Saturday, 25 July 2026
Hard News Team

‘บุ๋ม ปนัดดา’ ชวน ‘อังคณา’ ลงพื้นที่จะได้รู้ความจริง ซัด ควรเป็นปากเสียงให้คนไทยที่ไร้ที่ดินทำกินนับสิบปี

จากกรณีที่ นางอังคณา นีละไพจิต สมาชิกวุฒิสภา และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ออกมาเตือนรัฐบาลว่าปล่อยให้บุคคลทั่วไปเข้าไปกดดันฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ ด้วยการนำรถเครื่องเสียงเข้าไปเปิดเสียงเฮลิคอปเตอร์ เสียงเครื่องบิน F-16 และเสียงผี เพื่อกดดัน และข่มขวัญชาวกัมพูชาที่ไม่ยอมออกจากพื้นที่นั้น อาจเข้าข่ายยั่วยุและเป็นการทรมานทางจิตวิทยา ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเวทีการทูตที่ไทยทำได้ดีมาตลอด

ล่าสุด วันนี้ (14 ต.ค. 2568) นักแสดง และพิธีกรชื่อดัง 'บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี' ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึง นางอังคณา นีละไพจิตร ว่าชวนให้ลงพื้นที่ด้วยกัน จะได้รู้ว่าคนไทยต้องสูญเสียมากมาย จวกนิ่มๆ ท่านควรใช้ตำแหน่ง และอำนาจที่มีในมือตอนนี้ เป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนคนไทย

“อยากจะขอเรียนเชิญคุณอังคณา มาลงพื้นที่ด้วยกันค่ะ จะได้เห็นความจริงว่าประเทศไทยเราสูญเสียและเสียหายไปมากแค่ไหน จำนวนประชากร ที่ไม่ใช่ทหาร ของเราเสียชีวิตมากกว่าของเขา ส่วนพื้นที่ภาค 1 ก็มีประชาชนที่สูญเสียแขนขาและดวงตาจากทุ่นของกัมพูชามากมาย ไม่มีที่ดินทำกินมานับเป็นสิบๆ ปี ท่านเคยรับทราบเรื่องนี้บ้างมั้ยคะ? ในฐานะ สว. ท่านควรใช้ตำแหน่งและอำนาจที่มีในมือตอนนี้ เป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนคนไทยมากกว่าไหมคะ”

สื่อท่องเที่ยวชื่อดังยกย่อง ‘ประเทศไทย’ ติดท็อป 5 ประเทศที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2025

(14 ต.ค. 68) ประเทศไทยคว้าอันดับที่ 5 “ประเทศที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2025” จากผลโหวตผู้อ่านนิตยสารท่องเที่ยวชื่อดังระดับโลก Condé Nast Traveller ซึ่งเผยแพร่ในหมวด The Best Countries in the World: 2025 Readers’ Choice Awards นับเป็นการตอกย้ำชื่อเสียงของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักเดินทางทั่วโลก

สื่อท่องเที่ยวชื่อดังได้ยกย่อง “เสน่ห์อันยั่งยืนของประเทศไทย” ที่เกิดจากความหลากหลายทางภูมิประเทศ วัฒนธรรม และอาหารการกิน รวมถึงระบบคมนาคมที่เชื่อมต่อได้สะดวกทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟ เครื่องบินภายในประเทศ เรือโดยสาร หรือรถบัสข้ามคืน ทำให้การเดินทางจากเหนือจรดใต้ของไทยเป็นเรื่องง่ายและเต็มไปด้วยประสบการณ์ที่น่าประทับใจ

นอกจากนี้ Condé Nast Traveller ยังชี้ว่า จุดขายของไทยคือความมีชีวิตชีวาของตลาดกลางคืน อาหารพื้นเมืองที่หลากหลาย และชายหาดที่สวยงามระดับโลก โดยเฉพาะหลังจากซีรีส์ดัง The White Lotus ซีซันล่าสุดเลือกใช้โรงแรม Four Seasons Resort เกาะสมุย เป็นสถานที่ถ่ายทำหลัก ทำให้ประเทศไทยกลับมาอยู่ในความสนใจของนักท่องเที่ยวทั่วโลกอีกครั้ง

สำหรับรายชื่อ “20 ประเทศที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2025” อันดับหนึ่งได้แก่ อิตาลี ตามมาด้วย 2.กาตาร์ 3.ญี่ปุ่น 4.ภูฏาน 5.ไทย 6.โมร็อกโก 7.กรีซ 8.นิวซีแลนด์ 9.เวียดนาม 10.โอมาน 11.โครเอเชีย 12.สเปน 13.เม็กซิโก 14.ฝรั่งเศส 15.มัลดีฟส์ 16.เอสโตเนีย 17.แอฟริกาใต้ 18.โปรตุเกส 19.ศรีลังกา 20.ชิลี

‘เวเนซุเอลา’ ปิดสถานทูตใน ‘นอร์เวย์–ออสเตรเลีย’ เดินหน้าสร้างพันธมิตรใหม่ในแอฟริกา

(14 ต.ค. 68) รัฐบาลเวเนซุเอลาประกาศปิดสถานทูตในนอร์เวย์และออสเตรเลีย เพื่อปรับโครงสร้างการทูตรอบใหม่ โดยระบุว่าเป็น “การกระจายทรัพยากรเชิงกลยุทธ์” เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางนโยบายต่างประเทศยุคใหม่ ที่มุ่งเน้นการสร้างพันธมิตรกับประเทศในกลุ่ม 'โลกใต้' (Global South) มากกว่าชาติตะวันตก

นายอีวาน กิล (Yvan Gil) รัฐมนตรีต่างประเทศของเวเนซุเอลา แถลงว่า การปรับโครงสร้างนี้มีเป้าหมายเพื่อใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ และยกระดับความร่วมมือในด้านการพัฒนา การศึกษา พลังงาน และความมั่นคง โดยเฉพาะกับประเทศที่มีจุดยืนสอดคล้องกับเวเนซุเอลาในเวทีโลก

พร้อมกันนี้ เวเนซุเอลายังประกาศเปิดสถานทูตแห่งใหม่ในซิมบับเวและบูร์กินาฟาโซ เพื่อใช้เป็นฐานขยายความร่วมมือในด้านเกษตร เหมืองแร่ และพลังงาน ถือเป็นสัญญาณชัดว่า ประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) แห่งเวเนซุเอลา กำลังหันเหจุดศูนย์กลางการทูตจากตะวันตก มุ่งหน้าสู่แอฟริกาและพันธมิตรโลกใต้มากขึ้น

‘อ.ปานเทพ’ เห็นต่าง ‘นักสิทธิมนุษยชน’ ปม ‘กัน จอมพลัง’ เปิดเสียงผีใกล้บริเวณชายแดนบ้านหนองจาน ชี้ ต้องผลักดันคนกัมพูชา ที่รุกรานแผ่นดินไทยนานหลายสิบปี

(14 ต.ค. 68) นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน กล่าวถึงกรณีที่นักสิทธิมนุษยชนชาวไทยหลายคน ไม่เห็นด้วยที่กัน จอมพลัง อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ได้นำเครื่องเสียงไปเปิดเสียงผีใกล้บริเวณชายแดนบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว เพื่อหวังให้ชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าวอพยพออกไป เนื่องจากมีรายงานว่าผู้คนจากประเทศเพื่อนบ้านไม่ยินยอมเคลื่อนย้ายตามคำแนะนำของฝ่ายไทย

โดยนายปานเทพ ระบุว่า ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้คือการผลักดันคนกัมพูชาที่รุกล้ำแผ่นดินไทย ซึ่งละเมิดสิทธิมนุษยชนคนในประเทศไทย รุกรานยึดแผ่นดินมาหลายสิบปี ดังนั้น หากต้องให้เลือกระหว่างมนุษยชนของคนกัมพูชา กับสิทธิมนุษยชนของคนไทย ในฐานะที่เป็นคนไทย และเห็นว่าเราถูกรุกรานก็ต้องทำทุกวิถีทาง ในทุกรูปแบบที่จะสามารถผลักดันคนกัมพูชาออกไปให้ได้

ดังนั้น ตราบใดที่ไม่มีการใช้อาวุธสงครามและทำให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตาย การกระทำที่ยังอยู่ในกรอบและหนทางที่ทำได้ ซึ่งการกดดันก็เป็นหนึ่งวิธีที่สามารถผลักดันได้แบบสันติวิธี จึงยังไม่เห็นว่าเป็นปัญหา เพราะว่าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ระหว่างฝ่ายไทยถูกละเมิดแล้วอยู่เฉยๆ หรือรักษาสิทธิมนุษยชนของคนไทย และแน่นอนว่าสิทธิของคนไทยต้องมาก่อน เพราะเขาคือคนไทย อย่าลืมว่านี่คือราชอาณาจักรไทย คนไทยต้องได้รับการคุ้มครอง ช่วยกันปกป้อง ดังนั้น จึงเห็นว่าเรื่องนี้ต้องคํานึงถึงสิทธิของคนไทยก่อนคนกัมพูชา

“ผมมองต่างจากนักสิทธิมนุษยชน เพราะคํานึงถึงสิทธิที่ต้องเลือก ระหว่างสิทธิมนุษยชนของคนไทยกับคนกัมพูชา ซึ่งไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ ดังนั้นจึงต้องมีใครสักคนเสียสละและต้องถูกจัดการออกไปอย่างเป็นรูปธรรมไม่ใช่ด้วยวาจา เพราะการใช้วาจาเขาก็ไม่ถอย เราคิดเสียว่ามีคนรุกรานบ้านเรา แผ่นดินบ้านเรา เอาเข้ามาในรั้วเราเลย แล้วเราเจรจาไปผ่านไป 40 ปีแล้ว แต่เขาไม่ถอย ดังนั้นหากต้องเลือกระหว่างสิทธิมนุษยชนของคนไทยกับคนกัมพูชาผมจึงให้ความสำคัญกับคนไทยก่อน”

นายปานเทพ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในพื้นที่ดังกล่าว มีการละเมิดอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญมันเป็นพื้นที่ที่ฝ่ายไทยเมตตาช่วยเหลือคนกัมพูชา ที่เขาเดือดร้อนจากการสู้รบของเขมรแดง แต่กลับถูกเนรคุณ เพราะฉะนั้น กรณีแบบนี้คนไทยต้องหาทางจัดการในทุกวิถีทาง อย่าลืมว่าทางกัมพูชาใช้กลยุทธ์พลเรือนเป็นโล่ห์ เพื่อทำให้คนไทยไม่กล้าทำอะไรในการรุกรานแผ่นดินไทย การที่คุณกัน จอมพลัง เคลื่อนไหวในนามพลเรือนก็เป็นเรื่องของประชาชนเช่นเดียวกัน

2 สาว NGO สายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ป่วนวันชาติสเปน บุกพิพิธภัณฑ์มาดริด สาดสีใส่ภาพวาดโคลัมบัส ปี 1892

(14 ต.ค. 68) ตำรวจสเปนจับกุมหญิงนักเคลื่อนไหว 2 คนจากกลุ่ม Futuro Vegetal หลังสาดสีแดงใส่ภาพวาดชื่อดัง “Primer homenaje a Cristóbal Colón” ผลงานของศิลปิน โฮเซ การ์เนโล (José Garnelo) ปี 1892 ซึ่งจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์กองทัพเรือ กรุงมาดริด เมื่อวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันชาติสเปน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องอพยพผู้เข้าชมออกจากห้องจัดแสดงชั่วคราว

กลุ่มผู้ประท้วงอธิบายว่าการสาดสีดังกล่าวมีเจตนาเชิงสัญลักษณ์ เพื่อแสดงจุดยืนต่อต้าน “การเฉลิมฉลองความรุ่งเรืองจากอาณานิคม” พร้อมชูป้ายข้อความว่า “12 ตุลาคม ไม่มีอะไรให้น่าฉลอง” โดยต้องการสะท้อนให้เห็นผลกระทบจากระบบอาณานิคมในอดีตและวิกฤตสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ขณะที่ทางพิพิธภัณฑ์ระบุว่าภาพวาดได้รับความเสียหายเล็กน้อย และสามารถฟื้นฟูคืนสภาพได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง

ตำรวจเปิดเผยว่าทั้งสองคนถูกตั้งข้อหาทำลายมรดกทางวัฒนธรรม โดยต่อมา กองทัพเรือสเปนได้ออกแถลงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า ภาพวาดดังกล่าวได้รับการบูรณะเรียบร้อยและกลับมาเปิดให้ชมตามปกติ เหตุการณ์นี้ได้จุดกระแสถกเถียงในสังคมอีกครั้งเกี่ยวกับ “ขอบเขตของการประท้วง” และ “การปกป้องมรดกศิลปะของชาติ”

นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน ยังมีการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์อีกแห่งที่พิพิธภัณฑ์เรน่า โซเฟีย กรุงมาดริด เมื่อกลุ่มนักเคลื่อนไหว Marea Palestina กว่า 20 คน นั่งประท้วงหน้า Guernica ผลงานชิ้นเอกของปิกัสโซ พร้อมถือป้าย “Stop genocide” เพื่อเรียกร้องให้ยุติการโจมตีในฉนวนกาซาและเปิดทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าไปในพื้นที่ ก่อนจะยุติการชุมนุมอย่างสงบหลังผ่านไปประมาณ 40 นาที

‘เท้ง’ จี้ ‘อนุทิน-สีหศักดิ์’ เคลียร์ปม ‘กัน จอมพลัง’ เปิดเสียงผี แม้มีเจตนาดี แต่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่

เท้ง จี้ 'อนุทิน-สีหศักดิ์' ตอบให้ชัด 'กัน จอมพลัง' ขนเครื่องเสียงเปิดซาวด์ผี-เครื่องบินรบ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ หวั่นไทยเพลี่ยงพล้ำเวทีโลก

(14 ต.ค.68) ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณีที่ กัน จอมพลัง อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง นำเครื่องเสียงไปเปิดเสียงผีและเครื่องบินรบ รวมถึงฉายหนังกลางแปลงยุคที่ชาวกัมพูชาเข้ามาลี้ภัยในประเทศไทยว่า ตนเชื่อว่าประชาชนทุกคนที่เป็นคนไทยอยากจะช่วยเหลือการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

ส่วนเรื่องเสียงสะท้อนที่ออกมาว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ ตนคิดว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีโดยตรงที่จะทำอย่างไรให้ประชาชนทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นใคร หรือนายกัน จอมพลัง ก็ตาม ที่อยากจะช่วยเหลือคนไทย ให้ประเทศไทยมีความได้เปรียบจากประเทศกัมพูชา หรือช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้ เป็นหน้าที่ของนายกฯ และรัฐบาล ในการบริหารจัดการทำให้ทุกการช่วยเหลือมีแต่การยกระดับทำให้ประเทศไทยเข้มแข็งขึ้น ไม่ได้ทำให้ไทยเพลี่ยงพล้ำหรือเสียเปรียบในเวทีโลก

เมื่อถามว่าการปล่อยคลิปเสียงผีจะปลุกกระแสชาตินิยม จนทำให้ควบคุมไม่ได้มากขึ้นหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวยืนยันว่า ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของนายกฯ และรัฐบาล ปฏิเสธไม่ได้ว่าบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว เป็นพื้นที่ประกาศกฎอัยการศึก

การที่มีภาคประชาชนเข้าไปดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งก็มีบางส่วนมีข้อห่วงใยว่าจะเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ เพราะส่งผลกระทบทางด้านจิตวิทยาต่อพลเรือนฝั่งตรงข้ามโดยตรง หน่วยงานความมั่นคงและรัฐบาลจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง เพราะเป็นพื้นที่ควบคุม

เมื่อถามว่าจะทำให้การต่างประเทศของไทยเดินหน้ายากขึ้นหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ต้องถามไปยังนายกฯ หรือนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ เพราะพื้นที่บริเวณนั้นเป็นพื้นที่อัยการศึก การที่รัฐบาลปล่อยให้มีการดำเนินการแบบนี้

ถึงแม้จะเป็นการดำเนินการที่มีเจตนาดี จะถือว่าหน่วยงานภาครัฐประเทศไทยให้การสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าวที่อาจจะละเมิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ และจะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีการต่างประเทศหรือไม่ ซึ่งคำถามนี้นายกฯ และรมว.ต่างประเทศต้องตอบให้ชัด

ผบ.ตร.ประชุมเคาะแนวทางเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบแต่งตั้งวาระ 65 เปิด 36 ตำแหน่ง รองผู้บังคับการ - สารวัตร รองรับ 

(14 ต.ค. 68) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมแนวทางการกำหนดตำแหน่งข้าราชการตำรวจ รองรับการเยียวยาข้าราชการตำรวจที่ได้รับผลกระทบจากการแต่งตั้งหมุนเวียน ในการแต่งตั้งวาระประจำปี 2565 ณ ห้องศรียานนท์ อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทั้งนี้ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. มีมติให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเร่งรัดการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 40 นาย ให้เสร็จสิ้นภายในวาระปี 2568 ซึ่งที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการดำเนินการเพื่อเยียวยาให้แก่ผู้ร้องทุกข์มาโดยตลอด มีผู้ได้รับการเยียวยาไปแล้วหลายราย อย่างไรก็ตาม จากข้อจำกัดตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์การแต่งตั้งไว้แตกต่างจากเดิม ทำให้ปัจจุบันยังมีผู้ที่ไม่ได้รับการเยียวยาจำนวน 36 นาย

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำหนดตำแหน่งรองผู้บังคับการถึงสารวัตร รวม 36 ตำแหน่ง ในสังกัดกองบัญชาการต่างๆ โดยเป็นตำแหน่งสายงานป้องกันปราบปราม หรือสายงานอำนวยการและสนับสนุน แล้วแต่กรณี ตามสายงานที่ข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่งในปัจจุบัน เพื่อไม่ให้กระทบต่อสิทธิต่าง ๆ ทั้งนี้การดำเนินการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติยึดหลักกฎหมาย และหลักนิติธรรม 

เชียงใหม่- มช. ผนึกกำลังภาคส่วนการศึกษาและธุรกิจขับเคลื่อนการศึกษาและอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จับมือ ภาคส่วนการศึกษาและธุรกิจจัดโครงการ “สัปดาห์การบูรณาการการศึกษาเชิงวิชาการและอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน” ภายใต้หัวข้อ “ภาษาจีน + เครื่องมือ AI + TikTok” ประจำปี 2568 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 14-17 ตุลาคม 
2568

(14 ต.ค. 68) เวลา 9.30 น.ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้เกียรติเป็นประธานเปิดโครงการ “สัปดาห์การบูรณาการการศึกษาเชิงวิชาการและอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน” ภายใต้หัวข้อ “ภาษาจีน + เครื่องมือ AI + TikTok” ประจำปี 2568 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมด้วย Ms. Lian Chen และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดนัยธัญ พงษ์พัชราธรเทพ ผู้อำนวยการ สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นางสาวมนันยา ชุณหวุฒิยานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายนวัตกรรมเพื่อพัฒนา ผู้ประกอบการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) นางสาวชื่นจิตร์ อกตั๋น นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการสำนักนโยบายและแผนการอาชีวศึกษา ผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมเปิดโครงการ ณ โรงแรมอโมร่า ท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ 

ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่าตลอดระยะเวลาการดำเนินงานตามแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ระยะที่ 13 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้กำหนดยุทธศาสตร์การศึกษาดิจิทัล เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่เยาวชนสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยมุ่งเน้นกลไกการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมและภาคธุรกิจอย่างแท้จริง

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาที่ตระหนักถึงบทบาทและความ รับผิดชอบต่อสังคม โดยวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี (CAMT) ร่วมกับ สถาบันขงจื่อมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้จัดทำโครงการนี้ขึ้นเพื่อสนับสนุนสถานศึกษาอาชีวศึกษาและเปิดโอกาสให้นักศึกษาระดับปริญญาโทชาวจีนเข้าร่วมกิจกรรมกับนักเรียนอาชีวศึกษาของไทย อันเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งยังมุ่งมั่นที่จะพัฒนาศักยภาพและผลิตบุคลากร คุณภาพ ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ตลอดจนการมอบโอกาสให้เยาวชนได้เข้ารับการฝึกปฏิบัติงาน ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมทั้งสร้างโอกาสให้แก่เยาวชน เพื่อก้าวสู่การประกอบอาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม

สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่เป็นสะพานแห่งมิตรภาพ เชื่อมโยงภาษา วัฒนธรรม และทักษะดิจิทัล อันเป็นพลังขับเคลื่อนในการสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ที่พร้อมก้าวสู่เวที่สากล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เชื่อมั่นว่าการศึกษาไม่มีพรมแดนและการพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้มีทักษะหลากหลาย จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม เศรษฐกิจ และความร่วมมือ อันมั่นคงระหว่างไทยและจีน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดนัยธัญ พงษ์พัชราธรเทพ ผู้อำนวยการ สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า โครงการนี้จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-จีน และในปี 2569 สถาบันขงจื่อ จะมีวาระครบรอบ 20 ปี ในความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในยุคที่ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ "ประเทศไทย 4.0" และให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลการจัดโครงการในครั้งนี้ถือว่าเป็นการตอบสนองตามนโยบายอย่างตรงจุด เพราะในปัจจุบันไม่เพียงแต่ต้องให้เยาวชนสามารถสื่อสารภาษาจีนได้แต่ยังให้ความสำคัญในการใช้ภาษาจีนควบคู่ไปกับเครื่องมือดิจิทัลเพื่อสร้างคุณค่าให้กับเศรษฐกิจชุมชนและ อุตสาหกรรมท้องถิ่น

การร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในครั้งนี้ เป็นการแสดงออกซึ่งพันธกิจของสถาบันขงจื่อฯ ที่ยึดมั่นในหลัก "ใช้ภาษาเป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมเป็นสื่อกลาง นำทักษะมาสู่การประยุกต์ใช้จริง" เพื่อส่งเสริมความร่วมมือไทย-จีนในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง เรารู้สึกยินดีที่ได้นำผู้เชี่ยวชาญด้านอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนจากประเทศ จีนมาถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์ แก่ครู นักเรียน และนักศึกษา ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการถ่ายทอดทักษะด้านดิจิทัล อีกทั้งยังเป็นเวทีแห่งแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ภายใต้หัวข้อ "ภาษาจีน + เครื่องมือ AI + TikTok" นักเรียน นักศึกษา จะสามารถนำเสนอเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ไทยได้ดียิ่งขึ้น เผยแพร่เสน่ห์ของสินค้าไทยสู่เวทีสากล

เชื่อมั่นว่าการศึกษาไร้พรมแดน และศักยภาพเยาวชนนั้นไร้ขีดจำกัด และตลอดการอบรมโครงการฯในครั้งนี้ นักเรียน นักศึกษาจะได้เรียนรู้การใช้เครื่องมือ Al และการบริหารบัญชี TikTok ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญจากประเทศจีนและนักศึกษาปริญญาโทชาวจีนจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อส่งเสริมสินค้าและวัฒนธรรมไทย และสานต่อความร่วมมือระหว่างเยาวชนไทย-จีน เพื่อสร้างอนาคตร่วมกันสู่ความสำเร็จในเส้นทางอาชีพของทุกท่าน

นางสาวมนันยา ชุณหวุฒิยานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายนวัตกรรมเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการ สอวช.กล่าวว่า การเรียนรู้ภาษาจีนควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี AI และแพลตฟอร์ม TikTok อย่างสร้างสรรค์จะช่วยเปิดโลกใหม่ให้กับเยาวชนของเรา - ทั้งในการสื่อสารการตลาด และการสร้างสรรค์คอนเทนต์ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล และยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ สินค้าท้องถิ่นและวัฒนธรรมไทยการจัดกิจกรรมในครั้งนี้จะเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้เยาวชนไทย ได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญทั้งไทยและจีน สร้างเครือข่ายความร่วมมือใหม่ และอาจมีโอกาสกลายเป็น IDE ในอนาคต

นางสาวชื่นจิตร์ อกตั๋น นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สอศ.กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการภายใต้ความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษากับสถาบันการศึกษาของประเทศจีน โครงการ "สัปดาห์การบูรณาการการศึกษาเชิงวิชาการ และอีคอมเมิร์ซ ข้ามพรมแดน" ซึ่งปีนี้เป็นปีทองเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาต่างให้สำคัญของการพัฒนาคนให้สอดคล้อง กับยุคเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะการเสริมสร้างทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศการใช้เครื่องมือ Al และการสร้างสรรค์คอนเทนต์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งเป็นทักษะแห่งอนาคตที่จำเป็นต่อการเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่จึงได้คัดเลือกและส่งนักเรียน นักศึกษาจากสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศจำนวน 8 แห่ง จาก 4 ภูมิภาค จำนวน 48 คน ได้แก่ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ เข้าร่วมการอบรมในครั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนนำความรู้ด้านภาษาจีน เทคโนโลยี Al และการตลาดดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของท้องถิ่นให้สามารถก้าวสู่ตลาดสากล

การจับมือร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการต่อยอดความรู้ไปสู่การเป็น ผู้ประกอบการบนแพลตฟอร์มออนไลน์เป็น "อาชีวะยุคใหม่"อย่างเป็นรูปธรรมสร้างสรรค์ธุรกิจจริง และการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ของไทยสู่ตลาดนานาชาติอย่างภาคภูมิ ขอขอบคุณ สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และหน่วยงานพันธมิตรทั้งในประเทศไทย จัดกิจกรรมที่มีคุณค่าทางการศึกษาและมีประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนในครั้งนี้
 

ชาวบ้านเปรยจัน กัมพูชาผวาซาวด์ ‘ผี–หมาหอน’ วอนคนไทยปิดที!! รับหลอนมากไม่ได้หลับไม่ได้นอน

(14 ต.ค. 68) เพจ 'Army Military Force' เผยโพสต์ของทหารกัมพูชาในพื้นที่หมู่บ้านเปรยจัน ระบุว่า ชาวบ้านทั้งเด็กและผู้สูงอายุ “ไม่ได้นอนมาหลายคืน” เพราะได้ยินเสียง “เพลงผีและเสียงหมาหอน” ดังมาจากฝั่งคนไทยตลอดทั้งคืน จนเข้าสู่คืนที่ 4 ติดต่อกัน

ทหารกัมพูชารายดังกล่าวโพสต์ข้อความร้องขอให้คนไทย “หยุดข่มขู่ชาวบ้านด้วยเสียงผี” โดยยืนยันว่าตนและชาวบ้านรู้สึกกลัวและไม่สบายใจ พร้อมย้ำว่า “พวกเขาเพียงอยากใช้ชีวิตอย่างสงบ” ขณะที่คลิปวิดีโอประกอบโพสต์แสดงให้เห็นชาวบ้านบางส่วนรวมตัวกันในยามค่ำคืนด้วยสีหน้าหวาดหวั่น

นอกจากนี้ ชาวเน็ตกัมพูชาหลายรายร่วมแชร์คลิปและแสดงความเห็นตำหนิฝ่ายไทย โดยระบุว่าเป็น “การกลั่นแกล้งเพื่อนบ้านอย่างไม่เหมาะสม” และเรียกร้องให้ยุติการกระทำดังกล่าวทันที

‘นีเวีย’ เปิดผลวิจัยระดับโลกชี้ ‘ความเหงา’ ภัยเงียบยุคใหม่ ชวนคนไทยช่วยกันดูแลใจ ภายใต้โครงการ NIVEA CONNECT

นีเวียเปิดเผยผลการศึกษา NIVEA CONNECT Compass 2025 ชี้ “ความเหงา” ภัยเงียบในโลกยุคใหม่ที่คืบคลานเข้าสู่ชีวิตของผู้คนทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประเทศไทยที่มีระดับความรู้สึกเหงาสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมสานต่อโครงการ NIVEA CONNECT: Together We Fight Social Isolation มุ่งสร้างความตระหนักรู้และร่วมต่อสู้กับปัญหาความเหงาและความรู้สึกโดดเดี่ยวในสังคม สะท้อนจุดยืนของนีเวียที่เป็นมากกว่าแบรนด์สกินแคร์ แต่คือพลังแห่งการดูแลคุณภาพชีวิตของผู้คน ผ่านการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมาย เข้าใจซึ่งกันและกัน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมที่ทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งอย่างแท้จริง

นีเวีย ได้เผยผลการวิจัย NIVEA CONNECT COMPASS เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นการศึกษาระดับโลกว่าด้วยความเหงาและการแยกตัวออกจากสังคม งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นใน 13 ประเทศ ครอบคลุม 5 ทวีป พบว่าความเหงาเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้าน และกำลังกลายเป็นวิกฤติที่สร้างผลกระทบลึกซึ้งทั้งต่อสุขภาพจิตและสุขภาพกายมากกว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม (56%) ยอมรับว่ามีความรู้สึกเหงาอย่างน้อยเป็นบางครั้ง 57% ระบุว่ามีช่วงเวลาที่รู้สึกว่าตนเองอยู่ลำพัง และ 54% เผชิญกับความรู้สึกว่าแยกจากผู้อื่น ขณะที่เกือบครึ่งหนึ่ง (47%) ระบุว่ารู้สึกถูกทอดทิ้งอย่างน้อยเป็นบางครั้ง

ข้อมูลจากการสำรวจเผยว่า 1 ใน 5 คนรู้สึกเหงาบ่อยครั้ง และกว่าครึ่งยอมรับว่ารู้สึกเหงาอย่างน้อยบางครั้ง กว่าหนึ่งในสามของผู้ที่รู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวเคยเผชิญภาวะเครียดและความรู้สึกหมดหนทาง ขณะที่เกือบ 60% รายงานว่ามีอาการเศร้า รวมถึงภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล ผลวิจัยยังยืนยันว่า 63% ของผู้ที่มีความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับผู้อื่น รู้สึกมีความสุขมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับผลกระทบจำนวนมากเลือกที่จะปกปิดปัญหาเพราะรู้สึกอับอาย โดยมากกว่าครึ่ง (56%) ของผู้ที่รู้สึกเหงายอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ ซึ่งยิ่งทำให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวรุนแรงขึ้นไปอีก 

สำหรับประเทศไทย ข้อมูลชี้ชัดว่า 69% ของคนไทยเคยรู้สึกเหงา ไม่ว่าจะเป็นบางครั้งหรือบ่อยครั้งซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 56% อย่างเห็นได้ชัด สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าความเหงาได้กลายเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของสังคมไทย แม้ประเทศไทยจะเป็นที่รู้จักในฐานะสังคมอบอุ่น แต่การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคมดิจิทัล รวมถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ได้ทำให้ผู้คนจำนวนมากรู้สึกขาดการเชื่อมโยงที่มีความหมายกับผู้คนรอบตัว

รายงานยังชี้ให้เห็นว่ากลุ่มวัยหนุ่มสาวอายุระหว่าง 16–24 ปี เป็นกลุ่มที่เผชิญความโดดเดี่ยวมากที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงวัยอื่น โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลคือความกดดันทางเศรษฐกิจ การแข่งขันด้านการศึกษาและการทำงาน ตลอดจนการใช้โซเชียลมีเดียในระดับสูงซึ่งอาจทำให้รู้สึกเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นและขาดพื้นที่ปลอดภัยในการสื่อสารอย่างจริงใจ นอกจากนี้ คนจำนวนมากยังยอมรับว่ารู้สึกอายที่จะขอความช่วยเหลือ ส่งผลให้ปัญหาความโดดเดี่ยวมักถูกซ่อนอยู่ภายในและไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที

นีเวียตระหนักถึงปัญหาความเหงาที่กำลังก่อตัวขึ้นทั่วโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ จึงได้เดินหน้าพันธกิจต่อสู้กับความเหงาในกว่า 30 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ภายใต้โครงการ NIVEA CONNECT ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างการตระหนักรู้และสนับสนุนให้ผู้คนก้าวข้ามความรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว ด้วยการสร้างสัมพันธ์ที่มีความหมายกับคนรอบข้าง ด้วยการใส่ใจกันและกัน เพราะเพียงแค่การสังเกต การทักถาม หรือการแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจ ก็สามารถคลายความรู้สึกเหงาของหลายคนได้ 

เภสัชกรหญิงวราพร ลิขิตจรรยากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า “ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าความเหงาและความรู้สึกถูกแยกออกจากสังคมกำลังเป็นความท้าทายสำคัญของสังคมไทยในปัจจุบัน นีเวียมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหานี้ เราจึงเดินหน้าโครงการ NIVEA CONNECT ในประเทศไทยด้วยการให้การสนับสนุนกลุ่มเด็กกำพร้า เพราะเด็กกลุ่มนี้คือผู้ที่ขาด “ครอบครัว” ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่สุดในการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับผู้อื่น โดยได้ร่วมมือกับ มูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทยฯ ซึ่งดูแลเด็กกำพร้าและเยาวชนขาดโอกาสกว่า 600 คน ให้ได้รับการเลี้ยงดูระยะยาวและการศึกษาที่เหมาะสม ตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงมหาวิทยาลัย เพื่อเตรียมความพร้อมในการใช้ชีวิตอย่างอิสระและพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง

โดยกิจกรรมหลักของโครงการจะสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนเรียนรู้ที่จะเข้าใจความรู้สึกของตนเองและสื่อสารกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมสายสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เราจัดกิจกรรมเป็นเวลา 2 วัน ให้กับเยาวชนจากหมู่บ้านเด็กโสสะทั้ง 5 แห่ง ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาได้เข้าร่วมกว่า 200 คน โดยกิจกรรมมุ่งเน้นให้เด็กๆ เข้าใจความรู้สึกโดดเดี่ยวที่เกิดขึ้น รู้ว่าจะรับมือกับมันอย่างไร และต้องขอความช่วยเหลือจากใคร ที่สำคัญเรายังมีกิจกรรมสร้างทักษะการสื่อสารเชื่อมโยงกับผู้อื่น การทำงานเป็นทีม เพื่อให้เด็กๆ มีทักษะที่สำคัญต่อการก้าวสู่โลกการทำงานในอนาคตอีกด้วย ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของจะเป็นส่วนหนึ่งในการลดความโดดเดี่ยวในสังคม และเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมาย เพื่ออนาคตที่ทุกคนสามารถเติบโตอย่างมั่นใจและมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะนีเวียไม่ได้ดูแลเพียงแค่ผิว แต่ยังใส่ใจคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในทุกมิติอีกด้วย”

เพราะในวันนี้ “ความเหงา” กำลังกลายเป็นภัยเงียบที่คุกคามชีวิตของเราโดยไม่รู้ตัว นีเวียจึงอยากชวนคนไทยลองหันกลับมาสำรวจตนเองและคนรอบข้าง ว่า “มีใครใกล้ตัวคุณที่กำลังรู้สึกโดดเดี่ยวอยู่หรือไม่” เพียงแค่เราใส่ใจ สังเกต และรับฟัง ก็สามารถสร้างพื้นที่เล็กๆ ที่เชื่อมโยงถึงกัน และ ความเหงาเบาลงได้ แค่ยอมรับและเปิดใจสร้างสัมพันธ์ที่มีความหมายกับผู้อื่น นีเวียพร้อมส่งกำลังใจ อยู่เคียงข้างคุณ ก้าวผ่านทุกความเดียวดาย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top