Sunday, 26 July 2026
Hard News Team

‘สเปน’ สั่งห้าม ‘อิสราเอล’ ใช้น่านน้ำ-น่านฟ้า…เพื่อขนส่งอาวุธ พร้อมยกเลิกสัญญาซื้อขายพันล้านยูโร และเรียกร้องแบนจากวงการกีฬา

(18 ก.ย. 68) สเปนประกาศมาตรการเข้มงวดต่ออิสราเอล หลังนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ (Pedro Sánchez) ประกาศใช้ “มาตรการ 9 ข้อ” โดยหนึ่งในนั้นคือการแบนอาวุธแบบเบ็ดเสร็จ ห้ามซื้อขายยุทโธปกรณ์และเชื้อเพลิงทางทหารให้กองทัพอิสราเอล รวมถึงห้ามเรือและเครื่องบินขนส่งยุทโธปกรณ์ใช้ท่าเรือและน่านฟ้าสเปน พร้อมห้ามบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และอาชญากรรมสงคราม” เข้าประเทศ

นายกรัฐมนตรีสเปน ระบุว่า เป้าหมายของมาตรการนี้คือเพื่อหยุดยั้ง “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา” และย้ำว่า “การป้องกันประเทศไม่ใช่การทิ้งระเบิดโรงพยาบาลหรือทำให้เด็กบริสุทธิ์อดอยาก” เขาชี้ว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 60,000 ราย และชาวปาเลสไตน์กว่า 2 ล้านคนต้องพลัดถิ่นครึ่งหนึ่งเป็นเด็ก ซึ่งสะท้อนว่าไม่ใช่การป้องกันตัว แต่เป็น “การกวาดล้างประชาชนที่ไร้ทางสู้”

นอกจากแบนอาวุธแล้ว สเปนยังประกาศตัดขาดการนำเข้าสินค้าจากนิคมยิวในเวสต์แบงก์ พร้อมยกเลิกสัญญาซื้ออาวุธจากบริษัทอิสราเอลเกือบ 1 พันล้านยูโร และให้เงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่กาซา 150 ล้านยูโรภายในปี 2026 รวมถึงเพิ่มงบให้ UNRWA อีก 10 ล้านยูโร ด้านอิสราเอลโต้กลับทันที กล่าวหาซานเชซว่า “ต่อต้านยิว” และใช้วาทกรรมเกลียดชัง

ทั้งนี้ ยังมีความตึงเครียดเพิ่มขึ้นอีก เมื่อซานเชซเรียกร้องให้แบนอิสราเอลจากการแข่งขันกีฬานานาชาติ เช่นเดียวกับที่รัสเซียถูกแบนหลังบุกยูเครน ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศสเปนออกแถลงการณ์โต้ว่า การกล่าวหาว่าสเปน “ต่อต้านยิว” เป็นเรื่องบิดเบือน และย้ำว่านโยบายทั้งหมดสะท้อนเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนสเปน ที่ต้องการยืนหยัดเพื่อสันติภาพ กฎหมายระหว่างประเทศ และสิทธิมนุษยชน

วุฒิสภาบุกซาฟารีเวิลด์! เร่งแผนรับมือสัตว์ดุร้าย ยกระดับความปลอดภัยสู่มาตรฐานโลก คืนความมั่นใจนักท่องเที่ยว

เมื่อวานนี้ (17 ก.ย.68) พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง ประธานคณะอนุกรรมาธิการความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา นำคณะอนุกรรมาธิการฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบและประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับฟังบรรยายสรุปและกำหนดมาตรการป้องกัน-ลดความเสี่ยงอันตรายจากสัตว์ที่อาจกระทบความปลอดภัยนักท่องเที่ยว โดยมีผู้แทนจากกรมการท่องเที่ยว กรมอุทยานแห่งชาติฯ ตำรวจนครบาลคันนายาว สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย และผู้บริหารซาฟารีเวิลด์ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล

ที่ประชุมมีมติหลักให้จัดทำแผนเผชิญเหตุร่วมระหว่างทุกหน่วยงานภายในสัปดาห์หน้า พร้อมกำหนดบทบาท หน้าที่ และช่องทางสื่อสารฉุกเฉินที่ชัดเจน ขณะเดียวกันให้สวนสัตว์และสถานประกอบการทบทวน SOP ความปลอดภัย เช่น เพิ่มเจ้าหน้าที่ประจำรถตรวจการณ์อย่างน้อย 2 คนต่อคัน จัดเตรียมอุปกรณ์ควบคุมสัตว์ ชุดแพทย์ฉุกเฉิน และวางแผนส่งผู้บาดเจ็บเข้าสู่การรักษาพยาบาลอย่างรวดเร็ว

กรมอุทยานฯ จะต้องรายงานผลดำเนินการก่อนพิจารณาเปิดโซนสัตว์ดุร้ายอีกครั้ง พร้อมเร่งสื่อสารข้อมูลจริงต่อประชาชนและนักท่องเที่ยวเพื่อสร้างความมั่นใจ

ช่วงบ่ายคณะอนุกรรมาธิการฯ ประชุมต่อที่รัฐสภากว่า 3 ชั่วโมง เพื่อสรุปข้อเท็จจริงและแนวทางแก้ไข หลังเกิดเหตุสิงโตทำร้ายเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ พล.ต.ต.อังกูรเผยว่า เป้าหมายคือยกระดับมาตรการความปลอดภัยแหล่งท่องเที่ยวเกี่ยวกับสัตว์ทั่วประเทศให้ได้มาตรฐานสากล พร้อมวิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อนของกฎหมายเพื่อสร้าง “โมเดลสวนสัตว์ปลอดภัย”

พล.ต.ต.อังกูรย้ำว่า “กฎระเบียบมีอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือการปฏิบัติให้เคร่งครัด” พร้อมระบุว่าการนำสิงโตเข้ามาเลี้ยงต้องได้รับอนุญาต ฝังไมโครชิป และตรวจสอบติดตามเป็นระยะ ด้านกรมอุทยานฯ ยืนยันว่าการเลี้ยงสิงโตโดยบุคคลทั่วไปอยู่ภายใต้กฎระเบียบเข้มงวด และเตรียมรวบรวมฐานข้อมูลสิงโตทั่วประเทศภายในสัปดาห์หน้า หากพบครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ ทิ้งท้ายว่า คณะฯ ให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวทุกมิติ ทั้งทางเรือ ทางอากาศ และล่าสุดกรณีสวนสัตว์ ซึ่งต้องเร่งแก้ไขเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยวันที่ 25 กันยายนนี้จะนำคณะลงพื้นที่ซาฟารีเวิลด์อีกครั้งเพื่อติดตามความคืบหน้า

‘ฮุน มาเนต’ อนุมัติขึ้นค่าแรงขั้นต่ำใหม่ เพิ่มขึ้น 60 บาท!! ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ

(17 ก.ย. 68) ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แถลงว่า รัฐบาลได้ประกาศปรับค่าแรงขั้นต่ำรายเดือนใหม่สำหรับแรงงานในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม รองเท้า และสินค้าสำหรับการเดินทาง เป็น 210 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6,600 บาท) โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป

นอกจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจากเดิม 208 ดอลลาร์แล้ว แรงงานยังจะได้รับสวัสดิการเพิ่มเติม เช่น เงินพิเศษ 10 ดอลลาร์ต่อเดือนสำหรับผู้ที่ทำงานสม่ำเสมอ เงินช่วยเหลือค่าเดินทางและที่พัก 7 ดอลลาร์ต่อเดือน รวมถึงโบนัสตามอายุงานตั้งแต่ 2-11 ดอลลาร์ต่อเดือน

กระทรวงแรงงานและการฝึกอบรมวิชาชีพของกัมพูชาเผยว่า อุตสาหกรรมสิ่งทอ รองเท้า และสินค้าสำหรับการเดินทาง มีโรงงานกว่า 1,500 แห่ง และมีแรงงานราว 900,000 คน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้เงินตราต่างประเทศของประเทศ

ด้านกรมศุลกากรและสรรพสามิตกัมพูชาระบุว่า ในช่วงเดือน ม.ค.-มิ.ย. 2568 การส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวมีมูลค่า 7.62 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ระดับ 6.24 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนความสำคัญของอุตสาหกรรมนี้ต่อเศรษฐกิจกัมพูชา

‘เซินเจิ้น’ ก้าวสู่ยุคใหม่ใช้ AI ควบคู่ทางการแพทย์ ช่วยยกระดับบริการสุขภาพรวดเร็วทันใจ และตรงจุด

(17 ก.ย. 68) เมืองเซินเจิ้น ทางตอนใต้ของจีน กำลังก้าวสู่ยุคใหม่ด้านสาธารณสุข ด้วยการผนวกเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับระบบการแพทย์ โดยปัจจุบันมีการใช้งานอุปกรณ์การแพทย์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI แล้วเกือบ 450 รายการ ในสถาบันการแพทย์ทั่วเมือง ช่วยให้บริการทางการแพทย์มีความรวดเร็ว แม่นยำ และตอบโจทย์เฉพาะบุคคลมากขึ้น

ที่โรงพยาบาลแพทย์แผนจีน มหาวิทยาลัยการแพทย์ปักกิ่ง สาขาเซินเจิ้น ได้ติดตั้งเครื่องตรวจวิเคราะห์สุขภาพอัจฉริยะ (Intelligent Terminal) จำนวน 10 เครื่องในห้องตรวจผู้ป่วยนอก อุปกรณ์นี้ใช้เทคโนโลยีความแม่นยำขั้นสูงและอัลกอริทึมวิเคราะห์ลิ้นและใบหน้า เพื่อประเมินสุขภาพเบื้องต้นได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงหุ่นยนต์ฝังเข็ม-กายภาพบำบัด ที่ใช้ฐานความรู้ทางการแพทย์

ในเขตเป่าอัน มีการใช้แพลตฟอร์ม AI ขนาดใหญ่ในกว่า 40 สถานการณ์ทางการแพทย์ เช่น ระบบช่วยวิเคราะห์ภาพถ่ายรังสี ที่สามารถระบุโรคได้ภายในไม่กี่วินาที เพิ่มความแม่นยำถึง 40% รวมถึงระบบตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ที่ช่วยจับสัญญาณหัวใจภายใน 3 วินาที ซึ่งถือเป็น “ผู้ช่วยทีมแพทย์” ที่ทำงานคู่กับแพทย์จริง

ขณะเดียวกัน ศูนย์บริการสุขภาพชุมชนกว่า 400 แห่งในเซินเจิ้น ได้นำอุปกรณ์ช่วยวินิจฉัยด้วย AI เข้ามาใช้แล้ว เช่น ระบบจดบันทึกเวชระเบียนอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยีประมวลภาษาธรรมชาติ (NLP) ที่รองรับได้หลายสำเนียง พร้อมระบบจัดส่งยาสมุนไพรจีนด้วยโดรน ทำให้เวลาส่งยาลดลงเหลือเพียง 6-8 นาที เร็วกว่าการขนส่งทางบกถึง 75%

ความก้าวหน้าด้าน “AI + การแพทย์” นี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนเร่งพัฒนาเซินเจิ้นสู่เมืองต้นแบบ AI ปี 2025-2026 โดยมุ่งสร้าง “โรงพยาบาลอัจฉริยะ” ที่ครอบคลุมทั้งการป้องกัน วินิจฉัย และฟื้นฟูสุขภาพ สะท้อนถึงบทบาทของ AI ที่เข้ามายกระดับคุณภาพชีวิตและสาธารณสุขของประชาชนอย่างแท้จริง

‘กรมที่ดิน’ เบรกคำสั่งเพิกถอน ‘เขากระโดง’ ยัน ไม่ตัดสิทธิการรถไฟฯ ที่จะใช้สิทธิทางศาลยุติธรรม

(17 ก.ย.68) เวลา 15.00 น. ที่ห้องประชุมราชสีห์ กระทรวงมหาดไทย มีรายงานว่ากรมที่ดิน จะเข้ากระทรวงเพื่อรายงานเรื่องที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ต่อกระทรวงมหาดไทย หลังจากนั้นนายพรพจน์ เพ็ญพาส รองปลัดกระทรวงมหาดไทย (ก่อนหน้านี้เคยเป็นอธิบดีกรมที่ดิน ยุคนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็น รมว.มหาดไทย) จะแถลงข่าวกรณีการดำเนินการกับที่ดินบริเวณเขากระโดง จ.บุรีรัมย์

ทั้งนี้ กรมที่ดินได้ชี้แจงว่า ตามที่สื่อมวลชนให้ความสนใจในประเด็นการดำเนินการกับที่ดินบริเวณเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์และกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน กรณี ไม่เพิกถอนโฉนดที่ดิน บริเวณเขากระโดง กรมที่ดิน ขอสรุปประเด็นเพื่อชี้แจง ดังนี้

1. ตามคำพิพากษาศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ภาค 3 กรมที่ดินได้ดำเนินการแล้ว ดังนี้

1.1 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 842 – 876/2560 ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 สำนักงานที่ดิน จังหวัดบุรีรัมย์ดำเนินการยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินของราษฎร จำนวน 35 ราย ที่ฟ้องคดี พร้อมทั้งจำหน่าย ส.ค. 1ออกจากทะเบียนการครอบครองที่ดินแล้ว

1.2 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8027/2561 ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 อธิบดีกรมที่ดินได้มีคำสั่งให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ใน น.ส. 3 ข. เลขที่ 200 หมู่ที่ 9 ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ (บางส่วน) ตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน แล้ว

1.3 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 คดีหมายเลขแดงที่ 1112/2563 ลงวันที่ 22 เมษายน 2563 สำนักงานที่ ดินจังหวัดบุรีรัมย์ดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ รวม 3 ฉบับ ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว ดังนั้น กรมที่ดินจึงได้ดำเนินการตามคำพิพากษาศาลทั้งสามคดีครบถ้วนแล้ว

2. ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 582/2566 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2566 ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อดำเนินการกับที่ดินแปลงอื่น จำนวน 995 แปลง ที่อยู่ในบริเวณที่การรถไฟฯ อ้างสิทธิ ซึ่งอธิบดีกรมที่ดินได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนฯตามคำพิพากษาดังกล่าวแล้ว คณะกรรมการสอบสวนฯ ได้รวบรวมพยานหลักฐานแล้ว 

ข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจนเป็นที่ยุติว่าที่ดินเป็นของการรถไฟฯ และการออกโฉนดที่ดินในพื้นที่เขากระโดงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงมีความเห็นไม่สมควรเพิกถอนโฉนดที่ดิน อธิบดีกรมที่ดินได้พิจารณาความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนฯแล้วเห็นชอบด้วย จึงมีคำสั่งให้ยุติเรื่อง

การรถไฟฯ จึงได้อุทธรณ์คำสั่งยุติดังกล่าว ซึ่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน พิจารณาแล้วเห็นว่าคำสั่งยุติเรื่องของอธิบดีกรมที่ดินชอบด้วยกฎหมายจึงยกอุทธรณ์ของการรถไฟฯ และกรมที่ดินได้แจ้งสิทธิการฟ้องคดีให้การรถไฟฯ ทราบแล้ว

3. เนื่องจากคำสั่งให้ยุติเรื่องตามข้อ 2 การรถไฟฯ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุดให้เรียกอธิบดีกรมที่ดินมาไต่สวน เนื่องจากเห็นว่าอธิบดีกรมที่ดินยังดำเนินการไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษาศาลปกครองกลาง ศาลปกครองสูงสุดได้พิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่ออธิบดีกรมที่ดินตั้งคณะกรรมการสอบสวนฯ จึงเป็นการดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลางแล้ว ส่วนการรังวัดหาแนวเขตที่ดินของการรถไฟฯ เป็นเพียงข้อแนะนำของศาล ซึ่งกรมที่ดินก็ได้ดำเนินการแล้วเช่นกัน แต่หากการรถไฟฯ เห็นว่าอธิบดีกรมที่ดินดำเนินการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ถูกต้องตามคำพิพากษา การรถไฟฯ ก็ชอบที่จะยื่นเป็นคำร้องต่อศาลปกครองชั้นต้นที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดี ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณามีคำสั่งหรือไต่สวน ศาลปกครองสูงสุดจึงยกคำร้องของการรถไฟฯ

4. การรถไฟฯ จึงได้ฟ้องกรมที่ดิน อธิบดีกรมที่ดินและปลัดกระทรวงมหาดไทย ต่อศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2568 เพื่อให้เพิกถอนคำสั่งยุติเรื่องและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ซึ่งขณะนี้ศาลได้รับคำฟ้องไว้พิจารณาและอยู่ระหว่างกรมที่ดินทำคำให้การต่อสู้คดี

5. รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายเดชอิศม์ ขาวทอง) ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินกรณียุติเรื่อง ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบฯ เห็นว่า อธิบดีกรมที่ดินยังดำเนินการไม่ครบถ้วนก่อนการมีคำสั่งให้ยุติเรื่อง จึงเห็นควรให้อธิบดีกรมที่ดินทบทวนคำสั่งยุติเรื่องดังกล่าว

กรมที่ดินพิจารณาแล้วขอเรียนว่า ที่ผ่านมากรมที่ดินได้ดำเนินการครบถ้วนแล้วทั้งตามคำพิพากษาศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ภาค 3 คำพิพากษาศาลปกครองกลาง ประกอบกับปัจจุบันการรถไฟฯ ก็ได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางตามข้อ 4 แล้ว ทุกฝ่ายจึงควรรอผลคำพิพากษาของศาล อันจะทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้รับหลักประกันความเป็นธรรมตามกระบวนการจากองค์กรตุลาการที่ได้รับการยอมรับ อย่างไรก็ตามหากการรถไฟฯ เห็นว่าตนมีสิทธิในที่ดินดีกว่า ก็ไม่ตัดสิทธิการรถไฟฯ ที่จะไปใช้สิทธิทางศาลยุติธรรม

‘โฆษกกองทัพบก’ แจงเหตุไม่จับเขมรบุกรื้อลวดหนาม เพราะกัมพูชาใช้ประชาชนเป็น ‘โล่มนุษย์’ ต่อหน้าสื่อต่างชาติ

(17 ก.ย. 68) จากกรณีชาวกัมพูชานับร้อยคนพยายามรื้อรั้วลวดหนามหีบเพลงที่ฝ่ายไทยนำไปกั้นไว้ ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ล่าสุด พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงสาเหตุที่เจ้าหน้าที่ไทยไม่จับกุมชาวกัมพูชาที่รื้อลวดหนาม แม้จะอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก โดยระบุว่าในวันเกิดเหตุ ฝ่ายกัมพูชาใช้ประชาชนเป็น 'โล่มนุษย์' และมีสื่อต่างชาติหลายสำนักอยู่ในพื้นที่ หากใช้กำลังเข้าจับกุมทันที อาจสร้างภาพว่าทหารไทยทำร้ายประชาชน ซึ่งตรงตามเป้าหมายที่กัมพูชาต้องการให้เกิดขึ้น

โฆษกกองทัพบกอธิบายว่า เจ้าหน้าที่จึงปรับแผนตามหลักสากล โดยเริ่มจากให้ฝ่ายปกครองเข้าดำเนินการ แต่เมื่อไม่สามารถควบคุมได้ จึงยกระดับเป็นการใช้กฎหมายปกติ โดยให้ตำรวจควบคุมฝูงชนเข้ามาดูแลสถานการณ์ พร้อมย้ำว่าไทยคำนึงถึงภาพลักษณ์ในเวทีโลก และต้องการแก้ไขปัญหาอย่างรอบคอบ

ทั้งนี้ ที่ประชุม GBC ล่าสุด ฝ่ายกัมพูชารับปากจะพิจารณา 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ปัญหาทุ่นระเบิด เครือข่ายสแกมเมอร์ และการรุกล้ำชายแดน โดยฝ่ายกัมพูชาขอเวลาในการสื่อสารภายในหน่วยงานของตนเองเพื่อหาทางแก้ไขร่วมกัน

ด้านฝ่ายไทยได้ทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงถึงสื่อต่างชาติ พร้อมย้ำว่าหากเกิดเหตุวุ่นวายซ้ำ ไทยพร้อมใช้มาตรการขั้นสูงภายใต้กฎอัยการศึก โดย พล.ต.วินธัย ทิ้งท้ายว่า ทุกการดำเนินการต้องรัดกุม เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์และผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว

เชียงใหม่-ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ “เผยแนวทางการปฏิบัติราชการ ร่วมบูรณาการขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่”

ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ พบสื่อมวลชน เผยแนวทางการปฏิบัติราชการ พร้อมผนึกกำลังส่วนราชการและท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่สู่ “นครแห่งชีวิตและความมั่งคั่ง…เป็นที่สุดแห่งความสง่างามทางวัฒนธรรม”

เมื่อวานนี้ (16 ก.ย.68) ที่ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา องค์การบริหารจังหวัดเชียงใหม่  นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกันแถลงข่าวและพบปะกับพี่น้องสื่อมวลชนทุกแขนงของจังหวัดเชียงใหม่  ในงาน “แถลงข่าวสื่อมวลชนเชียงใหม่ ครั้งที่ 24/2568  ของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่

การแถลงข่าวในวันนี้ถือเป็นวาระพิเศษ เพราะเป็นการจัดแถลงข่าวครั้งสุดท้ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่ และถือเป็นครั้งแรกที่ นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้มีโอกาสมาพบปะพูดคุยกับพี่น้องสื่อมวลชนของจังหวัดเชียงใหม่ 

ภายหลังจากรับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ คนที่ 42 เมื่อวันที่ 5 กันยายน ที่ผ่านมา และเป็นโอกาสอันดีที่ผู้นำส่วนราชการทั้งฝ่ายพลเรือนและฝ่ายท้องถิ่น ได้มาพบปะกับสื่อมวลชนทุกแขนง กว่า 130 คน โดยมีประเด็นที่สำคัญเกี่ยวกับการชี้แจงนโยบายในการปฏิบัติราชการ และการร่วมกันบูรณาการขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่

นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึงแนวทางการปฏิบัติราชการและการพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ ว่า ตนเองมีความตั้งใจที่จะมาพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่เป็นอย่างมาก อีกทั้งมีความตั้งใจทุ่มเททำงาน ตอบแทนคุณแผ่นดิน โดยน้อมนำแนวพระราชดำริมาเป็นแนวทางในการดำเนินงานควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล 

โดยเฉพาะนโยบายเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ด้านความมั่นคง ภัยธรรมชาติ และปัญหาภัยสังคม เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนชาวจังหวัดเชียงใหม่อย่างเต็มกำลังความสามารถ และให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน 

ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ และพร้อมทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจตลอดอายุราชการอีก 4 ปีหลังจากนี้ในการพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่อย่างเต็มกำลังความสามารถภายใต้แนวคิด "มาทำให้ ไม่ได้มาทำเอา"

โดยพร้อมเป็นโซ่สื่อกลางประสานงานกับทุกภาคส่วนให้มาร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย เพื่อให้จังหวัดเชียงใหม่เป็น “นครแห่งชีวิตและความมั่งคั่ง เป็นที่สุดแห่งความสง่างามทางวัฒนธรรม บนพื้นฐานของการกระจายโอกาสอย่างเป็นธรรม และยั่งยืน”โดยตั้งใจว่าจะมาพบปะกับพี่น้องสื่อมวลชนเป็นประจำในทุกเดือน อีกด้วย

สนธิสัญญาปี 1907 ระบุชัด ‘เกาะกูด’ เป็นของสยาม เขมรควรเลิกฝันกลางวัน หยิบมาอ้างสิทธิ์ใน ICJ

ช่วงนี้ฝั่งกัมพูชาเริ่มมีการอ้างอิงเอกสารเก่า 2 ฉบับ คือ สนธิสัญญา 23 มีนาคม ค.ศ. 1907 และ พิธีสารปักปันเขตแดน ที่แนบท้าย โดยพยายามหยิบมาใช้เป็นหลักฐานอ้างสิทธิ์เหนือ เกาะกูด พร้อมพูดทำนองว่าอาจนำไปใช้เป็นเครื่องมือกดดันไทยในเวที ICJ หากวันหนึ่งมีการต่อสู้คดีขึ้นมา

แต่เมื่อเปิดเอกสารทั้งสองฉบับอ่านอย่างละเอียด จะเห็นได้ชัดว่า ตรงกันทั้งคู่ ว่าเกาะกูดเป็นของสยาม (ประเทศไทยปัจจุบัน) ไม่ใช่ของอินโดจีนฝรั่งเศส และยิ่งไม่ใช่ของกัมพูชาเลยด้วยซ้ำ

มาตรา II ของสนธิสัญญา 1907 ที่ลงนามโดย V. Collin de Plancy (ฝ่ายฝรั่งเศส) และ สมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ (ฝ่ายสยาม) เขียนไว้ชัดเจนว่า:

> “Le Gouvernement Français cède au Siam … toutes les îles situées au sud du cap Lemling, jusqu’aux et compris Koh Kut.”

แปล: รัฐบาลฝรั่งเศสยกเกาะทั้งหมดที่อยู่ทางใต้ของแหลมเลมลิง รวมทั้งเกาะกูด ให้แก่สยาม

พิธีสาร Section I ก็ระบุแนวเขตแดนโดยใช้ “ยอดสูงสุดของเกาะกูด” เป็นจุดอ้างอิง เส้นเขตแดนลากจากทะเลขึ้นฝั่งไปยังสันเขาพนมกระวาน ซึ่งยืนยันอีกครั้งว่าเกาะนี้อยู่ในเขตแดนสยาม

เอกสารเหล่านี้ไม่ใช่เพียง “บันทึก” แต่เป็น สนธิสัญญาทางการระหว่างประเทศ ที่มีการลงนามและให้สัตยาบันแล้ว ดังนั้น กัมพูชาจะหยิบมาอ้างสิทธิ์ใน ICJ ก็ไม่ต่างอะไรกับการ “ฝันกลางวัน” เพราะตัวบทเองระบุไว้ชัดเจนตั้งแต่ปี 1907 ว่า ฝรั่งเศสยกเกาะกูดให้ไทย เรื่องนี้ชัดเจนเกินกว่าจะตีความบิดเบือนได้

สรุป: เกาะกูด ยังไงก็เป็นของไทย

สตูลจัดกิจกรรมวันประมงแห่งชาติ ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำกว่า 5 แสนตัว สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แหล่งน้ำ

ที่บริเวณท่าเทียบเรือประมงบ้านสาคร หมู่ที่ 2 ตำบลสาคร อำเภอท่าแพ จังหวัดสตูล นางสาวดุษฎี พฤกษเศรษฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เป็นประธานเปิดกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เนื่องในโอกาสวันประมงแห่งชาติ ประจำปี 2568 โดยมี นายนิพนธ์ เสนอินทร์ ประมงจังหวัดสตูล พร้อมด้วยผู้นำท้องที่ท้องถิ่น หัวหน้าส่วนราชการ จิตอาสาพระราชทาน น้องๆนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก

ด้วยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2549 กำหนดให้วันที่ 21 กันยายนของทุกปีเป็น “วันประมงแห่งชาติ” เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของทรัพยากรสัตว์น้ำ ส่งเสริมการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำ รวมทั้งสร้างการมีส่วนร่วมในการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยมีการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำตามแหล่งน้ำสาธารณะทั่วประเทศ พร้อมเชิญชวนประชาชนงดจับสัตว์น้ำทุกชนิดในวันดังกล่าว

สำหรับจังหวัดสตูล ได้รับความร่วมมือจากองค์การบริหารส่วนตำบลสาคร อำเภอท่าแพ หน่วยงานในสังกัดกรมประมง ตลอดจนภาคประชาชนในพื้นที่ ร่วมกันจัดพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ รวมทั้งสิ้น 502,999 ตัว ประกอบด้วย กุ้งแชบ๊วย 200,000 ตัว ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงทะเลสตูล ปลากะพงขาว 2,969 ตัว ได้รับการสนับสนุนจากดีทวีฟาร์ม ปูม้าระยะซูเอี้ย 300,000 ตัว และแม่พันธุ์ปูม้าไข่นอกกระดอง 30 ตัว ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มพัฒนาอาชีพประมงชุมชนท่านกเขา และกลุ่มธนาคารปูม้าบ้านทุ่งริ้น

นางสาวดุษฎี พฤกษเศรษฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ย้ำว่า การดูแลรักษาแหล่งน้ำของเราให้สะอาด และปราศจากมลภาวะ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง รวมทั้งการไม่ทำการประมงที่ผิดกฎหมาย เช่น การใช้วัตถุระเบิด  ยาเบื่อเมา หรือกระแสไฟฟ้า เพราะไม่เพียงแต่เป็นความผิดตามกฎหมาย แต่ยังเป็นการทำลายพันธุ์สัตว์น้ำอย่างรุนแรง และส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของพวกเราทุกคน สำหรับการจัดกิจกรรมครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่มุ่งมั่นอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำของจังหวัดสตูล เพื่อให้คงอยู่คู่กับวิถีชีวิตของชุมชนและลูกหลานสืบไปอย่างยั่งยืน

รายงานจากสหประชาชาติ (UN) ชี้ ‘อิสราเอล’ จงใจ ‘ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’ ชาวปาเลสไตน์ในกาซา

(17 ก.ย. 68) คณะกรรมการอิสระของสหประชาชาติ (UN) เผยรายงานฉบับใหม่เมื่อวันอังคาร (16 ก.ย.) ระบุว่า อิสราเอลได้กระทำการเข้าข่าย “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ต่อชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา โดยมีมูลเหตุเพียงพอที่จะสรุปว่า การกระทำของอิสราเอลเข้าข่าย 4 ใน 5 ลักษณะของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

รายงานความยาว 72 หน้า ระบุว่า อิสราเอลได้ทำลายศักยภาพในการสืบพันธุ์ของชาวปาเลสไตน์บางส่วน รวมถึงกำหนดมาตรการที่มุ่งป้องกันการเกิดใหม่ และจงใจสร้างเงื่อนไขการใช้ชีวิตที่นำไปสู่การทำลายล้างทางกายภาพของกลุ่มชาวปาเลสไตน์ ซึ่งทั้งหมดถือเป็นการละเมิดตามธรรมนูญกรุงโรมและอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและลงโทษอาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

นาวี พิลเลย์ (Navi Pillay) ประธานคณะกรรมการฯ ย้ำว่าผู้นำอิสราเอลหลายราย รวมถึงประธานาธิบดีไอแซก เฮิร์ซอก และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู มีพฤติกรรม “ยุยงให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” โดยระบุว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในกาซาเป็นการโจมตีที่โหดร้าย ยืดเยื้อ และขยายเป็นวงกว้างที่สุดต่อชาวปาเลสไตน์นับตั้งแต่ปี 1948 พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศใช้มาตรการทุกรูปแบบเพื่อหยุดการกระทำดังกล่าว

สำหรับ ความขัดแย้งเริ่มจากเหตุโจมตีอิสราเอลโดยกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2023 คร่าชีวิตชาวอิสราเอลราว 1,200 คน และมีผู้ถูกจับเป็นตัวประกันกว่า 200 ราย ก่อนที่อิสราเอลเปิดปฏิบัติการ “Iron Swords” โจมตีและปิดล้อมกาซาโดยตัดน้ำ ไฟฟ้า เชื้อเพลิง และเสบียง ส่งผลให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตกว่า 65,000 คน และชาวอิสราเอลอีกราว 1,500 คน นอกจากนี้ยังลุกลามไปยังเลบานอน เยเมน และอิหร่าน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top