Sunday, 26 July 2026
Hard News Team

‘ตรีนุช’ เปิดระบบ e-WorkPermit ตลอด 24 ชม. ยื่นขออนุญาตแรงงานต่างด้าวออนไลน์ เริ่ม 13 ต.ค. นี้

‘ตรีนุช’ เปิดตัวระบบ “e-WorkPermit” ลงทะเบียนแรงงานต่างด้าวออนไลน์ ให้บริการ 24 ชั่วโมงทั่วประเทศ เริ่ม 13 ต.ค. นี้

(7 ต.ค. 68) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานได้พัฒนาระบบการให้บริการอนุญาตทำงานแก่แรงงานต่างด้าวผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ “e-WorkPermit” เพื่อให้บริการแบบออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง ครอบคลุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การยื่นคำขอ ตรวจสอบสถานะ การอนุมัติ จนถึงการรับใบอนุญาตทำงาน โดยไม่จำเป็นต้องติดต่อเจ้าหน้าที่โดยตรง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการยกระดับการให้บริการภาครัฐสู่ระบบดิจิทัล ระบบดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการจ้างเหมาเอกชนผลิตใบอนุญาตทำงานและให้บริการรับคำขอ และการแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว (Outsourcing Service)” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อพัฒนากระบวนการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวให้มีความทันสมัย สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 13 ตุลาคม 2568 ผ่านทางเว็บไซต์ eworkpermit.doe.go.th

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน ได้เปิดศูนย์บริการใบอนุญาตทำงานจำนวน 54 แห่งทั่วประเทศ เพื่อรองรับระบบใหม่ ประกอบด้วย ศูนย์บริการใบอนุญาตทำงานคนต่างด้าว จำนวน 40 แห่งศูนย์แรกรับเข้าทำงานและสิ้นสุดการจ้าง จำนวน 5 แห่ง หน่วยบริการเคลื่อนที่ จำนวน 8 หน่วย ศูนย์กำกับและควบคุมการปฏิบัติงาน จำนวน 1 แห่ง

ด้านนายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนผ่านการให้บริการด้านแรงงานต่างด้าวไปสู่ระบบดิจิทัลแบบครบวงจร โดยภาครัฐทำหน้าที่กำกับดูแลกฎระเบียบ ส่วนภาคเอกชนผู้รับจ้างจะรับผิดชอบในการให้บริการและดำเนินการทุกขั้นตอนภายใต้กรอบที่กำหนด ระบบ e-WorkPermit จะช่วยลดการใช้เอกสาร ลดขั้นตอน ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ใช้บริการ เพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงาน รวมถึงการสร้างฐานข้อมูลแรงงานต่างด้าวแบบบูรณาการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถใช้ร่วมกันได้ 

โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานที่ชัดเจน ได้แก่ เริ่มจากการลงทะเบียนเข้าใช้งานระบบ ยื่นคำขอรับใบอนุญาตทำงานและการแจ้งการทำงานของคนต่างด้าวผ่านช่องทางออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม เมื่อยื่นคำขอและชำระค่ายื่นคำขอแล้ว สามารถรอการตรวจสอบเอกสาร และจะได้รับแจ้งผลการพิจารณาผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ E-mail, SMS และ Line OA เมื่อได้รับผลการอนุญาตทำงาน ก็สามารถชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาต และทำการนัดหมายออนไลน์เพื่อเลือกศูนย์บริการ วันและเวลาที่สะดวกในการเข้ารับบริการ จากนั้นเดินทางไปที่ศูนย์บริการใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าวที่เลือกไว้ เพื่อรับใบอนุญาตทำงานที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองความถูกต้องด้วยเทคโนโลยีการพิสูจน์ตัวตน อาทิ การสแกนใบหน้า ม่านตา และลายนิ้วมือ เพื่อความปลอดภัยและแม่นยำของข้อมูล ทั้งนี้ บริษัทนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ (บนจ.) สามารถลงทะเบียนในระบบ เพื่อเข้าใช้งานจัดเก็บโปรไฟล์และยืนยันตัวตนได้ในวันที่ 6 ตุลาคม 2568 ส่วนคนต่างด้าวและนายจ้างสามารถลงทะเบียนการใช้งานระบบ และยื่นคำขอใบอนุญาตทำงานได้พร้อมกัน ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป 

นายจ้างและสถานประกอบการที่สนใจ สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ eworkpermit.doe.go.th, Facebook DOE e-WorkPermit หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694

เมื่อ ‘ฮุน เซน’ ขอคนเขมร “หยุดใช้เงินบาทไทย” สะท้อนศรัทธาใน ‘เงินเรียล’ สั่นคลอน – ผู้นำไร้ทางถอย

(7 ต.ค. 68) ฮุน เซน ผู้นำทางการเมืองของกัมพูชา ออกประกาศพิเศษเรียกร้องให้ประชาชน “หยุดใช้เงินบาทไทย” พร้อมกล่าวเตือนให้รักษาศีลธรรมและอารยธรรมอันดีงามของชาติ คำพูดดังกล่าวสร้างแรงสะเทือนในภูมิภาค เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ผู้นำกัมพูชากล่าวถึงปัญหาภายในประเทศ โดยโยงเข้ากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเปิดเผย

ฮุน เซนระบุว่า กัมพูชานำเข้าสินค้าจากไทยเป็นมูลค่าสูงในแต่ละปี และหากประชาชนหันมาสนับสนุนสินค้าภายในประเทศแทน จะช่วยให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจดีขึ้น พร้อมเตือนให้เลิกใช้เงินบาทไทย เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจในประเทศต้องพึ่งพาสกุลเงินของประเทศเพื่อนบ้านมากเกินไป

คำประกาศนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวเรื่องการนำเข้าทองคำจากไทยที่เพิ่มสูงผิดปกติ สะท้อนสภาพจิตวิทยาทางเศรษฐกิจของประชาชนที่เริ่มไม่มั่นใจในค่าเงินเรียล และหันไปถือทองแทนเงินสดในระบบ ภาพเช่นนี้สะท้อนชัดว่า “ความกลัว” เริ่มเข้ามามีบทบาทเหนือ “ความเชื่อมั่น” แล้ว

ในพื้นที่ชายแดนอย่างปอยเปต พระตะบอง และเสียมราฐ การใช้ เงินบาทไทย กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ร้านค้าแทบทุกแห่งรับเงินไทยแทนเรียล เพราะเชื่อถือได้และแลกเปลี่ยนง่ายกว่า ปัญหานี้สะสมเรื่อยมา จนกลายเป็น “จุดอ่อนเชิงโครงสร้าง” ของระบบเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้โดยตรง

การออกมาพูดของฮุน เซนจึงไม่ใช่เพียงการเรียกร้องเชิงศีลธรรม แต่เป็นความพยายามดึงศรัทธาในเงินตรากลับคืนมาด้วยถ้อยคำแทนนโยบาย เพราะในทางปฏิบัติ รัฐบาลกัมพูชายังไม่มีมาตรการเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมพอจะฟื้นความมั่นใจของตลาดหรือสร้างเสถียรภาพทางการคลังได้อย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน การพยายามโยนปัญหาออกนอกประเทศด้วยการอ้างเงินบาทและสินค้าไทย อาจกลายเป็น “ดาบสองคม” เพราะเศรษฐกิจทั้งสองประเทศพึ่งพากันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การลดการใช้เงินบาทอาจส่งผลให้การค้าชายแดนชะลอตัว และกระทบต่อผู้ประกอบการกัมพูชาจำนวนมากที่พึ่งพาตลาดฝั่งไทย

ในมุมมองของข้าพเจ้า คำประกาศของฮุน เซนสะท้อน “ภาวะกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจ” ที่เริ่มปะทุขึ้นภายในประเทศมากกว่าความตั้งใจจริงในการปฏิรูปการเงิน เพราะตลอดช่วงปีที่ผ่านมา รัฐบาลเผชิญแรงเสียดทานจากปัญหาค่าครองชีพ เงินเฟ้อ และการถอนทุนของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะทุนจีนที่เคยเป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจกัมพูชา

ทองคำที่ไหลเข้าไม่ใช่ความมั่งคั่ง แต่คือสัญญาณของความหวาดระแวง การเลิกใช้เงินบาทไทยที่ฮุน เซนประกาศก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง หากแต่เป็นการสื่อสารทางการเมืองเพื่อประคองภาพลักษณ์ของผู้นำในยามที่เศรษฐกิจเริ่มสั่นคลอน

ในที่สุด ปัญหาทั้งหมดไม่ได้อยู่ที่ไทย แต่อยู่ที่ภายในประเทศเอง — และมากไปกว่านั้น ปัญหากำลังวนกลับไปหาตัวผู้นำผู้เอ่ยประกาศเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กัมพูชากำลังเผชิญสภาวะกดดันจากทั้งภายนอกและภายใน ขณะที่ประชาชนกำลังสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ เสียงของฮุน เซนในครั้งนี้จึงไม่ใช่คำสั่งจากผู้นำที่มั่นใจ แต่คือเสียงสะท้อนของผู้นำที่กำลังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมือง ที่เริ่มบีบเข้ามาจนเขาเองแทบไม่มีทางถอย

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งตำรวจทุกหน่วยเร่งช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยทั่วประเทศ

(7 ต.ค. 68) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัย ได้สั่งการให้ตำรวจทุกหน่วยทั่วประเทศระดมกำลังเจ้าหน้าที่ออกช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเน้นย้ำให้เร่งดำเนินการอย่างเต็มความสามารถ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในทุกมิติ

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มีข้อสั่งการสำคัญ 4 ประการ ได้แก่
1. ระดมกำลังตำรวจทุกหน่วยออกช่วยเหลือประชาชน ทั้งในด้านการขนย้ายสิ่งของ การอำนวยความสะดวกในการจราจร และการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ประสบภัย
2. สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจออกตรวจตราบ้านเรือนของประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม เพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพอาศัยโอกาสเข้าซ้ำเติม สร้างความเดือดร้อนเพิ่มเติมให้กับผู้ประสบภัย
3. ให้สำรวจความเสียหายของบ้านพักข้าราชการตำรวจและที่ทำการสถานีตำรวจที่ได้รับผลกระทบ พร้อมรายงานเพื่อดำเนินการช่วยเหลือและซ่อมแซมโดยเร่งด่วน
4. กำชับการแต่งกายและความพร้อมของอุปกรณ์กู้ภัย เพื่อแสดงถึงความพร้อมในการออกปฏิบัติงาน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอยืนยันว่า ตำรวจทุกนายพร้อมลงพื้นที่ร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง ถือเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องดำเนินการด้วยหัวใจของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

นายกฯ จอร์เจีย ประกาศกร้าว ‘ใครยุยงต้องโดน’ หลังเกิดม็อบถือธง EU ประท้วงรัฐบาล ไม่ยอมรับผลเลือกตั้ง

(7 ต.ค. 68) นายกรัฐมนตรีอิรัคลี โคบาคิดเซ (Irakli Kobakhidze) แห่งจอร์เจีย ประกาศว่าจะ “ไม่ปล่อยให้ผู้ใดลอยนวล” หลังเจ้าหน้าที่ใช้กำลังสลายการชุมนุมของผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลในกรุงทบิลิซีเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยเขากล่าวหาว่ากลุ่มผู้ชุมนุมพยายามโค่นล้มรัฐบาล และยืนยันว่าจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด มีรายงานว่ามีการจับกุมผู้จัดการชุมนุมหลายคน รวมถึงนักร้องโอเปร่าชื่อดังและนักเคลื่อนไหว พาอาตา เบิร์ชูลัดเซ (Paata Burchuladze) ที่ขึ้นเวทีประกาศว่า “อำนาจต้องกลับคืนสู่ประชาชน”

สาเหตุของการประท้วงเกิดจากความไม่พอใจผลการเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งพรรค “จอร์เจียน ดรีม” (Georgian Dream) ของนายกรัฐมนตรีโคบาคิดเซ กวาดที่นั่งเสียงข้างมากในสภาเทศบาลทุกแห่งทั่วประเทศ และผู้สมัครของพรรคยังชนะเลือกตั้งนายกเทศมนตรีทุกเมืองอย่างถล่มทลาย หลังพรรคฝ่ายค้านส่วนใหญ่ประกาศบอยคอตไม่ร่วมการเลือกตั้งครั้งนี้ ทำให้ประชาชนจำนวนมากมองว่าการเลือกตั้งไม่โปร่งใสและรัฐบาลขาดความชอบธรรม

การชุมนุมครั้งใหญ่มีประชาชนหลายหมื่นคนออกมารวมตัวกลางกรุงทบิลิซี โดยมีทั้งธงชาติจอร์เจียและธงสหภาพยุโรป (EU) ปรากฏอยู่ทั่วพื้นที่ เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงและแก๊สน้ำตาเพื่อสกัดไม่ให้ผู้ชุมนุมบุกทำเนียบประธานาธิบดี ต่อมา หน่วยงานความมั่นคงแห่งรัฐของจอร์เจียเปิดเผยว่าพบอาวุธและวัตถุระเบิดจำนวนหนึ่งในป่าชานเมือง ซึ่งคาดว่าเตรียมไว้เพื่อ “ก่อเหตุความไม่สงบ” ในวันเลือกตั้ง

ขณะที่ โคบาคิดเซกล่าวหาว่ามีกลุ่มต่างชาติ โดยเฉพาะจากกรุงบรัสเซลส์ (เบลเยียม) หนุนหลังการประท้วง และเรียกร้องให้เอกอัครราชทูตอียูประจำจอร์เจียออกมาประณามเหตุการณ์ดังกล่าว ด้านสหภาพยุโรปรีบออกแถลงการณ์ตอบโต้ โดยระบุว่าข้อกล่าวหานี้เป็น “ข้อมูลเท็จ” พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลจอร์เจียใช้ความอดกลั้น เคารพสิทธิการชุมนุมและเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน หลังสถานการณ์การเมืองภายในประเทศตึงเครียดต่อเนื่องจากผลเลือกตั้งที่ฝ่ายค้านไม่ยอมรับ

กัมพูชาคุยโว!! หางานให้แรงงานกลับบ้านแล้วกว่า 3 แสนคน ย้ำทำงานในประเทศปลอดภัย-สวัสดิการดีเทียบเท่าต่างแดน

(7 ต.ค. 68) กระทรวงแรงงานและการฝึกอบรมวิชาชีพกัมพูชา (MLVT) เผยว่า แรงงานกัมพูชากว่า 300,000 คนจากทั้งหมด 940,000 คน ที่เดินทางกลับจากประเทศไทยตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ได้รับการจัดหางานทำในประเทศเรียบร้อยแล้ว โดยส่วนใหญ่ทำงานในภาคอุตสาหกรรม ขณะที่บางส่วนทำงานก่อสร้าง เกษตรกรรม หรือเปิดธุรกิจขนาดเล็ก

โฆษกกระทรวง นายซุน เมซา (Sun Mesa) ระบุว่า จำนวนแรงงานที่ได้งานทำดังกล่าวเป็นตัวเลขอย่างเป็นทางการในโรงงานและสถานประกอบการที่จดทะเบียนกับกระทรวง แต่ยังมีโอกาสการจ้างงานในภาคไม่เป็นทางการอีกมาก ซึ่งไม่ได้รวมอยู่ในข้อมูลอย่างเป็นทางการ และจากแรงงานทั้งหมดที่กลับมา มีแรงงานวัยทำงานราว 700,000–750,000 คน จึงยังคงมีความพยายามช่วยเหลือแรงงานที่เหลือให้เข้าถึงงานต่อไป

นอกจากนี้ นายซุน เมซายังย้ำข้อดีของการทำงานในกัมพูชา เช่น ความปลอดภัย สวัสดิการที่ครอบคลุมทั้งประกันสุขภาพ เงินสมทบกองทุนบำนาญ และค่าชดเชยอุบัติเหตุจากการทำงาน ซึ่งเทียบเท่าหรือดีกว่าการทำงานในต่างประเทศ พร้อมแนะนำให้แรงงานที่กลับมาขอความช่วยเหลือได้ผ่านเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหรือสายด่วนของกระทรวงโดยตรง

‘เซเลนสกี’ รับไม่ได้!! พบชิ้นส่วนในโดรน-ขีปนาวุธรัสเซีย ผลิตโดย ‘อังกฤษ-เยอรมนี-สหรัฐฯ’ ใช้ถล่มยูเครน

(7 ต.ค. 68) ประธานาธิบดียูเครน โวโลดีมีร์ เซเลนสกี เปิดเผยว่า อาวุธของรัสเซียที่ใช้โจมตียูเครนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศกว่า 100,000 ชิ้น รวมถึงไมโครคอมพิวเตอร์จากสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบควบคุมโดรน โดยเขาเรียกร้องให้ชาติตะวันตกเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียให้ “มีประสิทธิภาพมากขึ้น” และปิดช่องโหว่การส่งออกสินค้าทางอ้อมที่ยังเล็ดลอดเข้าสู่อุตสาหกรรมอาวุธรัสเซีย

เซเลนสกีโพสต์ผ่าน X (ทวิตเตอร์เดิม) ว่า “พบไมโครคอมพิวเตอร์ที่ใช้ควบคุมการบินของโดรน ผลิตในสหราชอาณาจักร” โดยข้อมูลของยูเครนระบุว่า รัสเซียยังใช้อุปกรณ์จากหลายประเทศ เช่น เยอรมนี ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน และเนเธอร์แลนด์ ขณะเดียวกัน การโจมตีของรัสเซียเมื่อคืนวันอาทิตย์ทำให้มีผู้เสียชีวิตในหมู่บ้านลาปาอิฟกา 4 ราย รวมถึงเด็กหญิงวัย 15 ปี หนึ่งในนั้นด้วย

โฆษกกระทรวงธุรกิจและการค้าของอังกฤษ (DBT) ยืนยันว่ารัฐบาลอังกฤษให้ความสำคัญกับรายงานดังกล่าวอย่างจริงจัง พร้อมระบุว่าได้สั่งห้ามส่งออกสินค้าหลายพันรายการไปยังรัสเซียแล้ว รวมถึงทุกชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับอาวุธในสนามรบของยูเครน ทั้งนี้ อังกฤษได้คว่ำบาตรธุรกิจกับรัสเซียมูลค่ากว่า 20,000 ล้านปอนด์ และเตือนว่าผู้ฝ่าฝืนมาตรการคว่ำบาตรอาจถูกลงโทษทางการเงินหรือดำเนินคดีอาญา

‘ดร.สุวินัย’ ขอโทษ ‘สนธิ ลิ้มทองกุล’ จากใจ หลังงับ Fake News ทำเข้าใจผิดคิดว่ายืนข้าง ‘ทักษิณ’

เมื่อวันที่ (6 ต.ค. 68) รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก  "สุวินัย ภรณวลัย" ระบุว่าสนธิไม่ได้กลับใจ: ข่าวเรื่องกลับใจคือ Fake News และบทเรียนว่าด้วยจิตวิทยาการเมืองของความอยากเชื่อ

1. คำขอโทษจากผู้ที่เคยงับ Fake News
ผมต้องเริ่มต้นบทความนี้ด้วยคำ “ขอโทษ” คุณสนธิ อย่างตรงไปตรงมา
เพราะก่อนหน้านี้ ผมเองก็พลาด —
พลาดเชื่อข่าวที่ว่า “สนธิ ลิ้มทองกุลกลับใจ เห็นใจทักษิณ ชินวัตรที่เป็นแพะรับบาป” โดยไม่ได้ตรวจสอบต้นตอของข้อมูลให้รอบด้าน
ต่อมาคนสนิทของคุณสนธิได้ติดต่อมาชี้แจง
พร้อมส่งคลิป TikTok ที่เจ้าตัวพูดเองยืนยันชัดว่า
ข่าวดังกล่าว เป็น Fake News
ผมจึงขอใช้พื้นที่นี้
ทั้งเพื่อแก้ไขความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน
และเพื่อชวนทุกคนมองปรากฏการณ์นี้ในเชิงลึก
ว่าเหตุใดผู้คนจำนวนมาก — ไม่เฉพาะผม —
จึง “รู้สึก” ว่าคุณสนธิ "กลับใจ" ทั้งที่ความจริงไม่ใช่เลย

2. Fake News ที่เกิดจากความอยากเชื่อ
ยุคนี้ “ความรู้สึก” มักวิ่งเร็วกว่าความจริง
และหลายครั้ง ข่าวปลอมไม่ได้เกิดจากความจงใจหลอกลวง
แต่มาจาก “ความอยากเชื่อ” ของมวลชนเอง
ในโลกที่อารมณ์เป็นใหญ่เหนือข้อมูล
มนุษย์จะเลือกเชื่อสิ่งที่ สอดคล้องกับอารมณ์ที่ตนกำลังรู้สึก (perception) ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง
Fake News จึงไม่ต้องการผู้สร้างเก่ง ๆ
แค่ต้องการผู้เชื่อที่กำลังเหนื่อยและอยากเห็นโลกง่ายขึ้น
กรณีข่าว “สนธิกลับใจ” ก็เป็นเช่นนั้น
มันแพร่ไวเพราะผู้คนอาจเหนื่อยหน่ายจากความขัดแย้งเก่า
และอยากเชื่อว่า “ถึงเวลาที่อดีตศัตรูจะคืนดีกันเสียที”
จึงเผลอร่วมสร้างภาพลวงขึ้นโดยไม่รู้ตัว

3. ทำไมผู้คนจึง รู้สึก ว่าสนธิกลับใจ
หากมองอย่างเป็นธรรม
ต้นเหตุของความเข้าใจผิดไม่ได้อยู่ที่ “คำพูดของสนธิ”
แต่อยู่ที่ “การเปลี่ยนเป้าหมายในการวิพากษ์” ของเขา
จากที่เคยตำหนิทักษิณอย่างรุนแรงในอดีต
วันนี้คุณสนธิกลับหันไปวิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่บัดนี้กลายเป็นองคมนตรีแล้ว ด้วยน้ำเสียงเข้มข้นไม่แพ้กัน
ในสายตาของผู้ที่คิดแบบ ขาว–ดำ
ภาพนี้ถูกตีความง่าย ๆ ว่า
“เขาคงเปลี่ยนข้างแล้วแน่ ๆ”
แต่ในความจริง สิ่งที่เปลี่ยนคือ “ผู้มีอำนาจที่ต้องตรวจสอบ”
ไม่ใช่ “จุดยืน” ของผู้ตรวจสอบ
คุณสนธิยังคงยึดหลักเดิม —
ตรวจสอบผู้มีอำนาจ ไม่ว่าผู้นั้นจะชื่ออะไร

4. ไฟย้ายฟืน: จิตวิทยาของความเข้าใจผิด
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนสิ่งที่เรียกว่า “ไฟย้ายฟืน”
คือเมื่อไฟแห่งความเกลียดหรือความเชื่อแรงกล้าต่อสิ่งหนึ่งเริ่มมอดลง
จิตมนุษย์ซึ่งคุ้นเคยกับการ “มีศัตรู”
จะหาฟืนใหม่มารองรับเปลวไฟนั้นเสมอ
ไฟไม่ได้ดับ มันแค่เปลี่ยนเชื้อเพลิง
คนที่เคยตั้งศัตรูไว้ชื่อ “ทักษิณ”
เมื่อไม่อยากเกลียดเขาแล้ว
ก็ย้ายความเกลียดไปเผา “ลุงตู่” แทนโดยไม่รู้ตัว
และเมื่อเห็นคุณสนธิพูดถึงลุงตู่ด้วยน้ำเสียงเข้ม
ภาพในใจมวลชนที่รักลุงตู่จึงสรุปโดยอัตโนมัติว่า
“เขากลับใจแน่ ๆ” 
ทั้งที่เจ้าตัวเพียงใช้ไฟดวงเดิม
เพียงเปลี่ยนฟืนเท่านั้นเอง

5. Perception vs Reality : เมื่อภาพในใจชนะข้อเท็จจริง
เราทุกคนกำลังอยู่ใน “ยุคหลังความจริง” (post-truth era)
ซึ่ง "ภาพในใจผู้คน" มีอำนาจเหนือข้อเท็จจริง
ผู้ที่อยากเห็นการปรองดอง
จะมองทุกการพูดอ่อนเสียงลงว่าเป็น “การกลับใจ”
ผู้ที่อยากเห็นศัตรูเก่ากลับตัว
จะตีความความเงียบว่าเป็น “สัญญาณสำนึกผิด”
ในขณะที่ความจริงอาจเป็นเพียง “การพูดด้วยสติ” มากขึ้นเท่านั้นเอง
กรณีคุณสนธิจึงกลายเป็นกระจกสะท้อนสังคม
ว่าเรายังติดอยู่ในจิตแบบ binary politics —
ที่ทุกการเปลี่ยนแปลงต้องตีความว่า “อยู่ฝ่ายไหน”
ทั้งที่ในความจริง
จิตที่เติบโตแล้ว ไม่จำเป็นต้องเลือกข้างอีกต่อไป

6. บทเรียนแห่งสติ 
เหตุการณ์นี้สอนผมอย่างหนึ่งว่า
“แม้ผู้ที่รู้เท่าทันสื่อ ก็ยังอาจพลาดได้ ถ้าใจอยากเชื่อ”
เพราะต้นเหตุของการหลงไม่ใช่ความไม่รู้
แต่คือความอยากให้โลกเป็นไปตามใจตน
จึงขอให้บทความนี้เป็นทั้งคำขอโทษ
และคำเตือนตัวเองว่า —
ในยุคที่ทุกคนถือไมค์อยู่ในมือ
การนิ่งและตรวจสอบก่อนพูด
คือรูปแบบใหม่ของความรับผิดชอบทางปัญญา
การเปลี่ยนเป้าของการวิจารณ์ ไม่ได้แปลว่าคน ๆ นั้นเปลี่ยนจุดยืน
จิตที่เติบโตจะไม่รีบตัดสินใครจากศัตรูที่เขาวิจารณ์
“โลกไม่ต้องการให้เราเชื่อเร็วขึ้น
แต่ต้องการให้เราเห็นชัดขึ้น”

‘อำนาจ รื่นเริง’ อดีตนักมวยทีมชาติ เปิดใจสาเหตุเมาเละเทะ เพราะเครียดตกงาน-แยกทางภรรยา สัญญาจะเลิกเหล้าเริ่มชีวิตใหม่

เมื่อวันที่ (6 ต.ค. 68) นางจันจิรา ไทยบัณฑิตย์ พร้อมคณะจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชลบุรี เดินทางไปเยี่ยมอาการของอดีตนักมวยทีมชาติ “เพชร” อำนาจ รื่นเริง ซึ่งขณะนี้เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยพบว่านายอำนาจสามารถพูดคุยโต้ตอบได้ตามปกติ

นายอำนาจเล่าว่า สาเหตุเกิดอาการเครียดมาจากการเลิกรากับภรรยา ความเป็นห่วงลูกชายที่อยู่ต่างจังหวัด รวมถึงการตกงานไม่มีรายได้ อีกทั้งยังเสียใจที่ถ้วยรางวัลพระราชทานและเหรียญเกียรติยศที่เคยได้รับสูญหาย หลังขายบ้านและภรรยาเก่าขนของออกไป โดยเมื่อสอบถามกลับถูกปฏิเสธไม่รู้เรื่อง ทำให้เกิดความเครียดและหันไปดื่มสุรา จนเป็นเหตุให้ก่อเหตุทะเลาะวิวาทตามที่เป็นข่าว

ทั้งนี้ นางจันจิราเปิดเผยว่า ทางพัฒนาสังคมฯ จะช่วยติดตามหาถ้วยรางวัลและของที่หายไป พร้อมให้คำแนะนำให้นายอำนาจกลับไปอยู่กับญาติหลังรักษาหาย และรีบหางานทำ โดยย้ำให้หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา ซึ่งเจ้าตัวก็รับปากว่าจะปรับปรุงตัวและเริ่มต้นชีวิตใหม่ ไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีกในอนาคต

‘เคนโด้’ แจ้งความเพจอวตาร Rose รับจ้างแขวนคนบริสุทธิ์ หลังพบรับงานโจมตี–สร้างข่าวปลอม–ตบทรัพย์เหยื่อหลายราย

‘เคนโด้’ แจ้งความเอาผิดเพจอวตาร Rose Sharky eye รับจ้างประจาน-ตบทรัพย์ เหยื่อเครียดคิดสั้นเสียชีวิต เตรียมยื่นร้องรมว. ดีอี ‘ไชยชนก’ ดำเนินการต่อ

‘เคนโด้’ เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร พิธีกรและผู้ประกาศข่าว เข้าแจ้งความเอาผิดเพจอวตาร “Rose Sharky eye” ต่อ บก.สอท. ฐานรับจ้างประจาน-ตบทรัพย์ หลังพบมีเหยื่อจำนวนมากถูกแขวนและเรียกเงินแลกการลบโพสต์ เผยบางรายถึงขั้นคิดสั้นปลิดชีพ เตรียมยื่นเรื่องต่อ รมว.ดีอี เร่งจัดการเพจอวตาร 

เมื่อวันที่ (6 ต.ค. 68) เคนโด้ เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร พิธีกร ผู้ประกาศข่าว เข้าแจ้งความเพจอวตาร Rose Sharky eye มีพฤติการรับจ้างประจาน ตบทรัพย์ ที่ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กรณีนี้มีผู้เสียหายจำนวนมากโดนแขวน และเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า หนึ่งในนั้นคือผม ที่โดนผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงจ้างเพจโพสข่าวปลอมบิดเบือนเพราะเคนโด้เป็นโต้โผในการช่วยเหลือผู้เสียหาย หลายครั้งที่เคนโด้ออกมาขับเคลื่อนคดีที่มีผู้เสียหายจำนวนมากก็มักจะเจอเพจอวตารสร้างข่าวปลอมเกือบจะทุกครั้ง ล่าสุดโพสว่าผมโดนออกหมายจับ ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยในคดีดิไอคอนเพราะผมช่วยเหลือผู้เสียหายและยังเป็นพยานให้กับคดีนี้ทุกอย่างอยู่ในชั้นศาล และแถลงข่าวชี้แจงจนสิ้นข้อสงสัยไปหมดเป็นปีแล้ว เพจยังเอามาโจมตี เป็นการละเมิดขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมอย่างมาก เพจพวกนี้ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรในสังคมเลย และไม่เกรงกลัวกฎหมาย มีผู้เสียหายรายอื่นๆติดต่อผมมา ผมต้องพบกับข้อมูลที่น่าตกใจมาก เพราะเพจ Rose sharky eye คือมิจฉาชีพรับจ้างประจานและตบทรัพย์เหยื่อมาแล้วหลายคน

เคนโด้ กล่าวต่อว่า จากเหตุการณ์นี้ทำให้บางคนถึงกับคิดสั้นปลิดชีวิตตัวเองถ้ายังจำกันได้มีเยาวชนตัดสินใจกระโดดน้ำที่ภูเก็ตเพราะโดนแขวนและคุกคามจากเพจRose เพจไม่มีสิทธิ์ไปแขวนประจานผิดถูกว่ากันไปตามกระบวนการ และ เพจนี้ยังไปคุกคามพ่อของน้องที่เสียชีวิตอีกด้วย เพจRose มีเป้าหมายหลักคือตบทรัพย์ผู้เสียหายโดยมีขั้นตอนการทำงานดังนี้ ตั้งเพจอวตาร รับงานประจาน โพสขู่ประชาชนให้กลัว (เช่นจะแฉร้าน แฉข้อมูลส่วนตัว) โพสต์ประจาน เหยื่อInbox ไปเจรจา ตบทรัพย์ถ้าไม่โอนโพสต์ต่อ โอนผ่าน payment gateway (เพื่อไม่ให้ขึ้นชื่อบัญชี) สร้างเพจไว้หลอกหลายเพจ เพจไหนโดนแบนก็สร้างใหม่ไม่จบสิ้น และยังท้าทายกฎหมายว่าทำอะไรตนไม่ได้ ขนาดหมายข่าวยังไม่เกรงกลัว

"สังคมไทยมีเพจแบบนี้มากมายที่ทำให้สังคมเสื่อม คนถูกเป็นผิด คนผิดเป็นถูก หลังจากแจ้งความที่ สอท. จะเดินทางไปยื่นเรื่องกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมป้ายแดง นาย ไชยชนก ชิดชอบ เพราะมองว่าท่านเป็นคนรุ่นใหม่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงโซเชียลมิเดีย เพื่อประเทศไทยที่ดีขึ้น เพราะปัจจุบันการเปิดเพจต่างๆที่เป็นอวตาร เป็นโจรเยอะขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องนี้ต้องเป็นวาระแห่งชาติที่ประเทศไทยต้องเจรจากับFacebook ถึงการละเมิดสิทธิ์มากมายที่เกิดในประเทศไทย มีช่องทางร้องเรียนที่สามารถปิดเพจได้ไวก่อนเกิดความเสียหายและขอวิงวอนสื่อต่างๆอย่าหลงเชื่อเพจเหล่านี้ที่ไม่มีที่มาที่ไปใดๆ การแชร์หรือนำเสนอข้อมูลอาจมีความผิดตามกฎหมาย ขอให้ลบข้อความและแก้ไขให้ถูกต้อง"

‘ไทย-อินโดนีเซีย’ กระชับสัมพันธ์แน่นแฟ้น ร่วมผลักดันสันติภาพเมียนมา แก้ปัญหากัมพูชาด้วยสันติวิธี

เมื่อวันที่ (6 ต.ค. 68) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ได้พบหารือทวิภาคีระหว่างรับประทานอาหารกลางวันกับนายซูกีโยโน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย ระหว่างการเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซีย โดยทั้งสองฝ่ายย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทย-อินโดนีเซีย และยินดีต่อการยกระดับความสัมพันธ์เป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” (Strategic Partnership) ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีอินโดนีเซียเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา 

ทั้งสองประเทศเห็นพ้องที่จะร่วมกันจัดทำ “แผนปฏิบัติการ” (Plan of Action) เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือให้เป็นรูปธรรมและมองไปข้างหน้าในระยะยาว พร้อมจะประสานท่าทีในประเด็นยุทธศาสตร์ของภูมิภาคในฐานะประเทศผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียน โดยได้หารือเกี่ยวกับบทบาทของอาเซียนในการสนับสนุนสันติภาพในเมียนมา และยืนยันว่าประเทศไทยจะดำเนินการแก้ไขปัญหากับกัมพูชาอย่างสันติ ผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นชอบที่จะขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในหลายสาขา เช่น เกษตรกรรม การประมงอย่างยั่งยืน อุตสาหกรรมฮาลาล พลังงาน การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมอนาคต โดยไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee) ในปี 2569 เพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างสองประเทศ และได้ขอให้อินโดนีเซียช่วยดูแลอำนวยความสะดวกแก่นักธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุนในประเทศด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top