Sunday, 26 July 2026
Hard News Team

นายกเทศมนตรีหญิงถูกแทง 13 แผล อาการสาหัส ตร.คุมตัวลูกชายสอบ หลังข้างบ้านได้ยินเสียงแม่ลูกทะเลาะกัน

(8 ต.ค. 68) เกิดเหตุสะเทือนขวัญในเมืองแฮร์เดคเค รัฐนอร์ทไรน์-เวสต์ฟาเลีย ทางตะวันตกของเยอรมนี เมื่อ ไอริส สตัลเซอร์ (Iris Stalzer) วัย 57 ปี นายกเทศมนตรีที่เพิ่งชนะการเลือกตั้งเมื่อปลายเดือนกันยายน ถูกพบถูกแทงถึง 13 ครั้งภายในอพาร์ตเมนต์ของตนเอง โดยเจ้าหน้าที่เร่งนำส่งโรงพยาบาล ขณะนี้ยังอยู่ในอาการวิกฤต

ตำรวจเปิดเผยว่า ลูกชายของผู้บาดเจ็บถูกควบคุมตัวเพื่อสอบสวน หลังมีรายงานว่าอยู่ในที่เกิดเหตุและเป็นผู้โทรแจ้งตำรวจ ส่วนลูกสาววัย 17 ปี ก็อยู่ในบ้านขณะเกิดเหตุเช่นกัน โดยพยานข้างบ้านระบุว่า ก่อนเกิดเหตุไม่นานได้ยินเสียงแม่ลูกทะเลาะกันรุนแรง ทั้งนี้ ตำรวจยังไม่พบหลักฐานชี้ว่าเป็นการโจมตีทางการเมือง และไม่ตัดความเป็นไปได้ของปมภายในครอบครัว

นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฟรีดริช แมร์ซ (Friedrich Merz) กล่าวประณามเหตุการณ์ว่าเป็น “การกระทำอันโหดร้าย” และเรียกร้องให้เร่งสอบสวนหาข้อเท็จจริง ขณะที่พรรคสังคมประชาธิปไตย (SPD) ซึ่งสตัลเซอร์สังกัดอยู่ แสดงความเป็นห่วงและภาวนาให้เธอปลอดภัย

สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นในช่วงที่เยอรมนีกำลังเผชิญความกังวลเรื่องความรุนแรงต่อบุคคลสาธารณะ โดยผลสำรวจล่าสุดพบว่า นักการเมืองกว่า 60% เคยเผชิญเหตุคุกคามหรือทำร้ายร่างกาย สะท้อนบรรยากาศทางการเมืองที่ตึงเครียดและเสี่ยงอันตรายมากขึ้นในประเทศ

‘ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5’ ความสำเร็จที่จับต้องได้ ช่วยชาติประหยัดไฟกว่า 4 หมื่นล้านหน่วย - ลดคาร์บอน 22 ล้านตัน

(8 ต.ค. 68) ในโลกที่พลังงานกลายเป็นหัวใจของการพัฒนาอย่างยั่งยืน โครงการ “ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5” ได้พิสูจน์ตัวเองตลอด 30 ปีว่าไม่ใช่แค่เครื่องหมายบนผลิตภัณฑ์ แต่คือสัญลักษณ์ของความร่วมมือ ความมุ่งมั่น และผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในการลดการใช้พลังงานของประเทศ

ตั้งแต่ปีแรกที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เริ่มต้นโครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 เมื่อปี 2538 เป้าหมายคือการยกระดับมาตรฐานอุปกรณ์ไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยประหยัดพลังงาน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้นเกินความคาดหมาย โดยสามารถวัดได้อย่างเป็นรูปธรรมด้วยการลดการใช้พลังงานไฟฟ้ากว่า 40,000 ล้านหน่วย, ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 22 ล้านตัน ซึ่งเทียบเท่าการปลูกต้นไม้กว่า 1,720 ล้านต้น

ที่ผ่านมา มีการปรับรูปแบบฉลากเบอร์ 5 ให้แสดงประสิทธิภาพมากขึ้นเป็น เบอร์ 5 “3 ดาว” และเบอร์ 5 สูงสุด “5 ดาว” ปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์ที่ติดฉลากเบอร์ 5 แล้วกว่า 520 ล้านดวง ครอบคลุม 27 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งความสำเร็จนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของคนไทยอย่างแพร่หลาย และเป็นต้นแบบที่ได้รับการยอมรับในระดับอาเซียนและระดับสากล

ทั้งนี้ ในวาระครบรอบ 30 ปี โครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5  ทางกระทรวงพลังงาน กฟผ. และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ได้ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญ การควบรวมฉลากเบอร์ 5 กับฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูงของ พพ. ให้เป็นฉลากเดียวกัน เพื่อสร้างความมั่นใจและนำพาประเทศไทยสู่โลกสีเขียวแบบคูณสอง

ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ระบุว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการอนุรักษ์พลังงานของประเทศ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและพฤติกรรมการใช้พลังงาน พร้อมมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050”

สำหรับฉลากเบอร์ 5 โฉมใหม่จะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่ 16 มกราคม 2569 ครอบคลุมผลิตภัณฑ์กว่า 45 ประเภท ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้าง “ความมั่นใจคูณสอง” ให้กับผู้บริโภคและผู้ประกอบการ

ด้าน ดร.นรินทร์ เผ่าวณิช รักษาการผู้ว่าการ กฟผ. เสริมว่า “การร่วมมือกับ พพ. จะช่วยขยายผลโครงการไปยังบ้าน อาคาร โรงเรียน และโรงแรม พร้อมกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าในทุกภาคส่วน”

แน่นอนว่า ฉลากเบอร์ 5 ไม่ใช่แค่เรื่องของวันนี้ แต่คืออนาคตของพลังงานไทย ที่เริ่มจากจุดเล็ก ๆ เมื่อ 30 ปีก่อน สู่การเป็นกลไกสำคัญในการลดพลังงานและลดคาร์บอน และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ฉลากเบอร์ 5 ได้พิสูจน์แล้วว่า “ความรัก(ษ์)” ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้ และเมื่อก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการควบฉลาก ความมั่นใจของผู้บริโภคจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า พร้อมนำพาประเทศไทยสู่โลกสีเขียวอย่างยั่งยืนต่อไป

ปธ.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชาเตือนไทย อย่าเปลี่ยนชายแดนเป็นสนามทดสอบอาวุธ ของมหาอำนาจ

(8 ต.ค. 68) แก้ว เรมี (Keo Remy) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา เตือนผู้นำไทยอย่าบิดเบือนแผนที่หรือดำเนินการใด ๆ ที่อาจทำให้ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา กลายเป็นสนามทดลองอาวุธของจีนและสหรัฐฯ พร้อมยกตัวอย่างความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน

แก้ว เรมี โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า เจ้าหน้าที่ไทยต้องไม่บิดเบือนประวัติศาสตร์หรือสร้างความตึงเครียดเกินจำเป็น และทุกการตัดสินใจควรคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิตประชาชนและเศรษฐกิจท้องถิ่น พร้อมเตือนให้หลีกเลี่ยงการใช้พื้นที่ชายแดนเป็นที่ทดสอบอาวุธของมหาอำนาจ

ด้านพลตรี เอกสามอึน (Eak Sam Oeun) ผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 5 ของกัมพูชา ส่งจดหมายถึงกองทัพภาคที่ 1 ของไทย เมื่อวันที่ 4 ต.ค. เน้นย้ำว่าการเคลื่อนไหวทางทหารต้องปฏิบัติตามข้อตกลงของคณะกรรมการชายแดนทั่วไปและคณะกรรมการชายแดนร่วม ซึ่งมีอำนาจประชุมเพื่อแก้ไขข้อพิพาท

นอกจากนี้ พลตรี เอกสามอึน ระบุด้วยว่าการสังเกตการณ์ในพื้นที่พบว่ามีประชาชนไทยเข้าครอบครองและเพาะปลูกในดินแดนกัมพูชาเกินขอบเขตที่ตกลงไว้ สถานการณ์ที่ชุกเชยและเปรย์ชานจะต้องรอผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนร่วม และกัมพูชากำลังเร่งให้การประชุมเกิดขึ้นโดยเร็วเพื่อหาทางออก

‘อรรถวิชช์’ เปิดเบื้องลึก พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ถูกตีตก เผยโดนขางตลอดทาง เพราะขัดผลประโยชน์หลายกลุ่ม

'อรรถวิชช์' แท็คทีม ‘พีระพันธุ์’ สู้ไม่ถอย! เปิดเบื้องลึกร่างกฎหมายโซลาร์เสรีโดนขวางตลอดทาง เหตุขัดประโยชน์หลายกลุ่ม  ชี้กฎหมายเดิมยืนบังแดดประชาชน  คนไทยอดใช้ไฟฟ้าราคาถูก-ภาคอุตสาหกรรมเสียโอกาส

(8 ต.ค. 68)  นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ  ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการยกร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์  ได้แสดงความคิดเห็นถึงผลกระทบต่อประชาชนจากกรณีที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ไม่เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ว่า ที่ผ่านมาร่างกฎหมายฉบับนี้โดนขัดขวางทุกรูปแบบ เพราะเป็นกฎหมายที่ขัดประโยชน์ของหลายกลุ่ม ซึ่งทำให้ภาคประชาชนเสียโอกาสที่จะได้เข้าถึงพลังงานไฟฟ้าราคาถูก  และภาคอุตสาหกรรมเสียโอกาสที่จะได้พัฒนาธุรกิจจากการใช้พลังงานสะอาด 

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเป็นผู้ยกร่างกฎหมายมาหลายฉบับ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่โดนคณะกรรมการกฤษฎีกาตีตกกฎหมายทั้งฉบับ ด้วยข้อกล่าวอ้างที่ไม่ถูกต้องและตนสามารถชี้แจงโต้แย้งได้ทุกประเด็น โดยเฉพาะเรื่องความซ้ำซ้อนของกฎหมาย ซึ่งตนขอยืนยันว่า ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ไม่มีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่นๆ แต่อย่างใด เพราะร่างกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นเพื่อ “ส่งเสริม” ให้มีการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์โดยเฉพาะ แต่กฎหมายอื่น ๆ ที่มีอยู่คือการ “ควบคุม” หรือ ยืนบังแดดของประชาชน  ทำให้การใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นไปด้วยความยุ่งยาก ซับซ้อน ทั้งยังต้องเสียค่าดำเนินการหลายหมื่นบาท ซึ่งกฎหมายลักษณะนี้มีถึง 6-7 ฉบับ พร้อมยืนยันว่า การแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่แต่ละฉบับไม่สามารถทำได้  จำเป็นต้องร่างกฎหมายใหม่ขึ้นมาเท่านั้น

ส่วนประเด็นเรื่องบทลงโทษนั้น  นายอรรถวิชช์ชี้ว่า บทกำหนดโทษในร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี นั้น มีไว้สำหรับกรณีที่ผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ไม่ดำเนินการแก้ไขตามคำแนะนำเมื่อมีการตรวจสอบพบว่าการติดตั้งนั้นเป็นอันตรายหรือสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น  ซึ่งเป็นลักษณะธรรมดาของการตรากฎหมายทั่วไป

นายอรรถวิชช์กล่าวอีกว่า ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ยังเป็นกฎหมายที่จะเปลี่ยนวิธีคิดด้านการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย โดยประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงไฟฟ้าพลังงานสะอาดได้เอง ไม่ต้องรอความพร้อมของภาครัฐและเอกชนรายใหญ่ 

“ในอดีตความมั่นคงทางพลังงานจะมีฐานแนวคิด คือ พลังงานต้องเหลือใช้ แม้ต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นก็ตาม อย่างเช่น ประเทศไทยเซ็นสัญญาผลิตและใช้ไฟฟ้า 50,000 เมกกะวัตต์ แต่ในช่วงที่มีการใช้มากที่สุด ก็ยังอยู่แค่ 30,000 เมกกะวัตต์ แต่เทรนด์โลกในอนาคต ความมั่นคงทางพลังงานไม่เหมือนอดีตอีกต่อไป เพราะหลายประเทศมุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาดมาผลิตไฟฟ้า หากไม่ทำตามก็จะถูกกีดกันทางการค้า และต้องจ่ายภาษีนำเข้าแพงขึ้น เพราะฉะนั้น แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan-PDP) จะต้องวางแผนในการผลิตและการใช้พลังงานสะอาดภายในประเทศให้มีสัดส่วนที่เหมาะสม และต้องทยอยเลิกการใช้พลังงานที่มาจากฟอสซิลและแหล่งต่าง ๆ เช่น ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ เพื่อให้เป็นไปตามเทรนด์ของโลก ซึ่งหากดำเนินการตามนี้ และรอให้เอกชนเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดในการผลิตไฟฟ้า ก็จะเป็นการเสียโอกาสของประเทศและคนไทยไป ดังนั้น พ.ร.บ.โซลาร์เสรี จึงจะเปิดกว้างในเรื่องนี้ให้กับทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน โรงงาน และนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเองได้ทันที โดยไม่ต้องรอผู้ผลิตไฟฟ้าจากภาคเอกชน ทั้งยังสามารถพัฒนาสู่ธุรกิจที่ตอบโจทย์ Green Energy 100% ได้ด้วย” นายอรรถวิชช์กล่าว

นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ยังเป็นกฎหมายฉบับแรกที่พูดถึงเรื่องการทำลายแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ที่จะต้องมีการกำจัดอย่างถูกวิธี  และยังเปิดทางให้กระทรวงพลังงานสามารถดำเนินการจัดหาอุปกรณ์สำหรับผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในราคาถูก เพื่อลดต้นทุนการติดตั้งให้กับประชาชนด้วย

นายอรรถวิชช์ ยังตั้งข้อสงสัยถึงจังหวะในการตีตกร่างกฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกา เพราะเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งรัฐบาลชุดเก่าไม่มีอำนาจสั่งการใดได้แล้ว  จึงต้องรอแนวทางของรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อกับกฎหมายนี้ แต่ตนจะพยายามประสานให้มีการผลักดันกฎหมายเข้าสภาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ และย้ำว่าจะเดินหน้าผลักดันกฎหมายนี้ต่อไปอย่างแน่นอน

ขณะเดียวกัน นายอรรถวิชช์ ยังเปิดเผยถึงการทำงานกับ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ด้วยว่า นายพีระพันธุ์ เป็นคนที่ทำงานด้วยความมุ่งมั่น ละเอียดรอบคอบ หากจะร่วมงานด้วยต้องรู้จริงในเรื่องนั้นอย่างลึกซึ้ง และเมื่อเดินหน้าทำงานแล้วก็จะสู้ไปจนสุดทางไม่มีถอย 

" ผมศรัทธา ‘พี่ตุ๋ย’ (พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค) ตรงที่ว่า เวลาสู้ไม่มีเกียร์ถอยหลัง เวลาคุยงาน ‘พี่ตุ๋ย’ จะถามคำเดียวว่า ประชาชนจะได้อะไร” นายอรรถวิชช์ กล่าวทิ้งท้าย

จีนใช้ ‘น้ำทะเล’ หล่อเย็นเครื่องจักร 1.88 แสนล้านตัน ช่วยลดการพึ่งพาน้ำจืดในอุตสาหกรรมชายฝั่ง

(8 ต.ค. 68) รายงานของสำนักงานข้อมูลและข้อมูลทางทะเลแห่งชาติ (NMDIS) และสมาคมกิจการทางทะเลจีน ระบุว่า จีนใช้น้ำทะเลกว่า 188.3 พันล้านตัน สำหรับระบบหล่อเย็นในปี 2024 เพิ่มขึ้น 1.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเทียบเท่ากับน้ำในทะเลสาบไบคาลถึง 8 เท่า

โดยน้ำทะเลเหล่านี้ถูกใช้ในโรงไฟฟ้า โรงงานปิโตรเคมี และโรงงานเหล็กในพื้นที่ชายฝั่ง เพื่อช่วยลดการใช้น้ำจืดในภาคอุตสาหกรรม 

ขณะที่ดัชนีพัฒนาทางทะเลของจีนในปี 2024 อยู่ที่ 129.7 จุด เพิ่มขึ้น 2.9% จากปี 2023 สะท้อนการเติบโตอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจทางทะเลของประเทศ

‘ปูติน’ ประกาศ!! รัสเซียคุมเกมรบเหนือยูเครน หลังเข้ายึดดินแดนเพิ่มอีกราว 5,000 ตร.กม.

(8 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย กล่าวระหว่างการประชุมกับผู้นำกองทัพ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ว่า “กองกำลังรัสเซียยังคงถือครองยุทธศาสตร์เชิงรุกอย่างสมบูรณ์” พร้อมเปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นปี 2025 กองทัพรัสเซียสามารถยึดพื้นที่ของยูเครนได้แล้วเกือบ 5,000 ตารางกิโลเมตร หรือราว 212 ชุมชน ซึ่งถือเป็นการรุกคืบที่ต่อเนื่องในสมรภูมิที่ยืดเยื้อมานานกว่า 3 ปีครึ่ง

ปูตินระบุว่า แม้กองทัพยูเครนพยายามโจมตีเป้าหมายลึกเข้ามาในดินแดนรัสเซีย เพื่อแสดงผลงานต่อชาติตะวันตก แต่สถานการณ์โดยรวมยังอยู่ในความได้เปรียบของมอสโก โดยชี้ว่ากองกำลังยูเครนกำลังล่าถอยในหลายแนวรบ ขณะที่กองทัพรัสเซียเดินหน้าควบคุมพื้นที่ในแคว้นซาโปริซเซียและดนีโปรเปตรอฟสก์ได้มากขึ้น

ด้าน พลเอกวาเลรี การาซิมอฟ (Valery Gerasimov) หัวหน้าคณะเสนาธิการทหารรัสเซีย ยืนยันว่า กองทัพยังคงเดินหน้าปฏิบัติการโจมตีจุดยุทธศาสตร์และฐานการผลิตอาวุธของยูเครนอย่างต่อเนื่อง พร้อมระบุว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมกลาโหมในประเทศกำลังเร่งขึ้น เพื่อสนับสนุนภารกิจทางทหารให้บรรลุเป้าหมาย “การปลดอาวุธและกำจัดลัทธินาซี” ในยูเครนตามที่เครมลินประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2022

‘เวียดนาม’ เปลี่ยนชื่อประเทศมาแล้ว 13 ครั้ง สะท้อนการต่อสู้เพื่ออัตลักษณ์ตลอด 4,000 ปี

(8 ต.ค. 68) รู้หรือไม่ ว่าประเทศเวียดนามที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ เคยเปลี่ยนชื่อประเทศมาแล้วถึง 13 ครั้ง ตลอดเวลากว่า 4,000 ปีของประวัติศาสตร์ชาติ ชื่อแต่ละชื่อไม่ได้เปลี่ยนไปเพียงเพราะกษัตริย์องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ หากแต่สะท้อนถึงการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของชนชาติหนึ่ง ที่ถูกปกครอง ถูกกลืน แล้วก็ลุกขึ้นใหม่อีกครั้งไม่รู้กี่ครั้ง ราวกับคลื่นในแม่น้ำแดงที่ไม่เคยหยุดนิ่งเลยในหน้าประวัติศาสตร์

เมื่อสืบย้อนไปถึงยุคเริ่มต้นของอารยธรรมเวียดนาม ราว ประมาณ 2,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช (ราว ค.ศ. 2000 BCE หรือกว่า 4,500 ปีก่อนปัจจุบัน) พงศาวดารเวียดนามบันทึกชื่อแรกของประเทศว่า “ซิกกวี๋” (Xích Quỷ) ปกครองโดยกษัตริย์ กิงเยืองเวือง (Kinh Dương Vương) ผู้ถูกถือว่าเป็นบิดาแห่งชนชาติเอียวเวียด ดินแดนนี้ตั้งอยู่แถบลุ่มแม่น้ำแดง (Red River Delta) อันอุดมสมบูรณ์ ถือเป็นยุคที่ผู้คนเริ่มรู้จักเกษตรกรรมและรวมกลุ่มเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ในเวลานั้น ดินแดนไทยยังอยู่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์แบบบ้านเชียง เป็นสังคมเกษตรกรรมแรกเริ่มเช่นเดียวกัน

ต่อมาในราว 1,000–500 ปีก่อนคริสต์ศักราช (ประมาณ ค.ศ. 1000–500 BCE) กษัตริย์องค์ใหม่ชื่อ หุ่งเวือง (Hùng Vương) ขึ้นครองราชย์และตั้งประเทศใหม่ว่า “วันลาง” (Văn Lang) ซึ่งถือเป็นอาณาจักรแรกในตำนานของชาวเวียด ตั้งเมืองหลวงอยู่บริเวณตอนเหนือของประเทศในปัจจุบัน คือจังหวัดฟู้เถาะ (Phú Thọ) มีการแบ่งการปกครองออกเป็น 15 เขต (โบะ) ถือเป็นครั้งแรกที่มีระบบรัฐของเวียดนาม
ในช่วงเวลาเดียวกัน ดินแดนสยามเริ่มก่อร่างวัฒนธรรมทวารวดีและเริ่มมีโครงสร้างสังคมแบบเมือง

จากนั้นในราว 286–257 ปีก่อนคริสต์ศักราช (ค.ศ. 286–257 BCE) อานเยืองเวือง (An Dương Vương) ผู้นำชนเผ่า “เอิวเหวียด” (Âu Việt) และ “หลากเหวียด” (Lạc Việt) ได้รวมชนสองเผ่าเข้าด้วยกัน ตั้งอาณาจักรใหม่ชื่อ “เอิวหลาก” (Âu Lạc) มีราชธานีที่เมือง โก๋ลวา (Cổ Loa) หรือเมืองป้อมเก่าที่ปัจจุบันอยู่ไม่ไกลจากกรุงฮานอย ถือเป็นยุคที่เวียดนามเริ่มมีอาณาจักรที่เป็นรูปธรรมและมีกำแพงเมืองป้องกันประเทศ
ในช่วงเวลาเดียวกัน ดินแดนไทยกำลังอยู่ในยุคฟูนานตอนต้นที่รุ่งเรืองด้านการค้ากับอินเดียและจีน

ไม่นานหลังจากนั้น จีนเริ่มขยายอำนาจลงใต้ เจ้าเมืองจีนชื่อ เตรี่ยวด่า (Triệu Đà) ยึดดินแดนเอิวหลากได้และตั้งชื่อประเทศใหม่ว่า “นามเหวียด” (Nam Việt) เมื่อราว ประมาณ 207–111 ปีก่อนคริสต์ศักราช (ค.ศ. 207–111 BCE) ตั้งราชธานีที่ เฟียนงุง (Phiên Ngung) ซึ่งอยู่ในมณฑลกวางตุ้งของจีนปัจจุบัน ถือเป็นครั้งแรกที่เวียดนามถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอิทธิพลจีน
ในห้วงเวลาใกล้เคียงกัน อาณาจักรฟูนานในลุ่มน้ำโขงของไทย–กัมพูชาเริ่มรุ่งเรืองและติดต่อกับโลกภายนอก

ต่อจากนั้นในช่วง ค.ศ. 111 ก่อนคริสต์ศักราช – ค.ศ. 544 หลังคริสต์ศักราช (ประมาณ พ.ศ. 432 ถึง 1087) ดินแดนเวียดนามตกอยู่ภายใต้การปกครองของจีนอย่างเต็มรูปแบบในชื่อว่า “ยาวจี๋” (Giao Chỉ) เป็นมณฑลหนึ่งในราชวงศ์ฮั่นและต่อเนื่องถึงราชวงศ์ถัง ชาวเวียดถูกบังคับใช้ภาษาจีนและจารีตจีน แต่ก็ยังคงรักษาภาษาและประเพณีของตนไว้ได้

ช่วงเดียวกันนั้น ฝั่งไทยอยู่ในยุคอาณาจักรทวารวดีและศรีวิชัยที่รุ่งเรืองทางศาสนาและการค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กระทั่งปี ค.ศ. 544 (พ.ศ. 1087) ขุนพลชื่อ ลี้นามเด๊ (Lý Nam Đế) สามารถขับไล่ทัพจีนออกไปได้สำเร็จ แล้วตั้งตนเป็นจักรพรรดิ ตั้งชื่อประเทศใหม่ว่า “หว่านซวน” (Vạn Xuân) แปลว่า “หมื่นฤดูใบไม้ผลิ” ตั้งราชธานีที่ ลองเบียน (Long Biên) หรือบริเวณฮานอยในปัจจุบัน ถือเป็นครั้งแรกที่เวียดนามได้เอกราชคืนจากจีนอย่างเป็นทางการ
ช่วงนี้ตรงกับยุคปลายทวารวดี–ต้นกำเนิดสุโขทัยของไทย

แต่อิทธิพลจีนกลับมาอีกครั้งในช่วง ค.ศ. 1407–1427 (พ.ศ. 1950–1970) เมื่อราชวงศ์หมิงเข้ายึดครองและตั้งชื่อประเทศว่า “อานนาม” (An Nam) หมายถึง “ดินแดนสงบทางใต้” ซึ่งแม้จะฟังดูอ่อนโยน แต่สะท้อนสถานะเมืองขึ้นอย่างชัดเจน ในเวลานั้นไทยอยู่ในช่วงปลายสุโขทัยและต้นอยุธยา ซึ่งพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ศรีอินทราทิตย์) เริ่มรวบรวมอำนาจ

หลังจากนั้นเมื่อเวียดนามขับไล่จีนออกไปได้อีกครั้งในราว ค.ศ. 968–1054 (พ.ศ. 1511–1597) จักรพรรดิ ดิงโป่ลิ้ง (Đinh Bộ Lĩnh) ตั้งอาณาจักรใหม่ชื่อ “ด่ายโก๋เหวียด” (Đại Cồ Việt) แปลว่า “เวียดผู้ยิ่งใหญ่” ราชธานีอยู่ที่ ฮวาลือ (Hoa Lư) เมืองหลวงเก่าในจังหวัดนิงบิงห์ ช่วงเวลานี้ตรงกับปลายสุโขทัย–ต้นอยุธยาในประเทศไทย

ต่อมาในราว ค.ศ. 1054–1400 (พ.ศ. 1597–1943) เวียดนามเข้าสู่ยุคราชวงศ์ ลี้ (Lý) และ เตริ่น (Trần) ใช้ชื่อประเทศว่า “ด่ายเหวียด” (Đại Việt) ต่อเนื่องกว่า 300 ปี เมืองหลวงย้ายไปที่ ทังลอง (Thăng Long) หรือฮานอยในปัจจุบัน เป็นช่วงที่เวียดนามรุ่งเรืองสูงสุดทางวัฒนธรรมและกฎหมาย
ช่วงเดียวกันกับกรุงศรีอยุธยาของไทยที่ศิลปะและศาสนาเจริญถึงขีดสุด

ในช่วงสั้น ๆ ต่อมา คือราว ค.ศ. 1400–1407 (พ.ศ. 1943–1950) ราชวงศ์เตริ่นถูกโค่นโดยขุนนางชื่อ โห่กวี๊ลี (Hồ Quý Ly) ผู้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “ด่ายงู” (Đại Ngu) แปลว่า “ความสงบอันยิ่งใหญ่” ตั้งเมืองหลวงที่ โตโด (Tây Đô) หรือจังหวัดแทงฮว้า ถือเป็นการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ ทั้งด้านเศรษฐกิจและกฎหมาย ช่วงนี้ตรงกับปลายกรุงศรีอยุธยาของไทยก่อนเสียกรุงครั้งที่ 2

ต่อมาในราว ค.ศ. 1428–1788 (พ.ศ. 1971–2331) ขุนศึกชื่อ เลท้ายโต๋ (Lê Thái Tổ) ลุกขึ้นต่อต้านการปกครองของจีนจนได้รับชัยชนะ แล้วฟื้นชื่อประเทศเดิมว่า “ด่ายเหวียด” (Đại Việt) อีกครั้ง ตั้งเมืองหลวงที่ ดงโด (Đông Đô) หรือฮานอย เป็นช่วงที่เวียดนามเริ่มมีอำนาจมั่นคง เทียบได้กับสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ถึงพระบรมไตรโลกนาถ แห่งอยุธยา

จนมาถึงปี ค.ศ. 1802 (พ.ศ. 2345) จักรพรรดิ ยาลอง (Gia Long) หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ “องเชียงสือ” หลังจากหนีภัยการเมืองมาพึ่งราชสำนักกรุงรัตนโกสินทร์ ได้อาศัยกำลังจากฝรั่งเศสกลับไปกู้ชาติและรวบรวมเวียดนามเป็นหนึ่งเดียว ตั้งราชธานีที่เมือง ฟู้ซวน (Phú Xuân) หรือเมืองเว้ (Huế) ในปัจจุบัน แล้วตั้งชื่อประเทศใหม่ว่า “เหวียดนาม” (Việt Nam) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ประเทศนี้มีเอกภาพเหนือ–ใต้ครบถ้วน
ช่วงนี้ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ภายหลังในรัชสมัยของพระโอรสคือ จักรพรรดิมิงหม่าง (Minh Mạng) เมื่อปี ค.ศ. 1820 (พ.ศ. 2363) ได้เปลี่ยนชื่อประเทศอีกครั้งเป็น “ด่ายนาม” (Đại Nam) แปลว่า “ดินแดนอันยิ่งใหญ่ทางใต้” เพื่อแสดงถึงความมั่นคงของจักรวรรดิในยุคทองของราชวงศ์เหงวียน ช่วงนี้ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 2–3 ของไทย

จนกระทั่งปี ค.ศ. 1945 (พ.ศ. 2488) หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ผู้นำขบวนการปลดปล่อยชาติ โฮจิมินห์ (Hồ Chí Minh) ได้ประกาศเอกราชจากฝรั่งเศสอีกครั้ง และประกาศชื่อประเทศกลับมาเป็น “เหวียดนาม” (Việt Nam) อย่างเป็นทางการ ในนาม สาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม

ตั้งแต่นั้นมา “เวียดนาม” ก็กลายเป็นชื่อที่ผูกพันกับอิสรภาพและศักดิ์ศรีของชาติ

กว่า 4,000 ปีของการเปลี่ยนชื่อถึง 13 ครั้ง เวียดนามได้ผ่านทั้งสงคราม การล่มสลาย และการเกิดใหม่ไม่รู้กี่หน แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ “หัวใจของความเป็นชาติ” ที่พร้อมจะลุกขึ้นยืนได้เสมอ แม้จะล้มลงกี่ครั้งก็ตาม และถ้าเทียบกับสยาม–ประเทศไทยแล้ว ทั้งสองชาติเดินเส้นทางคู่ขนานกันในหลายช่วงเวลา ต่างเผชิญแรงกดดันจากอำนาจภายนอก แต่ก็ล้วนรักษาเอกราชไว้ได้ด้วยภูมิปัญญา ความอดทน และความเชื่อมั่นในคำว่า “ชาติ” เช่นเดียวกัน

พฤติกรรมทรัมป์ สะท้อน mindset ที่คับแคบ !!

(8 ต.ค. 68) รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Aksornsri Phanishsarn ระบุว่า พฤติกรรมทรัมป์ สะท้อน mindset ที่คับแคบ !! ถ้าจะให้ทรัมป์บินไปร่วมงาน ASEAN Summit ที่มาเลเซีย ต้องเป็นพระเอกคนเดียว ทรัมป์ตั้งเงื่อนไข ต้องไม่มีจีน ในซีนยุดยิง ไทย-กัมพูชา แกหวังเคลมผลงานคนเดียว ทรัมป์อยากได้รางวัลโนเบลจนเก็บอาการไม่อยู่

'ฟีฟ่า' ประกาศแต่งตั้ง 'มาดามแป้ง' นั่งแท่นปธ.คณะกรรมการ การพัฒนาขององค์กร

(8 ต.ค. 68) ‘มาดามแป้ง’ นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้รับการจารึกชื่อเป็นผู้หญิงคนแรกของโลก หลังสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ประกาศแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมการ การพัฒนา ของ FIFA หรือ The Chairperson of FIFA’s Development Committee โดยมีวาระดำรงตำแหน่ง ตั้งแต่ปี 2025-2029

สภากรรมการของ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ได้มีมติรับรองอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 แต่งตั้งให้ นางนวลพรรณ ล่ำซำ เป็นประธานคณะกรรมการ การพัฒนา (Development Committee) ของ FIFA

สำหรับ Development Committee เป็นหนึ่งในคณะทำงานหลักของ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ถือเป็น Standing Committee หรือ คณะกรรมการประจำ ที่ขึ้นตรงกับ จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า และ สภาฯ ฟีฟ่า ทั้งหมด

มีบทบาท และ หน้าที่สำคัญในการรับผิดชอบโครงการพัฒนาของ ฟีฟ่า ครอบคลุม และ ดูแล 211 สมาคมสมาชิก โดยจะวางแผนและเสนอกลยุทธ์ที่เหมาะสม , ตรวจสอบกลยุทธ์เหล่านี้เป็นระยะ และ วิเคราะห์การสนับสนุนที่มอบให้กับสมาคมสมาชิก , สมาพันธ์ และ สมาคมระดับโซน และ ภูมิภาคทั้งหมดทั่วโลก

นอกจากนี้ นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สภากรรมการสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการ ประจำคณะสมาคมสมาชิกของ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ Member Associations Committee

รพ.มงกุฎวัฒนะ งดรับผู้ป่วยบัตรทอง 16 ต.ค.นี้ เหตุ สปสช. ค้างจ่ายหนี้ค่ารักษากว่า 100 ล้าน

(8 ต.ค. 68) โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ประกาศหยุดให้บริการผู้ป่วยนอก (OPD) ที่ใช้สิทธิบัตรทอง ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป หลังสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ค้างชำระค่ารักษาพยาบาลสะสมมาหลายปีงบประมาณ รวมกว่า 100 ล้านบาท ส่งผลให้โรงพยาบาลประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างหนัก

พลตรี เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ระบุว่า ที่ผ่านมา รพ.พยายามประคับประคองสถานการณ์ โดยให้ผู้ป่วยสำรองจ่ายค่ายาในอัตราเทียบเท่าโรงพยาบาลรัฐตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา แต่ สปสช.กลับเพิกเฉย ไม่แสดงความรับผิดชอบหรือแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้ค้างชำระดังกล่าว

ทั้งนี้ ผู้ป่วยสิทธิบัตรทองที่ขึ้นตรงกับ รพ.มงกุฎวัฒนะ สามารถติดต่อย้ายสิทธิไปรับบริการที่โรงพยาบาลอื่นตามที่ สปสช.จัดให้ได้ผ่านสายด่วน 1330 ขณะที่ผู้ที่ยังต้องการรักษาที่มงกุฎวัฒนะ สามารถเข้าร่วมโครงการ “บัตรทองแพลตตินั่ม” ของโรงพยาบาล โดยจ่ายค่ารักษาเองในอัตราเทียบเท่าโรงพยาบาลของรัฐ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top