Saturday, 25 July 2026
Hard News Team

ปัตตานี - 'บิ๊กยูร' แม่ทัพภาคที่ 4 ได้พบสื่อในพื้นที่ปัตตานีเป็นครั้งแรก พร้อมทั้งได้มอบนโยบาย และแผนการปฏิบัติงาน ในการขับเคลื่อนงานสันติสุขพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ปี 2569

ผู้สื่อข่าวปัตตานีรายงาน (14 ต.ค. 68) เวลา 09:30 น. ที่สโมสรนายทหารสัญญาบัตร กองพลทหารราบที่ 15 ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นประธานมอบนโยบายการปฏิบัติงาน และแถลงแผนขับเคลื่อนการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปี 2569 โดยมีผู้บังคับบัญชาจากหน่วยขึ้นตรงกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เข้าร่วมรับมอบนโยบายอย่างพร้อมเพรียง

พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้กล่าว แถลงนโยบายว่า “ก่อนอื่น ผมขอขอบคุณพี่น้องสื่อมวลชนทุกท่าน ที่ให้ความสนใจและร่วมติดตามแนวทางการขับเคลื่อนงานของกองทัพภาคที่ 4 และ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ในการดำเนินงานเสริมสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 

การประชุมในวันนี้ เป็นการกำหนดทิศทางการทำงานร่วมกันของทุกหน่วย เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจในปี 2569 มีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยสานต่อนโยบายเพื่อสันติสุข เสริมสร้างความต่อเนื่อง และดำเนินการขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคง ตลอดจนการพัฒนาทุกมิติในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้ ยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างสันติสุขอย่างแท้จริง โดยมีพี่น้องประชาชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา และมีการบูรณาการประสานสอดคล้อง ตลอดจนความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มุ่งต่อยอดและสานต่อโครงการ ตลอดจนแนวนโยบายต่าง ๆ ที่ดำเนินอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสร้างประโยชน์และความสุขให้กับพี่น้องประชาชน โดยสิ่งแรกที่จะเป็นสารตั้งต้น และเป็นพลังสำคัญที่จะทำให้เกิดสันติสุขอย่างยั่งยืน นั่นคือ ความสามัคคีของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะทหาร และตำรวจ ที่ปฏิบัติราชการในพื้นที่ มีความปรารถนาสูงสุด คือ การสร้าง ‘สันติสุขอย่างยั่งยืน’ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญให้การพัฒนาในทุกมิติของจังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง” 

พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “นอกจากนี้จะดำเนินการในเรื่อง การรักษาความปลอดภัยให้กับนักเรียน ครู พระภิกษุ และกลุ่มเปราะบาง ตลอดจนเส้นทางคมนาคมที่สำคัญ รวมถึงการสร้างการมีส่วนร่วมกับพี่น้องประชาชนและภาคประชาสังคม เพื่อให้ทุกการปฏิบัติดำเนินไปภายใต้กรอบของกฎหมายเดียวกันอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม พร้อมทั้งได้เน้นย้ำ ให้เพิ่มความเข้มงวดด้านการข่าว เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการก่อเหตุรุนแรงในทุกมิติ รวมทั้งปรับปรุงแผนการรักษาความปลอดภัยของฐานปฏิบัติการ ให้มั่นคงปลอดภัยยิ่งขึ้น กำชับให้ทุกหน่วยดำเนินงานด้านการเมือง ควบคู่ไปกับภารกิจทางทหาร โดยเฉพาะ การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประชาชน การคุ้มครองดูแลความปลอดภัยของพี่น้องในพื้นที่ และการประสานความร่วมมือ จากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคศาสนา ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้เกิดพลังร่วมในการขับเคลื่อนสู่สันติสุขอย่างยั่งยืน 

“บิ๊กยุร” ในฐานะแม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ท่านใหม่ ซึ่งตนเองก็ได้ติดตามข่าวสารในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ซึ่งตนก็ได้เน้นย้ำว่า “สิ่งสำคัญที่สุด ก็คือ เราจะเดินหน้าทำงานอย่างเต็มกำลัง ทำให้ประชาชนนั้นรู้สึกปลอดภัย ยังคงให้ความเชื่อมั่นในการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ และสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขในทุกพื้นที่ จึงเน้นให้ทุกหน่วยรักษามาตรฐานความพร้อมสูงสุด ทั้งในด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และการประสานงาน เพื่อให้สามารถตอบสนอง ต่อสถานการณ์ ได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ 

ขณะเดียวกันทาง แม่ทัพพภาคที่4 ก็ยังได้กล่าวขอบคุณ ทุกหน่วยงาน รวมถึงกำลังพล และประชาชนในพื้นที่ ให้ความร่วมมือมาโดยตลอด พร้อมย้ำว่า “ความร่วมมือของทุกภาคส่วน คือพลังสำคัญที่จะนำพาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นพื้นที่ปลอดเหตุ ประชาชนปลอดภัยอย่างยั่งยืน

‘หมอชเนษฎ์’ ชี้ มนุษยชาติอาจต้องทบทวนบทเรียนอีกครั้ง หลังผลข้างเคียงวัคซีน mRNA ทยอยโผล่ไม่หยุด

เมื่อวันที่ (14 ต.ค.68) นพ.ชเนษฎ์ ศรีสุโข แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ได้ออกมาโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว 'ชเนษฎ์ ศรีสุโข' แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลข้างเคียงวัคซีนชนิด mRNA ว่า สมัยโควิด ผมยก อาจารย์ ยง เป็นปราชญ์ เหนือ กาลเวลา

เวลาผ่านไปปรากฏชัดแล้ว ทุกวันนี้วัคซีน mRNA ผลข้างเคียงเยอะ ไม่ปลอดภัยเท่าหลักการวัคซีนเชื้อตายในอดีต ข้อมูลทยอยออกมาเป็นระยะ ถึงผลข้างเคียงมากมาย

วันนี้ขอมองลักษณะเพิ่มว่า กระแสรณรงค์วัคซีน mRNA ในสมัยก่อนนั้น หากทบทวนแล้ว มีความคล้ายกับ กระบวนการ lobotomy (จิ้มสมอง) ในสมัยก่อนที่ได้รับความนิยม คือกระบวนรักษาคนไข้จิตเวช ด้วยการเอาเหล็กแหลมทิ่มผ่านจมูกหรือดวงตาไปยังสมองส่วนหน้า เพราะเชื่อว่าจะรักษาคนไข้จิตเภทได้ คนคิดได้โนเบล ปี ค.ศ. 1949 ทำแพร่หลายในอเมริกาและตะวันตกอยู่ 20 ปี

หรือเหมือนกับการแพทย์โบราณ blood letting ที่เจาะระบายเลือดจากหัว เชื่อว่ารักษาโรคได้ ตอนหลังพบว่ากระบวนการพวกนี้ ไม่ได้ช่วยอะไรแถมทำร้ายมนุษย์ หลายเรื่อง มนุษยชาติเรามารู้ทีหลัง ด้วยการทบทวนบทเรียน ที่แน่ ๆ บริษัทผู้ผลิตร่ำรวยไปแล้ว จากความกลัวตายของคนทั่วโลกในสมัยๆหนึ่ง

'สื่อไทย–จีน' สานสัมพันธ์แน่นแฟ้น! นายกสมาคมนักข่าวฯ นำทัพเยือน 'กานซู–ปักกิ่ง' แลกเปลี่ยนประสบการณ์สื่อ ฉลอง 50 ปีสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน

นางสาวน.รินี เรืองหนู นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นำคณะผู้แทนสื่อมวลชนไทย 5 คน เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 12–16 ตุลาคม 2568 ตามคำเชิญของ สมาคมนักข่าวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (All China Journalists Association) เพื่อกระชับความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านสื่อมวลชน

คณะสื่อมวลชนไทยได้เข้าพบและหารือกับ นางหลี่ เสี่ยวจุน รองผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์คณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์มณฑลกานซู และผู้อำนวยการสำนักงานข้อมูลรัฐบาลมณฑลกานซู ที่เมืองหลานโจว เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการสื่อสาร การทำข่าว และแนวทางพัฒนาความร่วมมือในอนาคต

น.ส.น.รินี กล่าวย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือด้านสื่อระหว่างไทย–จีนที่ดำเนินมายาวนานกว่า 25 ปี โดยเฉพาะในปี 2568 ที่ทั้งสองประเทศร่วมเฉลิมฉลองวาระ “50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน” ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการสานต่อมิตรภาพและความเข้าใจระหว่างกัน

ด้านนางหลี่ เสี่ยวจุน แสดงความยินดีและพร้อมเปิดรับคณะสื่อไทยในอนาคต เพื่อเรียนรู้บริบทการทำงานของสื่อท้องถิ่นและวัฒนธรรมของประชาชนมณฑลกานซู

ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างสมาคมนักข่าวไทยและจีนในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ได้สร้างเครือข่ายทางวิชาชีพที่แข็งแกร่ง ส่งเสริมความเข้าใจระหว่างประชาชนสองประเทศ และเป็นพลังสำคัญในการผลักดันสื่อมวลชนให้ทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ โปร่งใส และนำไปสู่สันติภาพและมิตรภาพอย่างยั่งยืน

ตอบโจทย์ 'แก่ก่อนรวย' สู่สินทรัพย์ใหม่ 'อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ.' วิเคราะห์โอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตประธานกิตติมศักดิ์ที่ประชุมการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ของสหประชาชาติ (UN-GFHS)และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเขียนบทความเชิงวิเคราะห์ปัญหาสังคมสูงวัยในเฟสบุ้ควันนี้เรื่อง“จาก’แก่ก่อนรวย’สู่สินทรัพย์ใหม่ : โอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)”โดยวิเคราะห์ปัญหาและโอกาสของไทยในยุคสังคมสูงวัยสมบูรณ์พร้อมเสนอแนวทางสินทรัพย์ใหม่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจสีเงินหรือเศรษฐกิจสูงวัยไว้อย่างน่าสนใจโดยมีข้อความในบทความเชิงวิเคราะห์ดังนี้

“จาก‘แก่ก่อนรวย‘สู่สินทรัพย์ใหม่ : โอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)” โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตประธานกิตติมศักดิ์ที่ประชุมการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ของสหประชาชาติ (UN-GFHS)และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

“เศรษฐกิจสูงวัยไม่ใช่แค่เรื่องของ 'วัยเกษียณ' แต่คือโอกาสในการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่(Silver Economy)ที่ให้คุณค่ากับ 'ประสบการณ์' และ “ปัญญา” อลงกรณ์ พลบุตร ทั่วโลกกำลังตื่นตัวกับปรากฏการณ์ เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงตลาดสินค้าบริการสำหรับผู้สูงอายุ แต่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลกที่มอง “วัย”เป็นทรัพยากรที่มีค่า ในอดีต “วัยเกษียณ” ถูกมองเป็นภาระแต่วันนี้โลกพิสูจน์แล้วว่า “ประสบการณ์และปัญญา”ของผู้สูงวัยคือหนึ่งในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดภายใต้เศรษฐกิจยุคใหม่ การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ได้นำเราเข้าสู่ "ศตวรรษแห่งผู้สูงอายุ" อย่างเต็มตัว 

ความท้าทายที่เคยเป็นเรื่องของการดูแลและสวัสดิการ กำลังถูกแปลงโฉมเป็น "โอกาสทางเศรษฐกิจสูงวัย" (Silver Economy) ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงกว่า 5.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2023 และคาดการณ์ว่าจะพุ่งทะยานสู่ 8.5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2032 ด้วยแรงขับเคลื่อนจากประชากรสูงอายุที่คาดว่าจะแตะ 2.1 พันล้านคนภายในปี 2050 การใช้ประโยชน์จากศักยภาพของคนสูงวัยจึงเป็นกุญแจสำคัญสู่การเติบโตของเศรษฐกิจในทศวรรษหน้าโดยหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน(Transformation)ครั้งนี้คือการเปลี่ยน "ประสบการณ์และปัญญา" ของผู้สูงวัยให้เป็น "สินทรัพย์ที่ตีราคาได้จริง"

ตัวอย่างจากหลายประเทศพิสูจน์แล้ว

นานาประเทศได้พัฒนากลไกที่หลากหลายเพื่อดึงดูดและใช้ประโยชน์จากแรงงานสูงวัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการบูรณาการประสบการณ์และปัญญาเข้ากับระบบเศรษฐกิจ

ญี่ปุ่น 
 “ธนาคารแรงงานสูงวัย” กว่า 4.2 ล้านคน คือคลังสมองขนาดใหญ่ที่ยังพร้อมสร้างมูลค่า ญี่ปุ่นใช้กฎหมายขยายการจ้างงานไปจนถึงอายุ 70 ปี ส่งผลให้มีผู้ทำงานอายุ 65 ปีขึ้นไปสูงถึง 9.1 ล้านคนในปี 2023 โดยมีอัตราการจ้างงานในกลุ่ม 65-69 ปีสูงกว่า 52%

เยอรมนี 
เปิดโอกาสงานพาร์ทไทม์ปลอดภาษีสำหรับวัย 65+ ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจยังต้องการประสบการณ์ 
เสนอนโยบาย "Aktiverente" ที่ให้รายได้ปลอดภาษีสูงถึง 2,000 ยูโรต่อเดือน

สหรัฐอเมริกา
ใช้โครงการ "Returnship" เพื่อนำมืออาชีพกลับสู่สายงานทักษะสูงอย่าง IT และการเงิน ผ่านการฝึกอบรมเข้มข้น 15-16 สัปดาห์ เป็นการตอกย้ำว่าทักษะที่สั่งสมมายาวนานไม่มีวันล้าสมัย

จีน 
ใช้ ระบบเครดิตภาษี เพื่อกระตุ้นให้บริษัทลงทุนในการ ฝึกอบรมพนักงานสูงวัย ควบคู่แรงจูงใจทางภาษี เพื่อเปลี่ยนประสบการณ์ให้เป็นทักษะสมัยใหม่ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เน้นการสร้าง มูลค่าเพิ่ม ให้กับทุนมนุษย์จนทำให้ “ประสบการณ์และปัญญา” กลายเป็นสินทรัพย์มูลค่าสูง

อาเซียน: ตัวอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย
ภูมิภาคอาเซียนกำลังเผชิญกับ "คลื่นสูงวัย" อย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปจะสูงถึง 127 ล้านคนในปี 2035 ซึ่งมีสองประเทศที่แสดงแนวทางที่แตกต่างกันในการจัดการกับความท้าทายนี้

สิงคโปร์
มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปเกือบ 20% ในปี 2024ได้ใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อบังคับใช้การทำงานที่ยาวนานขึ้น มีการปรับเพิ่มอายุเกษียณ (Retirement Age) และอายุการจ้างงานซ้ำ (Re-employment Age) อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายที่อายุ 65 ปีและ 70 ปีตามลำดับภายในปี 2035ผลจากนโยบายเชิงรุกนี้ทำให้อัตราการจ้างงานในกลุ่มอายุ 65-69 ปีพุ่งสูงถึงประมาณ 49.1% ในปี 2024  ทำให้สิงคโปร์มีอัตราการมีส่วนร่วมของแรงงานสูงวัยติดอันดับสูงของโลก

มาเลเซีย
ใช้แนวทางแรงจูงใจทางภาษีและการปฏิรูปสวัสดิการกระตุ้นนายจ้าง โดยขยาย แรงจูงใจทางภาษี สำหรับบริษัทที่จ้างงานผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปไปจนถึงปี 2025 นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมปฏิรูปกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (EPF) ให้มีระบบการถอนเงินแบบรายเดือนคล้ายบำนาญ เพื่อเสริมความมั่นคงทางรายได้ให้กับผู้สูงอายุ เนื่องจากข้อมูลระบุว่า 42% ของผู้สูงอายุยังคงมีฐานะค่อนข้างยากจน กลยุทธ์จึงมุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางการเงินควบคู่ไปกับการจูงใจให้เกิดการจ้างงาน

สถานการณ์ไทย: วิกฤตหรือโอกาส?
จาก “ผู้รับสวัสดิการ” สู่ “ผู้สร้างมูลค่า”

ปัจจุบันประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้วโดยประชากรที่อายุ 60 ปีขึ้นไปมีจำนวน 13.5 ล้านคน คิดเป็น 20.2% ของทั้งประเทศและจะเพิ่มเป็น 35% ภายในปี 2583  ทำให้งบประมาณด้านสาธารณสุขและสวัสดิการเพิ่มขึ้นทุกปี

นขณะที่สัดส่วนการจ้างงานของผู้สูงอายุมีอยู่เพียง 2% ของประชากรทั้งหมด และปัญหาที่พบคือการประกอบอาชีพของผู้สูงอายุ โดยส่วนมากยังอยู่ในภาคใช้แรงกาย แทบจะไม่ได้ใช้ทักษะหรือประสบการณ์ ทำให้ได้รับค่าตอบแทนต่ำ        

คำถามสำคัญคือเรายังมอง“ประชากรผู้สูงอายุ”เป็นปัญหาสังคม หรือมองเห็น “ตลาดใหม่” ที่มีมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านบาท?การเผชิญกับภาวะ "แก่ก่อนรวย" เป็นความท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข ที่ผ่านมาใช้นโยบายหลักโดยการจูงใจนายจ้างผ่านการ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 100% สำหรับค่าจ้างผู้สูงอายุที่ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน อย่างไรก็ตาม แรงงานสูงวัยของไทยยังคงกระจุกตัวในงานทักษะต่ำ โดยกว่า 57.8% อยู่ในภาค เกษตรกรรม และมีค่าตอบแทนต่ำ

ในอีกด้านหนึ่งคิอโอกาสทางเศรษฐกิจสูงวัยของไทยเพราะมีมูลค่าการบริโภคสูงถึง 2.18 ล้านล้านบาทในปี 2566 และคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 3.55 ล้านล้านบาทภายในปี 2576 โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัยที่มีฐานะมีมูลค่าตลาดกว่า 1.2 ล้านล้านบาท จากจำนวน 6.7 แสนคน

ยิ่งกว่านั้นศักยภาพเศรษฐกิจสูงวัยไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การจ้างงาน แต่รวมถึงการเกิดตลาดใหม่เช่น
1.นวัตกรรมเทคโนโลยีสำหรับผู้สูงอายุ (Silver Tech)ได้แก่ นวัตกรรมสุขภาพและความงาม ผลิตภัณฑ์และบริการเฉพาะกลุ่ม
2.การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ(Wellness Tourism)สำหรับตลาดผู้สูงวัย
3.ที่อยู่อาศัยและชุมชน(Co-living Space)สำหรับผู้สูงอายุ

สำหรับแนวทางการแปลงประสบการณ์และปัญญาเป็นสินทรัพย์สำหรับไทยมีหลายโมเดลที่ควรพิจารณา:
1. ระบบเครดิประสบการณ์(Experience Credit System)
พัฒนาระบบบันทึกและประเมินมูลค่าทักษะที่สั่งสมมา เป็น “เครดิต” ที่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นค่าตอบแทนทางการเงิน หรือโอกาสในการทำงานได้
2.คลังความรู้ผู้เชี่ยวชาญวัยเกษียณ  (Silver Knowledge Bank)
สร้างคลังความรู้ผู้เชี่ยวชาญวัยเกษียณในรูปแบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม ที่บริษัทสามารถเข้าถึงได้
3. สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Incentive Model)
ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทที่จ้างผู้สูงอายุเป็นที่ปรึกษา
4.สร้างพื้นที่ทำงานร่วมระหว่าง
เยเนอเรชัน (Inter-generational Collaboration)เพื่อถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์

บทสรุป: โจทย์ใหญ่ของไทย: การเปลี่ยนจาก "ภาระ" สู่ "พลังเศรษฐกิจ"

เราต้องถอดบทเรียนจากประเทศผู้นำในการก้าวข้ามจากมาตรการจูงใจทั่วไป ไปสู่การ ลงทุนในการเปลี่ยนผ่านทักษะ (Skill Transformation) ของผู้สูงอายุอย่างจริงจัง ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันสร้างแพลตฟอร์มการฝึกอบรมเพื่อเปลี่ยน "ประสบการณ์และปัญญา" ที่มีค่าให้เป็น "สินทรัพย์" ที่สามารถสร้าง ผลิตภาพ (Productivity) และ มูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน 

การสนับสนุนให้ผู้สูงอายุยังคงอยู่ในระบบเศรษฐกิจสร้างประโยชน์ในหลายมิติเพราะเมื่อยังทำงานมีรายได้ใช้จ่ายและเสียภาษีเป็นการสนับสนุนระบบเศรษฐกิจและยังลดภาระการพึ่งพิงเงินภาครัฐและครอบครัวนอกจากนี้การมีผู้ทำงานมากขึ้นช่วยเพิ่มฐานภาษีทำให้รัฐมีงบประมาณเพิ่มขึ้นประการสำคัญคือผู้สูงอายุรู้สึกมีคุณค่าไม่เป็นภาระอีกต่อไป

การเปลี่ยนผู้สูงอายุจาก "ภาระ" สู่ "พลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ“จะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของไทยในการตอบโจทย์”แก่ก่อนรวย“สู่สินทรัพย์ใหม่คือโอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)”

(อ้างอิง: Dataintelo, UN, nippon.com, IamExpat.de, JPMorgan Chase, MOM, ASEAN , DOP 2023, TDRI, Deloitte, Royal Decree No. 639 B.E. 2560 ,nippon.com, Bernama) 

DOJ สหรัฐฯ ลุยยึด ‘บิตคอยน์’ มูลค่า 1.5 หมื่นล้านดอลล์ จาก ‘เฉิน จื้อ’ นักธุรกิจจีน!! ชักใยขบวนการสแกมเมอร์ในกัมพูชา

(15 ต.ค. 68) กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) เปิดเผยการดำเนินคดีทางกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยฟ้องร้องและยึดทรัพย์บิตคอยน์กว่า 127,000 เหรียญ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 550,000 ล้านบาท) ซึ่งเชื่อว่าเป็นผลประโยชน์จากขบวนการฉ้อโกงและฟอกเงินข้ามชาติ ซึ่งปัจจุบันบิตคอยน์เหล่านี้อยู่ในการควบคุมของรัฐบาลสหรัฐฯ แล้ว

คดีนี้มีผู้ต้องหาหลักคือ 'เฉิน จื้อ' (Chen Zhi) หรือ 'วินเซนต์' ชาวจีน แต่ถือสัญชาติอังกฤษและกัมพูชา วัย 37 ปี ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัท Prince Holding Group ซึ่งถูกตั้งข้อหาสมคบคิดฉ้อโกงผ่านระบบอินเทอร์เน็ตและฟอกเงิน โดยมีการบังคับใช้แรงงานในคอมพาวด์ต่าง ๆ ทั่วกัมพูชา เพื่อหลอกเหยื่อทั่วโลกให้ลงทุนในคริปโตภายใต้กลโกงที่เรียกว่า 'Pig Butchering'

อัยการสหรัฐฯ ระบุว่า เฉินและผู้บริหารระดับสูงของ Prince Group ใช้บริษัทบังหน้าในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และบริการด้านการเงิน แต่เบื้องหลังกลับขยายอิทธิพลกลายเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติขนาดใหญ่ในเอเชีย ทำรายได้มหาศาลจากการหลอกลงทุนและบังคับแรงงานต่างชาติ

ทั้งนี้ 'เฉิน จื้อ' ยังอยู่ระหว่างการหลบหนี ขณะที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยืนยันว่าจะเดินหน้าติดตามตัวผู้ต้องหาและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยคดีนี้ถือเป็นการยึดทรัพย์จากคริปโตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ และเป็นสัญญาณชัดเจนถึงการปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ทั่วโลก

ผบ.ตร.สั่งตรวจเข้มพื้นที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศ หลังเหตุจับ 4 ชาวอิสราเอลมั่วสุมเสพยาเสพติดที่เกาะพะงัน  

เมื่อวานนี้ (14 ต.ค. 68) พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า  พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ตำรวจทุกหน่วยสแกนพื้นที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศโดยเฉพาะในจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก โดยเน้นตรวจสอบสถานบันเทิง ที่พักเชิงท่องเที่ยว และจุดรวมกลุ่มนักท่องเที่ยว เพื่อป้องกันไม่ให้มีการมั่วสุมเสพยาเสพติดหรือลักลอบกระทำความผิด

ทั้งนี้ เมื่อเวลาประมาณ 04.30 น. วันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รับแจ้งเหตุมีการจัดปาร์ตี้ส่งเสียงดังภายในบ้านพัก จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบที่วิลล่าแห่งหนึ่ง หมู่ 8 ต.เกาะพะงัน อ.เกาะพะงัน  จ.สุราษฎร์ธานี จึงเข้าตรวจพบชายชาวอิสราเอลจำนวน 4 ราย ได้แก่ นายดานีล อายุ 26 ปี, นายดาวิด อายุ 26 ปี, นายเคเฟีย อายุ 26 ปี และ นายกาย อายุ 27 ปี จากการตรวจค้นพบโคเคนบนโต๊ะภายในบ้าน และยาอีอีกจำนวนหนึ่ง ผลตรวจปัสสาวะของผู้ต้องหาทั้ง 4 รายพบสารเสพติดในร่างกาย ทั้งหมดให้การรับสารภาพว่าได้เสพยาเสพติดจริง เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาอี) ไว้ในครอบครองเพื่อเสพโดยผิดกฎหมาย” , “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) ไว้ในครอบครองเพื่อเสพโดยผิดกฎหมาย“ และ ”เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 และประเภท 2“ นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน ดำเนินคดีตามกฎหมาย

นอกจากนี้ พล.ต.ต.ธีรเดชฯ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ตลอนจนคำนึงถึงภาพลักษณ์ของประเทศ จะไม่ปล่อยให้กลุ่มต่างชาติใช้พื้นที่ไทยเป็นแหล่งมั่วสุมเสพยาเสพติดโดยเด็ดขาด

คำถามนี้มีคำตอบประจักษ์ชัด ด้วยโครงการพระราชดำริกว่า 4,600 โครงการ ตลอดรัชสมัย

ในวันที่เราทุกคนร่วมกันระลึกถึงบุคคลอันเป็นที่รักของเรา ผมมีบทความหนึ่งที่เคยเขียนลงในหน้าเพจ Facebook ส่วนตัวที่ชื่อ Kavil Navanugraha และพบว่ามีคนแชร์ออกไปพอสมควร เลยคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านใดๆ Digestทุกท่าน เลยขออนุญาตนำมาแบ่งปันกันอ่านในที่นี้อีกครั้งหนึ่งนะครับ ในวันนี้ความเศร้าโศกเสียใจจากการพลัดพรากอันเป็นธรรมดาของโลกได้จางหายไปตามกาลเวลาแล้ว แต่ความระลึกถึงและความตระหนักรู้ในมรดกอันล่ำค่าที่พระองค์ท่านฝากไว้ให้กับพวกเราไม่เคยเลือนหายไปไหนเลยครับ ยังคงอยู่ในหัวใจเสมอ ความดีงามใดๆ ในบทความนี้หากมีอยู่ เป็นของพระองค์ท่านแต่เพียงพระองค์เดียวครับ

“พระราชาของยูเก่งแค่ไหน ยิ่งใหญ่เพียงใด ยูเล่าให้ไอฟังแบบไม่ใส่อารมณ์อ่อนไหว หรือเล่าเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติได้มั้ย ขอเป็นข้อเท็จจริงให้ไอเห็นภาพที” (How smart and great was your late King? Could you tell me with emotion-free, no supernatural and fact-based explanation?) 

ผมโดนลูกค้าฝรั่งท่านหนึ่ง ที่มีพื้นเพมาจากประเทศที่เป็นต้นแบบของประชาธิปไตยยุคใหม่ ทั้งชีวิตคุ้นเคยแต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีและเปลี่ยนผู้นำทุกๆ 4ปีหรือ8ปี ยิงคำถามนี้ใส่แบบตรงๆ ในขณะที่เรากำลังนั่งทานข้าวเย็นด้วยกันเมื่อวาน หลังจากที่บทสนทนาบนโต๊ะอาหารประกอบไปด้วย สภาพเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ การเมือง และแนวโน้มการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ลูกค้าท่านนี้ทำอยู่ แล้วจู่ๆ ลูกค้าที่น่ารักของผมก็ถามประโยคนี้ขึ้นมาดื้อๆ แบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

ด้วยความที่ไม่ได้เตรียมตัวมาตอบคำถามที่ลึกซึ้งแต่ตรงเข้าแสกหน้าแบบนี้ แต่ก็รู้สึกว่าในฐานะประชาชนของพระองค์ท่าน ผมอยากที่จะตอบคำถามนี้ให้ดีที่สุด เพื่อที่จะทำให้ชาวต่างชาติเข้าใจถึงพระอัจฉริยภาพและพระเมตตาที่มีให้กับพวกเรามาตลอดรัชสมัยเพิ่มมากขึ้นอีกแค่คนเดียวก็ยังดี ผมนั่งนึกอยู่สักพักถึงเรื่องที่ได้เคยรับรู้ เคยศึกษามาเกี่ยวกับพระองค์ท่าน แล้วก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดตัวเลขคำนวณง่ายๆ ให้ลูกค้าฝรั่งท่านนี้ดู 

คิดง่ายๆว่าพระราชาของผม ครองราชย์มา 70ปี x 365 = 25,550วัน 
โครงการพระราชดำริมีทั้งหมด (จากที่เคยศึกษามา 4,600 กว่าโครงการ คิดง่ายๆ ตัวเลขกลมๆ ที่ 4,600) 25,550 หาร 4,600 เท่ากับ 5.554 

นั่นแปลว่าทุกๆ 5วันครึ่ง พระราชาของผมต้องทำโครงการออกมา 1 โครงการ ตลอดรัชสมัยอันยาวนาน 70ปี ซึ่งนับได้เป็นชั่วชีวิตของคนหนึ่งคน แล้วแต่ละโครงการที่พระองค์ท่านทำออกมาล้วนแต่เป็นโครงการที่ต้องอาศัยความพยายาม ความอดทน และสติปัญญาอย่างสูงในการที่จะพัฒนาออกมาให้สำเร็จ ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่ทุกคนรู้จัก ไม่ว่าจะเป็นฝนเทียม ปลานิล กังหันชัยพัฒนา การพัฒนาแหล่งน้ำ ที่ดินเพาะปลูก เขื่อนต่างๆ เปลี่ยนพื้นที่ปลูกฝิ่นทั้งภาคเหนือให้เป็นพืชเศรษฐกิจ และอื่นๆ อีกมากมาย แล้วที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือ พระราชาของผมไม่ได้ให้แค่เงินหรือสิ่งของแล้วก็ไป แต่สิ่งที่ทรงให้ประชาชนมาคู่กับสิ่งของเงินทองก็คือองค์ความรู้ แนวคิด แนวทางปฏิบัติและการสนับสนุนทุกวิถีทางในการที่จะทำให้ประชาชนพึ่งตัวเองไปได้ตลอดชีวิต จากรุ่นสู่รุ่น และเหลือแบ่งปันต่อๆ กันไปได้อีกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด 

ที่สำคัญคืองานของพระราชาของผมนั้นไม่มีวันจบสิ้น ยิ่งทำยิ่งเพิ่ม ยิ่งพระราชาของผมอายุเพิ่มมากขึ้น งานและภาระของพระองค์ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปอีก ทั้งการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ต่างๆ และการวางรากฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว แต่พระราชาของผมก็ไม่เคยท้อถอย ไม่เคยล้มเลิก แม้จะเจ็บป่วยหนักหนาสาหัสเพียงไหน แม้จะโศกเศร้าเสียใจจากการสูญเสียบุคคลในครอบครัวอันเป็นที่รักครั้งแล้วครั้งเล่า แม้จะโดนกดดันจากหลายทาง แม้จะโดนเข้าใจผิด โดนด่าว่าโดนใส่ร้ายอย่างไร พระราชาของผมก็ไม่เคยหยุดทำงานให้ประชาชน เรียกว่าทำงานอย่างหนักจนเลยวัยเกษียณไปไกลโข และคงไม่เกินเลยแต่อย่างใดเลยที่จะบอกว่าพระราชาของผมทำงานอย่างหนักเพื่อประชาชนที่พระองค์ท่านรักเหมือนลูกจนลมหายใจสุดท้าย ชีวิตของพระองค์ท่านทั้งชีวิต คือชีวิตที่ทุ่มเทและเสียสละ เพื่อผู้อื่นอย่างแท้จริง

นอกจากที่เล่ามานี้แล้ว พระราชาของผมยัง…………
…เก่งดนตรี เป็นนักดนตรีแจ๊สและนักแต่งเพลงที่เก่งมากๆ แต่งเพลงฮิตอมตะนิรันดร์กาลไว้มากถึง 48เพลง หนึ่งในนั้นถูกใช้เป็นเพลงประกอบละครบรอดเวย์มาอย่างยาวนาน
…เล่นกีฬาเก่ง เป็นนักกีฬาเรือใบระดับเหรียญทองของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
…เป็นนักเขียน เป็นตากล้อง เป็นศิลปินวาดรูปที่มีผลงานมากมายในระดับมืออาชีพ เป็นที่ยอมรับอย่างสูงทั้งในและต่างประเทศ
…เป็นนักวิทยาศาสตร์ นักคิด นักทดลอง นักประดิษฐ์ 
…เป็นนักปกครอง นักการทูต จอมทัพ นักปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์ นักการศึกษา และนักบริหารจัดการชั้นเซียน 
…เป็นครู ที่ให้ความรู้กับผู้คนต่างๆ มากมาย มาอย่างยาวนาน
…เป็นลูกกตัญญูที่ดูแลแม่ได้เป็นอย่างดีทั้งร่างกายและจิตใจแม้ว่าจะมีพระราชภารกิจมากมายเพียงใดก็ตาม 
…เป็นคนมีอารมณ์ขันแบบลึกซึ้งและคมคาย
…เป็นคนมีมารยาทและเสียสละ คิดถึงคนอื่นก่อนตัวเองเสมอ 
…รักเดียวใจเดียว ยึดมั่นกับรักแท้มาตลอดชีวิต เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของการมีชีวิตคู่ และการมีครอบครัว
…มีวิถีการดำรงชีวิตที่งดงาม เป็นตัวอย่างของการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ประหยัด ไม่ฟุ้งเฟ้อ ง่ายแต่งาม น้อยแต่มาก 
…และอื่นๆ อีกมากมาย
…………………………………
หลังจากทานข้าวเสร็จ ผมขับรถไปส่งลูกค้าที่ที่พัก เราไม่ได้คุยอะไรกันอีกตั้งแต่ออกจากร้านอาหารจนมาติดไฟแดงอยู่ใกล้ๆ กับป้ายไว้อาลัยขององค์กรหนึ่งที่มีรูปขาวดำของพระราชาของผมอยู่บนนั้น ลูกค้าของผมก็มองไปที่ป้ายนั้นอย่างไม่ละสายตา จนกระทั่งไฟเขียว จังหวะที่ผมกำลังออกตัว อยู่ๆ ลูกค้าก็ถามขึ้นมาอีกว่า ……

“แล้วยูเคยคิดมั้ยว่าพระราชาของยูต้องการอะไรจากการทุ่มเททำงานหนักขนาดนี้ แล้วความสุขของพระองค์ท่านล่ะ คืออะไร?” (Have you ever thought of the reasons why he had to dedicate himself at this level for his works? What was his happiness, really?) 

ผมก็ตอบไปตรงๆ อย่างที่คิดว่า พระราชาของผมนั้นจะทรงคิดอะไรอยู่ตลอดเวลาทรงงานอันยาวนานผมก็ไม่อาจรู้ได้ แต่สิ่งที่เป็นความจริง (fact) ที่คนไทยทุกคนรับรู้มาตลอดก็คือ พระราชาของผมใส่ใจเรื่องความสุขของพระองค์เองอยู่ในลำดับท้ายๆ เสมอ ความสุขเล็กๆ น้อยที่พระองค์ท่านพอจะมีก็เป็นเรื่องธรรมดาสามัญอย่างที่สุด เช่น การทรงดนตรีบ้าง การได้เล่นผ่อนคลายกับสุนัขทรงเลี้ยงบ้าง แต่ความสุขที่สุดของพระองค์ท่านก็น่าจะเป็นการได้อยู่ท่ามกลางประชาชนของพระองค์ ได้ทรงรับรู้ว่าพวกเรารักท่านเพียงไร ความต้องการของพระองค์ท่านก็น่าจะมีเพียงอย่างเดียว คือการทำให้ประชาชนที่รักของพระองค์ท่านมีความสุขเท่านั้น

หลังจากส่งลูกค้าถึงที่พักเรียบร้อย ก่อนจากกันคืนนั้น ผมก็ออกตัวกับลูกค้าว่าผมก็ไม่รู้ว่าผมตอบคำถามได้ดีแค่ไหน เพราะจริงๆ ก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่จำเป็นต้องตอบในเวลาจำกัด แต่ถ้าจะพอทำให้เข้าใจพระราชาของผมมากขึ้นได้แม้จะแค่เล็กน้อย ผมก็จะดีใจมาก ลูกค้าตอบมาแค่สั้นๆ ครับว่า “Thank you for your explanation. Now I know how great he was. I’ll surely be one of millions people somewhere on Rajadamnoen road on the big day to experience all the love you mentioned”

รักในดวงใจนิรันดร์
ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณไม่เคยลืมเลือน
กวิล นาวานุเคราะห์

จีนฟันโทษประหารชีวิต!! อดีตนักการเมืองมองโกเลียใน รอลงอาญา 2 ปี ฐานรับสินบนมโหฬารกว่า 2 พันล้าน

(15 ต.ค. 68) ศาลประชาชนเมืองอี้ชาง มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน มีคำพิพากษาให้ 'หวัง ป๋อ' (Wang Bo) อดีตรองประธานคณะกรรมาธิการถาวรสภาประชาชนเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน มีความผิดฐานรับสินบนกว่า 449 ล้านหยวน (ราว 2.3 พันล้านบาท) ลงโทษประหารชีวิตแต่ให้รอลงอาญา 2 ปี พร้อมยึดทรัพย์ทั้งหมดและตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต

ศาลระบุว่า หวัง ป๋อ ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้บุคคลและหน่วยงานต่าง ๆ ตั้งแต่ช่วงปี 2023 ถึง 2024 ทั้งในด้านธุรกิจ การจัดจ้างโครงการ และการเลื่อนตำแหน่ง โดยแลกกับเงินสินบนจำนวนมหาศาล ซึ่งถือเป็นความผิดร้ายแรงที่สร้างความเสียหายอย่างยิ่งต่อผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน

ทั้งนี้ แม้จำเลยให้การรับสารภาพและคืนทรัพย์สินบางส่วน ศาลจึงลงโทษสถานเบาประหารชีวิตให้รอลงอาญา แต่ระบุชัดว่าจะไม่มีสิทธิ์ลดโทษหรือพักการลงโทษใด ๆ หมายความว่า 'หวัง ป๋อ' จะต้องใช้ชีวิตที่เหลือทั้งหมดอยู่ในเรือนจำจนตาย

ผบช.ปส.ยกระดับปราบยาเสพติดข้ามชาติตามนโยบายรัฐบาล นำคณะไปจีน ร่วมประชุม 3 ฝ่าย ไทย-จีน-อเมริกา  แลกเปลี่ยนข้อมูล จับมือเดินหน้าปราบปรามยาเสพติดเอเชียแปซิฟิก 

เมื่อวานนี้ (14 ต.ค.2568) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. พร้อมคณะเดินทางไปร่วมประชุมสามฝ่ายระหว่างประเทศไทย จีน และสหรัฐอเมริกา ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ยาเสพติดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ณ เมืองกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 9-11 ต.ค.2568 

โดยมีนายเว่ย เสี่ยวจุน เลขาธิการบริหาร สำนักงานคณะกรรมธิการควบคุมยาเสพติดแห่งชาติจีน (National Narcotics Control Commission: NNCC) และ นายจอห์น พี. สก๊อต ผู้อำนวยการภูมิภาคตะวันออกไกล สำนักงานปราบปรามยาเสพติด กระทรวงยุติธรรม แห่งสหรัฐอเมริกา (Drug Enforcement Administration : DEA) เข้าร่วมประชุม ที่ประชุมได้หาความร่วมมือ 3 ฝ่ายร่วมกันปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่เอเชียแปซิฟิคอย่างจริงจังทุกมิติ  รวมทั้งมีการหยิบยกประเด็นการจับกุมเรือชื่อ จีเช็ง สัญชาติเซียราเลโอน บรรทุกไอซ์จำนวน 5ตัน ลูกเรือทั้งหมด7 คน ที่ได้มีการขนยาเสพติดจากฝั่งอันดามัน ข้ามช่องแคบมะละกา  ผ่านมายังน่านน้ำสากลฝั่งอ่าวไทย ก่อนมุ่งสู่ทะเลจีนใต้  ได้มีการส่งข้อมูลการติดตามไปยังหลายประเทศ  จนมาโดนจับโดย chinese coastguard ที่น่านน้ำทะเลจีนใต้ 

ซึ่งการประชุมความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นความร่วมมือ 3 ประเทศครั้งแรก  และเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ได้มีการแบ่งปันข้อมูลการสืบสวนทั้งสามฝ่ายที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพื่อจะขยายผลสืบสวนจับกุมขบวนการดังกล่าวต่อไป และยังได้พูดคุยแผนงานความร่วมมือในอนาคตอีกด้วย

จากนั้น คณะได้เดินทางไปยังท่าเรือเพื่อตรวจสอบเรือลำดังกล่าว ได้รับทราบรายละเอียดของการดัดแปลงเรือ การเก็บยาเสพติด การติดต่อสื่อสารในทะเล ยังได้รับทราบถึงรายละเอียดคดีของขบวนการอื่นที่เกี่ยวข้องในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคอีกส่วนหนึ่งเพื่อนำมาวางแผนป้องกันปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติที่จะลำเลียงผ่านประเทศไทย 

การประชุมกระชับความสัมพันธ์ในครั้งนี้ สืบเนื่องจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญจริงจังในการปราบปรามยาเสพติด ซึ่งไม่สามารถทำสำเร็จเพียงประเทศเดียว จึงต้องอาศัยความร่วมมือที่จริงจังและเหนียวแน่น ระหว่างประเทศ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.ที่รับผิดชอบงานยาเสพติด  จึงได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. และคณะ เดินทางเข้าร่วมประชุมดังกล่าว ซึ่งจะช่วยยกระดับการทำงานปราบปรามยาเสพติดของไทยในการบูรณาการร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของนานาประเทศ  

ตร.ท่องเที่ยว บุกจับ 4 ทหารอิสราเอล ปาร์ตี้ยาเสพติด!! กลางวิลล่าหรูเกาะพะงัน

(14 ต.ค. 68) ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงันสนธิกำลังฝ่ายปกครอง บุกจับ 4 ชาวอิสราเอลภายในวิลล่าหรู หลังได้รับแจ้งจากนักท่องเที่ยวต่างชาติว่ามีการจัดปาร์ตี้เสียงดังรบกวนชาวบ้านกลางดึก ตรวจค้นพบของกลาง “ยาอี” และ “โคเคน” รวมกว่า 1.9 กรัม ขณะตรวจปัสสาวะพบสารเสพติดในร่างกายทั้งหมด 4 คน 

ผู้ต้องหาทั้ง 4 ให้การว่า จัดปาร์ตี้ฉลองหลังทราบข่าว “ฉนวนกาซาประกาศยุติสงคราม” โดยร่วมกันสั่งซื้อยาเสพติดจากเพื่อนชาวอิสราเอลที่มาร่วมงาน แต่ไม่ทราบชื่อจริง ก่อนจะถูกจับได้ขณะกำลังนั่งคุยและเสพยาอยู่ในวิลล่า เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา “ร่วมกันมียาเสพติดประเภท 1 และ 2 ไว้ในครอบครองเพื่อเสพโดยผิดกฎหมาย”

ด้าน พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สว.ส.ทท.5 เปิดเผยว่า จากกระแสต่อต้านนักท่องเที่ยวอิสราเอลในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ตำรวจเข้มงวดเป็นพิเศษ พร้อมยืนยันว่าเจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีตามกฎหมายโดยไม่ละเว้น ทั้งนี้ได้ส่งผู้ต้องหาพร้อมของกลางให้พนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน ดำเนินคดีต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top