Sunday, 26 July 2026
Hard News Team

บุรีรัมย์-คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ชื่นชมทหารไทยรักษาข้อตกลง 

คณะผู้สังเกตการณ์ ชั่วคราว(IOT)ตรวจเยี่ยมพื้นที่ ศปก.ทภ.2 ชายแดนไทย–กัมพูชา ชื่นชมกองทัพของไทยที่ยังยึดมั่นตามข้อตกลงยหยุดยิ่ง ไม่มีการเสริมกำลังทหารไม่มีการเสริมอาวุธ เตรียมรายงานไปลำดับขั้น

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 68 คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team: IOT) โดยมีผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซียประจำประเทศไทยเป็นหัวหน้าคณะ ได้เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของกองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 ระหว่างวันที่ 4–5 ตุลาคม 2568

การลงพื้นที่ดังกล่าวได้เข้าไปตรวจสภาพทั่วไปของกองทัพทหารไทยสำรวจแนวเขตชายแดนไทย- กัมพูชา ที่ช่องสายตะกู ตำบลจันทบเพชร อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์

ซึ่งคือพื้นที่ดังกล่าวไม่ค่อยมีปัญหาด้านเขตแดนมากนักต่างจากพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และจังหวัดสระแก้ว

พล.ต.ซัมซุล ริซัล บิน มูซา ผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซียประจำประเทศไทย ได้กล่าว โดยมีร้อยเอกหญิง ปวิชญา วลีสุขสันต์ เป็นนายทหารหญิงที่ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย และเป็น นายทหารล่าม ของกองการภาษาต่างประเทศ กรมข่าวทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย เป็นคนแปล เป็นภาษาไทยว่า

เท่าที่สำรวจเบื้องต้นทหารไทยโดยกองทัพบกยังรักษากติกาหยุดยิง อย่างเคร่งครัดไม่มีการเพิ่มกำลังพลหรือยุทโธปกรณ์แต่อย่างใด

สิ่งที่สำคัญคือการ เสริมสร้างและการร่วมมือทางทวิภาคีที่ตกลงกัน ภายใต้การประชุมRBC GBC และJBC ซึ่งจะต้องมีความจริงใจ ต้องปฎิบัติตามข้อตกลง หยุดยิ่งอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความตึงเครียดของทั้งสองประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่ไม่ คาดคิดเกิดขึ้นได้

ทั้งนี้หวังว่าการ เจรจา JBC จะเกิดขึ้นโดยเร็ว โดยจะนำข้อมูลส่งไปตามลำดับขั้นต่อไป////////

ธีรยุทธ์  ชำนาญกอง

จ.บุรีรัมย์ รายงาน

‘ดร.สุวินัย’ มองกรณี ‘สนธิ’ หันมาเห็นใจ ‘ทักษิณ’ สะท้อนไฟแห่งอุดมการณ์มอดลงเหลือเพียงเห็นใจศัตรูเก่า

(6 ต.ค. 68) รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก โดยมีใจความว่า ...จิตวิทยาการเมืองของการกลับใจ : บททดลองอธิบาย จุดยืนที่เปลี่ยนไปของ สนธิ ลิ้มทองกุล

1. จุดหักเหของผู้เคย “ศรัทธา” โดยเอาธรรมนำหน้า
ในห้วงเวลากว่ายี่สิบปีที่สังคมไทยสั่นสะเทือนด้วยการเมืองสองขั้ว และสื่อเลือกข้าง
ผู้คนจำนวนไม่น้อยเคยลุกขึ้นสู้ด้วยความเชื่อมั่นว่า “ฝ่ายเราคือความถูกต้อง”
แต่เมื่อเวลาผ่านไปสองทศวรรษ
เรากลับเห็นภาพแปลกประหลาดชนิดแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง...
ผู้ที่เคยเป็นแกนนำของเหล่า "นักรบแห่งธรรม" กลับหันมาปรบมือให้ศัตรูเก่าอย่าง ทักษิณ ชินวัตร ได้อย่างไม่เคอะเขิน
กรณี “สนธิ ลิ้มทองกุล” จึงมิใช่เรื่องเฉพาะบุคคลและไม่ใช่กรณีเดียวของ "ผู้กลับใจ"
แต่มันคือกระจกสะท้อน “พลวัตทางจิตของคนการเมืองไทย” ที่หมุนวนในวงจรซ้ำ ๆ
จากศรัทธา → เกลียดชัง → เหนื่อยล้า → เข้าใจ → ปลงตก
และในบางกรณี…ก็กลายเป็นการ “กลับใจ” ชนิดพลิกขั้ว

2. เมื่อไฟแห่งอุดมการณ์แปรเป็นเถ้าถ่านของความเข้าใจ
จิตมนุษย์ไม่อาจเผาไหม้อยู่ในเปลวไฟแห่งความเชื่อไปได้ตลอดกาลหรอก
สักวันไฟนั้นย่อมมอดลงเองในที่สุด
และเมื่อไฟแห่งความเชื่อดับมอดลง เหลือเพียงเถ้าถ่านแห่งประสบการณ์ที่เจ็บปวด -ผิดหวัง- ขมขื่น
ความเกลียดชังที่เคยมีต่อฝ่ายตรงข้าม
บางครั้งจึงกลับกลายเป็น "ความเห็นใจ" แบบแปลกประหลาด 
คือแลเห็นเขาเป็น “มนุษย์ที่ถูกกาลเวลาเผาไหม้” เฉกเช่นเดียวกับตนเอง
ทั้งเขาและ ศัตรูของเขาล้วนถูก "กาลเวลา" (พระกาฬ=พระกาล) กลืนกิน เหมือนกัน
ผมจึงมองว่า การกลับใจของคุณสนธิต่อเรื่องทักษิณ มิใช่การทรยศต่ออุดมการณ์ในอดีตของตนเอง
แต่น่าจะเป็นสัญญาณว่าบ่งชี้ว่าจิตของคุณสนธิเริ่มแก่ชราแล้ว 
คือแก่พอจะเห็นว่า

“การตามจองล้างจองผลาญทักษิณเหมือนเมื่อยี่สิบปีก่อน มันหมดความหมายไปมากแล้ว จงหันมาเกลียดตัวความชั่ว แทนคนที่ทำชั่วน่าจะดีกว่า”

แต่สิ่งที่แปลกแต่จริงที่เกิดขึ้นตามมา หลังจากคุณสนธิเปล่งวาจาเลิกเกลียดทักษิณและกลับมาเห็นใจทักษิณแล้ว คุณสนธิกลับแสดงออกถึงความเกลียดชัง "ลุงตู่"  แทน 

ราวกับว่า เปลวไฟแห่งความเชื่อ (ในธรรม) เปลี่ยนไปเป็น เปลวไฟแห่งความเกลียดชังล้วน ๆ แทน โดยที่ เปลวไฟดวงต่อไปที่จะมาแทน เปลวไฟแห่งความเกลียดชัง ย่อมเป็นเปลวไฟแห่งความเหนื่อยล้า อย่างแน่นอน
เพราะลุงตู่ ท่านเป็นองคมนตรีที่อยู่เหนือความขัดแย้งไปแล้วนั่นเอง

ขณะที่จิตของคุณสนธิยังวนเวียนอยู่ใน วัฏจักรของ "พลวัตทางจิตของคนการเมืองไทย" อยู่เลย

3. ความเหนื่อยล้าทางอุดมการณ์: โรคเรื้อรังของคนในยุทธภพทุกยุค
ขอให้เรามองให้ไกลกว่าเรื่องการกลับใจของคุณสนธิ  โดยมองให้เห็นป่าทั้งป่า มองให้เห็นพลวัตแห่งอุดมการณ์ทั้งหลายที่อยู่ใต้กฎแห่งไตรลักษณ์
ทุกยุคสมัยย่อมมี “นักรบทางความคิด” ของยุคตน
พวกเขาจุดไฟเพื่อเผาเงามืดของสังคม
แต่เมื่อไฟนั้นเผานานเกินไป
ไฟนั้นมันย้อนมาเผาใจของผู้ถือคบเพลิงเอง
จนบังเกิดปรากฏการณ์ "ธาตุไฟแตก"
นี่คือโรคเรื้อรังของชนชั้นนำทางความคิดทั่วโลก
ไม่ว่าจะเป็นปัญญาชนฝ่ายซ้ายในยุคหลังโซเวียตล่มสลาย
หรือผู้ศรัทธาในลัทธิ WOKE ยุคหลังโควิด
พวกเขาต่างต้องเผชิญ "ความเหนื่อยล้าทางอุดมการณ์"
เมื่อพบว่าโลกจริงไม่เคยเดินตามอุดมคติที่ตนเชื่อมั่น
“เราสู้เพื่อโลกที่ดีกว่า
แต่โลกกลับสู้เพื่ออยู่รอดเฉย ๆ”
เมื่อความจริงเจ็บกว่าความเชื่อ
มนุษย์ย่อมหวนกลับมาหา “ความจริงเชิงอารมณ์” แทน
เช่น ความเมตตา ความสงสาร หรือแม้แต่ความเฉยชาต่อทุกฝ่าย
ซึ่งในภาวะนี้ เสียงของอัตตาเริ่มเงียบ
แต่เสียงของปัญญายังไม่ดังพอ
จึงเกิดภาวะกึ่งตื่นรู้–กึ่งสิ้นหวัง

4. การกลับใจ: ปรากฏการณ์ทางจิตในยุค Post-Ideology
กรณีการกลับใจของคุณสนธิ จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของโลกหลังยุคอุดมการณ์ (post-ideological world)
นี่ไม่ใช่โลกที่คนไม่มีอุดมการณ์
แต่คือโลกที่ทุกอุดมการณ์ล้วนถูกพิสูจน์แล้วว่า “ไม่สมบูรณ์” ต่างหาก
มนุษย์ยุคนี้จึงเริ่มหันมาหา “อุดมคติส่วนตัว” แทน "อุดมการณ์ลอย ๆ"
เช่น ศรัทธาในความสุขส่วนตัว ศรัทธาในการอยู่รอด หรือศรัทธาในความสมถะ (พอเพียง)
สำหรับบางคน การกลับใจทางการเมือง
จึงไม่ใช่เรื่องของการยอมจำนน
แต่เป็นการถอนรากออกจาก “ความหลงในโครงสร้าง”
แล้วกลับมาอยู่ใน “ความจริงของชีวิต”
ทว่าถ้ามองลึกในเชิงจิตวิญญาณ
นี่คือจุดที่มนุษย์เริ่มเดินจาก เส้นทางนักรบ
เข้าสู่ เส้นทางผู้สังเกตการณ์  (ผู้ดูจิต)
จาก “ผู้พิพากษาโลก”
กลายเป็น “ผู้ดูโลกอย่างรู้เท่าทัน”

5. วิถีแห่งการกลับใจแบบไร้รอย
ผมไม่แปลกใจเลย ถ้าได้เห็น การกลับใจของเหล่าเยาวชนชูสามนิ้ว
เพราะมันคือ พลวัตของจิตวิทยาการเมือง แบบเดียวกับการกลับใจของคุณสนธิ นั่นแหละ แค่ต่างกันที่เนื้อหาของการกลับใจเท่านั้นเอง
แต่ในกรณีของเยาวชนชูสามนิ้วที่กลับใจ เราควรมองว่า จิตของพวกเขามีวุฒิภาวะขึ้น มิใช่ จิตชรา แบบกรณีกลับใจของคุณสนธิ
ในเชิง “ไร้รอย” การกลับใจ มิได้หมายถึงการเปลี่ยนข้าง
แต่คือการ “คลายแรงยึด” จากขั้วทั้งสอง
ปล่อยให้จิตกลับคืนสู่ความนิ่งขึ้น กลางขึ้น
เป็นมองเห็นทั้งฝ่ายผิด–ฝ่ายถูก
โดยไม่ถูกดูดกลืนโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
น่าเสียดายที่พลวัตการกลับใจของคุณสนธิยังมาไม่ถึงจุดไร้รอยนี้ อย่างน้อยก็ในตอนนี้
นี่คือบทเรียนที่สอนให้รู้ว่า
พลังของความเกลียดชังยิ่งใหญ่ได้ก็จริง
แต่พลังของ "ความว่าง" กลับทรงพลังยิ่งกว่า
การกลับใจแบบไร้รอย
จึงมิใช่จุดจบของการต่อสู้
แต่เป็นวิวัฒนาการของ “จิตนักรบ” สู่ “จิตโพธิสัตว์”
ที่ยังเห็นทุกข์ของโลก แต่ไม่ตกอยู่ในกับดักของอารมณ์ทางการเมืองอีกต่อไป

ผู้ที่ยังยึดมั่นในอุดมการณ์สุดโต่ง ย่อมมองผู้กลับใจว่า “ทรยศ”
ผู้ที่ผ่านความเหนื่อยล้าทางอุดมการณ์แล้ว จะมองผู้สุดโต่งว่า “ยังเด็กอยู่”
ส่วนผู้ที่บรรลุไร้รอย จะมองทั้งสองฝ่ายด้วยความเมตตาเท่าเทียมกัน
“เมื่อไฟแห่งอุดมการณ์มอดลง
อย่าดับเถ้าด้วยน้ำแห่งความเย้ยหยัน
แต่จงเป่ามันด้วยลมหายใจแห่งปัญญา”

‘เสี่ยโบ๊ท-เพื่อนวงการมวย’ แสดงความห่วงใย ‘อำนาจ รื่นเริง’ วอนหน่วยงานรัฐพาไปรักษา!! หลังเมาอาละวาดจนถูกชกกองกับพื้น

(6 ต.ค. 68) จากกรณี อำนาจ รื่นเริง อดีตนักมวยดีกรีแชมป์โลก IBF เมาหาเรื่องเด็กวัยรุ่นหน้าร้านสะดวกซื้อ โดยตามคลิปและพยานระบุว่าเขาเข้าไปทะเลาะกับพลเมืองดีและพนักงาน ก่อนจะถูกชกจนล้มกับพื้น และถูกเตะซ้ำจนเกิดเหตุชุลมุน ก่อนที่ประชาชนจะล็อกประตูร้านและแจ้งตำรวจ สภ.ศรีราชา เข้าควบคุมตัวไปสงบสติอารมณ์

ล่าสุด คนในวงการมวยและโซเชียลมีเดียต่างออกมาแสดงความเป็นห่วง นำโดย ‘เสี่ยโบ๊ท’ โปรโมเตอร์ค่ายเพชรยินดี ระบุว่าเคยพา ‘อำนาจ’ ไปบำบัดจนอาการดีขึ้น แต่ขณะนี้เขาไร้ญาติคอยดูแล จึงขอให้ภาครัฐเข้าช่วยเหลือด้านการบำบัดรักษาเพราะชีวิตของอดีตแชมป์เสียศูนย์ มีแต่ความทุกข์ในจิตใจ ขณะที่ตำรวจส่งตัวไปให้แพทย์และเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมฯ จังหวัดชลบุรีตรวจสอบอาการและให้การช่วยเหลือแล้ว

ขณะที่ นาวาอากาศเอก วิชัย ราชานนท์ อดีตนักชกเจ้าของเหรียญทองแดงโอลิมปิกปี 1996 โพสต์เฟซบุ๊ก ขอความเมตตาให้กับอดีตนักมวยรายนี้ โดยกล่าวว่า 

“ขออย่าใช้ความรุนแรงกับน้องผมเลย อย่าถือสากับคนเมา หากเลี่ยงได้ขอโปรดเลี่ยง อย่าทำร้ายกันเลย ไม่มีประโยชน์อันใดเลย สงสารกันให้ความเมตตาต่อกัน ผมเข้าใจความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย บ้านผมพูดกันเสมอเมื่อเจอคนเมา อย่าไปถือคนบ้า อย่าไปซาคนเมา” 

ด้าน ญาติเปิดเผยว่าอดีตนักมวยรายนี้เคยมีชีวิตที่ดีกับครอบครัว แต่ 2–3 เดือนที่ผ่านมาเริ่มแสดงอาการผิดปกติทั้งนั่งเหม่อ พูดคนเดียว ร้องไห้ และโวยวาย จนญาติพาไปเข้าเรือนจำในคดีเสพยา และเพิ่งประกันตัวออกมาได้เมื่อสัปดาห์ก่อน มีนัดไปรายงานตัวในวันที่ 8 ตุลาคม ญาติวอนขอให้รัฐพาไปรักษาอย่างจริงจัง เพราะเขาอยู่ในสภาพเมาหนักและเสี่ยงจะเป็นอันตรายต่อทั้งตัวเองและผู้อื่น

กุนซือแมนซิตี้ไม่ทน!! ‘เป๊ป’ หนุนการชุมนุมทั่วโลกรวมพลังหยุดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา

(6 ต.ค. 68) เป๊ป กวาร์ดิโอลา ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ซิตี้ ออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนการชุมนุมเรียกร้องหยุดสงครามกาซา ที่จะจัดขึ้นในบาร์เซโลนา เมืองบ้านเกิดของเขา ซึ่งจัดไปแล้วเมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยในวิดีโอที่เผยแพร่บนโซเชียลมีกว่ายอดเข้าชม 5 ล้านครั้ง กวาร์ดิโอลากล่าวว่า “เรากำลังเห็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้นจริงตรงหน้า เด็กนับพันถูกสังหาร และอาจมีอีกมากที่จะต้องตาย”

เป๊ปเน้นย้ำว่า สถานการณ์ในฉนวนกาซาเต็มไปด้วยผู้คนไร้ที่อยู่อาศัย ขาดอาหาร น้ำดื่ม และยารักษาโรค พร้อมเรียกร้องให้สังคมพลเมืองออกมากดดันรัฐบาลทั่วโลกเพื่อยุติความรุนแรง “เราจะลงถนนเพื่อเรียกร้องให้หยุดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” กวาร์ดิโอลากล่าว พร้อมชี้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์การเมือง แต่เป็นเรื่องของ “ความรักในชีวิตและเพื่อนมนุษย์”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ซิตี้ออกมาพูดถึงประเด็นกาซา ก่อนหน้านี้เขาเคยกล่าวระหว่างรับปริญญากิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นในกาซามันเจ็บปวดเหลือเกิน ไม่ใช่แค่เพราะเด็ก ๆ ที่ถูกสังหาร แต่เพราะเราทุกคนอาจเป็นรายต่อไป” ซึ่งเขาเผยว่าเมื่อเห็นเด็กกาซา เขามักนึกถึงลูก ๆ ของตัวเองเสมอ

ทั้งนี้ เป๊ป เป็นหนึ่งในบุคคลแวดวงฟุตบอลที่ออกมาสนับสนุนปาเลสไตน์ เช่นเดียวกับนักกีฬาอาชีพกว่า 50 คน ที่ร่วมลงนามจดหมายเรียกร้องให้ยูฟ่าแบนอิสราเอลจากการแข่งขัน ขณะที่หลายสโมสรฟุตบอลในสเปนก็ร่วมแสดงจุดยืน ทั้งการเปิดสนามต้อนรับผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์ และแฟนบอลร่วมประท้วงระหว่างเกมลีก ท่ามกลางสงครามที่ทำให้ชาวกาซาเสียชีวิตแล้วกว่า 60,000 คน

‘ซานาเอะ ทาคาอิจิ’ ว่าที่ นายกฯ หญิงคนแรกของญี่ปุ่น อาจทำสัมพันธ์กับจีนปะทุเดือด!! จากประเด็นหนุนไต้หวัน

(6 ต.ค. 68) ซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) หัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) คนใหม่ เตรียมขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น หลังเอาชนะคู่แข่ง ชินจิโร โคอิซูมิ (Shinjiro Koizumi) ในการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยการชูจุดยืนอนุรักษ์นิยมอย่างแข็งกร้าว โดยเฉพาะในประเด็นไต้หวันและประวัติศาสตร์สงคราม ถูกมองว่าอาจทำให้ความสัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่นที่ตึงเครียดอยู่แล้ว ตึงเครียดมากยิ่งขึ้น

ตลอดเส้นทางการเมือง ทาคาอิจิมีท่าทีสนับสนุนไต้หวันอย่างเปิดเผย ทั้งการพบปะผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับสูงในไทเป รวมถึงการผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคงและเทคโนโลยี ซึ่งจีนแสดงความไม่พอใจต่อการเคลื่อนไหวเหล่านี้ และมองว่าเป็นการแทรกแซงในกิจการภายใน อีกทั้งท่าทีของทาคาอิจิต่อการเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สอง ก็เป็นประเด็นอ่อนไหวที่กระทบความสัมพันธ์กับจีนและเกาหลีใต้มาหลายครั้ง

ด้านรัฐบาลจีนเรียกร้องให้โตเกียว “เคารพพันธกรณีทางการเมือง” โดยเฉพาะเรื่องไต้หวันและประวัติศาสตร์ พร้อมเตือนว่าการกระทำใด ๆ ที่ไปแตะต้องประเด็นเหล่านี้จะสร้างอุปสรรคต่อความร่วมมือระหว่างสองประเทศ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางรายมองว่า แม้จะมีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่สร้างแรงเสียดทาน แต่จีนและญี่ปุ่นยังคงต้องพึ่งพากันทั้งด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว

ความท้าทายของทาคาอิจิหลังขึ้นสู่อำนาจ จึงไม่เพียงแต่การจัดการกับปัญหาภายในประเทศ แต่ยังรวมถึงการรักษาสมดุลระหว่างการยืนหยัดในอุดมการณ์ทางการเมืองของตนเอง กับการประคับประคองความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะจีน ที่ยังเป็นคู่ค้ารายใหญ่และมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียตะวันออก

‘สหรัฐฯ–G7’ กดดัน ‘ตุรกี’ หยุดซื้อพลังงานรัสเซีย ‘แอร์โดอัน’ ไม่สน!! ยืนกรานซื้อน้ำมันและก๊าซเครมลินต่อไป

(6 ต.ค. 68) สหรัฐฯ และกลุ่มประเทศ G7 กำลังเพิ่มแรงกดดันให้ตุรกีหยุดนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากรัสเซีย โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถึงขั้นกล่าวชื่นชมประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน (Recep Tayyip Erdoğan) ระหว่างพบกันที่ทำเนียบขาว แต่ก็ตามมาด้วยเงื่อนไขสำคัญ คือขอให้ตุรกีเลิกพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย อย่างไรก็ตาม ตุรกีก็ยังคงไม่แสดงท่าทีตอบสนองต่อข้อเรียกร้องนี้

ความจริงแล้ว ตุรกีเป็นประเทศที่พึ่งพาพลังงานจากรัสเซียในระดับสูงมาก โดยปีที่ผ่านมา 66% ของน้ำมันนำเข้าและ 41% ของก๊าซธรรมชาติมาจากรัสเซีย ตัวเลขนี้สะท้อนถึงการที่ตุรกีได้ประโยชน์จากราคาที่ถูกลง หลังรัสเซียถูกสหภาพยุโรปคว่ำบาตรจากสงครามยูเครน การหยุดซื้อพลังงานจากรัสเซียจึงเสี่ยงต่อทั้งความมั่นคงด้านพลังงานและต้นทุนทางเศรษฐกิจของตุรกี

ถึงอย่างนั้น แอร์โดอันก็กำลังใช้กลยุทธ์ “กระจายความเสี่ยง” โดยรัฐวิสาหกิจ BOTAS เพิ่งลงนามสัญญาระยะยาวกับบริษัท Mercuria ของสหรัฐฯ และ Woodside Energy ของออสเตรเลีย รวมทั้งมีข้อตกลงกับอียิปต์ แอลจีเรีย กาตาร์ และไนจีเรีย เพื่อเพิ่มสัดส่วนก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้าส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนและพลังงานในประเทศ แม้ปัจจุบันเชื้อเพลิงฟอสซิลยังครองสัดส่วนกว่า 80%

นอกจากน้ำมันและก๊าซ ตุรกียังพึ่งพารัสเซียในด้านพลังงานอื่น เช่น เหมาถ่านหินลิกไนต์ (Lignite) กว่า 40% และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Akkuyu ที่รัสเซียเป็นผู้สร้าง แม้โครงการล่าช้าเพราะถูกคว่ำบาตร แต่คาดว่าจะเปิดเดินเครื่องบางส่วนได้ในปีหน้า ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าตุรกีกำลังเดินเกม “สมดุล” ระหว่างการรักษาความมั่นคงทางพลังงานในราคาที่คุ้มค่า และแรงกดดันจากชาติตะวันตกที่ต้องการบีบให้แยกห่างจากรัสเซีย

นักเคลื่อนไหวตุรกี แฉ!! การปฏิบัติที่เลวร้าย ถูกบังคับ!! ‘จูบธงชาติอิสราเอล’ กดขี่ทารุณ

(5 ต.ค. 68) เออร์ซิน เชลิก นักเคลื่อนไหวชาวตุรกีซึ่งอยู่บนเรือ Global Sumud Flotilla เปิดเผยว่า กองกำลังอิสราเอลได้ทรมานเกรตา ธันเบิร์ก นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมชาวสวีเดนอย่างรุนแรง หลังจากเรือถูกยึดในน่านน้ำสากล

เชลิกซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถูกควบคุมตัวและเพิ่งเดินทางถึงอิสตันบูลเมื่อวันเสาร์ (4 ต.ค. 68) ให้สัมภาษณ์กับ CNN Turk ว่า ธันเบิร์ก วัย 22 ปี ถูกทหารอิสราเอลปฏิบัติอย่างน่าหยามเกียรติในระหว่างการควบคุมตัว

“พวกเขาทรมานเกรตาอย่างหนักต่อหน้าต่อตาเรา” เชลิกกล่าว “พวกเขาข่มเหงเธอ เกรตาเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ พวกเขาบังคับให้เธอคลานและจูบธงชาติอิสราเอล พวกเขาทำในสิ่งเดียวกับที่นาซีเคยทำ”

เชลิกระบุเพิ่มเติมว่า “พวกเขาแสดงเธอต่อสาธารณะ และเพราะเธอเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง พวกเขาจึงตั้งใจพุ่งเป้าไปที่เธอโดยเฉพาะ”

‘เส้นแดงปี 1893’ หลักฐานประวัติศาสตร์ที่ ‘กัมพูชา’ ไม่มีสิทธิ์อ้างครอบครอง เปิดแผนที่ฝรั่งเศสชัด!! เส้นเขตแดนนี้ ไม่ใช่สิทธิ์ แต่คือรอยขีดของจักรวรรดิ

แผนที่ปี 1893: เส้นแดงแห่งอำนาจที่กัมพูชาไม่เคยมีสิทธิ์

การเปิดเผยเอกสารจาก Le Petit Journal วันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1893 (ร.ศ. 112)

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1893 หนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสชื่อ Le Petit Journal ได้ตีพิมพ์แผนที่ชื่อว่า 'Carte du Royaume de Siam' หรือ 'แผนที่ราชอาณาจักรสยาม' ในภาคเสริมพิเศษ (Supplément Illustré)

แผนที่ฉบับนี้ถูกเผยแพร่ออกมาในช่วงเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังเหตุการณ์ รบปากน้ำ (Paknam Incident) ซึ่งเป็นชนวนสำคัญของ วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 — วิกฤตการณ์ที่ทำให้สยามต้องยอมสละดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศสโดยปราศจากทางเลือก

แผนที่ดังกล่าวแสดงให้เห็น 'ราชอาณาจักรสยาม' ที่ยังมีอำนาจเหนือดินแดนสองฝั่งแม่น้ำโขง — ตั้งแต่หลวงพระบาง เวียงจันทน์ จำปาสัก ลงมาถึงพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ

พื้นที่เหล่านี้ในขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของสยามโดยตรง มีการแต่งตั้งเจ้าเมืองและส่งข้าหลวงจากกรุงเทพฯ ไปดูแลอย่างเป็นทางการ แต่หลังจากการเผชิญหน้าทางทหารกับฝรั่งเศส รัฐบาลฝรั่งเศสได้ใช้กำลังทางการทูตและกองทัพกดดันให้สยามต้องลงนามใน สนธิสัญญา พ.ศ. 2436 (ค.ศ. 1893) เพื่อมอบดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้กับฝรั่งเศส — ซึ่งต่อมาฝรั่งเศสได้นำไปรวมเข้ากับ 'อินโดจีนฝรั่งเศส' ที่ตนตั้งขึ้นใหม่

เส้นเขตแดนที่ขีดโดยอำนาจ ไม่ใช่โดยสิทธิ์ แผนที่ใน Le Petit Journal มิใช่เพียงเอกสารภูมิศาสตร์ แต่คือ 'ประกาศทางอำนาจ' ของจักรวรรดินิยมฝรั่งเศส
เส้นสีแดงที่ลากผ่านกลางภูมิภาคนี้ คือรอยขีดของมหาอำนาจยุโรปที่ใช้ 'ปากกาและปืนใหญ่' กำหนดอนาคตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในขณะนั้น 'กัมพูชา' มิได้มีสถานะเป็นรัฐอิสระใด ๆ เลย กัมพูชาตกอยู่ภายใต้การปกครองแบบอารักขาของฝรั่งเศสตั้งแต่ปี ค.ศ. 1863 และเมื่อถึงปี 1893 ฝรั่งเศสได้ใช้ชื่อของ “การคุ้มครองกัมพูชา” เป็นเพียงข้ออ้างในการขยายอิทธิพลทางตะวันตกเข้าสู่ลุ่มน้ำโขง เพื่อกดดันสยามให้ถอยร่นเขตแดนของตน กล่าวอีกอย่างหนึ่ง — การกำหนดเส้นเขตแดนระหว่างสยามกับกัมพูชาในเวลานั้น ไม่ได้มี 'รัฐบาลกัมพูชา' เข้าร่วมตัดสินใจใด ๆ เลย 

ทุกเส้นที่ถูกขีดลงในแผนที่ ล้วนเกิดจาก “ข้อตกลงระหว่างสยามกับฝรั่งเศส” โดยที่กัมพูชาเป็นเพียง 'ดินแดนภายใต้อารักขา' ซึ่งไม่มีอำนาจเจรจา ดังนั้น เขตแดนที่ปรากฏในปี 1893 คือผลลัพธ์ของ “สนธิสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศส” ไม่ใช่ 'สยามกับกัมพูชา'

อำนาจกับประวัติศาสตร์: ใครกันคือเจ้าของเส้น?
แผนที่ฉบับนี้ชี้ชัดว่าระหว่างปี 1893 นั้น โลกยังอยู่ภายใต้อำนาจของจักรวรรดินิยมยุโรป และในบริบทนั้น 'อำนาจ' สำคัญกว่าทั้ง 'สิทธิ์' และ 'อัตลักษณ์ของท้องถิ่น' สยามเป็นเพียงไม่กี่ชาติในเอเชียที่ยังคงเอกราชไว้ได้ แม้จะต้องยอมเสียดินแดนเพื่อแลกกับการดำรงอยู่ของชาติ ขณะที่กัมพูชาถูกลดสถานะเหลือเพียงรัฐอารักขาภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส ไม่อาจมีสิทธิกำหนดชะตาดินแดนของตนได้แม้แต่น้อย

บทสรุปของเส้นแดง
แผนที่ 'Carte du Royaume de Siam' ที่ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 1893 จึงเป็นพยานสำคัญในประวัติศาสตร์ มันไม่เพียงแสดงขอบเขตของสยามเท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นโครงสร้างอำนาจของโลกในยุคนั้น โลกที่ประเทศเล็ก ๆ อย่างสยามต้องต่อสู้เพื่อรักษาอธิปไตยของตน และโลกที่ประเทศอย่างกัมพูชา ยังไม่อาจลุกขึ้นพูดได้แม้แต่เรื่องเขตแดนของตนเอง

> เส้นสีแดงในแผนที่คือรอยขีดของจักรวรรดิ ที่เตือนเราว่า 'เส้นเขตแดน' ไม่เคยถูกเขียนด้วยความยุติธรรม แต่ถูกขีดด้วยอำนาจของผู้ถือปากกา

เอกสารและบทความนี้เรียบเรียงขึ้นจากแหล่งข้อมูลร่วมสมัยของฝรั่งเศสในยุคอาณานิคม โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ Le Petit Journal ฉบับวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1893 ซึ่งตีพิมพ์ “แผนที่ราชอาณาจักรสยาม” เพื่อรายงานสถานการณ์วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112

การเปิดเผยเอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนไทยและเพื่อนบ้านในภูมิภาคเข้าใจประวัติศาสตร์ร่วมกันอย่างถูกต้อง ว่าการแบ่งเขตแดนในยุคนั้นเป็นผลของอำนาจจักรวรรดิ มิใช่การตกลงระหว่างสยามกับกัมพูชา

‘ดร.เสรี’ ฟาดแรง!! ‘อนุทิน’ อย่าอ้ำอึ้ง ลั่น!! ต้องไม่เปิดด่าน ต้องรื้อ MOU 43/44 ย้ำชัด!! พื้นที่ทับซ้อนไม่มีจริง พื้นที่นี้คือ ‘แผ่นดินไทย’ อย่าให้เขมร บิดเบือน

(5 ต.ค. 68) ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านการตลาดและการสื่อสาร เฟซบุ๊กว่า …

อนุทินอย่าอ้ำอึ้ง อย่าโลเล ต้องเด็ดขาดชัดเจน ไม่เปิดด่าน ถ้ากัมพูชาไม่ทำตามเงื่อนไข เขมรต้องออกไปจากดินแดนไทย ไม่ดื้อแพ่ง 

รั้วลวดหนามจะไม่รื้อ

จะสร้างกำแพงถาวร

จะยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 ไม่มีการเจรจาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนใดๆ เพราะพื้นที่เป็นของไทยชัดเจน ไม่ควรเจรจาแบ่งปันใดๆ

ทำสงครามข่าวเข้มข้น อย่ายอมให้กัมพูชากล่าวหาด้วยความเท็จ บิดเบือนความจริงให้ร้ายประเทศไทยในสายตาชาวโลก

มีมาตรการเด็ดขาดในการจัดการความขัดแย้ง

รัฐบาลเดินหน้าทางการทูต กองทัพจัดการด้านการทหาร

อย่าฟังเสียงพวกที่เป็นคนไทยหัวใจเขมร

อย่าฟังนายแบกนางแบกของพรรคฝ่ายแค้นที่อิจฉา

สร้างความเข้าใจกับพรรคฝ่ายค้ำให้เข้าใจการตัดสินใจ

อนาคตยูเครน สะเทือน!! ‘เช็กเกีย’ อาจถอนตัวช่วยรบ หลัง ANO ชนะเลือกตั้ง ล้มดีล!! กระสุนกว่า 1.8 ล้านนัด

(5 ต.ค. 68) พรรค ANO นำโดยอดีตนายกฯ Andrej Babis กวาดคะแนนเสียงอย่างถล่มทลาย 35% จากการเลือกตั้งรัฐสภาเมื่อวันที่ 3-4 ตุลาคม ทิ้งห่างคู่แข่งพรรครัฐบาล Spolu ที่ได้เพียง 23% นับเป็นชัยชนะที่อาจเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของเช็กเกียและยูเครน จากพันธมิตรสนิท สู่ปริศนาใหม่

ท่ามกลางการนับคะแนนกว่า 98% พรรค ANO คว้า 81 ที่นั่งจากสภาล่าง 200 ที่นั่ง แม้จะไม่ได้เสียงข้างมาก แต่ Babis กำลังเจรจาตั้งรัฐบาลกับฝ่ายขวาจัดและต่อต้าน NATO ส่งสัญญาณที่น่าวิตกสำหรับกรุง Kyiv เช็กเกียเคยเป็นนายแบกของยูเครน ส่งรถถัง จรวด เฮลิคอปเตอร์ รับผู้ลี้ภัยหลายแสนคน และที่สำคัญ ผ้าป่ากระสุนปืนใหญ่ที่จะส่งกระสุน 1.8 ล้านนัดภายในปี 2025

แต่ตอนนี้ทุกอย่างอาจพลิกผัน

Babis ไม่เพียงวิพากษ์โครงการนี้อย่างรุนแรง เขายังประกาศจะ “ยกเลิกมัน!” ชื่นชม Viktor Orban พันธมิตร Kremlin และกล่าวว่ายูเครนเข้า EU เป็น “หายนะสิ้นเชิง”

เมื่อถูกถาม Babis ตอบสั้นๆ ว่า “เรายังไม่พร้อมรับยูเครน… จบสงครามก่อน… โครงการกระสุนควรให้ NATO ดูแล”

คำถามที่หลายคนหวาดกลัวคือ เช็กเกียจะเปลี่ยนจากผู้ช่วยเหลือ เป็นอุปสรรคต่อยูเครนหรือไม่?

ความช่วยเหลือจาก Prague อาจหมดลงพร้อมกับชัยชนะของ Babis - คำถามคือ ยูเครนจะรับมือกับพายุที่กำลังมาถึงได้อย่างไร?


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top