Sunday, 26 July 2026
Hard News Team

‘สหรัฐฯ-จีน’ บรรลุข้อตกลง ไม่แบน TikTok แต่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของอเมริกา

(16 ก.ย. 68) สหรัฐฯ และจีนบรรลุข้อตกลงกรอบการควบคุม TikTok ก่อนวันกำหนดเส้นตายให้ ByteDance ขายกิจการให้ผู้ซื้อในสหรัฐฯ หรือถูกแบนภายในวันพุธนี้ (17 ก.ย.) โดยเจ้าหน้าที่ทั้งสองประเทศประกาศว่า TikTok จะยังคงดำเนินการในสหรัฐฯ ภายใต้การควบคุมของบริษัทสัญชาติอเมริกัน โดยข้อตกลงนี้ได้รับการเจรจาในระหว่างการประชุมหารือการค้าที่กรุงมาดริด

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ชื่นชมข้อตกลงดังกล่าว โดยระบุว่าช่วยรักษาแอปที่เยาวชนชาวอเมริกันอยากให้ดำเนินต่อไป ขณะที่รายละเอียดต่างๆ ยังไม่มีการเปิดเผยออกมา แต่นักวิเคราะห์ระบุว่าข้อตกลงนี้ช่วยลดความตึงเครียดทางการค้าและเปิดทางให้สหรัฐฯ กับจีนสามารถเจรจาเรื่องอื่น ๆ ต่อได้

อย่างที่ทราบกันดีว่า TikTok เคยถูกเสนอให้แบนครั้งแรกในช่วงที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ก่อนที่รัฐบาลต่อมาของโจ ไบเดน จะออกกฎหมายแบนเว้นแต่จะขายกิจการในสหรัฐฯ การบังคับใช้ถูกเลื่อนและหยุดชั่วคราวหลายครั้ง ทำให้แอปยังคงให้บริการต่อไปภายใต้เงื่อนไขใหม่

ทั้งนี้ TikTok มีบทบาทสำคัญด้านวัฒนธรรมและการเมือง โดยเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการเผยแพร่เนื้อหาสำหรับผู้สนับสนุนทรัมป์และกลุ่มอนุรักษ์นิยม รวมถึงมีผลต่อการเมืองต่างประเทศ เช่น การเลือกตั้งในเยอรมนี โปแลนด์ สวีเดน และฝรั่งเศส ทำให้ TikTok ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือยุทธศาสตร์ทั้งด้านสังคมและข้อมูลข่าวสาร

Dongtaan Racing จาก ม.เกษตรศาสตร์ สุดเจ๋ง คว้าอันดับ 4 จากเวที Formula Student ญี่ปุ่น

(16 ก.ย. 68) เพจ Kasetsart Mechanical Engineering โพสต์ข้อความระบุว่า Dongtaan Racing ทีมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คว้ารางวัลใหญ่บนเวที Formula Student ระดับโลกที่ญี่ปุ่น!

ทีม Dongtaan Racing (DTR) จากภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตัวแทนประเทศไทย สร้างความภาคภูมิใจให้กับมหาวิทยาลัยและประเทศ ด้วยผลงานโดดเด่นในการแข่งขัน Formula Student Japan 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8–13 กันยายน 2568 ณ Aichi Sky Expo เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น โดยเป็นหนึ่งในสนามแข่งขันภายใต้เครือข่าย Formula SAE ระดับโลก

Dongtaan Racing ลงแข่งขันใน Internal Combustion Vehicle (ICV) Class ซึ่งมีทีมเข้าร่วมทั้งหมด 58 ทีม จากมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายประเทศ โดยทีมประกอบด้วยนิสิตจากหลากหลายคณะของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่มาร่วมแรงร่วมใจกันจนสำเร็จ

✨ ผลการแข่งขันในแต่ละรายการของ Dongtaan Racing (DTR)
 • 🥇 อันดับ 1 – Skidpad (ชนะเลิศ)
 • 🥈 อันดับ 2 – PR Award
 • 🥉 อันดับ 3 – Best Aerodynamics Award
 • 🏅 อันดับ 4 – Endurance
 • 🏅 อันดับ 6 – Acceleration
 • 🏅 อันดับ 12 – Autocross
 • 🏅 อันดับ 6 – Design Event
 • 🏅 อันดับ 17 – Presentation Event
 • 🏅 อันดับ 25 – Cost & Manufacturing Event

ด้วยผลงานในแต่ละด้านข้างต้น ทำให้ทีม Dongtaan Racing มีคะแนนรวมอยู่ในลำดับสูง และสามารถคว้า อันดับ 4 Overall Result (ICV Class) จากทีมที่เข้าร่วมทั้งหมด 58 ทีมได้สำเร็จ 

การแข่งขันครั้งนี้สะท้อนถึงศักยภาพด้านวิศวกรรม การทำงานเป็นทีม และความทุ่มเทของนิสิตจากหลายคณะ ที่ร่วมกันพัฒนาและสร้างรถแข่งฟอร์มูล่าด้วยตนเองจนคว้ารางวัลระดับโลกได้สำเร็จ

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล ขอแสดงความยินดีกับนิสิตและทีมที่ปรึกษาทุกท่าน พร้อมขอขอบคุณผู้สนับสนุนทุกฝ่าย และเชิญชวนทุกคนร่วมภาคภูมิใจกับความสำเร็จของ Dongtaan Racing ที่นำชื่อเสียงมาสู่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และประเทศไทย

จีน ตั้งข้อหา!! Nvidia ของสหรัฐฯ ฝ่าฝืนกฎต่อต้านการผูกขาดตลาด

(16 ก.ย. 68) จีนประกาศว่า Nvidia บริษัทผู้ผลิตชิป AI ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ละเมิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาด นับเป็นการยกระดับความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการเจรจาการค้ารอบที่ 4 ระหว่างสองประเทศซึ่งจัดขึ้นที่กรุงมาดริด โดยฝ่ายสหรัฐฯ นำโดยรัฐมนตรีคลัง สกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) ซึ่งออกมาระบุว่าการเจรจาเป็นไปในทิศทางที่ดี

ก่อนหน้านี้สหรัฐฯ เพิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อจีน โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้ขึ้นบัญชีดำบริษัทชิปจีน 2 แห่ง ห้ามเข้าถึงเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์จากอเมริกา ขณะที่จีนก็ใช้มาตรการตอบโต้ เช่น ชะลอการส่งออกแร่หายากซึ่งมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ป้องกันประเทศ

กรณี Nvidia ถือเป็นสัญญาณชัดว่าจีนไม่อาจมองข้อเสนอของสหรัฐฯ ในการเปิดทางขายชิปบางรุ่นเข้าไปยังจีนอย่างเป็นมิตรนัก แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเพิ่งบรรลุข้อตกลงกับ Nvidia และ AMD ให้แบ่งรายได้ 15% จากการขายในจีนให้รัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อแลกกับใบอนุญาตการส่งออกชิป AI รุ่นที่ถูกลดสเปกแล้วก็ตาม

หน่วยงานกำกับดูแลของจีนระบุว่า Nvidia ละเมิดเงื่อนไขการเข้าซื้อกิจการ Mellanox Technologies บริษัทออกแบบชิปจากอิสราเอล ที่จีนเคยอนุมัติเมื่อปี 2020 และจะเดินหน้าสืบสวนเพิ่มเติม ส่งผลให้หุ้น Nvidia ร่วงลง 1.4% ในการซื้อขายก่อนตลาดเปิด

แม้สหรัฐฯ จะพยายามเปิดตลาดชิป H20 ของ Nvidia ให้จีนใช้งานได้ แต่ยังไม่แน่ชัดว่าจีนจะยอมรับหรือไม่ เนื่องจากมีข้อกังวลด้านความมั่นคง ขณะเดียวกันก็มีการคาดว่าจีนอาจเข้าถึงชิปเหล่านี้ผ่านตลาดมืดอยู่แล้ว โดยชิป H20 ถูกเชื่อมโยงกับการพัฒนา DeepSeek โมเดล AI ขั้นสูงของจีนที่สร้างความตื่นตะลึงให้กับซิลิคอนวัลเลย์เมื่อต้นปีนี้

รองโฆษกกองทัพเรือยืนยัน ไล่ชาวเขมรออกจากพื้นที่บ้านชำรากแล้ว หลังรุกล้ำพื้นที่มาหลายปี!! แต่ยังไม่ได้ถอนสิ่งปลูกสร้างหรือกลบคูเลต

(16 ก.ย. 68) พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ รองโฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงกรณีมีกระแสข่าวว่าฝ่ายกัมพูชารุกล้ำพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณบ้านชำราก ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด รวม 3 จุด โดยมีทั้งการตั้งฐานปฏิบัติการ การปลูกบ้านเรือน และทำเกษตรในพื้นที่ที่เป็นอธิปไตยของไทย ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายปี แม้ไทยได้ประท้วงแล้วแต่ยังไม่มีการรื้อถอน

รองโฆษกกองทัพเรือยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตที่ไทยอ้างสิทธิ์ตามบันทึกความเข้าใจ MOU43 และกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้ยื่นหนังสือประท้วงไปยังฝ่ายกัมพูชาหลายครั้ง เพื่อเรียกร้องให้ถอนกำลังและออกจากพื้นที่ที่ยังไม่ได้มีการปักปันเขตแดนอย่างชัดเจน

ล่าสุดในการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ไทย-กัมพูชา ฝ่ายไทยได้หยิบยกประเด็นนี้อีกครั้ง และขณะนี้ กปช.จต. สามารถผลักดันกำลังฝ่ายกัมพูชาออกจากพื้นที่รุกล้ำแล้ว แต่สิ่งปลูกสร้างและคูเลตที่กัมพูชาทำไว้ยังไม่ได้รับการรื้อถอน

ทั้งนี้ กองทัพไทยย้ำว่ากำลังพลในพื้นที่ยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด พร้อมเตรียมยกระดับมาตรการ หากฝ่ายกัมพูชาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง โดยยืนยันว่าการแก้ปัญหาจะทำภายใต้กรอบความร่วมมือทวิภาคีและการรักษาอธิปไตยของไทยเป็นสำคัญ

‘ปฐม อินทโรดม’ ชี้ ไทยไร้เครื่องมือรับวิกฤตเศรษฐกิจโลก เหตุยังพึ่งท่องเที่ยว–ลงทุนต่างชาติ เหมือนเมื่อ 20 ปีก่อน

นายปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โพสต์เฟซบุ๊ก Pathom Indarodom ระบุว่าตอนนี้ผมอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ เมืองที่เต็มไปด้วยพลังทางเศรษฐกิจ ประเด็นที่ผู้คนที่นี่คุยกันจริงจังคือเรื่องความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญ

ข่าวใหญ่คือคำเตือนจาก Lloyd Blankfein อดีต CEO ของ Goldman Sachs ที่บอกว่า วิกฤตในสหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องว่ามันจะเกิดไหมแต่เป็นเรื่อง “เมื่อไหร่”

เขาย้ำว่าสหรัฐฯ มักเกิดวิกฤติทุก ๆ 4–5 ปี และรอบนี้จุดเสี่ยงคือ ตลาดเครดิต โดยเฉพาะ Private Credit ที่โตแรงกว่า 14% ต่อปี นักลงทุนไล่หาผลตอบแทนจนเริ่มเกินตัว คล้าย ๆ กับฟองสบู่ที่ซ่อนอยู่ในระบบ

ฝั่งจีน ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่ตลาดเครดิต แต่คืออสังหาฯ และหนี้ท้องถิ่นที่รัฐบาลต้องคอยอุ้ม แต่ในขณะเดียวกัน จีนก็ยังเดินหน้าสร้าง Growth Engine ใหม่ ๆ เช่น
- EV ที่เริ่มครองตลาดโลก
- Semiconductor และ AI ที่รัฐทุ่มหนักแม้ถูกกีดกันจากตะวันตก
- เมืองใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้เองก็พยายามสร้างระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มพิกัด
แต่สำหรับไทยความน่ากังวลไม่ได้อยู่ที่ฟองสบู่การเงินหรืออสังหาฯ แบบสหรัฐฯ หรือจีน แต่จุดอ่อนจริง ๆ ของเราคือ เรายังไม่มี Growth Engine ที่ชัดเจน
- สหรัฐฯ มี AI และเทคโนโลยีใหม่เป็นแรงขับ
- จีนมี EV และอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่รัฐดันเต็มที่
- ไทยยังอาศัย การท่องเที่ยว + การลงทุนจากต่างชาติเป็นหลักเหมือนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว

ถ้าวิกฤตเศรษฐกิจโลกปะทุขึ้น ไทยจะไม่ได้ “ล้มเอง” แต่จะโดนแรงกระแทกทั้งจากฝั่งสหรัฐฯ และจีน โดยไม่มีเครื่องจักรเศรษฐกิจของตัวเองมารองรับ

‘ทรัมป์’ ชงยกเลิกรายงานผลประกอบการทุกไตรมาส เปลี่ยนมาเป็นทุก 6 เดือนแทน!! เพื่อให้ธุรกิจมองภาพระยะยาว

(16 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเรียกร้องอีกครั้งให้บริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ เปลี่ยนจากการรายงานผลประกอบการทุกไตรมาส มาเป็นทุก 6 เดือน โดยระบุว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุน และเปิดโอกาสให้ผู้บริหารมุ่งเน้นการบริหารธุรกิจอย่างแท้จริง โดยขณะนี้คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) ประกาศให้ข้อเสนอนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน

สำหรับข้อเสนอดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ เนื่องจากทรัมป์เคยผลักดันมาแล้วเมื่อปี 2018 แต่ไม่ได้รับการปรับเปลี่ยนในเวลานั้น อย่างไรก็ตามรอบนี้ SEC แสดงท่าทีสนับสนุนอย่างชัดเจน โดยโฆษกองค์กรระบุว่าเป็นไปตามเจตนาของประธานาธิบดี ที่ต้องการลดภาระด้านกฎเกณฑ์ที่ไม่จำเป็นให้แก่บริษัทต่างๆ

กระนั้น ความเห็นในตลาดยังคงแตกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายที่สนับสนุน เช่น ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ชี้ว่าการรายงานแบบครึ่งปีจะช่วยลดภาระต้นทุนและแรงกดดันต่อบริษัท แต่ฝ่ายนักลงทุนบางส่วนและนักวิชาการกังวลว่าความโปร่งใสจะลดลง ทำให้ตลาดผันผวนมากขึ้น และอาจเปิดช่องให้บริษัทปกปิดข่าวร้ายได้ยาวนานกว่าเดิม

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังมองว่า แม้กฎหมายจะเปลี่ยน แต่หลายบริษัทน่าจะยังคงรายงานรายไตรมาสต่อไปเพื่อสนองความต้องการของนักลงทุน 

ทั้งนี้ การรายงานผลทุกไตรมาสถูกบังคับใช้ในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1970 และที่ผ่านมา ผู้นำภาคธุรกิจระดับโลกอย่างเจมี ไดมอน (Jamie Dimon) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ JPMorgan Chase & Co. และวอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) ตำนานนักลงทุนและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Berkshire Hathaway ต่างก็เคยออกมาวิจารณ์ว่าการเน้นผลระยะสั้นเกินไปอาจบั่นทอนเศรษฐกิจในระยะยาว

‘ดร.สามารถ’ ชี้ ขั้วอำนาจเดิมคุมเกม ศึกชิงหัวหน้า ปชป. วัดใจ สส.– กก.บห. เทโหวตคนนอก ช่วยฟื้นฟูพรรค

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า 

ศึกชิง “หัวหน้าพรรค ปชป.”

ใครคุมเกม?
อีกไม่นานพรรคประชาธิปัตย์จะมีการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่แทนนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ที่เพิ่งลาออกไป คำถามคือ... ใครจะเป็นผู้คุมเกมตัวจริง?

1. เกมตัวเลข... ใครคุมคะแนนเสียง?
ตามข้อบังคับพรรคประชาธิปัตย์ “โหวตเตอร์” ถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ดังนี้
(1) สส.ปัจจุบันมีคะแนน 40% ของคะแนนเสียงของที่ประชุมใหญ่
กลุ่ม สส.คือฐานกำลังที่แข็งที่สุด ใครกุมเสียง สส.ได้ก็มีโอกาสได้รับชัยชนะ ปัจจุบัน สส.ของพรรค ปชป.มีจำนวน 25 คน มีคะแนน 40% นั่นหมายความว่า สส. 1 คน จะมีคะแนนถึง 1.6% (40%/25) 

(2) กรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) มีคะแนน 20% ของคะแนนเสียงของที่ประชุมใหญ่
เดิม กก.บห. มีทั้งหมด 40 คน ลาออกไป 8 คน เหลือ 32 คน ในจำนวนนี้มีคนที่เป็น สส.ปัจจุบัน 8 คน เหลือ กก.บห.ที่ไม่เป็น สส. 24 คน มีคะแนน 20% นั่นหมายความว่า กก.บห. 1 คน จะมีคะแนน 0.83% (20%/24)

(3) โหวตเตอร์อื่น เช่น อดีตหัวหน้าพรรค อดีตเลขาธิการพรรค อดีต สส. รัฐมนตรีของพรรคในปัจจุบัน อดีตรัฐมนตรีของพรรค หัวหน้าสาขาพรรค ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด เป็นต้น มีคะแนน 40% ของคะแนนเสียงของที่ประชุมใหญ่

ตามข้อบังคับพรรค โหวตเตอร์ทั้งหมดจะต้องมีอย่างน้อย 250 คน ดังนั้น จำนวนโหวตเตอร์อื่นจะต้องมีไม่น้อยกว่า 201 คน (250-25-24) มีคะแนน 40% นั่นหมายความว่าโหวตเตอร์อื่น 1 คน จะมีคะแนน 0.20% (40%/201) เท่านั้น ถ้าในวันเลือกตั้ง มีโหวตเตอร์เข้าร่วมมากกว่า 250 คน จะยิ่งทำให้โหวตเตอร์อื่นมีคะแนนต่อคนลดน้อยลงอีก

สรุปง่ายๆ เสียง สส. และ กก.บห.แทบจะชี้ขาดทุกอย่าง เพราะมีคะแนนต่อคนสูง และส่วนใหญ่ยังอยู่ใน “ขั้วอำนาจเดิม”… นั่นคือคำตอบว่า “ขั้วอำนาจเดิม” เป็นผู้คุมคะแนนเสียง!

2. สมการชนะเลือกตั้ง
ลองคิดเล่นๆ... ถ้าได้คะแนนเสียงจาก สส. 21 คน คิดเป็น 33.6% บวกกับ กก.บห. 20 คน คิดเป็น 16.60% รวมแล้วได้ 50.20%... ชนะเลือกตั้งทันที! 
นี่คือเหตุผลว่าทำไม “ขั้วอำนาจเดิม” จึงได้เปรียบ

3. ทำไม “คนนอกขั้วอำนาจเดิม” จึงสู้ยาก?
เหตุผลคือ กลุ่ม สส.รวมกับกลุ่ม กก.บห. มีคะแนนรวมถึง 60% ถ้าขั้วอำนาจเดิมรวมกันได้ครบ “คนนอกขั้วอำนาจ” แทบจะหมดสิทธิ์ตั้งแต่ยังไม่ลงสนาม! 

แต่ยังมี “สูตรคณิตศาสตร์การเมือง” ที่จะทำให้ “คนนอกขั้วอำนาจ” พอจะมีลุ้นคือ...
(1) ต้องเจาะเข้าถึง สส.บางส่วน แค่ 4 คน ที่เป็นอยู่ในเวลานี้ยังไม่พอ
(2) ต้องมีเครือข่าย กก.บห.ที่ยอมแหกค่าย
(3) ต้องกวาดคะแนนจากโหวตเตอร์อื่นอย่างน้อย 30-35% จากทั้งหมด 40% ซึ่งไม่ง่าย

4. สรุป
ถ้า “ขั้วอำนาจเดิม” เห็นว่าพรรคฯ อยู่ในสถานการณ์ที่คะแนนความนิยม “จมดิ่ง” ยากที่จะเข็นต่อไป และมีความรักพรรคฯ อย่างจริงใจ หันมาเปิดไฟเขียวให้หนุน “คนนอกขั้วอำนาจ” 

พรรคฯ จะได้ผู้นำคนใหม่ที่มาจากนอกขั้วอำนาจเดิม มาช่วยกันฟื้นฟูพรรคฯ ให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น... แต่ถ้าขั้วอำนาจเดิมจับมือกันแน่น ผลลัพธ์แทบจะถูกเขียนไว้ล่วงหน้าแล้ว

สุดท้ายอยู่ที่ “โหวตเตอร์ทุกคน” จะเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เพื่อใคร? เพื่อส่วนรวม? หรือเพื่ออำนาจของบางกลุ่ม?

‘กองทัพบก’ ขอบคุณจิตอาสา ร่วมสร้างถนนขึ้น ‘ภูมะเขือ’ เสร็จสมบูรณ์

(16 ก.ย. 68) พลตรี ณัฎฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 และรองผู้บัญชาการ ศปก.ทภ.2 ได้เดินทางไปพบปะและให้กำลังใจประชาชนจิตอาสา ที่ร่วมแรงร่วมใจสร้างเส้นทางอำนวยความสะดวกแก่หน่วยทหารบนยอดภูมะเขือ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 พร้อมกล่าวขอบคุณในนามของกองทัพบกต่อความร่วมมือดังกล่าว

ด้าน พล.ต.วันชนะ สวัสดี รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ได้โพสต์คลิปผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Wanchana Sawasdee” เผยให้เห็นความคืบหน้าการสร้างถนนคอนกรีตทางขึ้นภูมะเขือเสร็จสมบูรณ์ ระยะทาง 1 กิโลเมตร เชื่อมต่อกับถนนหลัก พร้อมทั้งพัฒนาฐานเสาธงชาติไทยและปรับปรุงพื้นที่ให้สะอาดเรียบร้อย เตรียมใช้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและจัดกิจกรรมวิ่งเทรลในอนาคต

ในโพสต์ยังระบุข้อความเชิงขำขันว่า “ภูมะเขือไทยแลนด์ ฮุนเซนมาไม่ถึงแน่เพราะถูกจับที่สนามบิน” พร้อมย้ำว่าหากชาวกัมพูชาต้องการมาเที่ยวก็ต้องทำตามขั้นตอนผ่านพาสปอร์ตและวีซ่า โดยทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาพื้นที่ภูมะเขือให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และธรรมชาติของไทยต่อไป

‘อดีตรมช. อุตสาหกรรม’ ปูด ไทยส่งออกทองคำไปประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมากนานแล้ว ชี้ ความต้องการสูง เหตุใช้เงินแปรเป็นทองโยกย้ายง่าย

(16 ก.ย. 68) นายสมชาย หาญหิรัญ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ในช่วงนี้ อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยอาจต่ำกว่าอาเซียนทั้งหมด แต่เงินบาทแข็งกว่าใครเพื่อน

...อย่าให้วิเคราะห์ว่าเกี่ยวกับเงินผิดปกติจากการส่งออกทองคำไปประเทศข้างบ้านเรานะครับ .. เพราะเราส่งทองออกไปที่นั่นเยอะมานานแล้ว ..ที่นั่น demand ทองคำเยอะครับ ..สงสัยคนบางคนอยากแปรเงินที่หาได้ มาเป็นทองแทน จะได้สะอาดและโยกย้ายสบายหน่อย

16 กันยายน พ.ศ. 2527 รัชกาลที่ 9 พระราชทานพระราชดำริ แก้ไขปัญหาดินเปรี้ยว แก่ราษฎร จ.นราธิวาส อันเป็นต้นกำเนิด “โครงการแกล้งดิน”

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2527 หรือวันนี้ เมื่อ 41 ปีก่อน ระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระราชดำริ อันเป็นต้นกำเนิดของโครงการ "แกล้งดิน" ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส ความว่า 

“...ให้มีการทดลองทำดินให้เปรี้ยวจัด โดยการระบายน้ำให้แห้งและศึกษาวิธีการแก้ดินเปรี้ยว เพื่อนำผลไปแก้ปัญหาดินเปรี้ยวให้แก่ราษฎรที่มีปัญหาในเรื่องนี้ ในเขต จังหวัดนราธิวาส โดยให้ทำโครงการศึกษาทดลองในกำหนด 2 ปี...”

โครงการ “ แกล้งดิน” จึงกำเนิดขึ้น โดยมีศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2524 เป็นหน่วยดำเนินการสนองพระราชดำริ เพื่อศึกษา ค้นคว้า วิจัย ทดลอง และพัฒนาดินอินทรีย์และดินที่มีปัญหาอื่น ๆ ในพื้นที่พรุ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางด้านการเกษตร รวมทั้งแสวงหาแนวทางและวิธีการพัฒนา ทั้งทางด้านการเกษตร การเลี้ยงสัตว์ และการเกษตรอุตสาหกรรมที่มีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพพื้นที่ภาคใต้ เพื่อให้เป็นต้นแบบแห่งความสำเร็จให้พื้นที่อื่น ๆ

สำหรับการเปลี่ยนแปลงความเป็นกรดของดินกำมะถัน โดยวิธีการ "แกล้งดิน" นั้น คือการทำให้ดินเปรี้ยว เป็นกรดจัดรุนแรงที่สุด กล่าวคือ การทำให้ดินแห้งและเปียก โดยนำน้ำเข้าแปลงทดลองระยะหนึ่ง และระบายน้ำออกให้ดินแห้งระยะหนึ่งสลับกัน จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดกรดมากยิ่งขึ้น ด้วยหลักการนี้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงทรงให้เลียนแบบสภาพธรรมชาติ ซึ่งมีฤดูแล้งและฤดูฝนเป็นปกติในแต่ละปี แต่ให้ใช้วิธีการร่นระยะเวลาช่วงแล้ง และช่วงฝนในรอบปีให้สั้นลง โดยปล่อยให้ดินแห้ง 1 เดือน และขังน้ำให้ดินเปียกนาน 2 เดือน สลับกันไป เกิดภาวะดินแห้ง และดินเปียก 4 รอบ ต่อ 1 ปี เสมือนกับมีฤดูแล้งและฤดูฝน 4 ครั้ง ใน 1 ปี หลังจากนั้นจึงให้หาวิธีการปรับปรุงดินดังกล่าว ให้สามารถปลูกพืชเศรษฐกิจได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top