‘สหรัฐฯ–G7’ กดดัน ‘ตุรกี’ หยุดซื้อพลังงานรัสเซีย ‘แอร์โดอัน’ ไม่สน!! ยืนกรานซื้อน้ำมันและก๊าซเครมลินต่อไป
(6 ต.ค. 68) สหรัฐฯ และกลุ่มประเทศ G7 กำลังเพิ่มแรงกดดันให้ตุรกีหยุดนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากรัสเซีย โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถึงขั้นกล่าวชื่นชมประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน (Recep Tayyip Erdoğan) ระหว่างพบกันที่ทำเนียบขาว แต่ก็ตามมาด้วยเงื่อนไขสำคัญ คือขอให้ตุรกีเลิกพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย อย่างไรก็ตาม ตุรกีก็ยังคงไม่แสดงท่าทีตอบสนองต่อข้อเรียกร้องนี้
ความจริงแล้ว ตุรกีเป็นประเทศที่พึ่งพาพลังงานจากรัสเซียในระดับสูงมาก โดยปีที่ผ่านมา 66% ของน้ำมันนำเข้าและ 41% ของก๊าซธรรมชาติมาจากรัสเซีย ตัวเลขนี้สะท้อนถึงการที่ตุรกีได้ประโยชน์จากราคาที่ถูกลง หลังรัสเซียถูกสหภาพยุโรปคว่ำบาตรจากสงครามยูเครน การหยุดซื้อพลังงานจากรัสเซียจึงเสี่ยงต่อทั้งความมั่นคงด้านพลังงานและต้นทุนทางเศรษฐกิจของตุรกี
ถึงอย่างนั้น แอร์โดอันก็กำลังใช้กลยุทธ์ “กระจายความเสี่ยง” โดยรัฐวิสาหกิจ BOTAS เพิ่งลงนามสัญญาระยะยาวกับบริษัท Mercuria ของสหรัฐฯ และ Woodside Energy ของออสเตรเลีย รวมทั้งมีข้อตกลงกับอียิปต์ แอลจีเรีย กาตาร์ และไนจีเรีย เพื่อเพิ่มสัดส่วนก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้าส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนและพลังงานในประเทศ แม้ปัจจุบันเชื้อเพลิงฟอสซิลยังครองสัดส่วนกว่า 80%
นอกจากน้ำมันและก๊าซ ตุรกียังพึ่งพารัสเซียในด้านพลังงานอื่น เช่น เหมาถ่านหินลิกไนต์ (Lignite) กว่า 40% และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Akkuyu ที่รัสเซียเป็นผู้สร้าง แม้โครงการล่าช้าเพราะถูกคว่ำบาตร แต่คาดว่าจะเปิดเดินเครื่องบางส่วนได้ในปีหน้า ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าตุรกีกำลังเดินเกม “สมดุล” ระหว่างการรักษาความมั่นคงทางพลังงานในราคาที่คุ้มค่า และแรงกดดันจากชาติตะวันตกที่ต้องการบีบให้แยกห่างจากรัสเซีย










