Sunday, 26 July 2026
Hard News Team

คนอังกฤษนับแสนทนไม่ไหว!! ออกมาประท้วงไล่ผู้อพยพ และโวยรัฐบาล...หลังทุ่มเงินให้ ‘ยูเครน’ ไม่ห่วงปากท้องประชาชน

(15 ก.ย. 68) การชุมนุมใหญ่ภายใต้ชื่อ “Unite the Kingdom” เกิดขึ้นทั่วสหราชอาณาจักร แสดงความไม่พอใจของประชาชนต่อภาระหนี้สาธารณะมหาศาล และการที่รัฐบาลอังกฤษภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ เพิ่มบทบาททางทหารในสงครามยูเครน นักวิเคราะห์ระบุว่าชาวอังกฤษจำนวนมากมองว่าเป็นการทุ่มทรัพยากรให้ประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์โดยตรงของตนเอง

ปีเตอร์ แมคอิลเวนนา (Peter McIlvenna) ผู้ร่วมก่อตั้งพอดแคสต์ Hearts of Oak ชี้ว่าชาวอังกฤษเริ่มเบื่อหน่ายกับการที่เงินและกองกำลังถูกส่งไปต่างแดน ขณะเดียวกันก็ไม่พอใจที่รัฐบาลสตาร์เมอร์ถูกมองว่าจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น มีประชาชนถูกดำเนินคดีเพียงเพราะแสดงความคิดเห็นออนไลน์

ด้านเดวิด เคอร์ตัน (David Kurten) หัวหน้าพรรค British Heritage Party เสริมว่าชาวอังกฤษจำนวนมากรู้สึกเหมือนถูกละเลย เมื่อแสดงความกังวลเกี่ยวกับการนำผู้อพยพจากต่างแดนเข้าเมืองจำนวนมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่ออาชญากรรม แต่กลับถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกเหยียดเชื้อชาติหรือขวาจัดจากรัฐบาล

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าความไม่พอใจเหล่านี้สะท้อนปัญหาที่แท้จริงของรัฐบาลสตาร์เมอร์ ซึ่งกำลังเผชิญคะแนนนิยมตกต่ำ หากมีการเลือกตั้งทั่วไปในเวลานี้ มีความเป็นไปได้สูงว่าสตาร์เมอร์อาจสูญเสียเก้าอี้นายกรัฐมนตรีทันที

“อลงกรณ์”เปิดวิสัยทัศน์ “ถอยไปข้างหน้า”ฟื้นฟูประชาธิปัตย์ถอดบทเรียน สตาร์บัคส์สู่ก้าวใหม่ที่ท้าทาย

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ อดีตรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรคและส.ส.พรรประชาธิปัตย์ หนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์และปฏิรูปประเทศนับแต่ปี2556เป็นต้นมาได้เขียนบทความในเฟสบุ้ควันนี้เรื่อง“ประชาธิปัตย์ & สตาร์บัคส์ : “ถอยไปข้างหน้า”(Onward)สู่ก้าวใหม่ที่ท้าทาย”ในห้วงเวลาที่พรรคประชาธิปัตย์กำลังถดถอยและต้องเลือกหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารใหม่ภายใน60วัน นับเป็นบทความที่น่าสนใจในสถานการณ์ขณะนี้

“ประชาธิปัตย์ & สตาร์บัคส์ : 
“ถอยไปข้างหน้า”(Onward)สู่ก้าวใหม่ที่ท้าทาย”

โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ อดีตรัฐมนตรี-ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

บทนำ: วิกฤตคือโอกาสในการสร้างรากฐานใหม่

ประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุดของไทย กำลังเผชิญกับจุดหักเหสำคัญ ( Turning Point) เมื่อเกิดการเปลี่ยน2เรื่องในเวลาใกล้เคียงกันคือการกลับมาเป็นฝ่ายค้านและการลาออกของหัวหน้าพรรคซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ท้าทาย แต่ก็เปิดโอกาสให้พรรคทบทวนอดีตและวางอนาคตที่ตอบโจทย์ความท้าทายในวันข้างหน้าทั้งวิสัยทัศน์ อุดมการณ์ ภาวะผู้นำ แนวทางของพรรค การพัฒนาองค์กรและบุคลากรพรรค

บทความเชิงเปรียบเทียบระหว่างประชาธิปัตย์และสตาร์บัคส์โดยมองผ่านแนวคิดในหนังสือ "ถอยไปข้างหน้า" (Onward: How Starbucks Fought for Its Life without Losing Its Soul) โดย โฮวาร์ด ชูลท์ส (Howard Schultz) ผู้ก่อตั้งสตาร์บัคส์ หนึ่งในหนังสือที่ผมชื่นชอบและพบว่าทั้งสององค์กรมีสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันในการเผชิญวิกฤตและพยายามกลับสู่พื้นฐานเดิม โดยเน้นการรักษาจิตวิญญาณหลักและก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

หนังสือเล่มนี้บันทึก เรื่องราวการพลิกฟื้นกิจการสตาร์บัคส์ ระหว่างวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและการดำเนินธุรกิจ ที่ผู้เขียนเรียกว่า "การถอยไปข้างหน้า" (Onward) เพื่อกลับไปหาตัวตนที่แท้จริงของแบรนด์สตาร์บัคส์

วิกฤตสตาร์บัคส์: บทเรียนแห่งการฟื้นฟู

สตาร์บัคส์เติบโตขยายตัวอย่างรวดเร็วแต่สูญเสีย "จิตวิญญาณ" และคุณค่าดั้งเดิม ยิ่งเมื่อประสบกับคู่แข่งใหม่ๆ ทำให้ลูกค้าตีจากยอดขายและราคาหุ้นลดลงอย่างมาก จากสาเหตุหลักคือการให้ประสบการณ์และรสชาติกาแฟที่ลดลง รวมถึงการเบี่ยงเบนไปจากแนวทางหลัก
คือร้านกาแฟซึ่งเคยเป็น "สถานที่ที่สาม" (Third Place) นอกเหนือจากบ้านและที่ทำงานก็เสียเอกลักษณ์ไปเช่นกัน

โฮวาร์ด ชูลท์ส ต้องต่อสู้กับคณะผู้บริหารและผู้ถือหุ้นในการขอโอกาสกลับมากอบกู้สตาร์บัคส์ที่กำลังถดถอยท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงโดยสามารถกลับมาดำรงตำแหน่งซีอีโออีกครั้งในปี 2008 ได้นำกลยุทธ์สำคัญๆ มาปรับใช้เพื่อกอบกู้กิจการ

1. การหยุดและทบทวน: ชูลท์สตัดสินใจ ปิดร้านสตาร์บัคส์ทุกสาขาในสหรัฐอเมริกาชั่วคราว เพื่อฝึกอบรม
บาริสต้าในเรื่องการชงเอสเปรสโซให้สมบูรณ์แบบ นี่คือสัญลักษณ์ของ "การถอยเพื่อก้าวไปข้างหน้า" ที่โดดเด่นที่สุด 
2. การกลับสู่พื้นฐาน: เน้นย้ำ คุณภาพของกาแฟ, ประสบการณ์ในร้าน และการบริการ แทนการขยายสาขาอย่างเดียว 
3. การปรับเปลี่ยนโลโก้: เอาคำว่า "coffee" ออกจากโลโก้ เพื่อสื่อถึงความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ beyond กาแฟ พร้อมกับรักษาเอกลักษณ์ไว้ 
4. การเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน: ส่งเสริมให้แต่ละสาขามี ความเชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่น ผ่านโครงการต่างๆ และการ有จริยธรรมในการซื้อกาแฟ 
5. การพัฒนาพนักงาน (พาร์ตเนอร์): คัดเลือกและพัฒนาพนักงานให้มี "เลือดสีเขียว" (Green Blood) ซึ่งหมายถึงการมีคุณสมบัติ 5 ประการ: เป็นมิตร (Welcoming), มีส่วนร่วม (Involve), มีความรู้ (Knowledge), เป็นตัวของตัวเอง (Genuine) และเอาใจใส่(Considerate) 
6.  Starbucks Shared Planet: มุ่งเน้น ความยั่งยืนทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านสามเสาหลัก ได้แก่ การสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟอย่างมีจริยธรรม, การดูแลสิ่งแวดล้อม และการบริการชุมชน 

ภายใน สองปี สตาร์บัคส์สามารถ พลิกฟื้นสถานการณ์ และกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงบอกเล่าประวัติศาสตร์และความลับเบื้องหลังการตัดสินใจของผู้บริหารเท่านั้น แต่ยังเป็น แรงบันดาลใจ ในการก้าวผ่านวิกฤตด้วยการกลับไปหาคุณค่าหลัก ชูลท์สเน้นย้ำว่า "กาแฟทุกแก้วคือการให้บริการที่ยิ่งใหญ่ และสร้างบริษัทด้วยจิตวิญญาณ" 

การฟื้นฟูสตาร์บัคส์ให้บทเรียนดังนี้
1.การยอมถอยกลับเพื่อทบทวนคือความเข้มแข็ง ไม่ใช่ความอ่อนแอ
2.การรักษาจิตวิญญาณดั้งเดิมขณะปรับปรุงกลยุทธ์คือกุญแจความสำเร็จ (Key success)
3.วิกฤตคือโอกาสในการปฏิรูปตัวเอ

 "ถอยไปข้างหน้า"สู่การปฏิรูปประชาธิปัตย์ (Democrat Reformation)
    
พรรคประชาธิปัตย์กำลังเผชิญความท้าทายคล้ายคลึงกับสตาร์บัคส์ในการค้นหาทางออกจากวิกฤต(Exit strategy)
โดยเฉพาะปัญหา
1.ความไม่เป็นเอกภาพทั้งแนวคิดแนวทางและกลุ่มบุคคล(Factions)ภายในพรรค
2.จุดยืนทางการเมืองที่สับสนภายใต้บริบทการเมืองที่สลับขั้วและซับซ้อน
3.ความคาดหวังของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงไป

ดังนั้นการเป็นฝ่ายค้านจึงเปิดโอกาสในการพิสูจน์การทำงานแนวใหม่ภายใต้ภาวะผู้นำใหม่(new leadership)ในการตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาลและเป็นพรรคการเมืองที่ประชาชนฝากความหวังได้ซึ่งเป็นโอกาสในการฟื้นฟูความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ครั้งใหม่เช่น
1. การกลับสู่ค่านิยมและอุดมการณ์พื้นฐาน(Democrat DNA)คือการเมืองสุจริตยึดมั่นอุดมการณ์ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและอัตลักษณ์การเป็นพรรคการเมืองที่มีหลักการเพื่อฟื้นฟูและสร้างเสริมต่อยอดความเชื่อมั่นศรัทธา
2.การปฏิรูปพรรคโดยพัฒนานโยบายที่ทันสมัยก้าวหน้าตอบโจทย์ปัญหาและความท้าทายของประชาชนและประเทศชาติทั้งปัจจุบันและอนาคตโดยใช้เทคโนโลยีดิจิตอล-ปัญญาประดิษฐ์เอไอ.(AI:Artificial intelligence)และการสื่อสารสมัยใหม่
ตลอดจนขยายฐานสมาชิกใหม่โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน คนรุ่นใหม่และสมาชิกดั้งเดิม
3.การอัพเกรดองค์กรพรรคทั้งส่วนกลางและภูมิภาคเป็นองค์กรทันสมัยก้าวหน้า(progressive organization)พร้อมกับพัฒนา (reskill&upskill)ทีมทำงานพรรคและแกนนำทุกระดับอย่างต่อเนื่อง
4.ฯลฯ.

สรุป: จุดหักเหไม่ใช่จุดจบแต่ถอยเพื่อก้าวไปข้างหน้า

การกลับมาเป็นฝ่ายค้านและการเปลี่ยนผู้นำของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่จุดจบ แต่คือจุดหักเห(Turning Point)ที่สำคัญ พรรคประชาธิปัตย์สามารถแปรวิกฤตเป็นโอกาสในการกำหนดทิศทางและอัตลักษณ์ของพรรคด้วยแนวคิด "การถอยไปข้างหน้า"ในการฟื้นฟูพรรคเพื่อก้าวเดินต่อไปอย่างมีคุณค่าและความหมาย
เช่นเดียวกับสตาร์บัคส์ที่กลับมาทบทวนรากฐานก่อนก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

แนวคิด "ถอยไปข้างหน้า"(Onward) ยังคงเป็นแรงบันดาลใจและบทเรียนที่มีคุณค่าสำหรับการปฏิรูปและการพัฒนาองค์กรในทุกวงการเมื่อเผชิญกับวิกฤตและความท้าทายใหม่ๆเช่นกรณีพรรคประชาธิปัตย์.

ประวัติผู้เขียน
นายอลงกรณ์ พลบุตร
ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ
ประธานมูลนิธิWorldview Clmate Foundation
ผู้ก่อตั้งและประธานกิตติศักดิ์มูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย
รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์
อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์และทำหน้าที่รมต.เศรษฐกิจอาเซียน ปี 2551-2554
อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ปี 2558-2560
อดีตส.ส.เพชรบุรีและส.ส.บัญชีรายชื่อ6สมัย 
อดีตประธานกิตติมศักดิ์ที่ประชุมการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ของสหประชาชาติ (UN-GFHS) ปี2660-2561
อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรและสหกรณ์ 2562-2566
อดีตประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2567-2568

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลงพื้นที่บรรเทาทุกข์ แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ประสบภัย มอบเงินและกระเช้าปลอบขวัญผู้บาดเจ็บ พร้อมมอบเงินช่วยเหลือกรณีบ้านพังทั้งหลัง และช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุดินโคลนถล่มและน้ำป่าไหลหลากที่บ้านปางอุ๋ง อำเภอแม

เมื่อวานนี้ (14 ก.ย. 68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ พร้อมด้วย นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย นำทีมลงพื้นที่หมู่บ้านปางอุ๋ง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุดินโคลนถล่มและน้ำป่าไหลหลาก โดยแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบ รวม 200 ชุด รวมทั้ง มอบเงินปลอบขวัญให้แก่ผู้บาดเจ็บรวม 4 รายๆ ละ 5,000 บาท พร้อมกระเช้าสุขภาพ มอบเงินช่วยเหลือให้แก่ผู้ที่บ้านเรือนพังเสียหายทั้งหลัง รวม 34 หลังๆ ละ 12,000 บาท และมอบเงินค่าฌาปนกิจให้แก่ญาติผู้เสียชีวิตรวม 3 รายๆ ละ 20,000 บาท รวมงบประมาณการช่วยเหลือในครั้งนี้ทั้งสิ้น 594,800 บาท (ห้าแสนเก้าหมื่นสี่พันแปดร้อยบาทถ้วน) โดยมี นายเกรียงศักดิ์ บุญตาปวน นายอำเภอแม่แจ่ม พร้อมด้วย คณะมูลนิธิเชียงใหม่สามัคคีการกุศล จังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมบริจาคทรัพย์ เครื่องอุปโภคบริโภค สมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยต่าง ๆ ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ส่งผลให้ท่านและครอบครัว มีความสุขความเจริญตลอดไป ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจwww.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

#มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง #ช่วยชีวิต #รักษาชีวิต #สร้างชีวิต 
#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

‘เอมิลี่ ศรีชะลา’ ยูทูบเบอร์อังกฤษหัวใจไทย ผิดหวังสารคดี BBC เสนอด้านมืดไทย!! เพื่อยอดวิวและรายได้…มากกว่าความจริง

(15 ก.ย. 68) เอมิลี่ ศรีชะลา (Emily Srichala) ยูทูบเบอร์และติ๊กต็อกเกอร์ชาวอังกฤษที่ย้ายมาอยู่ประเทศไทย ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความไม่สบายใจต่อสารคดีของสำนักข่าว BBC เรื่อง The Dark Side of Paradise ซึ่งนำเสนอภาพด้านลบของประเทศไทย เธอกล่าวว่ารู้สึกตกใจและเสียดายที่สื่อใหญ่ของอังกฤษเลือกนำเสนอในลักษณะนี้

เอมิลี่เล่าว่า เมื่อปีที่แล้วทีมงาน BBC ติดต่อขอสัมภาษณ์ชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ในไทย ตอนแรกเธอคิดว่าจะเป็นสารคดีเชิงบวกเพื่อโปรโมตการท่องเที่ยว แต่เมื่อออกมาเป็นสารคดีด้านมืดกลับทำให้เธอรู้สึกผิดหวัง พร้อมย้ำว่าตนเองใช้ชีวิตเหมือนคนไทยทั่วไป และไม่เคยสร้างคอนเทนต์ที่ทำให้ประเทศไทยเสียหาย

เธอยังเผยว่า เพื่อนชาวอังกฤษบางคนที่เข้าร่วมถ่ายทำก็ไม่รู้ล่วงหน้าว่าจะถูกใช้ในสารคดีชื่อ The Dark Side of Paradise ทำให้เกิดความไม่พอใจที่ทีมงานไม่ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนตั้งแต่แรก เอมิลี่มองว่าสารคดีนี้อาจทำเพื่อยอดวิวและรายได้มากกว่าที่จะนำเสนอความจริงอย่างรอบด้าน

ยูทูบเบอร์รายนี้ย้ำว่า ในฐานะคอนเทนต์ครีเอเตอร์ เธอพยายามนำเสนอประเทศไทยในมุมดีๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ และเชื่อว่าประเทศไทยมีสิ่งที่งดงามและปลอดภัยกว่าหลายประเทศ รวมถึงอังกฤษเอง เธอจึงรู้สึกเสียใจที่สารคดีของ BBC อาจทำให้ภาพลักษณ์ประเทศไทยเสียหายต่อสายตาชาวโลก

ท้ายที่สุด เอมิลี่ได้กล่าวขอโทษชาวไทยแทนสื่อใหญ่จากแดนผู้ดี โดยย้ำว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นอย่างที่ถูกนำเสนอในซีรีส์นี้ และอยากให้ผู้ชมทั่วโลกเปิดใจมองอีกหลายแง่มุมที่ดีของประเทศมากกว่าที่ปรากฏบนจอทีวี

เชียงใหม่-ผบช.ภ.5 แถลงจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่  2 คดี ยึดยาบ้ากว่า 9.7 ล้านเม็ด ไอซ์ 100 กก.

(15 ก.ย. 68) เวลา 11.00 น. พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 เป็นประธานการ แถลงข่าวผลการจับกุม และสืบสวนขยายผลคดียาเสพติดรายสำคัญของในพื้นที่ ภ.5 จำนวน 2 คดีได้แก่ สภ.เชียงของ จ.เชียงราย จับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 6,000,000 เม็ดและ สภ.แม่โจ้ จ.เชียงใหม่ จับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 3,730,000 เม็ด ,ไอซ์ จำนวน 100 กก. ณ ลานแถลงข่าว อาคารกองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

ตามนโยบายรัฐบาล สั่งการให้หน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดบูรณาการแก้ไขปัญหายาเสพติดในทุกมิติสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยการอำนวยการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์  ผบ.ตร, พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง, พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์, พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข  รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.สำราญ นวลมา  ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ  เลขาธิการ ป.ป.ส. และ พล.ท.กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ  มทภ.3 ได้รับบัญชาและข้อสั่งการนำไปสู่การปฏิบัติ
ตำรวจภูธรภาค 5 โดย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน, พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร, พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์, พล.ต.ต.พิชญา บุญขจร, พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย  รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ  ผบก.สส.ภ.5,    พล.ต.ต.มานพ เสนากูล  ผบก.ภ.จว.เชียงราย และ พล.ต.ต.ยุทธนา  แก่นจันทร์  ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่
ฝ่ายทหาร นบ.ยส.35 โดย พล.ท.กิตติพงศ์ ชื่นใจชน  มทน.3/ผบ.นบ.ยส.35ฝ่ายปกครอง โดย นายชรินทร์ ทองสุข ผวจ.เชียงราย นายทศพล เผื่อนอุดม ผวจ.เชียงใหม่    
สำนักงาน ปปส.ภาค 5 โดย นายธันวา ผุดผ่องผอ.ปปส.ภาค 5
  
คดีที่ 1 ก่อนเกิดเหตุเจ้าหน้าตำรวจ ชปส.ภ.จว.เชียงราย  ได้รับแจ้งจากสายลับประกอบกับการสืบสวนพบว่าจะมีการลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ โดยใช้รถยนต์กระบะ โตโยต้า รีโว่สีขาว ทะเบียน ยบ 5477 เชียงใหม่และรถยนต์อื่นอีกหลายคันเป็นพาหนะในการลำเลียงยาเสพติด จึงสืบสวนติดตามอย่างต่อเนื่อง 

หน่วยที่จับกุม ชปส.ภ.จว.เชียงราย, สภ.เชียงของ จว.เชียงราย, ชป.ขยายผล ศอ.ปส.ภ.5 ร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่เกิดเหตุ 12 ก.ย.68 เวลาประมาณ 22.00 น.
สถานที่จับกุม บริเวณถนนหน้าโรงพยาบาลยุพราชเชียงของ ต.เวียง อ.เชียงของ จว.เชียงรายควบคุมตัวผู้ต้องหา 3 คน (นายเอกลักษณ์ฯ อายุ 36 ปี อ.เวียงแก่น จว.เชียงราย, นายนายชลิตฯ อายุ 33 ปี อ.สะเมิง จว.เชียงใหม่, นายนายจิรายุทธฯ อายุ 47 ปี อ.แม่ลาน้อย จว.แม่ฮ่องสอน) 

มาที่รถยนต์โตโยต้า รีโว่ สีขาว ทะเบียน ยบ 5477 เชียงใหม่ และขอทำการตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบ ยาบ้า จำนวน 24 กระสอบ รวมประมาณ 6,000,000 เม็ด  บรรทุกอยู่กระบะท้ายคลุมด้วยผ้าใบสีฟ้า จึงจับกุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง โดยผู้ต้องหารับว่าลำเลียงยาบ้าจาก ต.ม่วงยาย อ.เวียงแก่น จว.เชียงราย ไปส่งให้กลุ่มลำเลียงในพื้นที่ จว.เชียงใหม่ จึงจับกุมตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย

คดีที่ 2 หน่วยที่จับกุม กก.สส.2 บก.สส.ภ.5, ชป.ขยายผลฯ ศอ.ปส.ภ.5, สภ.แม่โจ้ จว.เชียงใหม่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
วัน/เดือน/ปี ที่เกิดเหตุ 14 ก.ย.68 เวลาประมาณ 04.30 น.
สถานที่จับกุม บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อ(เซเว่นอีเลฟเว่น) สาขาบ้านไร่สหกรณ์ ม.11 ต.หนองหาร อ.สันทราย จว.เชียงใหม่ผู้ต้องหา 1 คน (นายดนุสรณ์ อายุ 24 ปี อ.ดำเนินสะดวก จว.ราชบุรี)

ก่อนเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.2 บก.สส.ภ.5 ได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีกลุ่มเครือข่ายลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ จว.เชียงใหม่ สายเหนือ (อ.แม่แตง อ.เชียงดาว) นำไปส่งมอบให้กับเครือข่ายยังพื้นที่ตอนในของประเทศโดยจะใช้รถยนต์ อีซูซุ สีเทา (4 ประตู) ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน เป็นยานพาหนะในการลำเลียง

จนกระทั่งต่อมาเมื่อวันที่ 14 ก.ย.68 เวลาประมาณ 03.50 น. พบรถยนต์ต้องสงสัยคันดังกล่าวขับขี่ออกจากพื้นที่หมู่บ้านหล่ายทา ต.ทาสบเส้า และทิศทางกลับมุ่งหน้าเข้าสู่ในตัวเมือง จว.ลำพูน ชุดปฏิบัติการจึงได้ไล่ติดตาม ผ่าน อ.เมืองลำพูน อ.สารภี อ.เมืองเชียงใหม่ และวิ่งไปตามถนนเชียงใหม่ - พร้าว ฝ่าไฟแดงแยกรวมโชค แยกหนองจ๊อม - แยกแม่โจ้ และทางแยกโรงพยาบาลสันทราย 

ต่อมาเวลาประมาณ 04.30 น. ชุดปฏิบัติการสามารถหยุดรถยนต์คันดังกล่าวได้บริเวณ ถนนหน้าร้านสะดวกซื้อ(เซเว่นอีเลฟเว่น) สาขาบ้านไร่สหกรณ์ ต.หนองหาร อ.สันทราย จว.เชียงใหม่ พบนายดนุสรณ์ หรือสนุ๊ก เป็นคนขับ ตรวจค้นภายในรถพบเป็นยาบ้าจำนวน 15 กระสอบ รวมประมาณ 3,730,000 เม็ด และไอซ์ จำนวน 100 กิโลกรัม จึงจับกุมตัวพร้อมของกลางส่งดำเนินคดี ส่วนรถยนต์อีซูซุ สีเทาทะเบียน กทม. ซึ่งเป็นรถนำ/สำรวจเส้นทาง ได้หลบหนีมุ่งหน้าทาง อ.แม่แตง และหลุดการติดตาม จะได้ทำการสืบสวนขยายผลต่อไป

สรุปผลการจับกุมยาเสพติด ของ ตำรวจภูธรภาค 5 ห้วงตั้งแต่ 1 ต.ค.67 – 14 ก.ย.68 จับกุมคดียาเสพติด จำนวน 26,858  คดี คดียาเสพติดรายสำคัญ 255  คดี ตรวจยึดของกลางยาเสพติด ยาบ้า 270 ล้านเม็ดเศษ ไอซ์ 11,960  กิโลกรัมเศษ เฮโรอีน 211 กิโลกรัมเศษ เคตามีน 1,840 กิโลกรัมเศษ ฝิ่น 160 กิโลกรัมเศษ ตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับยาเสพติด มูลค่าทรัพย์สินประมาณ 1,246 ล้านบาทเศษ

‘ปวิน’ โพสต์แซะ ‘พล.ท.บุญสิน พาดกลาง’ แม่ทัพภาคที่ 2 ไม่อยากเป็นนักการเมือง!! แต่เดินสายหาเสียงยิ่งกว่านักการเมือง

(15 ก.ย. 68) อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ม.เกียวโต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึง พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ด้วยข้อความว่า… 

“พูดว่าเป็นทหาร ไม่อยากเป็นนักการเมือง แต่วันนี้ เดินสายหาเสียงยิ่งกว่านักการเมืองอีกค่ะ #บุญสิน”

โดยก่อนหน้านี้ในงานบรรยายพิเศษที่ มธ.ท่าพระจันทร์ พลโท บุญสิน พาดกลาง ยืนยันจะไม่เล่นการเมือง และขอรักษาจุดยืนไปตลอด และทิ้งท้ายว่า “พร้อมเกษียณจากแม่ทัพ แต่ไม่เกษียณจากสายเลือดคนไทย”

ทั้งนี้ ‘แม่ทัพกุ้ง’ พลโท บุญสิน เตรียมเป็นวิทยากรให้แรงบันดาลใจกับนักศึกษา ในหัวข้อ “เรื่องเล่าจากแม่ทัพกุ้ง : จากแนวหน้าสู่แนวหลัง สร้างพลังแห่งความสามัคคี” ที่ศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น วันอังคารที่ 16 ก.ย. นี้

บทเรียนประชาธิปไตย 2 ราชอาณาจักรแห่งเทือกเขาหิมาลัย ‘ภูฏาน’ คงระบอบกษัตริย์ - ยึดในหลวง ร.9 เป็นต้นแบบพัฒนาชาติ

เมื่อวันที่ (14 ก.ย. 68) รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อว่า Piti Srisangnam  ว่า ในปี 2008 ราชอาณาจักร 2 แห่งสุดท้ายบนเทือกเขาหิมาลัย เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองสู่ ระบอบประชาธิปไตย

เนปาล ราชอาณาจักรฮินดูแห่งสุดท้าย ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ถูกแรงกดดันอย่างต่อเนื่องเนื่องจากปกครองแบบรวมศูนย์และละเมิดสิทธิพลเมือง ทำให้ Napali Congress ลุกฮือต่อต้านมาตั้งแต่ทศวรรษ 1950

การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแบบที่ราชวงศ์พยายามประสานผลประโยชน์กับฝ่ายการเมือง ความมั่งคั่งกระจุกตัวเฉพาะคนข้างบน คนข้างล่างทนไม่ได้จึงหันไปนิยมลัทธิเหมา สังคมนิยมสุดโต่ง จนเกิดเหตุการณ์สงครามกลางเมือง Maoist Insurgency ตั้งแต่ 1996 จนถึง 2006

แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ปี 2001 มกุฎราชกุมารลุกขึ้นมาสังหารหมู่พระราชวงศ์ของตนเอง ตำแหน่งกษัตริย์เปลี่ยนมือ

2006 ข้อตกลงสันติภาพระหว่างราชวงศ์ นักการเมือง และขบวนการหัวรุนแรงลัทธิเหมาเกิดขึ้น หลังการประท้วงใหญ่ Jana Andolan II

2008 คือจุดสิ้นสุดของระบอบกษัตริย์ในเนปาล ประเทศเดินหน้าสู่ระบอบ Federal Parliamentary Republic แต่ละรัฐมีรัฐบาลท้องถิ่นที่มีอำนาจในท้องถิ่นตนเอง มีเมืองหลวงทำนโยบายระดับชาติ ประธานาธิบดีเชิงสัญลักษณ์ อำนาจบริหารอยู่ที่นายกฯ 

2008-2025 ประเทศลงเหวจากการผูกขาดการเมืองของนักการเมืองกลุ่มเดิม ๆ ที่ผลัดกันครองตำแหน่ง คนรวย-รวยขึ้น คนจน-จนลง เครือข่ายนักการเมืองสวาปามกอบโกยความมั่นคั่ง ทอนเงินแบ่งเงินกันในทุกระดับ ลูกหลานโชว์รวย+โชว์โง่ สร้างความเกลียดชัง

2025 ประชาชนโกรธแค้น ลุกฮือ

ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัย
กษัตริย์ Jigme Singye Wangchuck (พระราชบิดาของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน)  ประกาศในปี 2001 ในการปฏิรูปประเทศเพื่อเปลี่ยนประเทศไปสู่ระบอบ Constitutional Monarchy ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

เจ้าชายหนุ่ม Jigme Kheser Namgyel Wangchuck เดินทางออกไปเรียนหนังสือในต่างประเทศทั้งที่ สหรัฐอเมริกา ประเทศไทย และ ประเทศอังกฤษ ก่อนที่จะขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ที่ 5 ต่อจากพระราชบิดา

ในหลายวาระ เราได้เห็นความใกล้ชิดระหว่าง 2 พระราชวงศ์ ไทย-ภูฏาน ที่ทั้ง King Jigme Singye Wangchuck (คนพ่อ) และ King Jigme Kheser Namgyel Wangchuck (คนปัจจุบัน) ต่างก็แสดงให้ประชาคมโลกได้เห็นว่าพระองค์ท่านมี ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นบุคคลต้นแบบ เป็น Role model ทฤษฎีการพัฒนาแบบเศรษฐกิจพอเพียง และโครงการหลวงฯ กลายเป็นเครื่องมือหลักในการปฏิรูปประเทศภูฏาน

จาก 2001-2008 เราเห็นภูฏานพัฒนาดัชนีชี้วัดประเมินการพัฒนาของตนเองที่เรียกว่า Gross National Happiness (GNH) เราเห็นการปรับปรุงระบบสาธารณสุข แบบ Universal Health Coverage เราเห็นการขยายโอกาสการศึกษา เราเห็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ปี 2008 เราราชอาณาจักรพุทธแห่งสุดท้ายบนเทือกหิมาลัย ภูฏาน เปลี่ยนสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
 เราเห็นสถาบันกษัตริย์ที่ผูกพันกับศาสนาที่เป็นอีกหนึ่งเสาหลักที่เข้มแข็ง เราเห็นพระราชวงศ์ที่ใกล้ชิดเป็นกันเองร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน

เราเห็น Bhutan Model ที่มีในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็น Role Model

ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และ ประชาชน คือ เสาหลักของการพัฒนาประเทศ

ในเวลาที่โลกระส่ำ ฝรั่งเศสประท้วงเพราะรัฐบาลจะลดงบประมาณ ลดสวัสดิการ ลดวันหยุด ของประชาชน แต่ยังเอาเงินไปสนับสนุนสงคราม, อังกฤษประท้วงต่อต้านคนต่างชาติ ต่างอัตลักษณ์, สหรัฐอเมริกายิงทิ้งผู้ที่คิดต่างจากตนเอง, อิสราเอลถล่มการ์ตาทั้งที่เขาต้องการเป็นตัวกลางในการสร้างสันติภาพ... 

ผมว่าไทยเราเองต้องสร้าง model การเมือง การปกครอง การพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นของเราเอง เพื่อผลประโยชน์ของคนไทย

อ.เจษฎา ออกตัวแรง แสดงความยินดี หลังภาพยนตร์สารคดีพรรคอนาคตใหม่ เรื่อง “อำนาจ ศรัทธา อนาคต” คว้ารางวัลสุพรรณหงส์ ในสาขา ภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม ได้สำเร็จ

(15 ก.ย. 68) ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาโพสต์ข้อความ โดยได้ระบุว่า ขอแสดงความยินดีด้วยครับ สารคดีพรรคอนาคตใหม่ เรื่อง “อำนาจ ศรัทธา อนาคต” ได้รับรางวัลสุพรรณหงส์ สาขา ภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม ครับ

สำหรับ “อำนาจ ศรัทธา อนาคต” หรือชื่ออังกฤษ : Breaking the Cycle เป็นสารคดีการเมืองไทยปี พ.ศ. 2567 กำกับโดยเอกพงษ์ สราญเศรษฐ์ และธนกฤต ดวงมณีพร ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้เล่าถึงการก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่โดยธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจและการยุบพรรคในเวลาต่อมา ฉายครั้งแรกที่เทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติฮอต ด็อกส์ คาเนเดียน ประจำปี 2024 และต่อมาได้ฉายในโรงภาพยนตร์ในประเทศไทย

ภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 33 จำนวนสี่สาขา ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (เอกพงษ์ สราญเศรษฐ์ และธนกฤต ดวงมณีพร), ภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม และลำดับภาพยอดเยี่ยม โดยสามารถคว้ารางวัล ภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม มาครอง

กองทัพสหรัฐฯ เริ่มเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในทะเลแคริบเบียน ส่ง F-35 จำนวน 5 ลำ..ลงจอดเปอร์โตริโก!! ปิดล้อม ‘เวเนซุเอลา’

(15 ก.ย. 68) สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลาร้อนแรงขึ้น หลังเครื่องบินขับไล่ F-35 จำนวน 5 ลำของสหรัฐฯ ลงจอดที่ฐานทัพเดิมรูสเวลต์ โรดส์ เมืองเซบา เกาะเปอร์โตริโก ท่ามกลางการเสริมกำลังทางทหารในแถบทะเลแคริบเบียน โดยวอชิงตันระบุว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการปราบปรามการค้ายาเสพติดในภูมิภาค

ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศเวเนซุเอลาออกมาประณามสหรัฐฯ หลังอ้างว่ามีเจ้าหน้าที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ติดอาวุธ 18 นาย ขึ้นตรวจค้นเรือประมงปลาทูน่าที่แล่นอยู่ในน่านน้ำเวเนซุเอลา และกักตัวชาวประมง 9 คนไว้กว่า 8 ชั่วโมง ก่อนถูกปล่อยตัวภายใต้การคุ้มกันของกองทัพเรือเวเนซุเอลา

นายอีวาน กิล (Yván Gil) รัฐมนตรีต่างประเทศเวเนซุเอลา กล่าวหาว่าสหรัฐฯ กำลังยั่วยุเพื่อสร้างเหตุให้เกิดการปะทะทางทหารในทะเลแคริบเบียน พร้อมชี้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความพยายามในการผลักดันนโยบายเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในประเทศของตน

โดยก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) สั่งระดมกองกำลังติดอาวุธและกองกำลังอาสาสมัครทั่วประเทศกว่า 284 จุดชายฝั่ง ภายใต้แผน “อินเดเพนเดนเซีย 200” โดยระบุว่าการเคลื่อนไหวนี้เพื่อปกป้องอธิปไตยของเวเนซุเอลา ท่ามกลางการกดดันทางทหารที่เพิ่มขึ้นจากสหรัฐฯ ในภูมิภาค

BBC ถูกวิจารณ์หนัก หลังปล่อยสารคดี “ด้านมืดไทย” กับข้อสงสัยบิดเบือนด้อยค่าไทย-โยงธุรกิจมืดกัมพูชา

(15 ก.ย. 68) สารคดี “ด้านมืดของประเทศไทย” ที่ BBC เพิ่งปล่อยออกมา ไม่ได้แค่สร้างเสียงวิจารณ์ในหมู่คนไทย แต่กลับกลายเป็น ชนวนไฟลามทุ่ง ที่ลุกลามไปถึงชาวต่างชาติ ทั้งชาวอังกฤษและชาวต่างชาติที่อาศัยในไทยมานาน ต่างพากันออกมาโต้กลับว่า สิ่งที่ BBC นำเสนอ บิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างไม่น่าให้อภัย

ประเด็นที่ถูกพูดถึงหนักที่สุดคือ การที่ BBC มักจะมีลักษณะ “เลือกข้าง” อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในข่าวเกี่ยวกับ กัมพูชา ที่หลายครั้งถูกนำเสนอออกมาในเชิงเข้าข้างรัฐบาลพนมเปญมากเกินไป จนถึงขั้นชวนให้ตั้งคำถามว่า BBC ยังคงยึดหลักการเป็น “สื่อสาธารณะ” อยู่จริงหรือไม่

ในโซเชียลมีเดียตอนนี้เริ่มมีเสียงวิจารณ์ตรงกันว่า BBC อาจไม่ได้ทำงานอย่างเป็นอิสระอีกต่อไป แต่กลับอาจมี เส้นสายผลประโยชน์ กับกลุ่มทุนสีเทาที่ฝังรากอยู่ในกัมพูชา — ทุนที่เชื่อมโยงกับธุรกิจสแกม ค้าคน และการฟอกเงินข้ามชาติ

สิ่งนี้ทำให้ผู้ติดตามหลายคน โดยเฉพาะคนอังกฤษเอง มองว่า BBC ไม่เพียงแต่ ทรยศต่อข้อเท็จจริง แต่ยังอาจเป็นการ หักหลังชาวอังกฤษด้วยกันเอง เพราะสื่อที่ควรเป็นเกียรติภูมิของชาติ กลับถูกตั้งข้อสงสัยว่าไปทำงานรับใช้ทุนต่างชาติที่มีภาพลักษณ์ด้านมืด

ไฟที่ BBC จุดขึ้นครั้งนี้ ไม่ได้เผาเฉพาะภาพลักษณ์ของไทย แต่กำลังย้อนกลับมาไหม้ความน่าเชื่อถือของ BBC เอง ว่าแท้จริงแล้ว…

👉 BBC ยังเป็น “สื่อ” อยู่หรือเป็นแค่ “เครื่องมือ” ของใครบางคน?


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top