรับผิดชอบต่อสังคม นอกจากนี้ การโอนเงินช่วยเหลือชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสด 100% สำเร็จแล้วกว่า 93% ส่วนอีก 7% ที่ยังไม่ได้รับเงิน สอน. ได้เร่งดำเนินการเพื่อให้สามารถรับเงินผ่านแอป “ทางรัฐ” โดยเร็วต่อไป

นายประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับแนวทางที่จะให้ตัวเลขการเผาอ้อยลดลง อาทิเช่น สร้างมูลค่าเพิ่มใบและยอดอ้อย การเพิ่มมูลค่าใบอ้อยเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ สนับสนุนการรวมกลุ่มชาวไร่อ้อย
เพื่อจัดหาเครื่องจักรกลการเกษตรมาใช้ในไร่อ้อยเพิ่มขึ้น รวมถึงสินเชื่อสีเขียวเพื่อเกษตรกรชาวไร่อ้อย สำหรับจัดการแหล่งน้ำ ซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรในไร่อ้อย เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย และแก้ไขปัญหา PM 2.5 ครม. เห็นชอบให้ดำเนินการโครงการต่อ เป็นเฟสที่ 4 ปี 2568 - 2570 กรอบวงเงินปีละ 2,000 ล้านบาท 
รวม 3 ปี เป็นเงิน 6,000 ล้านบาท รัฐชดเชยดอกเบี้ยกับ ธ.ก.ส. และชาวไร่อ้อยจ่ายดอกเบี้ย 2% เท่าเดิม 

“ผมหวังว่าแนวทาง/มาตรการแก้ไขปัญหาอ้อยต่าง ๆ  จะสามารถสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร
และโรงงานน้ำตาลร่วมมือกับภาครัฐ ในการลดเผาอ้อย ลด PM 2.5 และมีตัวเลขการเผาอ้อยในฤดูการผลิต
ที่จะถึงนี้ต่ำกว่าเดิม สอดรับกับเป้าหมายของรัฐบาลที่จะมุ่งให้ไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ 
(Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2608” นายประสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตือน อวสาน Windows 10 เหลือเดือนสุดท้าย เสี่ยงโดนแฮก หลัง Microsoft ยุติการสนับสนุน 14 ตุลาคม 2568 นี้

(18 ก.ย. 68) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่ยังคงสร้างความเสียหายให้กับพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก โดยล่าสุด สืบเนื่องจากบริษัท ไมโครซอฟท์ (Microsoft Corporation) ได้มีประกาศอย่างเป็นทางการว่า ระบบปฏิบัติการ Windows 10 จะสิ้นสุดระยะเวลาการสนับสนุน (End of Support) ในวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ที่จะถึงนี้ ซึ่งหมายความว่า หลังจากวันดังกล่าว ผู้ใช้งาน Windows 10 จะไม่ได้รับการอัปเดตด้านความปลอดภัย (Security Updates) และการแก้ไขช่องโหว่ (Vulnerability Patches) ใด ๆ จากบริษัทผู้พัฒนาอีกต่อไป ซึ่งจะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการดังกล่าว จะตกอยู่ในความเสี่ยงด้านความปลอดภัยรูปแบบต่าง ๆ เช่น

1. “ไม่ปลอดภัยจากภัยคุกคาม” เช่น มัลแวร์ (Malware) แรนซัมแวร์ (Ransomware) หรือ ถูกควบคุมเครื่องระยะไกล (Remote Access Trojan: RAT)
2. “อาจถูกเข้าถึงข้อมูลส่วนตัว” เช่น ข้อมูลบัญชีธนาคาร รหัสผ่าน ไฟล์เอกสาร ภาพถ่าย และข้อมูลส่วนบุคคลอื่น ๆ
3. “เสี่ยงต่อการถูกเรียกค่าไถ่ (Ransomware)” โดยการเข้ารหัสข้อมูลในเครื่อง ทำให้ไม่สามารถใช้งานหรือเข้าถึงข้อมูลได้ จากนั้นคนร้ายจะบังคับให้จ่ายเงินเพื่อปลดล็อก
4. “ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี” เนื่องจากมิจฉาชีพมักจะใช้เครื่องมือสำหรับเจาะระบบเก่าที่ไม่มีการป้องกัน (Exploit toolkit)

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอแนะนำแนวทางปฏิบัติสำหรับพี่น้องประชาชน ตลอดจนหน่วยงาน และองค์กรต่าง ๆ ดังนี้
- อัปเกรดระบบปฏิบัติการเป็น Windows 11 หรือเปลี่ยนไปใช้ระบบปฏิบัติการอื่นที่ยังได้รับการอัปเดตด้านความปลอดภัย
- หากยังจำเป็นต้องใช้งาน Windows 10 ให้หลีกเลี่ยงการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต
- ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสที่เชื่อถือได้ พร้อมอัปเดตฐานข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ
- หลีกเลี่ยงการเปิดไฟล์แนบหรือลิงก์จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ
- ใช้รหัสผ่านที่คาดเดายากและเปลี่ยนเป็นระยะ รวมทั้งเปิดใช้การยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน (Two-Factor Authentication)
- ไม่บันทึกข้อมูลสำคัญไว้ในเครื่องโดยไม่มีการเข้ารหัส

ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจากการถูกโจมตีทางไซเบอร์ หรืออาชญากรรมทางเทคโนโลยีรูปแบบต่าง ๆ สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่สถานีตำรวจในท้องที่เกิดเหตุ หรือแจ้งความออนไลน์ด้วยตนเองที่เว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ผบ.ตร. ห่วงใย ส่งแรงใจถึงแนวหน้า พร้อมเยียวยาผู้บาดเจ็บ ยันตำรวจคุมเหตุ ‘บ้านหนองหญ้าแก้ว’ ตามหลักสากล

(18 ก.ย. 68) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้รับรายงานเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว หลังเจ้าหน้าที่หลายหน่วยร่วมกันติดตั้งลวดหนามหีบเพลงเพื่อเสริมความมั่นคงแนวชายแดน ก่อนถูกกลุ่มชาวกัมพูชาประมาณ 200 คนเข้าขัดขวางและพยายามรื้อสิ่งกีดขวาง

รายงานระบุว่า กลุ่มผู้ชุมนุมฝั่งกัมพูชามีพฤติกรรมไม่พอใจ ขว้างก้อนหินและท่อนไม้ใส่เจ้าหน้าที่ไทยที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ชุดควบคุมฝูงชนจังหวัดสระแก้วและฝ่ายปกครองจำเป็นต้องใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และเครื่อง LRAD เพื่อผลักดันให้ผู้ชุมนุมถอยออกจากพื้นที่ และเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเสริมลวดหนามและสิ่งกีดขวางเพิ่มเติมเพื่อป้องกันการรุกล้ำซ้ำ

จากเหตุปะทะดังกล่าว มีเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยบาดเจ็บ 4 นาย ได้แก่ พ.ต.ท.สมัชญ์ นาคพน, ด.ต.แสงอรุณ ศรีวงศ์จันทร์, ด.ต.ศักดิ์สิทธิ์ นพเกล้า และ จ.ส.ต.ชยันต์ เบ้าทอง ซึ่งทั้งหมดถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาแล้ว ขณะที่การควบคุมสถานการณ์ยังคงเข้มงวดเพื่อไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่า การใช้กำลังของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามหลักสากล มุ่งเน้นการผลักดันและยุติเหตุจลาจลโดยไม่ใช้ความรุนแรงเกินจำเป็น พร้อมเผยว่า ผบ.ตร. ได้แสดงความห่วงใยต่อกำลังพลที่บาดเจ็บ และกำชับให้ดูแลสิทธิและสวัสดิการของผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยย้ำว่าการรุกล้ำของมวลชนกัมพูชาเป็นการละเมิดกฎหมายไทยอย่างชัดเจน

‘เมียนมา’ เปิดทาง ‘คณะผู้สังเกตการณ์ทั่วโลก’ เข้าติดตามการเลือกตั้งทั่วไป เพื่อยืนยันความโปร่งใส 28 ธ.ค. นี้

(18 ก.ย. 68) เมียนมาประกาศเชิญผู้สังเกตการณ์ทั้งในประเทศและต่างชาติเข้าร่วมติดตามการเลือกตั้งทั่วไปปลายปีนี้ โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งสหภาพ (UEC) เปิดเผยผ่านสื่อทางการเมื่อวันที่ 17 ก.ย. ว่าผู้สังเกตการณ์ภายในประเทศสามารถยื่นขออนุญาตได้จนถึงวันที่ 5 ธ.ค. 2025 ผ่านคณะกรรมการฯ ในทุกระดับ ตั้งแต่ตำบล เขต ภูมิภาค ไปจนถึงระดับรัฐ

โดยผู้สังเกตการณ์ภายในประเทศจะต้องปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและขั้นตอนที่ UEC กำหนดไว้ในประกาศฉบับล่าสุด โดยสามารถตรวจสอบและดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ทางการของคณะกรรมการฯ เพื่อให้การติดตามการเลือกตั้งเป็นไปตามมาตรฐานที่วางไว้

ขณะเดียวกัน UEC ยังเตรียมเปิดให้ผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศเข้าร่วมติดตามการเลือกตั้ง โดยจะส่งคำเชิญไปยังประเทศและองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ผ่านทางกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งจะจัดส่งหนังสือเชิญอย่างเป็นทางการไปยังสถานทูต สถานกงสุล และคณะผู้แทนถาวรต่าง ๆ ที่มีสัมพันธ์ทางการทูตกับเมียนมา

สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปของเมียนมากำหนดจัดวันที่ 28 ธ.ค. 2568 โดยเปิดให้หลายพรรคการเมืองลงแข่งขัน

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติห่วงใย ส่งกำลังใจให้กำลังพลควบคุมสถานการณ์พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว ย้ำการดำเนินการของตำรวจเป็นไปตามหลักสากล

(18 ก.ย. 68) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า วานนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้รับรายงานจากกองร้อยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดน 4 ชุดควบคุมตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 (ร้อย ฉก.ตชด.4(ชค.ตชด.12)) กรณีเหตุการณ์บริเวณจุดปฏิบัติการที่ 34 กองร้อยทหารพรานที่ 1301 (ร้อย ทพ.1301) บ้านหนองหญ้าแก้ว ต.โคกสูง อ.โคกสูง จ.สระแก้ว 

โดยเวลา 14.30 น. หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 12 พร้อมด้วยชุดควบคุมฝูงชนจังหวัดสระแก้ว, เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอโคกสูง, เจ้าหน้าที่ทหารพราน ร้อย ทพ.1301 และเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน ร้อย ฉก.ตชด.1-4 ได้ดำเนินการลงพื้นที่ไปติดตั้งลวดหนามหีบเพลงบริเวณดังกล่าว จากนั้นเวลา 15.00 น. ได้มีผู้ชุมนุมฝ่ายกัมพูชาประมาณ 200 คน เข้ามาขัดขวางและพยายามรื้อลวดหนามหีบเพลงของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้เตือนให้หยุดการกระทำ จึงทำให้ประชาชนฝั่งกัมพูชาไม่พอใจ จากนั้นเวลา 16.00 น.ประชาชนฝั่งกัมพูชาได้ต่อว่าเจ้าหน้าที่และได้ปาก้อนหิน ท่อนไม้ ใส่เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ชุดควบคุมฝูงชนจังหวัดสระแก้ว และฝ่ายปกครองอำเภอโคกสูง จึงได้ใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยาง เพื่อผลักดันให้ประชาชนฝั่งกัมพูชาได้ร่นถอยออกจากพื้นที่ดังกล่าว ต่อมาเวลา 17.00 น.เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้ดำเนินการเสริมความมั่นคง โดยการวางลวดหนามหีบเพลงเพิ่มเติม และใช้ยางรถยนต์ประกอบ รวมถึงควบคุมการประท้วงด้วยแก๊สน้ำตา กระสุนยาง และเครื่อง LRAD เพื่อให้ผู้ชุมนุมถอยออกจากพื้นที่

จากการเข้าควบคุมเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บจำนวน 4 นาย ได้แก่ พ.ต.ท.สมัชญ์ นาคพน รองผู้กำกับการสืบสวน สภ.คลองลึก, ด.ต.แสงอรุณ ศรีวงศ์จันทร์ ผู้บังคับหมู่ฝ่ายปราบปราม สภ.คลองลึก, ด.ต.ศักดิ์สิทธิ์ นพเกล้า ผู้บังคับหมู่ กองกำกับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว และ จ.ส.ต.ชยันต์ เบ้าทอง ผู้บังคับหมู่ฝ่ายปราบปราม สภ.อรัญประเทศ

นอกจากนี้ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้แสดงความห่วงใยและให้กำลังใจกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ และกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ทุกนาย ได้กำชับให้ผู้บังคับบัญชาดูแลสิทธิและสวัสดิการอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ยืนยันว่าการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าระงับเหตุ และใช้เครื่องมือที่เน้นการผลักดันเพื่อระงับเหตุจลาจลนั้น เป็นไปตามหลักสากล และเหมาะสมต่อสถานการณ์ โดยสถานการณ์ดังกล่าวถือว่ามวลชนกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ประเทศไทย ขัดขวางการปฏิบัติงานและทำลายสิ่งของของเจ้าหน้าที่ เป็นการกระทำที่ผิดต่อกฎหมายของประเทศไทย

‘พีระพันธุ์’ ย้ำชัด ทำงานการเมืองเพื่อประโยชน์ชาติและประชาชน ไม่เคยดีลขอเป็นนายกฯ

เมื่อวันที่ (17 ก.ย. 68) ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ  นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ  เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการนำเสนอความเห็นทางการเมืองโดยนำชื่อของตนเข้าไปเกี่ยวโยงกับการเลือกนายกรัฐมนตรีจนสร้างความสับสนในสังคมนั้น  ตนขอยืนยันว่า  ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง  และไม่เคยมีการหยิบยกชื่อของตนเข้าสู่การเจรจาใด ๆ  ซึ่งสามารถยืนยันได้จากการหารือร่วมกันกับพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค  

นายพีระพันธุ์ เปิดเผยอีกว่า ในที่ประชุมพรรคร่วมรัฐบาลที่โรงแรมปริ๊นเซส นายภูมิธรรม เวชยชัย ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าจะเสนอชื่อ นายชัยเกษม นิติสิริ ให้ที่ประชุมพิจารณา และในทางการเมืองก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเสนอชื่อบุคคลจากพรรคอื่น ในขณะที่พรรคของตนเองยังมีรายชื่ออยู่ในบัญชีนายกรัฐมนตรี เพราะจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อพรรคนั้นเองเป็นอย่างมาก 

ข่าวที่ออกมาจึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง และอาจสร้างความเข้าใจผิดได้ 

“ที่ผ่านมาผมมุ่งทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก ไม่เคยหวังที่จะได้ตำแหน่งอะไร และไม่เคยอยู่ในสมการใด ๆ เกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรีเลย” นายพีระพันธุ์กล่าว

‘สม รังสี’ ขอชาวโลกเห็นใจเขมร ชี้ไทยป่าเถื่อน ใช้แก๊สน้ำตา-กระสุนยางใส่ม็อบ!! ทำพระและชาวบ้านบาดเจ็บ

(18 ก.ย. 68) กัมพูชากล่าวหากองทัพไทยใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมชาวกัมพูชา หลังเกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา โดยนายสม รังสี อดีตผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชา ซึ่งลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า พระสงฆ์ ทหาร และประชาชนจำนวนหนึ่งได้รับบาดเจ็บและหมดสติ หลังทหาร-ตำรวจไทยใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และอาวุธควบคุมฝูงชนเข้าสลายการชุมนุมในหมู่บ้านเปรยจันทร์ จังหวัดบ้านเตยมีนเชย

ด้านคณะกรรมการกู้ชาติกัมพูชา (CNRC) ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำดังกล่าวของฝ่ายไทย โดยเรียกว่าป่าเถื่อนและเป็นการละเมิดอธิปไตยกัมพูชา พร้อมกล่าวหากองทัพไทยว่าบุกรุกดินแดนซ้ำซาก และใช้ความรุนแรงต่อพระสงฆ์และประชาชนผู้บริสุทธิ์

CNRC ยังเรียกร้องให้รัฐบาลพนมเปญดำเนินการทางกฎหมาย โดยยื่นเรื่องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เพื่อฟ้องไทยในข้อหาละเมิดอธิปไตยและใช้ความรุนแรงต่อพลเรือน โดยย้ำว่าการฟ้องต่อ ICJ จะช่วยยุติข้อพิพาทผ่านกระบวนการสันติ

นอกจากนี้ CNRC ยังเสนอให้รัฐบาลกัมพูชาผลักดันการประชุมร่วมของประเทศผู้ลงนามในข้อตกลงปารีส เพื่อหาทางแก้ไขวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น และยกระดับข้อพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชาให้เป็นวาระนานาชาติ เพื่อกดดันให้ไทยยุติการกระทำดังกล่าวโดยเร็ว

‘ชัช เตาปูน’ พร้อมนั่งเก้าอี้ เลขาฯ รทสช. คนใหม่ หลัง ‘เอกนัฏ’ ไขก๊อก – ยัน ‘พีระพันธุ์’ ไม่ท้อขอสู้ต่อ

‘ชัช เตาปูน’ แบะท่า พร้อมรับเก้าอี้ ‘เลขาฯรทสช.’ คนใหม่ แทน’เอกนัฏ’ ยัน ‘พีระพันธุ์’ ไม่ท้อ สู้ต่อ บอกยังเหลือสมาชิกหลายคนอยู่ช่วยกัน เชื่อพรรคไปต่อได้

เมื่อวันที่ (17 ก.ย. 68) นายชัชวาลล์ คงอุดม สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand โดยยอมรับว่า เมื่อวันที่ 16 ก.ย.ได้พูดคุยกับ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยมี นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรค และนายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรค ร่วมด้วย โดยนายพีระพันธุ์ ยืนยันไม่ท้อ จะสู้ต่อ

นายชัชวาลล์ กล่าวว่า สำหรับตนได้พูดกับนายพีระพันธุ์มาตลอดว่ามีเจตนาอยากได้คนดี ซึ่งเห็นว่านายพีระพันธุ์ เป็นคนดี ซื่อสัตย์ เป็นคนตรง จึงอยากให้คนที่รักประเทศ รักประชาชน เข้ามาทำงาน อย่างไรก็ตาม ที่เหลืออยู่ขณะนี้ยังมีอีกหลายคน นอกจากนายพีระพันธุ์และตน ยังมีนายวิทยา , นายจุติ ไกรฤกษ์ รองหัวหน้าพรรค ซึ่งทุกคนที่เหลืออยู่ต้องช่วยกัน ตนยังเชื่อว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะไปได้

เมื่อถามว่า หลังจากนี้ต้องมีการยกเครื่องพรรคใหม่ใช่หรือไม่ เพราะเหลือกันแค่นี้ นายชัชวาลล์ กล่าวว่า ก็คงเป็นอย่างนั้น เมื่อถามว่า การยกเครื่องใหม่ครั้งนี้จะให้ใครเป็นเลขาธิการพรรค เพราะ นายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค ก็ไปแล้ว นายชัชวาลล์ กล่าวว่า ตนยังไม่รู้ ก็แล้วแต่หัวหน้าพรรคก็แล้วกัน

เมื่อถามว่านายพีระพันธุ์ อยากให้นายชัชวาลล์ เป็นเลขาธิการพรรค จะเป็นหรือไม่ นายชัชวาลล์ กล่าวว่า ยังไม่ได้พูดกันเลย แต่ก็ยอมรับว่านายวิทยาก็ได้มาพูดบอกให้ตนเป็น ตนจึงได้บอกไปว่านายวิทยาก็เป็นเลย เพราะถึงอย่างไรตนก็ช่วยอยู่แล้ว แต่นายวิทยาไม่ยอมรับตำแหน่งนี้ ซึ่งตนก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร เพราะยังไม่รู้ว่าเขาจะให้ตนเป็นหรือไม่ เพราะถ้าตนพูดไปก่อนถ้าเขาไม่เอาจะทำอย่างไร แต่ถ้าหัวหน้าให้เป็น ตนก็เป็นได้ ทั้งนี้ สำหรับตนก็เต็มที่ เพราะสิ่งที่นายพีระพันธุ์ได้ทำมา ไม่ว่าจะเป็น การลดราคาน้ำมัน ลดค่าไฟฟ้า ตนอยากให้สำเร็จ เพราะประชาชนได้ประโยชน์

เมื่อถามว่า ได้คุยกับนายพีระพันธุ์ หลายครั้ง เขาได้ขอให้ช่วยเรื่องอะไร ด้านไหน อย่างไรบ้าง นายชัชวาลล์ กล่าวว่า อะไรก็ได้ บังเอิญตนเป็นคนมีพวก ซึ่งหัวหน้าพรรคอาจเห็นว่าตนมีพรรคพวกเยอะ อะไรที่ช่วยกันได้ก็ช่วยกัน

เมื่อถามว่า หัวหน้าขอให้ช่วยจ่ายเงินด้วยหรือไม่ นายชัชวาลล์ กล่าวว่า ไม่หรอก เขาไม่เคยพูดเลย ซึ่งเมื่อวันที่ 16 ก.ย.ก็คุยกัน หัวหน้าบอกว่าอยากสร้างเป็นบรรทัดฐานไว้ว่าจะเล่นการเมือง ไม่ต้องไปใช้เงินเยอะ แต่ว่าใช้ความดีและนโยบายไปสู้ให้ประชาชนเห็น ส่วนค่าใช้จ่ายที่จะใช้ในกิจกรรมของพรรคตนจะหาพรรคพวกที่จะมาช่วยกันได้ ตนได้พูดกับหัวหน้าพรรคไปอย่างนั้น ตนอยากเห็นคนดีทำงาน ใครดี ใครซื่อสัตย์กับประเทศ อยากเห็นตรงนั้น ส่วนตนเป็น สว.มาไม่เคยรับเงินเดือน เป็นสส.ก็เอาเงินเดือนให้คนอื่น เมื่อถามว่า การตัดสินใจช่วยนายพีระพันธุ์ อาจจะต้องมีการควักเงิน เราได้เตรียมเงินไว้กี่ล้าน นายชัชวาลล์ กล่าวว่า อะไรที่จำเป็นก็ต้องควัก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top